พื้นที่บริเวณนี้เดิมคือ ‘เวียงแก้ว’ เขตพระราชฐานของคุ้มหลวงสร้างช่วงเวลาการปกครองโดยพญามังราย ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ใช้พื้นที่เป็น ‘คอกหลวง’ เรือนจำประจำมณฑลพายัพ จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปรับเป็น ‘เรือนจำกลางเชียงใหม่’ จนปี 2544 กลายเป็น ‘ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่’ และได้ย้ายออกไปในปี 2555 ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นเรือนพักของผู้บัญชาการ เรือนจำชั่วคราวสำหรับผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษให้มากินนอนที่นี่ จากนั้นปรับให้เป็นเรือนพักของเจ้าหน้าที่ จนเป็นที่มาของชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์เรือนพธำมรงค์ เรือนจำชั่วคราวกลางเวียง’ (พธำมรงค์หมายถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์) เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ภายในพื้นที่มีการฝึกอาชีพผู้ต้องขัง อาทิ ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า นวด สปา ส่วนพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ภายในได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 7 โซนด้วยกัน ประกอบด้วย โซน 1 โถงต้อนรับ เป็นลานกลางบ้านชั้น 2 เมื่อเดินขึ้นบนเรือนจะพบป้ายผ้าสีขาวและแผ่นเงินกลมดุนลายตัวอักษร ‘ญ’ เพดานตกแต่งด้วยผ้าทอมือสีสันสดใส โซน 2 ประวัติย่อของเรือนจำกลางเชียงใหม่และเรือนพธำมรงค์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันพร้อมแผนที่แนวนอนกลับหัว โซน 3 จัดแสดงของใช้ส่วนตัวและโปสเตอร์ภาพผู้ต้องขังพร้อมข้อหาการกระทำผิด โซน 4 ห้องกำลังใจ ราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสนับสนุนการฝึกอาชีพที่ทัณฑสถานหญิงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 โซน 5 จัดบริเวณทางเชื่อมเรือน เป็นงานศิลปะจัดวางที่ใช้แก้วน้ำเรียงกัน ใช้แก้วสีแดงเรียงเป็นรูป ‘ญ’ และบริเวณด้านข้างทั้งสองมีมุมกฎระเบียบและเจ้าหน้าที่ผู้คุม และมุมผลงานฝีมือทอผ้ารวมทั้งผลงานอื่น ๆ ของผู้ต้องขัง โซน 6 ห้องขายผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขัง (Museum Shop)
แนะนำพิพิธภัณฑ์โดยทีมงานและสมาชิก
รีวิวพิพิธภัณฑ์เรือนพธำมรงค์
พิพิธภัณฑ์เรือนพธำมรงค์ ณ เรือนจำชั่วคราวกลางเวียง เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้ คือ ‘เวียงแก้ว’ เขตพระราชฐานของคุ้มหลวงสร้างช่วงเวลาการปกครองโดยพญามังราย ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ใช้พื้นที่เป็น ‘คอกหลวง’ เรือนจำประจำมณฑลพายัพ จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปรับเป็น ‘เรือนจำกลางเชียงใหม่’ จนปี 2544 กลายเป็น ‘ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่’ และ ปี 2555 ทัณฑสถานฯ ได้ย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่คืออำเภอแม่ริม ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้ได้คืนสู่การบริหารงานของจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากทำการย้ายเกิดการถกเถียงเรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยประชาชนฝั่งหนึ่งเห็นควรให้ทุบรื้ออาคารเรือนจำทั้งหมดเพื่อลบความทรงจำที่ไม่ควรแก่การจดจำ เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นวังมาก่อนและถูกทำให้เป็นคุก แต่ประชาชนอีกฝั่งหนึ่งมองถึงการน้อมรับประวัติศาสตร์ทุกช่วงกาล เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้จากรุ่นสู่ร่น มีการทำประชาพิจารณ์และประกวดแบบการแปลงพื้นที่ จนได้ข้อตกลงร่วมและกำลังปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สาธารณะ บริการสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์
ที่มาของชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์เรือนพธำมรงค์’ (พธำมรงค์หมายถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์) เกิดจากอาคารพิพิธภัณฑ์เดิมเป็นบ้านพักท่านผู้บัญชาการเรือนจำอายุร่วม 110 ปี มีพื้นที่ตั้งอยู่นอกรั้วทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จากเดิมที่เคยเป็นเรือนพักของผู้บัญชาการ ต่อมาปรับให้เป็นเรือนจำชั่วคราวสำหรับผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษให้มากินนอนที่นี่ จากนั้นปรับให้เป็นเรือนพักของเจ้าหน้าที่เรียกฉายาว่า ‘เรือนสาวโสด’ แต่ในปัจจุบันเรือนพักไม้หลังนี้ยังอยู่ในการดูแลของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ถูกแปลงให้เป็น ‘โอกาสสถาน’ ด้วยในทัณฑสถานมีการฝึกอาชีพ อาทิ ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า นวด สปา ทำเล็บ ทำอาหาร ทำงานประดิษฐ์ ซักอบรีด เป็นต้น
โอกาสสถานจึงเป็นพื้นที่ฝึกงานเพื่อเตรียมความพร้อมด้านอาชีพให้นักโทษหลังจากครบกำหนดจองจำ ภายในบริเวณมีบริการร้านอาหาร นวด สปา ทำเล็บ พื้นที่ให้คำปรึกษาและเยี่ยมญาติ รวมถึงพิพิธภัณฑ์และร้านขายของผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม เรือนแห่งนี้อาจต้องยกคืนให้จังหวัดบริหารพื้นที่ต่อไปในอนาคต ผู้ต้องขังมีการฝึกอาชีพอย่างมืออาชีพจากในเรือนจำ แต่ในความเป็นจริงหลังจากที่พ้นโทษยังมีสภาวะที่สังคมไม่ยอมรับและตีตรากับความผิดที่เคยกระทำ จนทำให้อาชีพที่ฝึกออกมาไม่สามารถไปใช้สมัครงานที่ไหนได้ ทำให้คุณเนาวรัตน์ ธนะศรีสุธารัตน์ อดีตผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เห็นความสำคัญของสภาวะจิตใจและคุณค่าของผู้กระทำผิด จึงทำการเปิดร้านนวด ‘ลีลานวดไทย’ หรือ ศูนย์พัฒนาทักษะและฝึกอาชีพผู้พ้นโทษ ให้เป็นที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ นอกจากร้านนวดแล้วหากผู้พ้นโทษท่านใดไม่มีความสามารถทางด้านนี้ ทางทัณฑสถานมีการเซ็นข้อตกลงร่วมกับบริษัทเชลล์ ยินดีให้ไปทำงานที่สถานีจ่ายน้ำมัน
พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เรียกโดยรวมว่า สถานฝึกอาชีพทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วย ร้านอาหารครัวชวนชม บริการนวดแผนไทยและสปา NAREE Thai Massage and Spa และร้านขายผลิตภัณฑ์จากฝีมือผู้ต้องขัง รวมถึงมุมพบญาติและให้คำปรึกษา สำหรับพิพิธภัณฑ์จัดอยู่บริเวณชั้น 2 ของเรือนพธำมรงค์ ถูกออกแบบโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ “ภายใต้แนวคิด ‘จากอดีต ถึงปัจจุบัน สู่อนาคต’ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่จากในสมัยอดีตที่เคยเป็นสถานที่แห่งการลงโทษ กระทั่งเปลี่ยนผ่านมาสู่การเป็นสถานที่เพื่อการบำบัดฟื้นฟู ฝึกวิชาชีพที่หลากหลายและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยที่มีประสิทธิภาพร่วมกับชุมชนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ”
พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ โซน 1 โถงต้อนรับ เป็นลานกลางบ้านชั้น 2 เมื่อเดินขึ้นบนเรือนจะพบป้ายผ้าสีขาวและแผ่นเงินกลมดุนลายตัวอักษร ‘ญ’ เพดานตกแต่งด้วยผ้าทอมือสีสันสดใส ก่อนเข้าห้องนิทรรศการมีจุดลงทะเบียน โซน 2 ประวัติย่อของเรือนจำกลางเชียงใหม่และเรือนพธำมรงค์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันพร้อมแผนที่แนวนอนกลับหัว โซน 3 แสดงของใช้ส่วนตัวของผู้ต้องขังและโปสเตอร์ภาพผู้ต้องขังพร้อมข้อหาการกระทำผิด โซน 4 ห้องกำลังใจ ราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสนับสนุนการฝึกอาชีพที่ทัณฑสถานหญิงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549
โซน 5 จัดบริเวณทางเชื่อมเรือน เป็นงานศิลปะจัดวางที่ใช้แก้วน้ำเรียงกัน ใช้แก้วสีแดงเรียงเป็นรูป ‘ญ’ และบริเวณด้านข้างทั้งสองมีมุมกฎระเบียบและเจ้าหน้าที่ผู้คุม และมุมผลงานฝีมือทอผ้ารวมทั้งผลงานอื่น ๆ ของผู้ต้องขัง โซน 6 ห้องขายผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขัง ถือเป็น Museum Shop ที่สะท้อนการทำงานของพิพิธภัณฑ์อย่างเข้มข้น ตัวแทนของความหวังและความตั้งใจของผู้ต้องขังผ่านผลิตภัณฑ์ อาทิ ผ้าทอไหม ผ้าทอฝ้าย ผ้าถุง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าปัก เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผ้ารองจาน ผ้ารองแก้ว หมอนอิง ม่านพื้นเมือง พรมเช็ดเท้า งานประดิษฐ์ต่าง ๆ เป็นต้น ในราคาย่อมเยาและร้านจะหัก 70% ให้ผู้ต้องขังที่เป็นเจ้าของผลงาน ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการนวด มักขึ้นมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ขณะรอคิวรับบริการนวด ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรป ประเทศสเปน รองลงมาคือชาวจีน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นการจัดแสดงโดยเน้นเรื่องเล่า (Storytelling) มีเพียงบางมุมที่จัดแสดงด้วยข้าวของซึ่งเป็นของใช้ส่วนตัวของผู้ต้องขัง และมีของผู้คุมบ้าง เรื่องเล่าหลังนิทรรศการเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง ความกังวลใจที่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังคือ ผู้ต้องขังบางคนคลอดลูก เด็กๆ ที่เกิดมาได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีเมื่ออยู่ในเรือนจำ แต่ไม่มีใครรู้ชะตาชีวิตของเด็กคนนี้เมื่อต้องออกไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ผู้ต้องโทษที่เชียงใหม่ส่วนใหญ่ทำผิดเรื่องยาเสพติด
โดยมากพื้นฐานครอบครัวของผู้ต้องขังพ่อแม่แยกทาง ต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายและคนรัก เรื่องราวหลากหลายจากการบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ อาทิ “ไปเมืองนอกกำลังจะกลับเหตุเกิดที่สนามบิน แม่เลี้ยงฝากถุงช๊อกโกแลต ปรากฏมียาเสพติดในนั้น จึงถูกจับ” “บางคนลูกขายยาแต่เป็นบ้านแม่ แม่รับแทนลูก” “ตัวเองกำลังจะถูกขมขื่น เลยต้องป้องกันตัว จนทำให้คนร้ายถึงชีวิต” “เวลาทะเลาะกันผัวมักชอบทำร้าย ถ้าปล่อยและยอมเขา ป่านนี้หนูคงตายไปแล้ว” “แฟนขายยาแต่หนูรับแทนเขาเพราะคิดว่าจะให้เขาช่วยดูลูกแต่สุดท้ายเขาเลี้ยวหนู” “เพราะไม่มีอาชีพ เรียนไม่สูงคิดว่าถ้าขนรอบนี้รวยแน่ ๆ” “ผู้ต้องขังบางคนตอนใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกทำอะไรไม่เป็น กินเที่ยวใช้ชีวิต พอเข้ามาเหมือนโรงเรียนประจำต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง”
ความตั้งใจ ผู้ที่พ้นโทษเป็นผู้ที่เคยก้าวพลาด เคยคิดน้อย เคยมีอายุน้อย แต่เวลาผ่านไปได้ทบทวน มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น การได้มาฝึกงานจึงถือเป็นการเปิดโอกาส ให้ทั้งทัณฑสถาน ผู้ต้องขัง และผู้มาใช้บริการ ได้ทดลองความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมของทั้งสามฝ่าย ทัณฑสถานประเมินจากผลสำเร็จของการฝึกอาชีพว่าอาชีพเหล่านี้ส่งเสริมชีวิตผู้ต้องให้ดีขึ้นหลังจากพ้นโทษ ผู้ต้องขังประเมินผลจากความรู้สึกรับผิดชอบตัวเองและสังคมตลอดจนการมีความรู้ความสามารถในวิชาชีพนั้น ๆ และความพร้อมของผู้มาใช้บริการประเมินจากการยอมรับในความสามารถและเปิดใจให้โอกาสผู้ต้องขัง
สินค้าแบรนด์ ‘นารี’ ต้องการสื่อสารว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้หญิง สื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า ผู้กระทำความผิดคือผู้ก้าวพลาด ควรได้รับโอกาสในการปรับปรุงตัว เพื่อกลับเข้าสู่สังคม ผลผลิตคุณภาพที่ผ่านการขัดเกลาแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการบริการนวด อาหารและเครื่องดื่ม มีการทดสอบฝีมือแรงงานอย่างสม่ำเสมอโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน การช่วยเหลือดูแลของเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องขังในพื้นที่ โอกาสสถานแห่งนี้มีคำแนะนำเสมอว่า ร้านเป็นของเราต้องให้บริการด้วย Service Mind หากมีปัญหาใด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะผู้มาใช้บริการบางคนยังคงมีทัศนคติลบต่อผู้ต้องขังหญิง
การจัดการหาอาชีพที่เหมาะสมกับผู้ต้องขังควรคำนึงถึงบริบทพื้นที่ และลักษณะของผู้ต้อง เพื่อการออกแบบกระบวนฝึกอาชีพที่ผู้ต้องขังสามารถนำไปใช้งานในอนาคตต่อไปได้ ทั้งนี้การมีโอกาสสถานจะช่วยลดการก่อคดีซ้ำนั้น ที่แห่งนี้มีชุมชนบำบัด ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่และโรงพยาบาลนครพิงค์ เพื่อบำบัดการใช้ยาเสพติด
แนะนำพิพิธภัณฑ์โดยสื่อออนไลน์
แนะนำพิพิธภัณฑ์โดยบล็อก
แนะนำพิพิธภัณฑ์โดยสารานุกรมไทย
เรือนจำ เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า ของใช้
พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์
จ. เชียงใหม่
ศาลาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดโสภณาราม
จ. เชียงใหม่
เรือนพิพิธภัณฑ์บ้านโบราณ ร.ร.สันป่ายางวิทยาคม (ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอแม่แตง)
จ. เชียงใหม่