บล็อก

ถึงเธอ เฮอร์มิเทจ พิพิธภัณฑ์แห่งกรุงเซนปีเตอร์เบิร์ก

โพสต์เมื่อ 07 ตุลาคม 2559

“มีแค่หนูกับฉันเท่านั้นที่สามารถชื่นชมผลงานเหล่านี้ได้”  นี่คือส่วนหนึ่งในบันทึกคำกล่าวของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 มหาราช หรือซารีนาแคทเธอรีน ผู้เก็บสะสมสมบัติส่วนพระองค์และพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซียขึ้น ภายในพระราชวังฤดูหนาวหรือเฮอร์มิเทจ ณ กรุงเซนปีเตอร์เบริ์ก  เมืองเซนปีเตอร์เบริ์ก (St.Petersburg) มี 3 ชื่อและเปลี่ยนชื่อตามยุคสมัย ชื่อเซนปีเตอร์เบริ์ก เริ่มใช้ในปี ค.ศ.1703-1914    ต่อมาเปลี่ยนเป็นเปโตรกราด (Petrograd)  ใช้ในปี ค.ศ.1914 -1924  และเลนินกราด (Leningrad) ใช้ในปี ค.ศ. 1924 -1991 จากนั้นจึงกลับมาใช้เซนต์ปีเตอร์เบิร์กอีกในปี ค.ศ. 1991ถึงปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะได้เห็นข้าวของสมบัติสะสมของพระนาง จวบจนศตวรรษที่ 18  เมื่อพระราชวังแห่งนี้ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในชื่อ พิพิธภัณฑ์สเตจเฮอร์มิเทจ(State Hermitage Museum)  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับการบันทึกในหนังสือสถิติโลกกินเนสส์ว่า เป็นหอศิลป์ที่มีงานสะสมมากชิ้นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ตามไปชมกันค่ะ พระนางแคทเธอรีนที่ 2 มหาราช (ภาพโดยอมรรัตน์ นุกูล) พิพิธภัณฑ์สเตทเฮอร์มิเทจ หรือพระราชวังฤดูหนาว (ภาษารัสเซีย: Зи́мний дворе́ц)  คำว่า "เฮอร์มิเทจ" มาจากรากศัพท์ดั้งเดิมภาษาฝรั่งเศสและภาษาละติน eremites หรือ hermit ที่แปลว่า ผู้อยู่สันโดษ โดดเดี่ยวตามลำพัง ในอดีตเคยเป็นพระราชวังหลวงของราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov) ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1732 ถึง 1917 ตั้งอยู่ระหว่างท่าวัง (Palace Quay) ของแม่น้ำเนวา (แม่น้ำที่เชื่อมทางออกสู่ทะเลอ่าวฟินแลนด์) กับจัตุรัสพระราชวัง (Palace Square)ที่เป็นลานอันกว้างใหญ่ อยู่ด้านหน้าของเฮอร์มิเทจ ตรงกลางลานเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 (Alexander I หรือ Alexander Column)  สร้างในปี ค.ศ. 1801-1825 เป็นรูปนางฟ้ายืนถือไม้กางเขนอยู่บนยอดเสาหินแกรนิตสีแดง สูงรวม 47.5 เมตร หนักถึง 600 ตัน เป็นสัญลักษณ์ที่ระลึกถึง พระเจ้า Alexander I ทีมีชัยชนะเหนือจักรพรรดิโปเลียน ในปี ค.ศ.1812 อาคารเฮอร์มิเทจเป็นตึกโทนสีเขียวตัดกับสีขาว ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบบาโรค (Baroque Style) สร้างในปี ค.ศ. 1764 ตัวอาคารเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงราว 30 เมตร ด้านหน้ามีความยาว 250 เมตร ออกแบบด้วยสถาปนิกหลายคน โดยมีสถาปนิกหลักคือ ฟรานเชสโก บาร์โทโลมีโอ รัสเทรลลี  (Francesco Bartolomeo Rastrelli)ชาวอิตาเลียน  มีการก่อสร้างเพิ่มเติมและดัดแปลงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมีอาคารเชื่อมต่อกันจำนวน 5 หลังได้แก่ พระราชวังฤดูหนาว(Winter Palace) เฮอร์มิเทจอาคารเล็ก (Small Hermitage) เฮอร์มิเทจอาคารเก่า (Old Hermitage) เฮอร์มิเทจอาคารใหม่ (New Hermitage) และ โรงละครเฮอร์มิเทจ(Hermitage Theatre) อาคารพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) การเข้าเยี่ยมชมเฮอร์มิเทจนั้นสามารถซื้อตั๋วได้แบบปกติ และแบบผ่านทางเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ  หากซื้อแบบทางออนไลน์แล้ว คุณก็จะได้รับตั๋วผ่านทางอีเมลที่ลงทะเบียนไว้  ส่วนประตูทางเข้าของผู้ที่ซื้อตั๋วแบบออนไลน์นั้น  อยู่บริเวณอาคารเล็กเฮอร์มิเทจ (Small Hermitage) ให้เลี้ยวขวาตรงด้านประตูทางเข้าหลัก เมื่อเดินผ่านเข้าประตูแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกระเป๋า ด้านในมีห้องน้ำกว้างขวาง สะดวก  และมีพื้นที่ขายของที่ระลึก อีกทั้งไม่ต้องแลกตั๋วเข้าชมแต่ประการใด เพียงแค่คุณพิมพ์ตั๋วที่มีแถบบาร์โคด ให้ครบถ้วนก็สามารถนำตั๋วที่พิมพ์ออกมานั้น  สแกนผ่านเครื่องแล้วเข้าไป ด้านในอย่างสะดวกสบาย สำหรับราคาตั๋ว 1 วัน อยู่ที่ 17.95 ดอลล่าห์  (ประมาณ 650 บาท )  ตั๋ว 2 วัน ราคา  22.95 ดอลล่าห์ ราคานี้รวมค่าถ่ายภาพและกล้องวิดิโอ เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้คุณยังสามารถดาวน์โหลแอพพลิเคชั่นของเฮอร์มิเทจได้ผ่านบนหน้าจอมือถือ แอพพลิเคชั่นนี้ แสดงข้อมูลทั้งความเป็นมา การเดินทาง ตั๋วเข้าชม แผนผังห้องจัดแสดง ข้อมูลเบื้องต้น คอลเล็กชั่นต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมข่าวสาร นิทรรศการของพิพิธภัณฑ์  Free Wifi  นี่สินะสมเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ต้องปรับตัวตามกระแส     ที่สำคัญขอแนะนำว่า ต้องวางแผนการเดินทางที่นี่ให้ดีนะคะ เพราะพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก งานศิลปะวัตถุไม่ว่าจะเป็น รูปปั้น ภาพเขียน ภาพวาด นาฬิกา ราชรถ อาวุธ เฟอร์นิเจอร์ต่าง ฯลฯ มีจำนวนถึงสามล้านชิ้น!!!และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก่าที่สุดในโลก  จากการจัดอันดับ 10 พิพิธภัณฑ์น่าชมทั่วโลก จัดโดย BBC Culture State Hermitage Museum Application ความเป็นมาของเฮอร์มิเทจนั้น แรกเริ่มสร้างเพื่อใช้เป็นพระราชวังที่ประทับของพระนางอลิซาเบธ (ค.ศ.1741-1761 ) และก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 1762 แต่พระนางอลิซาเบธสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน ทำให้พระราชวังแห่งนี้ กลายเป็นที่ประทับของซารีนา แคทเทอรีน หรือ พระนางแคทเธอรีนที่ 2 มหาราช (ค.ศ.1762-1796 ) ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 (ค.ศ.1761-1762) พระราชสวามี  ซึ่งตลอดในรัชสมัยของพระนางนั้น รัสเซียได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจหนึ่งของยุโรป เพราะรัสเซียขณะนั้นได้ขยายพรมแดนออกไปทางด้านทะเลดำและทะลเมดิเตอร์เรเนียนได้สำเร็จ รวมทั้งได้มีการปฏิรูประบอบการปกครองและสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ ทำให้กรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก กลายเป็นมหานครที่เป็นศูนย์กลางการค้า สินค้าหรูหรา ฟุ่มเฟือยที่สำคัญของยุโรปและเอเชีย อีกเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงต่างนิยมสะสม ศิลปวัตถุ และรูปภาพที่มีชื่อเสียงและราคาแพง เพื่อประกวดประชันกัน ตลอดจนยินดีจ่ายค่าจ้างจำนวนมหาศาล  ให้คณะแสดงต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของยุโรปไม่ว่าจะเป็นคณะละคร ระบำ ดนตรี วงอุปรากร มาเปิดการแสดงที่นี่ ไม่เพียงแต่เหล่าชนชั้นสูงต่างประกวดประชันกันเท่านั้น ซารีนาแคทเธอลีน พระนางเองก็ทรงเป็นนักสะสมตัวแม่ พระนางเริ่มสะสมผลงานศิลปะ ในปี ค.ศ. 1764 จากพ่อค้าชาวเบอร์ลิน ชื่อ Johann Ernst Gotzkowsky โดยซื้อภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบ จำนวน 225 ภาพ ภาพทั้งหมดล้วนวาดโดยจิตรกรที่มีชื่อในยุโรปในขณะนั้น พระนางสะสมศิลปวัตถุและโบราณวัตถุจากนานาประเทศยุโรปเรื่อยมาจนทำให้พระราชวังเฮอร์มิเทจ ต้องขยายพื้นที่ เพื่อเก็บของสะสมนานาชนิดของพระนาง ในปี ค.ศ.1764 -1766 พระนาง มีพระบัญชาให้ ยูรี เฟลเทน (Yury Felten) ขยายพื้นที่การจัดสร้างพระราชวังไปยังด้านทิศตะวันออก  ปีถัดมาสั่งนายช่างชาวฝรั่งเศสชอง เบสติสต์ (Jean – Baptist Ballin de la Mothe) สร้างอาคารเพิ่มเติมทางด้านทิศเหนือบนฝั่งของแม่น้ำเนวา  และในระหว่างปีนั้นเองพระนางได้ วางของสะสมในศิลปะสมัยใหม่ (Neoclassic) มาไว้ยังอาคารที่เรียกว่า Small Hermitageและในระหว่างปี 1769 ถึง 1779 พระนางได้จัดซื้อภาพของศิลปินและภาพศิลปวัตถุ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากศิลปิน, ทายาทเจ้าของที่ผู้เคยครอบครองผลงานของศิลปิน อาทิ ภาพของ Bruhl 600 ภาพ ภาพของ Crozat  ภาพ Robert Walpole ในลอนดอน 198 ภาพ  ภาพวาดของท่านเคานท์ Baudouin 119 ภาพ นอกจากภาพวาดแล้วพระนางยังโปรดที่จะซื้อสะสมเครื่องประดับต่างๆ ไว้อย่างมากมาย ว่ากันว่าในตลอดพระชนม์ชีพของพระนางนั้น สะสมภาพวาดไว้ถึง 4,000 ภาพ หนังสือ 30,000 กว่าเล่ม เครื่องประดับแกะสลัก 10,000 ชิ้น ภาพเขียนกว่า 10,000 ภาพ เหรียญต่างๆ อีก 16,000 เหรียญ  นอกจากนั้นยังมีของสะสมอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทางธรรมชาติ และมนุษย์จัดทำขึ้น เหรียญตรา ห้องที่ใช้จัดวางข้าวของเหล่านี้ ต้องใช้พื้นที่ที่มีทั้งหมดราว 400 กว่าห้อง ต่อมาในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 (คศ.1801-1825) และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 (คศ.1840 -1843) ได้ทรงจัดซื้อภาพวาดเพิ่มขึ้น พร้อมกับจัดหมวดหมู่ของสะสมต่างๆ   รวมทั้งปรับปรุงอาคารเล็กของเฮอร์มิเทจเรื่อยมา จนกระทั่ง อาคารใหม่ของเฮอร์มิเทจสร้างเสร็จ จึงได้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1852 ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจแบ่งออกเป็น 3 ชั้น  พื้นที่จัดแสดงหลัก อาทิ ห้องอิยิปต์ (Egyptian) ห้องศิลปะคลาสสิก (Classical) ห้องศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์(Prehistoric art)ห้องศิลปะวัตถุแสดงเครื่องประดับ(Jewelry and decorative art) ห้องศิลปะแบบอิตาเลียนและสเปน(Italian and Spanish fine art)ห้องอัศวิน(Knight's Hall) ห้องศิลปะยุโรปสไตล์บาโรค(Dutch Golden Age and Flemish Baroque) ห้องศิลปะแบบเยอรมัน อังกฤษ สวิส และฝรั่งเศส(German, British, Swiss and French fine art) ห้องศิลปะสมัยนีโอคลาสสิกและสมัยใหม่(Neoclassical, Impressionist, and post-Impressionist art) และ ห้องศิลปะรัสเซีย (Russian art)     เมื่อเดินผ่านเข้าไป ตามห้องหมายเลขต่างๆ แทบทุกห้องล้วนมีการตกแต่งที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน ภาพวาด ภาพเขียน ห้องนั่งเล่น ห้องสมุด ห้องโถง ฯลฯ สมพระเกียรติแห่งซาร์ (Tsar) รัสเซีย  เราตามไปชมความงดงามของเธอเฮอร์มิเทจ ห้องนิทรรศการและภาพศิลปะบางส่วนด้วยกันค่ะ ห้องบันไดจอร์แดน The Jordan Staircase บริเวณห้องโถงและบันได  ชั้น 1 ที่จะเดินเข้าไปชมยังห้องนิทรรศการต่างๆ ในบริเวณชั้น 2 สร้างในปี1866 แต่ถูกไฟไหม้เสียหายใน ปี 1837 (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) ห้องมาลาไคท์ The Marachite Room ชั้น 2 ห้อง หมายเลข 189 หินมาลาไคท์เป็นหินที่พบมากในรัสเซีย ลักษณะเป็นสีเขียวสว่างไปจนถึงเขียวเข้มอมดำ มีความสวยงาม จึงถูกนำมาใช้ตกแต่งเพดานผนัง และใช้ในการตกแต่งพระราชวัง (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) ห้องเซนต์จอร์จ The St. George Hall ชั้น 2 ห้องหมายเลข 198 ห้องนี้ใช้สำหรับต้อนรับ และจัดพิธีฉลองอย่างเป็นทางการ ที่สุดปลายห้อง เป็นบัลลังค์ใหญ่ทำขึ้นที่ลอนดอน ส่วนพื้นเป็นไม้ปาร์เก้ทำจากไม้ถึง 16 ชนิดด้วยกัน แขวนแชนเดอเลียร์ ไว้อย่างอลังการ (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) ห้องสงคราม War Gallery of 1812 เป็นการระลึกถึงชัยชนะของรัสเซียที่มีต่อนโปเลียนของฝรั่งเศส บนกำแพงจะแขวนภาพของนายพลที่รบในสงครามปี 1812 จำนวน 332 ท่าน (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) ห้องอิตาเลียน The Large Italians Skylight Room ชั้น 2 ห้องหมายเลข 238ภายในห้องนี้ตกแต่งด้วยปฏิมากรรมหินอ่อน และการตกแต่งห้องด้วยวาดผนังห้องอย่างสวยงาม (ภาพโดย นฤมล น ธรรมโม) ห้องราฟาเอล The Raphael Loggias ห้องหมายเลข 227 เป็นห้องระเบียงยาวประกอบด้วยภาพวาด ผลงานของ Raphael รวมเรื่องราวตามคัมภีร์ไบเบิล   (ภาพโดย ฤตา ไชยอิ่นแก้ว) ห้องโถงประจำราชวงศ์ The Armorial Hall ออกแบบเพื่อใช้เป็นห้องโถงต้อนรับ  สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงปีเตอร์ มหาราช มีบัลลังก์ และรูปของพระองค์อยู่ด้านหลัง ยิ่งใหญ่อลังการด้วยเสาทองต้นใหญ่ (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) โบสถ์ใหญ่ในเฮอร์มิเทจ Grand Church ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีอภิเษกสมรส และพิธีทางศาสนาต่างๆ (ภาพโดยอมรรัตน์ นุกูล) ห้อง Pavilion Hall หมายเลข 204 เป็นห้องสีขาวขนาดใหญ่ มีแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ละลานตาจำนวน 28 โคม มีนาฬิกานกยูงทองลำแพนหางได้ และด้านข้างประกอบด้วย  นกฮูก และไก่สีทอง สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่ยังทำงานได้อยู่ สามารถชมนาฬิกานี้ทำงานได้ผ่านจอทีวีที่อยู่ด้านข้าง (ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล) บางส่วนของ ภาพศิลปะ ปฎิมากรรม เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ ในศตวรรษที่ 16 -18 ภาพโดย นฤมล น ธรรมโม ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล ภาพโดย ฤตา ไชยอิ่นแก้ว ภาพโดย ฤตา ไชยอิ่นแก้ว ภาพโดย อมรรัตน์ นุกูล หากเราเปรียบเฮอร์มิเทจ (Her – mitage) เป็นหญิง เธอผู้นี้ก็เปล่งประกายสวย อย่างมีระดับ  และยังอยู่และยืนหยัดท่ามกลางวิกฤตการณ์หลายครั้ง ดังเช่น  ตัวพระราชวังได้ประสบเพลิงไหม้อย่างหนักในปี ค.ศ. 1837    และเคยถูกจู่โจมทั้งจากทหาร และประชาชนในช่วงการปฏิวัติรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1917  ไม่เว้นแม้แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1941 กองทัพนาซีได้เข้าปิดล้อมกรุงเซนปีเตอร์เบิร์กนานถึง 900 วัน โชคดีที่ศิลปวัตถุจำนวนกว่า 2 ล้านชิ้น ได้ถูกขนย้ายด้วยรถไฟ นำไปซ่อนไว้ที่เทือกเขาอูราล ที่เมืองเอกาเตรินเบิร์ก ได้ทัน และยังขนย้ายไปอีกหลายแห่ง ทำให้บางส่วนถูกนำมาขายทอดตลาดให้กับต่างชาติ ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ สำหรับในช่วงปี ค.ศ. 1918 รัฐบาลสหภาพโซเวียตได้ชี้นำอุดมการณ์ทางการเมือง ด้วยการใช้นโยบายนำศิลปะแบบสังคมนิยมไปสู่ประชาชน  เชิญชวนให้สาธารณะชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และตัดสินใจว่ารัฐควรจัดซื้อและรวบรวมงานศิลปะแบบใดเป็นสมบัติของประเทศ พระราชวังเฮอร์มิเทจเองก็ได้เป็นหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับประชาชนโดยมีการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ การแสดง และการบรรยายด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการจัดแสดงคอนเสิร์ตเพื่อประชาชนขึ้นเป็นประจำ กิจกรรมที่ว่านี้ยังคงสืบทอดจนถึงปัจจุบัน   นอกจากนี้รัฐบาลโซเวียตยังนำสมบัติของพระเจ้าซาร์และราชวงศ์จากพระราชวังอื่นๆ มารวมไว้ที่เฮอร์มิเทจ  และพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ยังมีชื่อการจัดตั้งสาขาในเมืองใหญ่ๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา อาทิ กรุงอัมสเตอร์ดัมใน เนเธอร์แลนด์กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมืองแฟร์รารา ประเทศอิตาลี และนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกาอีกด้วย เมื่อแรกเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ เราเดินชมของสะสม ภาพงานศิลปะอย่างพิจารณาถ้วนถี่ ถ่ายภาพกันเพลิดเพลิน แต่เรากลับพบว่าเพียง 3-4 ชั่วโมงนั้น เราเดินชมเพียงชั้น 2 และ 3 บางส่วนเท่านั้น นี่เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งที่ได้รู้จักเธอ เฮอร์มิเทจ จนเวลาใกล้จะปิดพิพิธภัณฑ์ ทำให้เราต้องรีบเดินจนถึงวินาทีสุดท้าย เจ้าหน้าที่ต้องไล่ต้อนพวกเราและนักท่องเที่ยวอื่นๆ ออกมารวมกันยังประตูทางออก หนึ่งในคณะของเราถึงกับเปรยขึ้นว่า   “We need 2 Years in Hermitage Museum”  เราขอเวลา 2 ปีในพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ !!    

คลังสำคัญไฉน

โพสต์เมื่อ 29 กันยายน 2559

พิพิธภัณฑ์หลายแห่งไม่มี “คลัง” หรือ “ห้องคลังเก็บวัตถุ” และยังไม่เข้าใจว่า คลังเก็บวัตถุคืออะไร มีประโยชน์ต่อพิพิธภัณฑ์ขนาดไหน แล้วถ้าอยากจะมีจะต้องจัดการอย่างไร ทุกประเด็นคำถามที่ชาวพิพิธภัณฑ์สงสัยสามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้   “คลัง” คือ อะไร “คลัง” เป็นคำเรียกอย่างสั้นและง่ายของ “ห้องคลังเก็บวัตถุ” ที่พิพิธภัณฑ์ทุกพิพิธภัณฑ์ควรมี เพราะห้องคลังเก็บวัตถุคือ สถานที่เก็บวัตถุสิ่งของของพิพิธภัณฑ์ ที่ไม่ได้นำออกแสดงในห้องจัดแสดง เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ขอเปรียบพิพิธภัณฑ์เป็นเสมือนร้านขายของ ห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ก็คือ หน้าร้าน ส่วน “คลัง” หรือ “ห้องคลังเก็บวัตถุ” ก็คือ “โกดังเก็บสินค้า” ของร้าน เป็นที่เก็บสินค้าสำรอง รวมถึงสินค้าตัวใหม่ที่ร้านยังไม่ได้นำออกจำหน่าย ห้องคลังเก็บวัตถุทำหน้าที่เช่นเดียวกัน คือ เก็บวัตถุสิ่งของสำรอง และวัตถุสิ่งของทุกชิ้นของทางพิพิธภัณฑ์   “คลัง” มีประโยชน์อย่างไร นอกจากคลังเก็บวัตถุจะทำหน้าที่เก็บวัตถุสิ่งของที่ยังไม่ได้นำออกแสดง และเป็นที่เก็บวัตถุสำรองของทางพิพิธภัณฑ์แล้ว คลังยังมีประโยชน์อย่างมากต่อห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ เพราะคลังจะเป็นตัวช่วยแรกที่ทำให้ห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์สวยงาม และไม่หนาแน่นแออัดเกินไปด้วยวัตถุสิ่งของที่ซ้ำกัน อย่างเช่น ถ้าพิพิธภัณฑ์มีตะเกียงเจ้าพายุทั้งหมด 20 ดวงที่รูปร่างลักษณะเหมือนกัน พิพิธภัณฑ์อาจจะจัดแสดงเพียง 3- 5 ดวงเพื่อเป็นตัวอย่าง ส่วนตะเกียงที่เหลือก็เก็บเข้าคลังเก็บวัตถุ เพื่อเป็นวัตถุสำรองหรือเป็นวัตถุหมุนเวียนในการจัดแสดง เป็นต้น ภาพ: พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด ก่อนมีห้องคลังเก็บวัตถุ      ภาพ: ตู้จัดแสดงโกศเก็บอัฐิ (บางส่วน) ของพิพิธภัณฑ์ หลังมีห้องคลังเก็บวัตถุ   ขณะเดียวกันเมื่อมีวัตถุสิ่งของในห้องจัดแสดงน้อยลง ก็ทำให้รู้ว่า วัตถุสิ่งของที่จัดแสดงอยู่แต่ละชิ้นมีสภาพเป็นอย่างไร ทำให้ดูแลรักษาได้ง่ายและทั่วถึง เช่นเดียวกับวัตถุสิ่งของที่อยู่ในห้องคลังเก็บวัตถุก็จะได้รับการดูแลและรักษาสภาพของวัตถุให้มีอายุยืนยาวได้ เมื่อมีการจัดเก็บที่ถูกวิธี นอกจากนั้นเมื่อวัตถุสิ่งของทั้งในห้องจัดแสดงและห้องคลังเก็บวัตถุเกิดสูญหาย ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ก็สามารถรู้ได้ทันที เนื่องจากมีการตรวจนับและคัดแยกประเภทของวัตถุสิ่งของก่อนนำเข้าห้องคลังเก็บวัตถุ อีกประการหนึ่ง เมื่อห้องจัดแสดงมีความเป็นระเบียบก็ทำให้ดูแลได้ง่ายและทั่วถึงเช่นเดียวกัน ถ้าพิพิธภัณฑ์สามารถทำห้องคลังเก็บวัตถุอย่างเป็นระบบได้ คือ สามารถคัดแยกประเภทของวัตถุสิ่งของ ทำความสะอาดวัตถุอย่างถูกวิธี ทำการลงทะเบียนวัตถุทุกชิ้น นำวัตถุสิ่งของออกแสดงเป็นบางส่วนและเก็บวัตถุสำรองอย่างถูกวิธีไว้ในห้องคลังเก็บวัตถุ ก็จะทำให้ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สามารถรู้ได้ว่า พิพิธภัณฑ์มีวัตถุสิ่งของที่อยู่ในความครอบครองกี่ประเภท อะไรบ้าง และมีจำนวนเท่าไร ซึ่งก็จะง่ายในการค้นหาวัตถุสิ่งของและนำออกไปจัดแสดงนิทรรศการทั้งชั่วคราวและถาวร บางครั้งห้องคลังเก็บวัตถุที่จัดทำอย่างเป็นระบบก็สามารถทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องจัดแสดงอีกห้องหนึ่งของทางพิพิธภัณฑ์ด้วย   “คลัง” ควรอยู่ที่ไหน ตอนนี้คิดว่า ชาวพิพิธภัณฑ์หลายคนเริ่มสนใจอยากจะมี“คลัง” เป็นของส่วนตัว คำถามต่อมาก็คือ ห้องคลังเก็บวัตถุควรอยู่ตรงไหนในพิพิธภัณฑ์ ในเรื่องนี้คงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่า ห้องคลังเก็บวัตถุควรอยู่ตรงไหน แต่สิ่งที่ชาวพิพิธภัณฑ์ต้องคำนึกถึงก่อนก็คือ 1. วัตถุสิ่งของสะสมที่ทางพิพิธภัณฑ์มีอยู่นั้น เป็นวัตถุประเภทไหน จำนวนเท่าไร 2. วัตถุสิ่งของสะสมทั้งหมดของทางพิพิธภัณฑ์มีมาก- น้อย ประมาณไหน 3. ในพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่ว่างหรือไม่ กว้าง- ยาว เท่าไร ถ้าพิพิธภัณฑ์แห่งใดมีวัตถุสิ่งของสะสมมากและมีพื้นที่ว่างในพิพิธภัณฑ์มาก ขอแนะนำให้กันพื้นที่ว่างนั้นไว้ และจัดทำเป็นห้องคลังเก็บวัตถุ ตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม ได้กันพื้นที่ชั้นบนอาคารจัดแสดงหลังที่ 2 ของพิพิธภัณฑ์เป็นห้องคลังเก็บวัตถุ เนื่องจากมีวัตถุสิ่งของสะสมจำนวนมากและหลากหลายประเภท ประกอบกับพื้นที่ชั้นบนของอาคารจัดแสดงหลังนี้ เดิมเป็นพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทางพิพิธภัณฑ์จึงเห็นควรให้ดัดแปลงใช้เป็นห้องคลังเก็บวัตถุของพิพิธภัณฑ์ ด้วยการต่อชั้นวางวัตถุสิ่งของขึ้น จากนั้นก็นำวัตถุสิ่งของที่เป็นส่วนเกินในการจัดแสดงมาจัดเก็บรักษาไว้ที่คลัง มีการแบ่งแยกตามชนิดและประเภทของวัตถุ   ภาพ: สภาพห้องเดิมก่อนดัดแปลงทำเป็น “ห้องคลังเก็บวัตถุ”   ภาพ:  ชั้นเหล็กสำหรับวางวัตถุ ในห้องคลังเก็บวัตถุ                    ภาพ: สภาพปัจจุบันของห้องคลังเก็บวัตถุ ของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด   ในกรณีที่พิพิธภัณฑ์ไม่มีพื้นที่ว่างหรือพื้นที่ใหม่สำหรับทำห้องคลังเก็บวัตถุ ก็สามารถใช้พื้นที่ในการจัดแสดงเป็นพื้นที่คลังเก็บวัตถุได้ อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก ที่ใช้ห้องจัดแสดงวัตถุเป็นห้องคลังเก็บวัตถุไปพร้อมกัน วิธีการนี้จะเหมาะกับพิพิธภัณฑ์ที่มีวัตถุสิ่งของสะสมน้อยและชนิดของวัตถุซ้ำกัน ในบางครั้งห้องคลังเก็บวัตถุก็เป็นส่วนหนึ่งของห้องจัดแสดงที่มีสภาพเป็นบ้านจำลอง ห้องเก็บของในบ้าน หรือยุ้งฉางจำลองที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น   ภาพ: ห้องจัดแสดงที่เป็นห้องคลังเก็บวัตถุ ของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก     ภาพ: บ้านจำลองที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร จ.สมุทรสงคราม     ภาพ: ห้องคลังเก็บวัตถุที่มีสภาพเป็นห้องเก็บของภายในบ้านจำลอง   พิพิธภัณฑ์บางแห่งอาจจะหาพื้นที่ใหม่ให้กับการทำห้องคลังเก็บวัตถุ ขณะที่บางแห่งไม่มีพื้นที่มากขนาดนั้น ก็อาจจะใช้ห้องจัดแสดงเป็นห้องคลังเก็บวัตถุ หรือบางที่ก็ให้ห้องคลังเก็บวัตถุเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ห้องคลังเก็บวัตถุจะอยู่ที่ไหนในพิพิธภัณฑ์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม จำนวนวัตถุสิ่งของสะสม ประเภทของวัตถุสิ่งของ และพื้นที่ว่างในพิพิธภัณฑ์    “คลัง” มีกี่แบบ นอกจากพิพิธภัณฑ์จะต้องพิจารณาความเหมาะสม จำนวนวัตถุสิ่งของและที่ว่างในพิพิธภัณฑ์แล้ว รูปแบบของคลังก็มีผลต่อการทำห้องคลังเก็บวัตถุด้วย เพราะห้องคลังเก็บวัตถุแต่ละแบบจะมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกัน ดังนั้น จะเลือกทำห้องคลังเก็บวัตถุแบบไหน ก็ควรต้องพิจารณาเงื่อนไขและปัจจัยที่เหมาะกับพิพิธภัณฑ์ให้มากที่สุด ห้องคลังเก็บวัตถุแบ่งได้ 2 แบบคือ 1. ห้องคลังเก็บวัตถุแบบเปิดเป็นห้องคลังเก็บวัตถุที่อนุญาตให้คนดูได้เห็นวัตถุสิ่งของสะสมของทางพิพิธภัณฑ์ได้ทั้งหมด ห้องคลังแบบนี้มักจะอยู่ที่เดียวกับห้องจัดแสดงวัตถุ หรือเป็นส่วนหนึ่งของห้องจัดแสดง เช่น พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน จ. ลำปาง ข้อดีของห้องคลังเก็บวัตถุแบบเปิด คนดูสามารถชมวัตถุสิ่งของสะสมของพิพิธภัณฑ์ได้ทั้งหมด คนดูสามารถเข้าถึงวัตถุสิ่งของได้ง่าย ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สามารถควบคุมและดูแลรักษาวัตถุสิ่งของได้ง่าย เมื่อเกิดการสูญหายหรือเกิดความเสียหายกับวัตถุ ข้อเสียของห้องคลังเก็บวัตถุแบบเปิด วัตถุสิ่งของในพิพิธภัณฑ์เกิดการสูญหาย และอาจได้รับความเสียหายได้ง่าย ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ต้องทำความสะอาดวัตถุสิ่งของอย่างสม่ำเสมอ   2. ห้องคลังเก็บวัตถุแบบปิดเป็นห้องคลังเก็บวัตถุที่ไม่อนุญาตให้คนดูได้เห็นวัตถุสิ่งของสะสมครบทุกชิ้น ทางพิพิธภัณฑ์จะเป็นผู้เลือกวัตถุ และนำมาจัดแสดงให้เห็นเป็นบางส่วนเท่านั้น ห้องคลังแบบนี้อาจจะเป็นห้องคลังที่สร้างพื้นที่ขึ้นมาใหม่ หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งของฉากการจัดแสดงก็ได้ เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม หรือห้องคลังเก็บวัตถุที่อยู่ในบ้านจำลอง ที่พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร จ.สมุทรสงคราม ข้อดีของห้องคลังเก็บวัตถุแบบปิด สามารถเก็บวัตถุสิ่งของที่ชำรุดหรือเสียหาย หรือสิ่งของที่ไม่ต้องการให้คนดูชม ออกจากห้องจัดแสดงได้ สามารถรักษาสภาพของวัตถุสิ่งของได้ดีกว่าห้องคลังแบบเปิด ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สามารถดูแลรักษาวัตถุสิ่งของได้ง่าย เมื่อเกิดการสูญหาย หรือเกิดความเสียหายกับวัตถุ ข้อเสียของห้องคลังเก็บวัตถุแบบปิด วัตถุสิ่งของในห้องคลังเก็บวัตถุถูกลืม หรือถูกละเลย  คนดูไม่สามารถเห็นวัตถุสิ่งของสะสมของพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด   วิธีการจัด “คลัง”           เมื่อถึงขั้นนี้ ชาวพิพิธภัณฑ์คงตัดสินใจได้แล้วว่า จะทำห้องคลังเก็บวัตถุแบบไหนดี จึงจะเหมาะสมกับพิพิธภัณฑ์ของตน ขั้นตอนในการทำห้องคลังเก็บวัตถุเริ่มจาก           1. หาพื้นที่ที่จะใช้เป็นห้องคลังเก็บวัตถุ ถ้าเป็นพื้นที่ใหม่ก็ควรจะต้องหาที่มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันการสูญหายของวัตถุ หรือถ้าใช้พื้นที่บางส่วนของนิทรรศการ เช่น ยุ้ง ฉาง หรือบ้านจำลอง ก็ควรเลือกบริเวณที่สามารถปิดล็อกกุญแจได้ เช่นเดียวกับการทำเป็นห้องคลังเก็บวัตถุแบบเปิด วัตถุสิ่งของชิ้นเล็กควรเก็บและจัดแสดงในตู้จัดแสดงที่มีกุญแจล็อกเรียบร้อย           2. ควรทำชั้น หรือนำตู้จัดแสดงที่เหลือใช้ มาทำเป็นที่วางวัตถุสิ่งของเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บ ดูแลรักษาวัตถุ และสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในห้องคลัง แต่ถ้าไม่มี ก็สามารถวางวัตถุไว้กับพื้นห้องได้           3. เมื่อได้พื้นที่ของห้องคลังเก็บวัตถุแล้ว ควรคัดแยกประเภทของวัตถุสิ่งของ           4. สำรวจสภาพของวัตถุสิ่งของ ทำความสะอาดวัตถุเบื้องต้น และทำทะเบียนวัตถุ           5. คัดเลือกวัตถุสิ่งของที่จะนำออกจัดแสดง (ในกรณีที่ทำห้องคลังแบบปิด) ส่วนวัตถุสิ่งของสำรอง และวัตถุสิ่งของชิ้นอื่นที่จะนำเก็บในห้องคลัง ก็ให้จัดเก็บให้ถูกต้องตามหลักวิธีการ เพื่อรักษาสภาพของวัตถุ           6. หมั่นเปิดเข้าไปทำความสะอาดห้องคลังเก็บวัตถุอย่างสม่ำเสมอ และควรสำรวจตรวจสอบสภาพวัตถุสิ่งของที่อยู่ในห้องคลัง           แต่ในความเป็นจริงนั้น พิพิธภัณฑ์อาจไม่สามารถทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาได้ เนื่องจากขาดบุคลากรทำงาน ประกอบกับมีวัตถุสิ่งของสะสมมากและไม่มีเวลา ในบางครั้ง มีคนขอเข้าชมพิพิธภัณฑ์มาก จะให้ปิดเพื่อทำห้องคลังเก็บวัตถุก็ไม่ได้ วิธีแก้ไขในเรื่องนี้คือ หาพื้นที่สำหรับเป็นห้องคลังเก็บวัตถุ คัดเลือกวัตถุให้เหลือเฉพาะสำหรับการจัดแสดง ส่วนวัตถุที่เหลือเก็บเข้าห้องคลัง แล้วจึงคัดแยกประเภท ทำความสะอาด ทำทะเบียนวัตถุ และจัดเก็บตามขั้นตอนในภายหลัง เมื่อห้องคลังเก็บวัตถุเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการจัดทำ และการดูแลรักษา           ห้องคลังเก็บวัตถุเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งทุกประเภทที่ควรมี เพราะนอกจากจะทำให้ห้องจัดแสดงมีความสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ห้องคลังเก็บวัตถุยังสามารถช่วยยืดอายุของวัตถุสิ่งของได้ด้วย หากจัดเก็บอย่างถูกวิธี  ห้องคลังเก็บวัตถุอาจมีรูปร่าง/ลักษณะ และวิธีการจัดเก็บแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม   Tips สร้างความเข้าใจ พิพิธภัณฑ์        =  ร้านค้าขายของ ห้องจัดแสดง     =  หน้าร้าน ห้องคลังเก็บวัตถุ =  โกดังเก็บสินค้า วัตถุสิ่งของ       =  สินค้า

พาไปส่อง...พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว Tokyo National Museum

โพสต์เมื่อ 02 สิงหาคม 2559

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว Tokyo National Museum (TNM) เป็น 1 ใน 7 พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะอูเอโนะ (Ueno) เขตไทโดะ ในกรุงโตเกียว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1872 เป็นที่จัดเก็บ และจัดแสดงสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและของเอเชีย ทั้งงานศิลปะและโบราณวัตถุกว่า 110,000 ชิ้น มีอาคารจัดแสดงที่น่าสนใจถึง 6 อาคาร แต่ละอาคารต่างมีประวัติความเป็นมาและวัตถุจัดแสดงที่แตกต่างกันไป...แผนผังอาคารจัดแสดงภายใน Tokyo National Museumอาคารจัดแสดงหลักคือ อาคาร Honkan ที่เดิมสถาปนิกชาวอังกฤษ Josiah Conder ออกแบบไว้เป็นสไตล์ตะวันตก ต่อมาในปี ค.ศ.1923 ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหวในเขตคันโต จากนั้น วาตานาเบะ จิน (Watanabe Jin) ได้ออกแบบอาคารขึ้นใหม่เน้นให้เป็นตะวันออกมากขึ้น และเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.1932 เปิดให้เข้าชมในปี ค.ศ.1938 เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงศตวรรษที่ 19 โดยชั้น 2 ของอาคารเป็นห้องจัดแสดง “งานศิลปะชั้นครูของญี่ปุ่น” ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปโบราณ หน้ากาก เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ และอาวุธยุทโธปกรณ์อาคาร Honkan ภาพจาก: http://www.japan-guide.com/e/e3054_tokyo.htmlห้องจัดแสดงภายในอาคาร ภาพจาก: https://chillchilljapan.com/3-museums-in-ueno-park/วัตถุจัดแสดง ภาพจาก: http://japantourlist.com/tokyo-national-museum-a-few-hours-in-the-japanese-galleryวัตถุจัดแสดงภายในอาคาร Honkan ภาพจาก: https://chillchilljapan.com/3-museums-in-ueno-park/อาคารหลังที่สอง คือ อาคาร Hyokeikan เป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุด ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1909 ในวาระการเฉลิมฉลองงานอภิเษกของจักรพรรดิ Taisho ชื่ออาคารมีความหมายว่า "การแสดงความยินดี" รูปแบบอาคารถือเป็นตัวแทนงานสถ​​าปัตยกรรมแบบตะวันตกในสมัยเมจิตอนปลาย (ช่วงต้นศตวรรษที่ 20) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม ปัจจุบันเป็นที่จัดนิทรรศการชั่วคราวอาคาร Hyokeikan   ภาพจาก: http://www.gettyimages.comส่วนอาคารที่ตรงข้ามกับอาคาร Hyokeikan คือ อาคาร Toyokan ได้รับการออกแบบในปี ค.ศ. 1968 โดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Taniguchi Yoshiro เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะของเอเชีย และสิ่งประดิษฐ์จากประเทศจีน เกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง อินเดีย และอียิปต์อาคาร Toyokan ภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Toyokan_of_Tokyo_National_Museum.jpgอาคารหลังที่ 4 ตั้งอยู่ด้านหลังอาคาร Honkan คือ อาคาร Heiseikan สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกงานอภิเษกสมรสของมกุฎราชกุมาร ในปี ค.ศ. 1993 เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุของญี่ปุ่น และนิทรรศการชุดพิเศษ (Japanese Archaeology and Special Exhibition)อาคาร Heiseikan ภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Heiseikan_of_Tokyo_National_Museum.jpgส่วนอาคาร Horyuji Homotsukan หรือ The Gallery of Horyuji Treasures เป็นอาคารที่จัดแสดงสมบัติของวัดโฮรีว จังหวัดนารา ที่มอบให้กับทางสำนักราชวังพระราชสำนักอิมพีเรียล เมื่อปี ค.ศ.1878 ซึ่งมีมากกว่า 300 ชิ้น ตัวอาคารได้รับการออกแบบจาก Yoshio Taniguchi และใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการอนุรักษ์และนำเสนอ มีห้องจดหมายเหตุดิจิตอลที่อนุญาตให้ผู้ชมสามารถชมสมบัติของวัดโฮรีวได้ทุกชิ้น ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีคำอธิบายทั้งภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลี อังกฤษ และฝรั่งเศสให้เลือกอาคาร Horyuji Homotsukan ภาพจาก: http://www.arcspace.comอาคาร Kuroda Memorial Hall ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้ KurodaSeiki (1866- 1924) ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักว่า เป็นบิดาแห่งภาพวาดสไตล์ตะวันตกที่ทันสมัย ภายในจัดแสดงภาพวาดสีน้ำมัน ภาพสเก๊ตช์ของคุโรดะ และศิลปินคนอื่นๆ เปิดให้เข้าชม ปีละ 3 ครั้งๆ ละ 2 สัปดาห์เท่านั้น ท่านที่สนใจจะไปชม สามารถเช็คตารางการเปิด- ปิดได้ล่วงหน้าที่เว็บไซต์ http://www.tnm.jp อาคาร Kuroda Memorial Hall ภาพจาก: http://www.gotokyo.org/en/tourists/topics_event/topics/150202/topics.html Lakeside, 1897 ภาพจาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Kuroda_SeikiMaiko Girl, 1893 ภาพจาก: http://wiki.samurai-archives.com/index.php?title=Kuroda_Seikiเนื่องจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว มีนโยบายหมุนเวียนวัตถุที่จัดแสดงเป็นประจำ ทำให้การไปชมนิทรรศการแต่ละครั้งเราอาจจะไม่ได้พบวัตถุจัดแสดงชิ้นเดิม แต่จะพบวัตถุประเภทเดียวกันที่มีลักษณะคล้ายกันมากกว่า และในบางครั้ง (ภายในอาคาร Honkan- อาคารจัดแสดงหลัก) พิพิธภัณฑ์ก็จะกำหนดหัวข้อพิเศษขึ้นมา เพื่อนำเสนอวัตถุจัดแสดงที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ เช่น ช่วงเดือนมีนาคม- พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ดอกซากุระบานบานทั่วญี่ปุ่น ทางพิพิธภัณฑ์ก็ได้นำเสนอและจัดแสดงวัตถุประเภทต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับดอกซารุกะ หรือเทศกาลชมดอกซากุระแทรกไว้ในนิทรรศการหลักได้อย่างน่าสนใจ มีใบงานแจกให้ตามหาวัตถุชิ้นสำคัญและเล่นเกมส์ตามจุดต่างๆ ภายในห้องจัดแสดง เมื่อทำครบสามารถนำมาแลกรับของที่ระลึกได้อีกด้วย สำหรับการถ่ายภาพวัตถุจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ พบว่า บางอาคาร บางห้องจัดแสดง และวัตถุจัดแสดงบางชิ้น ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ หรือถ้าให้ถ่ายรูปได้ก็ห้ามใช้แฟลช อย่างไรก่อนลงมือกดชัตเตอร์สังเกตป้ายที่ติดตามตู้จัดแสดงด้วยค่ะ เพราะ TNM มีอาคารจัดแสดงถึง 6 อาคาร ที่มีเงื่อนไขการเปิด- ปิด และจัดแสดงวัตถุที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนไปเยี่ยมชมควรเช็คตารางเวลาของทางพิพิธภัณฑ์สักหน่อย เพื่อป้องกันความผิดพลาด แล้วจะพาลทำให้หงุดหงิดใจจนหมดสนุกในการชม แต่ถ้าไม่ได้เฉพาะเจาะจงจะชมวัตถุ หรือนิทรรศการใดเป็นพิเศษ ก็ขอแนะนำว่า ไปโตเกียวครั้งใด ไม่ควรพลาดการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยประการทั้งปวง... ถ้าไม่มีเวลาชมมากนัก ขอแค่ไปเดินชมความสวยของอาคาร และสวนภายในพิพิธภัณฑ์...ก็คุ้มแล้วค่ะ!!!Tohaku-Kun (ตุ๊กตาเต้นรำดินเผา) 1 ในมาสคอตประจำพิพิธภัณฑ์ TNMอ้างอิง Guide Map- Tokyo National Museum http://www.tnm.jp (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) http://www.japan-guide.com/e/e3054_tokyo.html (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) http://www.arcspace.com/features/yoshio-taniguchi-and-associates/the-gallery-of-horyuji-treasures/ (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) http://www.gettyimages.com/license/498158174 (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) http://japantourlist.com/tokyo-national-museum-a-few-hours-in-the-japanese-gallery (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) http://www.mangovine.net/site/entry/top_japanese_treasures_at_the_tokyo_national_museum (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Toyokan_of_Tokyo_National_Museum.jpg (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) http://www.gotokyo.org/en/tourists/topics_event/topics/150202/topics.html (เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559) https://chillchilljapan.com/3-museums-in-ueno-park/ (เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559) https://en.wikipedia.org/wiki/Kuroda_Seiki (เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559) http://wiki.samurai-archives.com/index.php?title=Kuroda_Seiki (เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559)

ธุรกิจพิพิธภัณฑ์ในกัมพูชาของเกาหลีเหนือ

โพสต์เมื่อ 28 มีนาคม 2559

ไม่นานนี้มีข่าวเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่น่าสนใจ และน่าแปลกใจ คือเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2558 ที่เมืองเสียมเรียบ มีการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ชื่อว่า “the Angkor Panorama Museum”  นำเสนอประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเขมรระหว่างศตวรรษที่ 9 -15 ผ่านรูปจำลองและภาพวาดขนาดใหญ่  แต่ที่กลายเป็นประเด็นเพราะเงินลงทุน แนวคิด การออกแบบ และศิลปินสร้างสรรค์ทั้งหมดไม่ได้มาจากคนกัมพูชาแต่มาจากเกาหลีเหนือ  จากสตูดิโอที่ชื่อว่า “มันซูแด” (Mansudae) เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงเกาหลีเหนือมักนึกถึง #สังคมนิยม #คิมอิลซุง #คิมจองอิล #อาวุธนิวเคลียร์ แต่เรามักไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับศิลปะ งานออกแบบ พิพิธภัณฑ์มากนัก เว็บไซต์นิวยอร์กไทม์เล่ารายละเอียดที่มาที่ไปของเรื่องนี้ และผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจดี นำมาเล่าสู่กันฟัง  หากใครสนใจอ่านต้นฉบับคลิกตามนี้เลยค่ะ “An Art Powerhouse From North Korea” อย่าลืมว่าที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักให้ความสนใจเพราะว่ามันเป็นเรื่อง “เกาหลีเหนือ” สตูดิโอมันซูแดไม่ได้ทำงานเฉพาะแต่ในเกาหลีเหนือ แต่รับงานทั่วโลกค่ะ เมื่อไม่กี่ปีนี้ศิลปินของมันซูแดรับงานสร้างอนุสาวรีย์และประติมากรรมในหลายประเทศทั้งในแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเยอรมนี การจัดแสดงภายใน พิพิธภัณฑ์ Angkor Panorama Museum (ภาพจาก http://www.angkorpanoramamuseum.com) โปรเจ็คพิพิธภัณฑ์ Angkor Panorama Museum ถือเป็นงานชิ้นโบว์แดงในต่างประเทศของสตูดิโอเลยทีเดียว ใช้ผู้รังสรรค์งานศิลปะกว่า 63 ชีวิต ที่บินตรงจากเกาหลีเหนือมานั่งวาดภาพบนฉาก cyclorama กว่า 4 เดือน โดยมีสถาบันอัปสรา (Apsara) ภายใต้รัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ สตูดิโอมันซูแดก่อตั้งในปี ค.ศ. 1959 ตั้งอยู่ในกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสตูดิโอที่ผลิตงานศิลปะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพนักงานราว 4,000 คน มีตัวแทนติดต่อการค้าทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป  ผลิตงานศิลปะหลากหลายที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ ในทศวรรษที่ 1990 มันซูแดเริ่มรับงานนอกประเทศ เช่น อนุสาวรีย์แอฟริกันเรเนอซองส์(African Renaissance) ที่เมืองดาร์การ์ ประเทศเซเนกัล   น้ำพุเทพนิยาย(Fairy Tale Fountain) ที่เมืองแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี รวมถึงหอศิลป์ที่มหานครปักกิ่ง เป็นต้น ความมโหฬารของอนุสาวรีย์แอฟริกันเรเนอซองส์ ประเทศเซเนกัล (ภาพจาก Sbreitinger, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=30798938) น้ำพุเทพนิยาย(Fairy Tale Fountain) เมืองแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี ฝีมือสตูดิโอมันซูแด (ภาพจาก Epizentrum, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=24994483) ส่วนที่มาของดีลที่กัมพูชาเกิดจากการติดต่อผ่านสภาการพัฒนาของกัมพูชาซึ่งเป็นคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ด้วยข้อเสนอในการสร้างพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดเสียมเรียบ แต่อย่างไรก็ดีกัมพูชาและเกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นตั้งแต่สมัยเจ้านโรดมสีหนุ เมื่อทศวรรษที่ 1970 พระองค์ท่านลี้ภัยการเมืองและคิมอิลซุงได้เสนอที่ลี้ภัย เสด็จประทับที่เกาหลีเหนือในครั้งนั้นนานหลายปี และกลับไปเยือนทุกปี จนถึงกับเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ที่มีดารานำเป็นนักแสดงเกาหลีเหนือ  แถมยังมีวลีจากพระองค์ที่ตรัสถึงคิมอิลซุงว่า “เป็นยิ่งกว่าเพื่อน มากกว่าพี่ชาย” ทุกวันนี้ผู้ประกอบการเกาหลีเหนือต่างมาลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารหลายแห่งในกัมพูชา นักวิเคราะห์บางคนบอกว่านี่คือแหล่งที่มาของรายได้ที่ส่งกลับไปจุนเจือสถานะทางการเงินของรัฐบาลเผด็จการที่เปียงยาง  อย่างไรก็ดีสำหรับมันซูแด พิพิธภัณฑ์ Angkor Panorama Museum แตกต่างจากโปรเจ็คอื่นๆ ที่ผ่านมาตรงที่เป็นธุรกิจแรกของมันซูแดที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล  นักวิชาการต่างประเทศบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ดีลนี้จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมืองอะไรหรือเปล่า เพราะดูเหมือนพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ใช่เป็นธุรกิจที่จะทำกำไรได้มากมาย โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นผลงานจากสตูดิโอมันซูแด (ภาพจาก http://www.koreanposters.com) การบริหารจัดการของพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกรายได้ทั้งหมดเป็นของมันซูแด หลังจากนั้น 10 ปี (หรือน้อยกว่านั้น หากบริษัทคืนทุนก่อน) ทั้งสองฝ่ายจะแบ่งรายได้กัน และระยะที่สามพิพิธภัณฑ์จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบันอัปสรา ฝ่ายอัปสรารายงานว่า พิพิธภัณฑ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่จะสร้างแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมนครวัด ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเยี่ยมชมนครวัดถึง 2.5 ล้านคน เพิ่มจากจากปี ค.ศ. 2000 ที่มีเพียง 4 แสนคน คาดว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากจะแวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์นี้ด้วย โดยเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์คนละ 15 เหรียญสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชม พิพิธภัณฑ์ ณ ขณะนี้มีราว 20 คนต่อวัน! หากไม่นับนครวัด ปราสาท และโบราณสถานจำนวนมากที่เป็นไซต์มิวเซียมขนาดใหญ่แล้ว กัมพูชายังมีพิพิธภัณฑ์ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ของรัฐภายใต้การดูแลของสถาบันอัปสราและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง  ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างพนมเปญและเสียมเรียบ ที่โดดเด่นคงจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่หดหู่น่าเศร้า และด้านมืดของมนุษย์ในสงครามกลางเมืองของกัมพูชา โดยเฉพาะในยุคที่เขมรแดงปกครอง อาทิ พิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แห่งโตลสเลง พิพิธภัณฑ์กับระเบิด พิพิธภัณฑ์สงครามกัมพูชา  นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอมรดกวัฒนธรรมของกัมพูชา อาทิ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชา พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินครวัด พิพิธภัณฑ์ผ้าพื้นเมืองอาเซียน

พิพิธภัณฑ์ต้องเสียภาษีหรือเปล่า?

โพสต์เมื่อ 29 มกราคม 2559

คนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายคน โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินงานโดยเอกชนมักประสบปัญหาเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีนานาประเภททั้งจากกรมสรรพากรและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ยกตัวอย่าง พิพิธภัณฑ์อูบคำ จังหวัดเชียงรายของอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ที่เปิดพื้นที่บ้านพักของตนเองทำเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุของอาณาจักรล้านนาโบราณ กลุ่มชาติพันธุ์ และผ้าพื้นเมืองที่หาดูได้ยาก ถูกเรียกเก็บภาษีป้าย  หรือที่โด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์คือพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ถูกเรียกเก็บภาษีโรงเรือนเป็นเงินกว่าสองแสนบาท เมื่อปี พ.ศ.2545 จนกระทั่งตอนนั้นถึงกับติดป้ายประกาศขายพิพิธภัณฑ์ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ในความเข้าใจของผู้เขียน พิพิธภัณฑ์ควรจะเป็นองค์กรที่รัฐควรส่งเสริมและให้ความสำคัญ รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่านมาตรการทางกฎหมาย มิพักต้องพูดถึงเรื่องการเรียกเก็บภาษี ในฐานะองค์กรหรือสถานที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น  มีกฎหมายเฉพาะรองรับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในฐานะเป็นแหล่งเรียนรู้  หรือมาตรการทางภาษีที่สร้างแรงจูงใจและการบริจาคจากภาคประชาสังคม และที่สำคัญคือการยกเว้นภาษีเพื่อลดค่าใช้จ่ายของพิพิธภัณฑ์ แต่เราพบว่าในความเป็นจริง มาตรการทางภาษีกลับไม่เอื้อต่อการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และกลายเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำไป ใครที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับภาษีกับงานพิพิธภัณฑ์ แนะนำให้อ่านวิทยานิพนธ์ของนางสาวชนน์ชนก พลสิงห์ เรื่อง “มาตรการภาษีในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมาตรการทางภาษีมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก ผู้เขียนขอสรุปและยกตัวอย่างมาบางส่วน วิทยานิพนธ์ของชนน์ชนกชี้ให้เห็นว่า เนื่องจากปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย เว้นแต่ถูกจัดตั้งภายใต้การบริหารงานของนิติบุคคล  ในเชิงมาตรการทางภาษีจึงพิจารณาจากลักษณะการจัดตั้งภายใต้การบริหารงานของบุคคลหรือองค์กรใน 3 รูปแบบ ตามหน่วยภาษี ได้แก่ 1) บุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล  2) สมาคมหรือมูลนิธิ และ3) สมาคมหรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร  ดังนั้นการจัดเก็บหรือยกเว้นภาษีจึงยึดตามหน่วยภาษีหรือประเภทองค์กรที่บริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์ที่มีสถานภาพองค์กรต่างกันมีภาระในการเสียภาษีแต่ละประเภทแตกต่างกัน พิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินงานโดยบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้แบบอัตราก้าวหน้า  ภาษีมูลค่าเพิ่มหากมูลค่าฐานภาษีถึง  ภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ได้รับการยกเว้น รวมถึงภาษีบำรุงท้องที่และภาษีป้าย  ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินงานโดยสมาคมหรือมูลนิธิเสียภาษีเงินได้แบบอัตราคงที่  ภาษีมูลค่าเพิ่มหากมูลค่าฐานภาษีถึง  ภาษีโรงเรือนและที่ดินภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้รับการยกเว้น  ส่วนภาษีป้ายได้รับการยกเว้น  และพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินงานโดยสมาคมหรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มหากมูลค่าฐานภาษีถึง  แต่สามารถขอยกเว้นได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด  เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องถิ่น  แต่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี อ.เมือง จ.พิษณุโลก อย่างไรก็ตามมาตรการทางภาษีดังกล่าว  เป็นตัวสร้างปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานให้กับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอยู่ไม่น้อย เช่น การถูกเรียกเก็บภาษีป้าย ทำให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องระมัดระวังในการปิดป้ายประชาสัมพันธ์  ส่งผลต่อการรู้จักของผู้เยี่ยมชม ไม่นับตัวเงินภาษีที่ต้องหามาจ่ายในขณะที่รายรับมีจำกัด   หรือปัญหาการขอมีสถานะเป็นองค์การสถานสาธารณกุศล ซึ่งการที่กฎหมายพิจารณาพิพิธภัณฑ์เอกชนในสถานะเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลได้ ต้องเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะและไม่เก็บค่าเข้าชมนั้น ทำให้พิพิธภัณฑ์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยไม่ได้รับการสนับสนุนเงินจากภาครัฐแต่อย่างใด   หรือการที่กฎหมายระบุถึงสิทธิประโยชน์ของผู้บริจาคว่านำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ในกรณีบริจาคให้พิพิธภัณฑ์เอกชนที่เป็นองค์การสถานสาธารณกุศลที่ประกาศไว้เป็นการถาวร  แต่ปัญหาคือพิพิธภัณฑ์เอกชนดังกล่าวไม่มีสถานะทางกฎหมาย เมื่อผู้บริจาคต้องนำหลักฐานการบริจาคไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ การที่พิพิธภัณฑ์ไม่มีสถานภาพทางกฎหมายทำให้ในทางปฏิบัติผู้บริจาคไม่มีหลักฐานการบริจาคที่น่าเชื่อถือทางกฎหมาย และพิพิธภัณฑ์จึงไม่อาจใช้สิทธิประโยชน์ได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่สุดแล้วมาตรการทางภาษีของรัฐนอกจากไม่ได้ส่งเสริมงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น แต่ยังกลับบั่นทอนการทำงานเพื่อสาธารณะของคนทำพิพิธภัณฑ์ คำว่า “ถือไต้ฝ่าสายฝน” ของคุณพรศิริ บุรณเขตต์ ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ที่ถูกเรียกเก็บภาษีโรงเรือนเป็นเงินเรือนแสน ทั้งที่ๆ ก่อนหน้านั้นเปิดให้คนเข้าชมฟรีมากกว่า 20 ปี  คงอธิบายสถานการณ์ที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี  

การ(ห้าม)ถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ สำคัญไฉน?

โพสต์เมื่อ 18 ธันวาคม 2558

          เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ไรจ์(Rijks Museum)ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีกฎห้ามผู้ชมนำกล้องและโทรศัพท์มือถือเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่ออกแคมเปญเชิญชวนให้สเก็ตช์ภาพในพิพิธภัณฑ์  นัยว่าเป็นการส่งเสริมให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำกับสุนทรียภาพในการชมพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น  จริงๆ ประเด็นนี้น่าขบคิด              ปัจจุบันการถ่ายภาพกลายเป็นสิ่งสามัญในชีวิตประจำวันของผู้คนในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะการถ่ายจากมือถือ การไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ถ่ายภาพเพื่อแชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ แต่เมื่อเห็นป้ายห้ามถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ก็สร้างความหงุดหงิดใจไม่น้อย   เอาเข้าจริงการสเก็ตซ์ภาพก็ควรจะต้องถูกตั้งคำถามด้วยเหมือนกัน  เป็นไปได้สูงที่การนั่งหรือยืนสเก็ตซ์จะรบกวนผู้ชมคนอื่นๆ เพราะต้องใช้พื้นที่  ใช้เวลานาน แถมอาจจะเสี่ยงที่ดินสอจะไปทำความเสียหายต่อวัตถุจัดแสดง   พิพิธภัณฑ์เปอกามอน(Pergamon Museum) เบอร์ลิน เยอรมนี : ภาพโดยปณิตา สระวาสี                นีน่า ไซมอน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Santa Cruz Museum of Art & Historyและผู้ก่อตั้ง Blog Musuem 2.0 ตั้งข้อสังเกตเรื่องนโยบายการถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ไว้ได้น่าสนใจในบล็อก  ‘Museum Photo Policies Should Be as Open as Possible’  ขออนุญาตนำมา “แชร์” ในที่นี้ ไซมอนเล่าว่าปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เด็กและพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มักอนุญาตให้ถ่ายภาพ หรือแม้กระทั่งสามารถหยิบจับวัตถุ ทดลองเล่นกับวัตถุต่างๆ ได้ ในขณะนี้พิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะและประวัติศาสตร์ที่มีคอลเล็กชั่นจัดแสดง ยังมีนโยบายห้ามถ่ายภาพอยู่  ซึ่งเธอรวบรวมการอ้างเหตุผลของการห้ามได้ 5 ข้อ ดังนี้ 1.    ทรัพย์สินทางปัญญา: พิพิธภัณฑ์บางแห่งที่ได้รับการบริจาควัตถุหรือให้ยืมวัตถุจัดแสดง  จึงต้องเคารพในข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากเจ้าของ  หรือบางพิพิธภัณฑ์มีคอลเล็กชั่นทั้งที่สามารถถ่ายภาพได้และไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ  ดังนั้นเพื่อง่ายต่อการจัดการก็มีนโยบายห้ามถ่ายภาพไปซะเลย สิ้นเรื่อง! 2.    อนุรักษ์วัตถุ: วัตถุบางประเภทหากโดนแสงจากแฟลช อาจทำให้เสื่อมสภาพ นักอนุรักษ์บางท่านก็ยอมรับการถ่ายภาพวัตถุได้หากไม่ใช้แฟลช  พิพิธภัณฑ์บางแห่งอำนวยประโยชน์แก่ผู้ชมด้วยการจัดแสงให้สว่างขึ้น เพื่อผู้ชมจะได้ถ่ายภาพได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องเปิดแฟลช 3.    สร้างรายได้: พิพิธภัณฑ์บางแห่งต้องการหารายได้จากการขายภาพถ่ายวัตถุอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการอนุญาตให้ผู้ชมถ่ายภาพได้อาจจะกระทบรายได้ของพิพิธภัณฑ์ 4.    สร้างประสบการณ์สุนทรียภาพ: การถ่ายภาพอาจรบกวนผู้ชมคนอื่นๆ  และเกรงว่าการชมผลงานศิลปะผ่านเลนส์กล้องเป็นการลดทอนสุนทรียประสบการณ์ไปอย่างน่าเสียดาย  และผู้ชมอาจแสดงกิริยาไม่เหมาะสมในภาพถ่ายที่ถ่ายกับวัตถุหรือเนื้อหาจัดแสดง  ซึ่งเป็นการบิดเบือนคุณค่าและความตั้งใจของพิพิธภัณฑ์ 5.    ความปลอดภัย: การถ่ายภาพอาจจะเป็นการวางแผนประสงค์ร้าย เช่น ขโมยวัตถุในพิพิธภณฑ์ หรือประสงค์ต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ชมคนอื่น พิพิธภัณฑ์เปอกามอน(Pergamon Museum) เบอร์ลิน เยอรมนี : ภาพโดยปณิตา สระวาสี            เหตุผลข้างต้นในบางข้อสำหรับไซมอนแล้ว เธอมองว่าอาจจะดูแปลกๆ ไปสักหน่อย  เพราะในฐานะที่เธอเป็นภัณฑารักษ์สกุลที่สนับสนุนการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกับตัวนิทรรศการหรือการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์   เธอสนับสนุนเต็มที่ต่อนโยบายการเปิดให้ผู้ชมถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ได้   ลองมาดูเหตุผลการสนับสนุนของเธอบ้าง 1.    ตราบใดที่การถ่ายภาพไม่ได้ลดทอนความปลอดภัยในวัตถุจัดแสดง หรือกับผู้ชม หรือเป็นการละเมิดกฎหมายแล้วพิพิธภัณฑ์ควรเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้ามีส่วนร่วม สร้างความเป็นกันเอง ไม่ทำสิ่งใดที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเกร็ง ที่สำคัญไม่ควรเอาความรู้สึกส่วนตัวของเจ้าหน้าที่มาตัดสินหรือกำหนดเป็นนโยบาย  หากจะกำหนดนโยบายใดควรมีงานวิจัยพฤติกรรมของผู้ชมมารองรับ  แม้หลายคนอาจยังไม่ค่อยสบายใจต่อการกระแสวัฒนธรรมการเซลฟี แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ความชอบและไม่ชอบส่วนตัวมาเป็นสิ่งบังคับพฤติกรรมของคนอื่นโดยปราศจากเหตุผลที่ดี 2.    นโยบายห้ามถ่ายภาพทำลายความสัมพันธ์อันดีระว่างพิพิธภัณฑ์และผู้ชม  ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือมีกล้องอยู่ในตัว นั่นหมายถึงผู้ชมเดินเข้ามาพิพิธภัณฑ์พร้อมกับกล้องในมือ  เป็นไปได้สูงที่ผู้ชมจะอารมณ์เสียเมื่อถูกสั่งให้ฝากมือถือไว้หรือห้ามถ่ายภาพ  กลายเป็นว่าพิพิธภัณฑ์เองยิ่งต้องเหนื่อยแรงในการรักษากฎและอาจต้องตามไปตรวจตราเว็บไซต์ต่างๆ ว่าโพสต์รูปต้องห้ามรึเปล่า  ซึ่งการออกคำสั่งว่าห้ามถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ยังสร้างความรู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นผู้มีอำนาจหรือเจ้าเข้าเจ้าของวัตถุจัดแสดง มากกว่าการเป็นสถานที่เรียนรู้  คำถามคือแล้วผู้ชมจะมีส่วนร่วมกับพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไร หากพวกเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของภาพถ่ายจากประสบการณ์ของพวกเขาเอง 3.    การถ่ายภาพทำให้ผู้ชมสามารถย้อนรำลึกถึงช่วงเวลานั้นและเป็นการสร้างความหมายจากการชมพิพิธภัณฑ์  มีงานศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างบันทึกส่วนตัวต่อประสบการณ์และการกลับมาเปิดภาพดูอีกครั้ง ยิ่งเพิ่มการเรียนรู้และการเก็บรักษาไว้ซึ่งความรู้  เมื่อผู้ชมพลิกภาพถ่ายแต่ละภาพพวกเขาย้อนระลึกถึงความสนใจของพวกเขาที่มีต่อวัตถุหรือนิทรรศการมากกว่าการไม่มีภาพถ่ายเป็นตัวช่วย 4.    วัตถุประสงค์ของการภาพถ่ายส่วนตัวแตกต่างจากการซื้อภาพอย่างเป็นทางการ  ผู้ชมส่วนใหญ่ถ่ายภาพเพื่อบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ส่วนตัว แต่หากต้องการใช้ภาพวัตถุที่ถ่ายอย่างประณีตส่วนใหญ่ก็จะยินดีจะซื้ออยู่แล้ว การที่ผู้ชมถ่ายภาพพิพิธภัณฑ์อย่างสวยงามแล้วแชร์ในเว็บไซต์ อาจจะสร้างกระแสการเพิ่มยอดจำนวนผู้ชมพิพิธภัณฑ์เสียด้วยซ้ำไป  และคงจะเปรียบเทียบไม่ได้เลยระหว่างการขาดรายได้อันเนื่องมาจากการอนุญาตให้ถ่ายภาพ กับการสร้างความประทับใจในหมู่ชนจากภาพถ่ายพิพิธภัณฑ์ที่แชร์กันในโลกออนไลน์  อย่างไรก็ดีมีพิพิธภัณฑ์ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการเปิดให้ถ่ายและแชร์ภาพออนไลน์ต่อรายได้ของพิพิธภัณฑ์จากการขายภาพ พบว่าไม่มีผลกระทบเชิงรายได้ และกลับกลายเป็นมีผลทางบวกมากกว่า อ่านรายงานศึกษาได้ที่  in-depth paper 5.    เมื่อใครก็ตามที่แชร์ภาพพิพิธภัณฑ์ของเรา นั่นหมายถึงพวกเขาได้โปรโมทพิพิธภัณฑ์เรา  ปี ค.ศ. 2008 Henry Jenkins  นักวิจัยของสถาบัน MITได้ตีพิมพ์รายงานศึกษาเรื่อง  "If it Doesn't Spread, It's Dead,"  ที่แสดงให้เห็นว่าการเผยแพร่สื่อที่เกี่ยวกับวัตถุจัดแสดงส่งผลกระทบมหาศาล เมื่อผู้เสพย์สื่อนั้นนำสื่อนั้นไปต่อยอด ทุกครั้งที่ภาพถ่ายถูกแชร์ นั่นหมายถึงการขยายวงผู้ชมในการเข้าถึงวัตถุหรือเนื้อหานิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ และยิ่งไปกว่านั้น  การต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ต่อวัตถุทางวัฒนธรรมจากภาพถ่ายหรือสื่ออื่นๆ ถือเป็นการส่งเสริม “กระบวนการสร้างความหมาย” พูดง่ายๆ ก็คือสนับสนุนผู้คนให้ใช้เครื่องมือที่เขามีในการอธิบายโลกที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา            คงจะเป็นเรื่องน่าตกใจไม่น้อย  หากบางพิพิธภัณฑ์ที่ไม่รู้หรือไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนมีนโยบายห้ามถ่ายภาพไปทำไม  ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้พิพิธภัณฑ์ควรทบทวนนโยบายการอนุญาตให้ถ่ายภาพใหม่  ไม่ควรปล่อยให้ทำตามๆ กันต่อไปโดยไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง

อดีต-ปัจจุบัน ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย

โพสต์เมื่อ 07 พฤษภาคม 2558

ปี 2555 นี้ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  ก้าวเข้าสู่หนึ่งทศวรรษแล้ว ขอเริ่มต้น blog ด้วยการรำลึกถึงอดีตกันเล็กน้อย  มาดูกันว่าพัฒนาการของเราเป็นอย่างไร ภาพชุดแรก เป็นหน้าตาของเว็บฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในยุคแรกเริ่ม ประมาณปี 2545 พัฒนาโดยคุณตรงใจ  หุตางกูร นักวิชาการของศูนยฯ  หน้าตาออกแนววินเทจเล็กๆ   เว็บนี้ยังไม่มีระบบ search  แต่สามารถอ่านข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ด้วยการคลิกเลือกจังหวัด และอำเภอ ตามลำดับ  จึงจะปรากฎชื่อพิพิธภัณฑ์มาให้เลือกอ่าน ตอนนี้มีข้อมูลพิพิธภัณฑ์ประมาณ 400 รายการราวปี 2549 เราออกแบบหน้าตาฐานข้อมูลใหม่ ให้มีระบบ search เพื่อต้องการให้ "ค้นง่าย หาอะไรก็เจอ" ขณะเดียวกันข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ราว 800 รายการ พร้อมภาพถ่าย แผ่นพับ แผนที่ รายชื่อเอกสารอ้างอิง ฯลฯ ยุคนี้เว็บเราใช้ flash วูบวาบเต็มไปหมด ปี 2555 นี้เราปรับโฉมอีกครั้ง มีข้อมูลพิพิธภัณฑ์กว่า 1,200 รายการ! พร้อมนำเสนอบทความและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำพิพิธภัณฑ์ นอกจากหน้าตาทันสมัยขึ้นแล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือ การให้ user เข้ามามีส่วนร่วมช่วยสร้างเนื้อหา ช่วยสะท้อนมุมมองที่มีพิพิธภัณฑ์สังคมไทยนอกจะอุดมไปด้วยพิพิธภัณฑ์แล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าควรจะต้องอุดมไปด้วยปัญญาไปพร้อมๆ กันทั้งคนทำ และคนดู.

ชวนเที่ยว 5 พิพิธภัณฑ์ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โพสต์เมื่อ 27 มกราคม 2558

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนพระทัยในศาสตร์และศิลป์หลากหลายสาขา นำไปสู่พระราชดำริในการริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน การจัดทำ “พิพิธภัณฑ์” เป็นโครงการตามพระราชดำริที่สำคัญ  เนื่องจากทรงตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของพิพิธภัณฑ์ ในฐานะเป็นแหล่งเรียนรู้แก่สังคมไทย ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน 2558  นี้ ผู้เขียนขออนุญาตแนะนำพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ 5 แห่ง ที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการก่อตั้ง 1. พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิยาเจ้า พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งอยู่ภายในวังสระปทุม จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า รวมถึงเป็นการอนุรักษ์พระตำหนักที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เคยประทับ  และให้บริการศึกษาค้นคว้าสารสนเทศพระราชประวัติสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าอีกด้วย           วังสระปทุม เป็นวังที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประทับร่วมกับพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงประทับตั้งแต่ พ.ศ. 2459 ตราบจนสวรรคตใน พ.ศ. 2498 และทรงเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสระปทุมให้เป็นที่ประทับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภาพจากพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าขึ้น เพื่อสนองพระราชดำริ เป็นแหล่งศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พิพิธภัณฑ์มีอาคารจัดแสดง 2 หลัง คือ “พระตำหนักใหญ่” ใช้เป็นอาคารจัดแสดงองค์สำคัญ  และอาคารหอนิทรรศการ สำหรับจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับการบูรณะซ่อมแซมพระตำหนักใหญ่ และนิทรรศการชั่วคราว ปัจจุบันเป็น “นิทรรศการศรีสวรินทิรากรณียานุกิจ สิรินธรพินิจราชกรณียานุการ” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน 2558 ในพระตำหนักใหญ่ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำชมพร้อมหูฟัง ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ภายในแบ่งการจัดแสดงแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาตามห้องต่างๆ ได้แก่ 1.ห้องพิธีและห้องรับแขก  2.ห้องเทาและห้องทรงพระอักษร  3.ห้องทรงพระสำราญ  ห้องทรงนมัสการ และห้องพระบรรทม  ส่วนสุดท้ายคือ ห้องนิทรรศการบริเวณชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่  จัดแสดงเอกสารและของใช้ส่วนพระองค์  ภาพจากพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ดาวเด่นคือ เอกสารลายพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงเขียนถึงสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกา เล่าชีวิตความเป็นอยู่ในต่างประเทศ  และกราบบังคมทูลพบสตรีที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ซึ่งก็คือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือนางสาวสังวาลย์ ในเวลานั้น   และจัดแสดง “เจ๊กตู้” ซึ่งเป็นตู้ขายของที่เจ๊กตู้หาบมาขายในวัง โดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดให้เข้าไปขายในวังสระปทุมเป็นปกติ เพราะมีข้าวของต่างๆ ให้พระราชนัดดาทั้ง 3 พระองค์ได้ทรงเลือกซื้อ 2. พิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย ปี พ.ศ. 2546 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย มีพระราชดำริให้สภากาชาดไทยดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยมีพระราชประสงค์ให้นำเสนอในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต(living museum) เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์สภากาชาดสากล ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า “กำลังยืนอยู่ท่ามกลางความทุกข์ของคนเป็นล้านๆ คน” อาคารพิพิธภัณฑ์คือ ตึกกาชาดเดิม ภายในมีทั้งนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียน แบ่งส่วนแสดงเป็น 7 ส่วนด้วยกันโดยแต่ละส่วนใช้สีรุ้ง 7 สี เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายของเรื่องที่จัดแสดงส่วนแรกได้แก่ “สถาปนาสันติธรรม” จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาที่กำเนิดกาชาดสากลและสภากาชาดไทย ส่วนจัดแสดงต่อมาคือ“บูรณาการสถานศึกษา”นำเสนอภารกิจของสภากาชาดไทยด้านการแพทย์ การพยาบาล ส่วนที่สามคือ“โอสถบริรักษ์”  จัดแสดงภารกิจของสภากาชาดในการผลิตเซรุ่มและวัคซีน เพื่อใช้ป้องกันและรักษาโรคต่างๆ   ภาพจาก https://www.facebook.com/ThaiRedCrossMuseum/ ส่วนที่สี่ “อภิบาลดรุณ”  จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย และเรื่องราวเกี่ยวกับหน่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  ส่วนที่ห้า “บุญเกษม”แสดงภารกิจของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ที่มุ่งจัดหาโลหิตจากผู้บริจาคที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน สำหรับใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศส่วนที่หก“บำเพ็ญคุณากร” จัดแสดงภารกิจในการบรรเทาทุกข์โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน ส่วนสุดท้าย “อมรสาธุการ” นำเสนอยกย่องผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สภากาชาดไทย รวมทั้งของที่ระลึกต่างๆ ที่มอบให้ผู้มีอุปการคุณต่อสภากาชาดไทย ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ หนึ่งในคณะกรรมการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย เคยกล่าวถึงเป้าหมายหลักสำคัญที่ท้าทายของพิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทยว่า “เมื่อชมแล้ว ผู้ชมทุกคนต้องบังเกิดความปรารถนาที่จะช่วยสภากาชาด ในทางใดทางหนึ่ง”         3. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย " ตามเกาะต่าง ๆ มีพืชพรรณอยู่มาก แต่ยังไม่มีผู้สนใจเท่าไร จึงน่าจะมีการสำรวจพืชพรรณตามเกาะด้วย" ส่วนหนึ่งของพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536  จุดประกายการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามเกาะต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมสนองพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2541   ภาพโดยสาวิตรี  ตลับแป้น ทั้งการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนเกาะแสมสารเพื่อเป็นสื่อในการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกแก่เยาวชนตามแนวทางพระราชดำริ และจัดตั้ง "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย"  ขึ้นบนฝั่งสัตหีบตรงข้ามเกาะแสมสาร โดยมีคณะนักวิชาการหลายสาขาและหลากหลายสถาบันร่วมทำงาน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างมีลักษณะเป็นอาคารไต่ระดับเขาถึงยอดเขารวม 5 อาคาร โดยจัดแสดงวัตถุธรรมชาติ ทั้งในด้านธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ สัตวศาสตร์ ทางทะเลเป็นแห่งแรกในประเทศไทย การนำเสนอภายในถูกออกแบบไว้อย่างน่าสนใจ มีการสร้างบรรยากาศเสมือนจริง เช่น การจำลองบรรยากาศโลกเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว มีสื่อและเทคโนโลยีทันสมัย ที่ผู้ชมจะสนุกพร้อมไปกับได้ความรู้ นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังจัดโปรแกรมการเข้าค่ายเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติให้กับคณะนักเรียนที่สนใจด้วย นอกเหนือจากการชมตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยแล้ว สามารถนั่งเรือข้ามไปยังเกาะแสมสารซึ่งได้จัดไว้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติสวนพฤกษศาสตร์ บ่อศึกษาป่าชายเลย โดยมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้ 4. พิพิธภัณฑ์บัว พิพิธภัณฑ์บัว ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่จัดแสดงบัวสายพันธุ์ต่างๆ นานาชนิด  “บัว” เป็นพืชน้ำที่แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเฉพาะตัว นอกจากเป็นพืชที่ให้สวยงามแล้ว แต่ละส่วนของบัวยังทำประโยชน์ได้มากมาย ทั้งการประกอบอาหาร และทำยาสมุนไพร เป็นต้น พิพิธภัณฑ์บัวเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ในปี พ.ศ. 2546 เพื่อสำรวจเก็บรวบรวมพันธุ์บัว ปลูกรักษา ศึกษาการใช้ประโยชน์ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์บัว ปัจจุบันมีพันธุ์บัวมากกว่า 100 สายพันธุ์  มีทั้งบัวหลวง บัวผัน บัวสาย บัวฝรั่ง บัววิกตอเรีย และบัวพันธุ์ไทยหายากโดยเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ภาพจาก http://www.lotus.rmutt.ac.th/ ไฮไลท์หนึ่งของพิพิธภัณฑ์บัวที่ผู้ชมไม่ควรพลาดเช่น "บัวจงกลนี" บัวสายพันธุ์ไทยแท้ ถือเป็นบัวที่มีในประเทศไทยแห่งเดียวของโลก   “บัวมังคลอุบล” ดอกมีสีชมพูแซมเหลืองบัวที่ได้รับรางวัล Best new hardy waterlily 2004 ในการประกวดบัวโลกครั้งที่ 19 ที่สหรัฐอเมริกานอกจากนี้ยังมีบัวที่หาชมยากอีกหลายสายพันธุ์ เช่น บัวฉลองขวัญพันธุ์สีม่วง บัวกระด้งที่มีดอกตูมใหญ่แรกบานจะเป็นดอกสีขาว พอแดดจัดจะกลายเป็นสีม่วง สีชมพูพอบานเต็มที่จะกลายเป็นสีแดง 5. พิพิธภัณฑ์พระตำหนักบ้านสวนปทุม "บ้านสวนปทุม" เป็นพระตำหนักส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานีเริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2534  มีพระตำหนักและอาคารพิพิธภัณฑ์ 6 อาคาร  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่พระตำหนักสวนปทุม เพื่อรวบรวมสิ่งของต่างๆ ที่ทรงสะสมมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุปัน มีทั้งที่เป็นของใช้ส่วนพระองค์ สิ่งของที่ทรงสะสมไว้ งานศิลปกรรมฝีพระหัตถ์ ของที่ระลึกจากต่างประเทศ สิ่งของต่างๆ ที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยสิ่งของต่างๆ มีการจัดหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ จัดทำคำบรรยายสั้นๆ เป็นการให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้สนใจศึกษา ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า สิ่งของแต่ละชิ้นที่ทรงมีอยู่ มีคุณค่าความสำคัญแตกต่างกันไป เป็นสื่อที่ให้ความรู้แก่พระองค์เองและผู้อื่นในด้านความหลากหลายของวัฒนธรรมมนุษย์ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ภาพจาก http://operation5.crma.ac.th/ นอกจากนี้ยังมีอาคารจัดแสดงเครื่องดนตรีโดยเฉพาะ ทั้งที่เป็นเครื่องดนตรีไทย และเครื่องดนตรีชาติต่างๆ วิธีการจัดแสดงส่วนหนึ่งทรงได้แนวคิดจากการไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ ทั้งนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้ทำสวนเกษตร ไม้ป่าสมุนไพร เนื่องจากสนพระราชหฤทัยที่จะอนุรักษ์พืชพรรณป่าไม้ธรรมชาติ  โดยมีพรรณไม้หายากจากทั่วทุกภาคและจากต่างประเทศที่ทรงปลูกไว้ มีเรือนกระจกปลูกต้นมะเดื่อ(fig) ที่ทรงรวบรวมมาจากทั่วโลกถึง 45 สายพันธุ์   เป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ สูงกว่า 10 เมตร  ยาวประมาณ 50 เมตร อีกด้วย ยังมีพิพิธภัณฑ์หรือศูนย์การเรียนรู้ด้านต่างๆ อีกหลายแห่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ ซึ่งล้วนเป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจ ยังประโยชน์แก่พสกนิกรหลากวัยหลายอาชีพ  ในโอกาสอันเป็นมิ่งมงคลนี้ ผู้เขียนขอถวายพระพรแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.   อ้างอิง มูลนิธิศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น  มาลากุล ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. ดั่งดวงแก้วส่องสว่างทางสายงาม. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2557. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. “สานฝันพิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย.” ใน จุลสารก้าวไปด้วยกัน. ปีที่ 1 : 4 (กรกฎาคม-กันยายน 2548), 16-17. ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย. www.sac.or.th/museumdatabase. [เข้าถึง 22มกราคม 2558] พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย http://www.tis-museum.org. [เข้าถึง 23มกราคม 2558] พิพิธภัณฑ์บัว. http://www.highlightthailand.com. [เข้าถึง 26มกราคม 2558] พิพิธภัณฑ์บัว. http://lotus.rmutt.ac.th/. [เข้าถึง 26มกราคม 2558] มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า.  http://www.queensavang.org. [เข้าถึง 23มกราคม 2558] วิจารณ์ พานิช. ชีวิตที่พอเพียง: 899. ตามเสด็จทัศนศึกษา สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ 2542 (1) เกาะเกร็ด และบ้านสวนปทุม.https://www.gotoknow.org. [เข้าถึง 26 มกราคม 2558]

ขโมยขึ้นพิพิธภัณฑ์

โพสต์เมื่อ 15 พฤษภาคม 2556

ในช่วงเวลาไม่กี่ปี มานี้  ข่าวการขโมยโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์  มีให้ได้ยินมาเสมอ  ที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อปี 2552 คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น  ถูกโจรกรรมโบราณวัตถุเกือบร้อยรายการ   และที่สดๆ ร้อนๆ คือ พิพิธภัณฑสถานชาติ ชัยนาทมุนี  ที่อดีต รปภ.ของพิพิธภัณฑ์เป็นโจรเสียเอง  กรณีนี้กว่าเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์จะทราบว่าถูกขโมย ก็ใช้เวลาเป็นเดือน เมื่อเข้าไปตรวจเช็คทะเบียนวัตถุทั้งหมด   เพราะวัตถุในพิพิธภัณฑ์มิได้มีแค่ที่จัดแสดงอย่างเดียว  ถ้าหายก็รู้ได้ทันที  และข้าวของที่เก็บอยู่ในคลัง ถ้าไม่ตรวจเช็คบ่อยๆ กว่าจะรู้ก็กินเวลา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่ง  หนีไม่พ้นกับปัญหาของหาย ของถูกลักขโมย  ทั้งของที่มีค่ามีราคา เช่น พระพุทธรูป  หรือโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดี  รวมไปถึงของใช้พื้นบ้านที่หายาก  ไม่มีคนทำอีกแล้ว  บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่ของล้ำค่า  ไม่มีราคาค่างวด แต่สำหรับคนทำพิพิธภัณฑ์หรือเจ้าของแล้ว ของทุกชิ้นที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เป็นของรักของผูกพัน ไม่ว่าของมีหรือไม่มีมูลค่า ต่างก็มี “คุณค่า”  สำหรับพวกเขาทั้งนั้น  และสำหรับผู้ชมอย่างเรา  วัตถุเหล่านั้นมีประโยชน์ในด้านการศึกษาที่ไม่สามารถประเมินค่าได้  ผู้เขียน มีโอกาสไปเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก”  ที่นักวิชาการบางคนให้สมญานามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเทคโนโลยีพื้นบ้านที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย  ท่ามกลางข้าวของและเรื่องราวที่น่าสนใจจากคุณพรศิริ บูรณเขตต์ ลูกสาวจ่าทวี  มีมุมจัดแสดงหนึ่งที่แปลกออกไป  คือเป็นแท่นไม้วางวัตถุจัดแสดง  ที่ไม่มีวัตถุ แต่กลับเป็นป้ายที่เขียนด้วยลายมืออ่านง่ายของทายาทเจ้าของพิพิธภัณฑ์  บรรยายถึงของหายและคุณค่าของวัตถุเหล่านั้น  ที่ชวนสะเทือนใจและโกรธขึ้งไปไม่น้อยกว่าเจ้าของ “ยินดีต้อนรับ สุจริตชนทุกท่าน   ในช่วง 1 เดือนมานี้ มีของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ถูกหยิบฉวยลักขโมยไปมาก เช่น รองเท้าไม้ไผ่สาน(เกือก)  กลักใส่ดินปืน  ตลับใส่หมาก  ตลับยาเส้น  ตลับสีเสียด อย่างละ 1 ชิ้น  กระปุกปูน  ซองใส่พลู อย่างละ 2 ชิ้น ...ลุงจ่าใช้เงินจากน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานหนัก  ซื้อของจำนวนมากนำมาจัดแสดงให้ลูกหลานไทยทุกคน ...สิ่งของที่ลุงจ่าเก็บมานานกว่า 30 ปี เป็นที่รักผูกพัน  เป็นของที่ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้คนนับพันนับหมื่นคนมาเป็นชั่วนาตาปี  จึงมิควรสูญไปในช่วงเวลานี้ ด้วยคนเห็นแก่ตัวไม่กี่คน   จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นหูเป็นตา ช่วยกันดูแล แจ้งเบาะแส...” บางครั้งความอัดอั้น  ไม่รู้จะทำอย่างไรกับของที่หาย ของที่ถูกขโมย  ก็กลับกลายมาเป็นเรื่องที่จัดแสดงได้พิพิธภัณฑ์นอกจากจะได้เล่าระบายให้สาธารณชนได้รับรู้แล้ว  ยังปรามพวกมือไว  และให้ผู้ชมช่วยเป็นหูเป็นตาให้ได้ด้วย ได้ไม่มากก็น้อย   ที่จังหวัดราชบุรี  “จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว”  พิพิธภัณฑ์ชุมชนที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองโบราณคูบัว และวิถีชีวิตชาวไทยวน     บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์มุมจัดแสดง “สร้อยร้อยโคตรไท-ยวน”  สร้อยที่ตระกูลเก่าแก่บริจาคไว้   เป็นกรอบไม้ปิดด้วยกระจก  ด้านในบุกำมะหยี่สีน้ำเงิน  พร้อมตะขอแขวน  แต่ภายในกลับว่างเปล่า  มีเพียงแผ่นกระดาษที่เขียนข้อความอวยพรแก่พวกมิจฉาชีพ   ที่ดูจะเผ็ดร้อน และแสดงถึงความสำคัญของวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้ทำพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่น้อย “สร้อยโคตรเหง้าทั้งสามเส้นนี้  ถูกพวกอัปรีย์จัญไรขโมยไป เมื่อ 9 เมษายน 2550 เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน  ขอให้สาธุชนทั้งหลาย จงแผ่พลังจิตไปยังพวกมัน เพื่อให้พวกมันจงมีความเป็นไป ตามที่ท่านปรารถนาจะให้เป็นด้วยเทอญ” นอกจากจะติดกล้องวงจรปิดแล้ว  พิพิธภัณฑ์สถาบันขนาดใหญ่ในต่างประเทศที่พอมีสตางค์  ส่วนใหญ่มักใช้วิธีให้คนยืนเฝ้าตามห้องจัดแสดงด้วย  บางแห่งก่อนเข้าชมต้องฝากกระเป๋าถือ  ห้ามนำของมีคมเข้าไป   เดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ  เป็นต้น  ถือคติที่ว่ากันไว้ดีกว่าแก้   แม้ต้องให้ผู้ชมยืนเข้าคิวต่อแถวตรวจยาวเป็นหางว่าวก็ตาม   ที่สุดแล้วหากมีการออกแบบระบบความปลอดภัยที่ดีตั้งแต้ต้น จะสามารถป้องกันได้ทั้งข้าวของ  จากผู้ชม  และเจ้าหน้าที่เอง    แต่เมื่อของหาย หรือถูกขโมยไปแล้ว   ทำอย่างไรที่ของหายจะได้คืน    เครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยเป็นเบาะแส ยืนยันความเป็นเจ้าของและรูปพรรณสัณฐานของวัตถุในครอบครองของเราได้คือ “ทะเบียนวัตถุ”  ที่ระบุทั้งขนาด  น้ำหนัก  ลักษณะเด่น  อายุสมัย และข้อมูลสำคัญต่างๆ  และที่สำคัญคือภาพถ่ายวัตถุ    พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่งยังไม่ได้ทำทะเบียนวัตถุ   บางแห่งทำบ้างไม่ทำบ้างตามแต่เวลาจะอำนวย  อย่างที่รู้กันดีว่าการทำทะเบียนเป็นงานละเอียด ใช้เวลา  สมัยก่อนอาจจะบันทึกลงในสมุด บางครั้งก็ประกบภาพถ่ายไปด้วย  หรือแยกภาพออกมาต่างหากอีกชุดหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะใช้งานยุ่งยาก    ตอนนี้หลายแห่งก็ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำทะเบียน  เช่น Microsoft Access แม้กระทั่งกรมศิลปากร ก็เร่งให้พิพิธภัณฑสถาณแห่งชาติ นำระบบทำทะเบียนแบบดิจิทัลเข้ามาใช้  หลังจากโดนขโมยขึ้นพิพิธภัณฑ์มาหมาดๆ ผู้เขียนมีอีกหนึ่งโปรแกรมทำทะเบียนวัตถุมาแนะนำ ชื่อว่า Museum Management1.0  เป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างยืดหยุ่น ใช้ง่ายไม่ยุ่งยาก  ลองทำสักชิ้นสองชิ้นก็คล่องแล้ว  ด้วยความเอื้อเฟื้อจากคุณราชบดินทร์  สุวรรณคัณฑิ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ต้องขอขอบคุณเอ๋  ราชบดินทร์  ที่พัฒนาโปรแกรมมาให้ได้ใช้กัน   ลองเข้าไปดาวน์โหลดมาใช้กัน  คลิกดาวน์โหลดโปรแกรมที่นี่  เมื่อทำทะเบียนวัตถุแบบดิจิทัลกันแล้ว  พี่ๆ น้องๆ ชาวพิพิธภัณฑ์ อย่าลืมสำเนาไฟล์ทะเบียนวัตถุของท่านเก็บไว้หลายๆ ที่นะคะ   เกิดไฟล์หาย หรือเปิดไม่ได้ขึ้นมา  จะปวดหัวไม่แพ้ขโมยขึ้นพิพิธภัณฑ์เลยทีเดียว    

ควันหลงงานเทศกาลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นครั้งที่ 3

โพสต์เมื่อ 27 มีนาคม 2556

          จบไปแล้ว  สำหรับงานเทศกาลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นครั้งที่ 3 “ภูมิรู้ สู้วิกฤต” เมื่อวันที่ 23-27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ชาวพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกว่า 70 แห่ง ได้คิดสร้างสรรค์และตระเตรียมข้าวของและเรื่องราวมาจัดแสดง ให้ชาวกทม.และสังคมไทยได้เรียนรู้และตระหนักถึง ความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาของชุมชน ที่นำมาปรับใช้แก้วิกฤตปัญหาต่างๆ สิ่งที่ผู้ชมเห็น เรียนรู้ และสัมผัส แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ เพียง 5 วัน ณ พื้นที่จัดงาน ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กทม. แต่รู้หรือไม่ว่า กระบวนการเตรียมงานของชาวพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในการมาร่วมงานแต่ละครั้ง เป็นการทำแบบฝึกหัดพิพิธภัณฑ์วิทยาน้อยๆ เลยทีเดียวเริ่มด้วยการทำความรู้จักข้าวของในพิพิธภัณฑ์ของตนเอง ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและเรื่องราวของชุมชน เลือกเรื่องราวของตนเองที่เห็นว่าสัมพันธ์กับหัวเรื่อง “ภูมิรู้สู้วิกฤต” ที่ตั้งไว้ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและบันทึกเรื่องราวจากความทรงจำและคำบอกเล่าของผู้คนใน ชุมชน ออกแบบการจัดแสดงอย่างไรให้น่าสนใจ ภายใต้พื้นที่นิทรรศการอันจำกัดราวๆ 4x3 เมตร ของบู๊ธ สุดท้าย “การบ้าน” และ “ร่างกระดาษ” ก็กลายเป็นนิทรรศการเล็กๆ ในงานเทศกาลที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ “การได้มางาน เทศกาลฯ เปิดให้ชาวพิพิธภัณฑ์ได้เห็นและรู้จักเรื่องคนอื่นๆ ความรู้บางอย่างก็เชื่อมโยงและนำมาเปรียบเทียบกันได้ ประทับใจบ้านเก่าเล่าเรื่องชุมชนเจริญไชย ทำให้เห็นความทุกข์ที่เขาไม่อยากทิ้งที่ตรงนี้ไป ซึ่งมันมีคุณค่ามากพอๆ กับการเก็บอนุรักษ์ข้าวของเป็นชิ้นๆ ตรงนั้นมันของที่นับค่าไม่ได้ มันมีความทรงจำ มีจิตวิญญาณ” ความรู้สึกของท่านพระครูสังฆรักษ์ไพฑูรย์ สุภาโร แห่งพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา วัดหนังราชวรวิหาร กทม. หนึ่งในตัวแทนชาวพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ผู้ชมงานนี้กว่าครึ่งคือเด็กนักเรียนในกทม.และจังหวัดใกล้เคียง ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่าน feedback จากผู้ชมตัวน้อยโดยบังเอญในเว็บ gotoknow ด.ญ.ปลาทู จากร.ร.เพลินพัฒนา เธอบอกว่า“ภูมิรู้สู้วิกฤต”ประโยคนี้บอกถึงอะไรหลายอย่างที่มนุษย์เราได้ทำมัน เป็นประโยคที่แฝงกับชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน เมื่อพูดถึงปัญหาก็ย่อมถามถึงทางออก ในนิทรรศการนี้ทำให้เรารู้ถึงทางออกของหลายคน หลายที่ หลายปัญหา ที่เรา “ไม่เคย”นึกถึงมาก่อน คลิกอ่านรายละเอียดต่อคงไม่เกินจริงที่จะบอกว่า งานเทศกาลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ศูนย์ฯ จัดขึ้นร่วมกับชาวพิพิธภัณฑ์ เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างความรู้ในโลกวิชาการด้าน พิพิธภัณฑ์วิทยาและมานุษยวิทยากับชุมชนท้องถิ่นและเจ้าของวัฒนธรรม ระหว่างเครือข่ายชาวพิพิธภัณฑ์ด้วยกันเอง ระหว่างพิพิธภัณฑ์และชุมชนของเขา และระหว่างเจ้าของวัฒนธรรมกับคนนอกหรือผู้ชม ที่เป็นการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ทั้งหลายนี้จะช่วยเสริมพลังความเข้มแข็งให้กับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้พัฒนาตัวเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง ชมภาพอื่นๆ เพิ่มเติมได้ใน facebook งานเทศกาลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น