รายชื่อพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ไทครั่ง วัดหนองมะคัง

พิพิธภัณฑ์ไทครั่ง วัดหนองมะคัง ก่อตั้งจากการเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 กระทั่งเปิดดำเนินการได้เมื่อราว พ..ศ. 2554 โดยความร่วมมือของวัด (นำโดยพระครูสุภกิจชยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองมะคัง) ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้านหนองมะคัง และมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อสืบสานและรักษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง (หรือที่รู้จักกันว่า ลาวครั่ง) ซึ่งตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้มายาวนานหลายชั่วอายุคน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นทั้งพื้นที่แห่งความทรงจำและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ที่รวบรวมวัตถุ สิ่งของ และเรื่องราวที่สะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวไทครั่งไว้อย่างครบถ้วน จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งเกิดจากความตระหนักว่าความรู้และขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกำลังเลือนหายไป จึงเกิดความร่วมแรงร่วมใจในการเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้และผ้าทอพื้นบ้าน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้รากทางวัฒนธรรมของตนเอง ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนห้องสักการะพ่อขุนด่าน ผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้าน ส่วนแสดงวิถีชีวิตและประวัติการอพยพของกลุ่มไทครั่ง และส่วนจัดแสดงผ้าทอและเครื่องแต่งกายของไทครั่ง โดยผ้าซิ่นตีนจกสีแดงครั่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สื่อถึงความงดงามและภูมิปัญญาของหญิงชาวไทครั่ง (พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง https://virtual.sac.or.th/localmuseum/watnongmakang/)

จ. พิษณุโลก

ศูนย์เรียนรู้โนรา องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม

ศูนย์เรียนรู้โนรา องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2568 จากความตระหนักถึงคุณค่าของ “โนรา” ซึ่งเป็นมากกว่าการแสดงพื้นบ้าน แต่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สะท้อนโลกทัศน์ วิถีชีวิต และระบบความเชื่อของคนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ด้วยแนวคิดการพัฒนาชุมชนเชิงสินทรัพย์ (Asset-Based Community Development) ศูนย์แห่งนี้จึงมุ่งเน้นการค้นหาและใช้ประโยชน์จากทุนภายใน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ครูโนรา ความรู้ และพิธีกรรมต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายให้เป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่ไม่เพียงจัดแสดงวัตถุเท่านั้น แต่ยังมุ่งบันทึก ส่งเสริม และถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์แห่งโนราให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน โดยได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ถูกออกแบบมาบนสามเสาหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่ (1) ศูนย์ข้อมูลโนราท่าข้าม ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ที่เก็บความทรงจำทางวัฒนธรรมและจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเครื่องทรง ดนตรี พิธีกรรม และหัตถศิลป์ลูกปัดโนรา (2) โรงเรียนสอนเด็กและเยาวชนรำโนรา เป็น “มือและเท้า” ที่สืบสานผ่านการปฏิบัติจริง เน้นการฝึกฝนทักษะที่หลากหลายเพื่อสร้างเยาวชนนักสืบสานรุ่นใหม่ให้รู้รากเหง้า รู้ปฏิบัติ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และ (3) ศูนย์ลูกปัดโนราท่าข้าม เป็น “หัวใจ” ที่สร้างชีวิตและเศรษฐกิจ โดยการต่อยอดการอนุรักษ์ลายลูกปัดดั้งเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าชุมชน ศูนย์เรียนรู้โนรา อบต.ท่าข้าม จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงสิ่งของโบราณ แต่เป็นเสมือน "หัวใจที่ยังเต้นอยู่" ของวัฒนธรรมโนราในชุมชน ที่นี่ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เชิงบริบทผ่านวัตถุจริง การฝึกฝนเชิงปฏิบัติ และการสร้างคุณค่าจากภูมิปัญญา ผลผลิตที่สำคัญที่สุดของศูนย์แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงความรู้หรือทักษะ แต่คือการสร้าง “มนุษย์ที่สมบูรณ์” และสร้าง ความภูมิใจในอัตลักษณ์ รวมถึงเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมโนราให้คงอยู่คู่ชุมชนสืบไปอย่างแท้จริง (นิทรรศการเสมือนจริง https://virtual.sac.or.th/localmuseum/tahkam/)

จ. สงขลา

พิพิธภัณฑ์เรือนพธำมรงค์

พื้นที่บริเวณนี้เดิมคือ ‘เวียงแก้ว’ เขตพระราชฐานของคุ้มหลวงสร้างช่วงเวลาการปกครองโดยพญามังราย ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ใช้พื้นที่เป็น ‘คอกหลวง’ เรือนจำประจำมณฑลพายัพ จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปรับเป็น ‘เรือนจำกลางเชียงใหม่’ จนปี 2544 กลายเป็น ‘ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่’ และได้ย้ายออกไปในปี 2555 ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นเรือนพักของผู้บัญชาการ เรือนจำชั่วคราวสำหรับผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษให้มากินนอนที่นี่ จากนั้นปรับให้เป็นเรือนพักของเจ้าหน้าที่ จนเป็นที่มาของชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์เรือนพธำมรงค์ เรือนจำชั่วคราวกลางเวียง’ (พธำมรงค์หมายถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์) เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ภายในพื้นที่มีการฝึกอาชีพผู้ต้องขัง อาทิ ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า นวด สปา ส่วนพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ภายในได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 7 โซนด้วยกัน ประกอบด้วย โซน 1 โถงต้อนรับ เป็นลานกลางบ้านชั้น 2 เมื่อเดินขึ้นบนเรือนจะพบป้ายผ้าสีขาวและแผ่นเงินกลมดุนลายตัวอักษร ‘ญ’ เพดานตกแต่งด้วยผ้าทอมือสีสันสดใส โซน 2 ประวัติย่อของเรือนจำกลางเชียงใหม่และเรือนพธำมรงค์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันพร้อมแผนที่แนวนอนกลับหัว โซน 3 จัดแสดงของใช้ส่วนตัวและโปสเตอร์ภาพผู้ต้องขังพร้อมข้อหาการกระทำผิด โซน 4 ห้องกำลังใจ ราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสนับสนุนการฝึกอาชีพที่ทัณฑสถานหญิงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 โซน 5 จัดบริเวณทางเชื่อมเรือน เป็นงานศิลปะจัดวางที่ใช้แก้วน้ำเรียงกัน ใช้แก้วสีแดงเรียงเป็นรูป ‘ญ’ และบริเวณด้านข้างทั้งสองมีมุมกฎระเบียบและเจ้าหน้าที่ผู้คุม และมุมผลงานฝีมือทอผ้ารวมทั้งผลงานอื่น ๆ ของผู้ต้องขัง โซน 6 ห้องขายผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขัง (Museum Shop)

จ. เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31

เมื่อปี ค.ศ. 2008 คุณคามิน เลิศชัยประเสริฐ เริ่มทำโครงการศิลปะตามแนวคิด 31st Century Museum of Contemporary Spirit ซึ่งเป็นศิลปะแนว Conceptual Art จัดแสดงที่ The 21st Century Museum of Contemporary Art เมืองคานาซาวา ประเทศญี่ปุ่น ประเด็นในการสร้างสรรค์งานคือ การนำศิลปะมากระตุ้นเมืองอย่างไร? จากการสำรวจเมืองทำให้เกิดกิจกรรมชวนชาวบ้านสำรวจและเลือกของที่มีความหมายกับตัวเองมา 1 ชิ้น และเล่าเรื่องข้าวของแต่ละชิ้น คุณคามินเชื่อว่าแต่ละคนมี Body ของตัวเองซึ่งมีคุณค่ามากกว่า Visual Aesthetic และ Mental Aesthetic เราทุกคนจึงเป็น Museum ที่ซ่อนความรู้และประสบการณ์ ถือเป็น Contemporary Spirit นี่คือจุดเริ่มต้นของ 31st Century Museum of Contemporary Spirit ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แบบ Conceptual Art Base จัดแสดงผลงานศิลปะและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ผลงานศิลปะทุกชิ้นอนุญาตให้จับ พื้นที่จัดแสดงตั้งใจให้เป็นพื้นที่ Contemporary Spirit พูดถึงความรัก ความเมตตา ผู้ชมสามารถทบทวนตัวเองผ่านงานศิลปะที่จัดแสดง

จ. เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์รถไฟไทย

พิพิธภัณฑ์รถไฟไทย (Thai Railway Museum) ดำเนินการภายใต้การดูแลของมูลนิธิรถไฟไทย (Thai railway foundation) โดยมี ผศ.ดร.ศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ อดีตรองผู้ว่าการรถไฟฯ เป็นประธานมูลนิธิ โดยดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ฝั่งถนนพระราม 4 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้า วิวัฒนาการของกิจการรถไฟไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ตั๋วรถไฟแข็งที่ใช้ในอดีต โคมตะเกียงให้สัญญาณ เครื่องส่งโทรเลข เครื่องตราทางสะดวก ลูกตราและห่วงตราทางสะดวก โปสเตอร์เตือนภัยในการเดินรถไฟ และผู้เข้าชมสามารถสะสมโปสการ์ด ตั๋วรถไฟ ฯลฯ โดยมีจำหน่ายบริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและธรรมชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและธรรมชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือที่รู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาพุนพิน สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2563 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ทะเลดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีการจัดแสดงข้อมูลด้านธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยา และศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัย แบ่งออกเป็น 13 โซนด้วยกัน โดยบางโซนผู้เข้าชมจะได้รับความเพลิดเพลินจากการสัมผัสวัตถุจริงและตื่นตาตื่นใจไปกับสื่อมัลติมีเดียตลอดการเข้าชม

จ. สุราษฎร์ธานี