บล็อก

พิพิธภัณฑ์ทำอะไรได้บ้างกับเรื่องการเมืองร้อนๆ

โพสต์เมื่อ 20 มิถุนายน 2562

ในสังคมประชาธิปไตย การเปิดกว้างทางความคิดเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป  การแสดงออกทางการเมืองที่ไม่ได้เห็นพ้องกับคนหมู่มากหรือแม้กระทั่งรัฐจึงไม่ใช่อาชญากร การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนหรือพูดอีกอย่างว่าการเมืองเป็นชีวิตประจำวันของทุกคน  ไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นพิพิธภัณฑ์ในฝั่งยุโรปหรืออเมริกามักมีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญที่เกิดขึ้น อย่างที่รู้ๆ กันในรอบปีที่ผ่านมามีการเมืองร้อนๆที่ทั่วโลกจับตามอง ทั้งเรื่องBrexit  คลื่นผู้อพยพ  หรือการเข้าสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัล ทรัมป์  ปฏิกิริยาพิพิธภัณฑ์ที่ว่าคือมีทั้งนิทรรศการ การจัดกิจกรรมที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   MoMA(Museum of Modern Art)เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อนโยบายกีดกันผู้อพยพของทรัมป์ สิ่งที่MoMAทำคือการยกเอาผลงานของศิลปินมุสลิมจากประเทศในตะวันออกกลางที่ถูกห้ามเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาตามคำสั่งที่ออกมาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2017 ทั้งภาพวาด งานปั้น งานติดตั้ง ขึ้นมาไฮไลท์และจัดแสดงในพื้นที่นิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์เลยทีเดียว รวมถึงจัดฉายภาพยนตร์จากนักทำหนังที่เป็นมุสลิมจากประเทศในตะวันออกกลางด้วย ถือเป็นการตอกย้ำแนวคิดเรื่องการเปิดกว้างและเสรีภาพที่เป็นหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่ต้องการจะส่งสารถึงสหรัฐอเมริกา ต่อกรณีเดียวกันสมาคมพิพิธภัณฑ์ (Museums Association)ของสหราชอาณาจักรออก “แถลงการณ์ของพิพิธภัณฑ์สำหรับการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นและการอยู่ร่วมกัน” (Museum Manifesto for Tolerance and Inclusion) โดยหลักใหญ่ใจความคือ ให้พิพิธภัณฑ์ยึดถือหลักจรรยาบรรณข้อสำคัญของพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของสาธารณะและผลประโยชน์ของสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ควรปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมด้วยความเคารพและซื่อสัตย์ สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ละทิ้งผู้ชมปัจจุบันและมองหาผู้ชมกลุ่มใหม่ที่หลากหลาย ยึดหลักการทำงานเกี่ยวกับความหลากหลายและความเท่าเทียม ขณะที่สำนักพิพิธภัณฑ์ศึกษา มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ถึงกับเสนอ 6 แนวทางในการที่พิพิธภัณฑ์ควรตอบโต้ต่อนโยบายเลือกปฏิบัติต่อศาสนาและชาติพันธุ์ของทรัมป์และนโยบายขวาจัดในอียู 1. ยินดีต้อนรับ: แสดงให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ของทุกคน คล้ายกับสุภาษิตที่ว่าใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เขาจะนับถือศาสนาไหน เชื้อชาติใด 2. นำเสนอ: แสดงให้เห็นว่าสนับสนุนเรื่องความหลากหลายของผู้คนและสังคม พิพิธภัณฑ์ควรสำรวจคอลเล็กชั่นที่มีและชุมชนรายรอบ แล้วนำมาเล่าเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์สามารถช่วยเปลี่ยนความคิดด้านลบหรือการเล่าเรื่องแบบผิดๆ เกี่ยวกับคนชายชอบรวมถึงผู้อพยพได้ 3. บันทึก เก็บข้อมูล และสะสม: พิพิธภัณฑ์และงานจดหมายเหตุเป็นสถานที่สำคัญในการเก็บรวบรวม บันทึก และนำเสนอความไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้น คงไม่มีใครต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดังเหตุการณ์กรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง 4. แสดงพลัง: รณรงค์ในสิ่งที่ถูกต้องควรจะเป็น อย่าทำตัวเป็นกลาง ควรเลือกข้าง โดยยืนอยู่ข้างสิ่งที่ถูกต้อง 5. อย่าอดทนกับการไม่ยอมรับความแตกต่าง: พิพิธภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องนำเสนอมุมมองของทั้งสองข้าง หากข้างใดข้างหนึ่งประกาศว่าเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติ หรือคลั่งศาสนา การไม่ให้เวทีไม่ใช่การปฏิเสธเสรีภาพในการแสดงออกอย่างที่บางคนอ้าง แต่เป็นกลไกที่สามารถก้าวออกมาจากการไม่ยอมรับความแตกต่างและความเกลียดชัง  6. รื่นรมย์กับความดีงามของความเป็นมนุษย์: พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่คุณสามารถค้นหาความดีงามของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม และมรดกของมนุษยขาติ พิพิธภัณฑ์ยังสามารถสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะ ควรทำพิพิธภัณฑ์ให้เป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้คนในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และไม่จำเป็นที่พิพิธภัณฑ์จะต้องเก็บของเก่า แต่วัตถุร่วมสมัยในชีวิตประจำวันที่แสดงพลังการเล่าเรื่องก็สำคัญไม่แพ้กัน กรณีเหตุการณ์ที่ผู้หญิงทั่วโลกลุกขึ้นมาเดินขบวนประท้วงทรัมป์เนื่องจากไม่พอใจนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ตลอดจนการแสดงออกของทรัมป์ที่มีท่าทีดูถูกผู้หญิงหลังที่เขาเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง  ห้องสมุดผู้หญิงแห่งกลาสโกว์ (Glasgow Women’s Library)ถือโอกาสนี้ออกมาประกาศรับบริจาคป้ายประท้วง ใบปลิว เครื่องแต่งกาย อันเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว   ภาพจาก http://www.vam.ac.uk/ เช่นเดียวกับV&A พิพิธภัณฑ์ที่เป็นผู้นำด้านศิลปะและการดีไซน์ได้ออกโปรเจ็ค “Rapid Response Collecting”  โดยการให้พื้นที่จัดแสดงวัตถุดีไซน์ที่เป็นประจักษ์พยานเหตุการณ์สำคัญร่วมสมัยทางสังคมและการเมือง  เรียกว่าเป็นคอลเล็กชั่นที่ข้ามพรมแดนพิพิธภัณฑ์แบบเดิมๆ คือต้องดีลกับวัตถุของใช้ในชีวิตประจำวันที่ผลิตและใช้อยู่ในสังคม สำรวจตรอบสอบนัยทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับการผลิตวัตถุดังกล่าว หนึ่งในคอลเล็กชั่นที่น่าสนใจของโปรเจ็กนี้คือ “ธงของผู้อพยพ” เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงผู้อพยพย้ายถิ่นหลายล้านทั่วโลก โดยเริ่มแรกจัดทำเพื่อจะใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ของกลุ่มนักกีฬาที่เป็นผู้อพยพที่รวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมแข่งขัน โดยธงนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงอำนาจในการออกแบบ สะท้อนทั้งพื้นที่ทางสัญลักษณ์และกายภาพสำหรับการตะหนักถึงการมีอยู่ของผู้อพยพและชะตากรรมของพวกเขา ธงเป็นสีส้มสดคาดแถบสีดำตรงกลาง แรงบันดาลใจจากการออกแบบมาจากเสื้อชูชีพของผู้อพยพทางเรือที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมุ่งหวังสร้างชีวิตใหม่ ส่วนอีกชิ้นคือ "เบอร์กินี"(burkini) ชุดว่ายน้ำที่ปกปิดร่ายกายตามแบบสตรีมุสลิม เบอร์กินีถูกออกแบบและวางขายในปี 2004 ถือเป็นการสนับสนุนให้สตรีมุสลิมหันมาออกกำลังกายมากขึ้น แต่ต่อมาเป็นประเด็นร้อนเมื่อเมืองชายทะเลหลายเมืองในฝรั่งเศสออกคำสั่งห้ามสวมชุดว่ายน้ำเบอร์กินีบริเวณชายหาดสาธารณะ ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การถกเถียงระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ฝ่ายขวาจัดมองว่าการสวมเบอร์กินีเป็นการแสดงสัญลักษณ์ศาสนาที่สร้างความแปลกแยกไม่สอดคล้องกับรัฐฆราวาส  ส่วนฝ่ายสนับสนุนมองว่าการออกคำสั่งห้ามเป็นการละเมิดเสรีภาพพลเมืองและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พิพิธภัณฑ์จึงสามารถที่จะกลายเป็นเวทีที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ถกเถียงหรือตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ น่าสนใจอีกว่าปีนี้การประชุมสัมมนาประจำปี 2017ของ ICOMOS(International Council on Monuments and Sites)เปิดรับบทความในหัวข้อ “Heritage and Democracy” ยิ่งทำให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรมกับการเมืองไม่ใช่เรื่องห่างไกลเลย แต่น่าเศร้าเมื่อหันกลับมาพิจารณาสถานการณ์ในบ้านเรา การทำอะไรในลักษณะนั้นบ้างคงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเรายังอยู่ในห้วงเวลาที่ความรู้และการแลกเปลี่ยนความรู้ในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองถูกเซ็นต์เซอร์อย่างไร้สติโดยรัฐอ้างอิงhttp://www.vam.ac.uk/blog/network/rapid-response-collecting-burkini-and-refugee-flag http://www.vam.ac.uk/content/articles/r/rapid-response-collecting/ https://www.nytimes.com/2017/02/03/arts/design/moma-protests-trump-entry-ban-with-work-by-artists-from-muslim-nations.html?_r=0 http://advisor.museumsandheritage.com/museums-can-stand-trump-discriminatory-politics/ http://advisor.museumsandheritage.com/features/museums-react-events-political-turmoil-protests-sporting-triumphs/ http://www.icomos.org/en/about-icomos/image-menu-about-icomos/173-governance/general-assembly/8738-call-for-papers-and-proposals-heritage-and-democracy-19th-icomos-general-assembly-and-scientific-symposium  

แนะนำ Museum Backpacker

โพสต์เมื่อ 23 มกราคม 2562

สวัสดีค่ะ วันนี้อยากแนะนำ Blog (บทความขนาดสั้น) ที่ชื่อว่า "Museum Backpacker" หรือชื่อภาษาไทยว่า "ท่องไปในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก" ผู้เขียน blog เป็นคนที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเดินทางท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกให้ได้อย่าง 100 พิพิธภัณฑ์ โดยเริ่มเดินทางตั้งแต่ปี 2008 (พ.ศ. 2551) ถึงปี 2013 (พ.ศ. 2556) น่าสนใจใช่ไหมคะ? ว่า เธอผู้นั้นเดินทางไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่ไหนมาแล้วบ้าง? เราสามารถติดตามการท่องเที่ยวของเธอได้ที่ https://museumbackpacker.wordpress.com             หน้าแรก (Home) ผู้เขียนจะบอกเล่าความตั้งใจในการทำ blog พร้อมกับลงภาพพิพิธภัณฑ์ที่ได้ไปเยือนแต่ละแห่งไว้ ทั้งในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ฯลฯ               จากนั้นเราสามารถเลือกพิพิธภัณฑ์ที่เราสนใจได้เลยค่ะ พอเปิดเข้าไปก็จะพบกับข้อมูลสรุปเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์นั้นๆ ภาพถ่ายวัตถุที่จัดแสดง (สวยงาม) ในช่วงท้ายของหน้าจะบอกข้อมูลพื้นฐานของพิพิธภัณฑ์ เช่น เวลาที่ใช้ในการชม (เข้าใจว่า มาจากเวลาที่ผู้เขียนใช้ชมพิพิธภัณฑ์)  ภาษา (ที่พิพิธภัณฑ์ใช้สื่อสาร)  เวลาเปิด- ปิด  ราคาค่าตั๋วเข้าชม เวบไซต์ของทางพิพิธภัณฑ์  ที่ตั้ง  และข้อความสรุปใน 1 ประโยคจากผู้เขียนที่มีต่อพิพิธภัณฑ์นั้นๆ ที่สำคัญผู้เขียนยังใจดีอนุญาตให้เผยแพร่ภาพถ่ายและข้อความภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ซึ่งท่านไหนจะนำไปใช้หรือเผยแพร่ต่อ อย่าลืมปฎิบัติตามภายใต้เงื่อนไขนี้นะคะ              นอกจากผู้เขียนจะแนะนำพิพิธภัณฑ์รายแห่งแล้ว ผู้เขียนแนะนำกฎ/ ข้อควรปฎิบัติ หรืออาจจะเรียกว่า เทคนิค หรือที่ชอบเรียกกันทับศัพท์ว่า “ทิป” (Tips) ในหัวข้อ Rules and Tips สิ่งที่ควรรู้ก่อนเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ เป็นบอกเทคนิคให้เตรียมตัวสำหรับคนที่ต้องการชมพิพิธภัณฑ์อย่างมีความสุข ซึ่งผู้เขียนเขียนไว้ทั้งหมด 10 ข้อ พร้อมให้คำอธิบายสั้นๆ ว่า แต่ละข้อหมายถึงอะไร บางข้อนักเที่ยวพิพิธภัณฑ์ก็รู้อยู่แล้ว เช่น กฎการถ่ายภาพ แต่ผู้เขียนก็เขียนย้ำ เป็นการเตือนถึงสิ่งที่ควรปฎิบัติ ขณะที่บางข้อก็เป็นเทคนิคบอกถึงการเพิ่มความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในการชม เช่น ควรหลีกเลี่ยงการชมพิพิธภัณฑ์ในชั่วโมงเร่งด่วน เป็นต้น                                    ส่วนหัวข้อ มารู้จักประเภทของพิพิธภัณฑ์กันดีกว่า เป็นความพยายามของผู้เขียนที่จะอธิบายว่า พิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ (ทั่วโลก) มีประเภทไหนบ้าง? แล้วแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? แล้วพิพิธภัณฑ์ที่ผู้เขียนได้ไปชมมาอยู่ในประเภทไหน ใน blog ผู้เขียนได้แบ่งพิพิธภัณฑ์ออกเป็น 39 ประเภท ตามเกณฑ์การแบ่งของ Wikipedia ซึ่งการแบ่งประเภทจะทำให้เรารู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ช่องทางนี้ยังสามารถช่วยให้เราสืบค้นพิพิธภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของเราได้อีกด้วย              สำหรับท่านที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มเติมข้อมูลให้กับทาง blog ก็สามารถสมัครสมาชิกเป็นแฟนเพจของ blog นี้ได้นะคะ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างไร... อยากลืมเข้าไปให้กำลังใจแก่ผู้เขียน ผู้ซึ่งที่มีใจอยากจะแบ่งปันเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ให้กับเราๆ ได้รับรู้นะคะ... เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราได้ท่องโลก (พิพิธภัณฑ์) กว้างขึ้นค่ะ...

พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์...ที่เมืองมันเทศ

โพสต์เมื่อ 23 มกราคม 2562

สวัสดีค่ะ        สำหรับมิตรรักแฟนคลับเก่าชาวก้าวไปด้วยกัน กบอ้วนจาก “เรื่องเล่าริมสนาม” กลับมาอีกครั้งแบบฤกษ์สะดวกนะคะ ส่วนท่านไหนที่คิดถึงบทความ (เก่า) หรือจุลสาร “ก้าวไปด้วยกัน” สามารถอ่านออนไลน์ได้ทุกฉบับที่ http://www.sac.or.th/databases/museumdatabase/ ค่ะ...          กลับมาคราวนี้พาทุกท่านไปรู้จักกับ “ไต้หวัน” หรือ “ไถวาน” ตามชื่อท้องถิ่น หรือ “สาธารณรัฐจีน” ในภาษาทางการ ขอเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเกาะนี้หน่อยนะคะ ปัจจุบันไต้หวันยังไม่มีสถานะเป็นประเทศ ประเทศจีน (แผ่นใหญ่) เคยเปรียบไต้หวันเหมือนกับเด็กดื้อที่ไม่ยอมกลับบ้าน บางครั้งการที่เรารู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่บ้าง ก็ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับสถานที่ ผู้คน หรืออาคารบ้านเรือนที่เราพบเห็นได้ชัดเจนขึ้นนะคะ...          เนื่องจากไต้หวันเป็นเกาะขนาดใหญ่ ทำให้มีหลายประเทศหมายปองอยากครอบครอง เดิมเกาะไต้หวันเป็นที่รู้จักในชื่อ “เกาะเฟอโมซา” (Formasa) เป็นชื่อที่ชาวโปรตุเกสเรียก แปลว่า “เกาะที่สวยงาม”จากนั้นในยุคสำรวจ ศตวรรษที่ 17 ชาวสเปนและชาวฮอลันดาเข้ามาสำรวจ ทำการค้า และตั้งถิ่นฐานในที่สุด หลักฐานสำคัญที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันคือ โบสถ์ ตึกรามบ้านช่องที่ก่อด้วยอิฐสีแดงสไตล์ตะวันตก และป้อมปราการ ที่เมืองตันสุย (Danshui)    โบสถ์ประจำเมืองตันสุย (Danshuei Church)    อาคารเดิมของวิทยาลัย Oxford ที่ก่อตั้งโดยจอร์จ เลสลี่ แม็คเคย์ (George Leslie Mackay) ปัจจุบันเป็นอาคารหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยเอกชน Aletheia      ป้อมปราการซาน โดมินโก (Fort San Domingo)            ต่อมาในปีพ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895)  ความบาดหมางระหว่างประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่น เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นได้ครอบครองไต้หวันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ญี่ปุ่นได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมไว้ที่ไต้หวันหลายอย่าง เช่น ที่อาบน้ำแร่ขนาดใหญ่แห่งแรกของไต้หวัน ที่เมืองเป่ยโถว (Beitou) ปัจจุบันคือ Beitou Hot Spring Museumการเข้ามาของญี่ปุ่นทำให้ไต้หวันได้ซึมซับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากพอสมควร ทำให้คนไต้หวันมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นที่กล่าวขวัญว่า “...เป็นคนจีนที่มีระเบียบและอ่อนน้อมเหมือนกับคนญี่ปุ่น...” หลังสงครามโลกครั้งที่สองไต้หวันกลับไปรวมกับประเทศจีนอีกครั้ง พิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อน (Beitou Hot Spring Museum)            เดิมทีในเกาะไต้หวันก็มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ และมีชาวจีนแผ่นใหญ่อพยพเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ระลอกใหญ่สุดเกิดขึ้นในช่วงพ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) เมื่อพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคการเมืองชาตินิยมของจีนเป็นฝ่ายแพ้ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้มีผู้คนอพยพหนีออกจาก (จีน) แผ่นดินใหญ่เข้ามาที่ไต้หวันครั้งใหญ่สุด คาดกันว่า มีชาวจีนที่เป็นทั้งผู้นำ นักคิด ปัญญาชน ช่างฝีมือ และชาวบ้านมากกว่า 1,500,000 คน อพยพเข้ามาพร้อมด้วยศิลปวัตถุล้ำค่าจำนวนมาก (เชื่อกันว่า วัตถุจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ กว่า 600,000 ชิ้น เป็นสมบัติที่ถูกนำเข้ามาจากการอพยพครั้งนั้น)  พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ (The National Palace Museum)ภาพ: http://www.npm.gov.tw/en/           การอพยพโดยการนำของนายพลเจียง ไคเช็ก ครั้งนั้น อาจเทียบได้กับการลี้ภัยทางการเมืองของผู้คนที่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตยแบบ ดร.ซุน ยัด เซ็น พร้อมกับความหวังว่า สักวันจะได้กลับสู่ประเทศแม่อีกครั้งด้วยการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ความเชื่อแบบนั้นไม่เกิดขึ้นในแผ่นดินใหญ่ แต่กลับงอกงามบนเกาะไต้หวันที่ปัจจุบันมีการปกครองแบบสาธารณรัฐจีน คือ "เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยของประชาชน ประชาชนปกครอง และเป็นไปเพื่อประชาชน"          ไต้หวันเป็นเกาะขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายมันเทศ จึงมีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “เกาะมันเทศ” กบอ้วนลองเอาภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายโดยองค์การนาซา แผนที่ที่ปรากฎบน Google Map และแผนที่เขตปกครองต่างๆ ของไต้หวันมาเทียบให้ชมกัน ลองดูค่ะว่า เหมือนกับมันเทศรึเปล่า? หรือว่า ท่านเห็นเป็นรูปอะไร???                    ภาพ: NASA                                                         ภาพ: Google Map   ภาพ: http://www.1000milesjourney.com/              จากการเดินทางทำให้รู้ว่า ไต้หวันให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์/ แหล่งเรียนรู้อย่างมาก ทุกเมืองที่ได้ไปพบพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้อย่างน้อย 1 แห่ง ที่บอกเล่าความเป็นมาของเมือง หรือเรื่องราวของชุมชนที่อยู่ตรงนั้น เช่น เมืองจินกั๋วสือ (Jinguashi) อดีตเป็นเหมืองทองคำขนาดใหญ่ มี Gold Ecological Parkที่บอกเล่าชีวิตของคนงานเหมือง ขณะที่เมืองตันสุยเมืองท่าสำคัญทางภาคเหนือกลับเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไต้หวันถึงการเข้ามาของชาติตะวันตก หรือ เมืองเป่ยโถว (Beitou) ที่เล่าความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองได้เป็นอย่างดีผ่าน Beitou Hot Spring MuseumและKetagalan Culture Centerที่เล่าเรื่องราวของชนพื้นเมืองบนเกาะแห่งนี้                                Gold Ecological Park                                     Ketagalan Culture Center                  ขณะที่เมืองหลวงของไต้หวัน อย่างไทเปมีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดร.ซุน ยัด เซ็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไต้หวัน พิพิธภัณฑ์ศิลปะ หอศิลปะร่วมสมัย พิพิธภัณฑ์เค้กและขนมอบ ฯลฯ National Taiwan Museum                              Taipei Fine Arts Museum   Kuo Yuan Ye Museum of Cake and Pastry  อนุสรณ์สถานเจียง ไคเช็ก             การแนะนำพิพิธภัณฑ์ที่ไต้หวันครั้งนี้ กบอ้วนขอเล่าประสบการณ์การเดินทาง (ส่วนตัว) นะคะ ว่า ไปที่ไหน? ไปเจออะไร? แล้วประทับใจตรงไหน? อาจจะไม่ครอบคลุมทั่วทั้งเกาะ (เพราะยังไปไม่ทั่วนะฮะ) แต่จะเล่าถึงที่ที่เคยไปชมมาค่ะ การเล่าก็ขอแบ่งเล่าเป็นตอนๆ ไป เพื่อง่ายต่อความเข้าใจและการเรียบเรียง ตอนนี้ขอเกริ่นให้ทุกท่านได้รู้จักกับเกาะที่มีรูปร่างคล้ายมันเทศก่อน ว่า มีประวัติศาสตร์อย่างไร? มีอะไรน่าสนใจบ้าง? ตอนหน้าสัญญาว่า จะพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แล้วค่ะ แล้วพบกันนะคะ....

พิพิธภัณฑ์พระราชวัง (ต้องห้าม)...ของไต้หวัน

โพสต์เมื่อ 23 มกราคม 2562

สวัสดีค่ะ          กลับมาตามสัญญา ตอนนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ใครๆ ไปไต้หวันก็ต้องอยากไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองไทเป เมืองหลวงของเกาะไต้หวัน มีชื่อเป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ (The National Palace Museum- NPM)และมีชื่อเล่นเรียกกันโดยทั่วไปว่า พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง          สำหรับท่านที่รู้จักพระราชวังต้องห้าม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง อาจจะแปลกใจว่า ทำไมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง” เหมือนกัน หลังจากได้อ่านประวัติพิพิธภัณฑ์และความช่วยเหลือจากน้องที่รู้ภาษาจีน ก็พบว่า คำว่า “กู้กง” (Gu Gong) แปลว่า “พระราชวังหลวง” (Imperial Palace) หรือ “พระราชวังต้องห้าม” (Forbidden City) ส่วนที่มีชื่อเรียกเหมือนกันก็เพราะในปี ค.ศ. 1962 พิพิธภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นโดยเลียนแบบแผนผัง และรูปแบบอาคารมาจากพระราชวังต้องห้ามของปักกิ่ง พระราชวังต้องห้าม หรือ พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ณ กรุงปักกิ่งภาพ: http://www.oceansmile.com/China/Kukong.htm พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ ณ ไทเปภาพ: https://www.expedia.co.th/National-Palace-Museum-Taipei.          นอกจากรูปแบบอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชวังต้องห้ามแล้ว ศิลปวัตถุที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์กว่า 620,000 ชิ้น ก็ยังเป็นสมบัติที่ถูกขนออกมาจากพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง ในช่วงที่ประเทศจีนถูกรุกรานจากญี่ปุ่น เดิมพิพิธภัณฑ์ชื่อ “พิพิธภัณฑ์ จง ซาน” (เป็นชื่อของ ดร.ซุน ยัต เซ็น ในภาษาจีนกลาง) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บวัตถุสิ่งของและผลงานทางศิลปะของจีนโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่า 5,000 ปี จากทุกราชวงศ์ของจีน เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเนื่องจากมีศิลปวัตถุจำนวนมากจึงต้องมีการหมุนเวียนวัตถุออกมาจัดแสดงทุกๆ 3 เดือน       วัตถุที่จัดแสดงภายนอกอาคาร ทั้งใหญ่และทรงพลัง  รูปปั้น ดร.ซุน ยัต เซ็น ที่โถงทางเข้าชั้น 1             พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในห้องจัดแสดงนะคะ (น่าเสียดายมาก... เพราะของสวยทุกชิ้น) นิทรรศการหลักจัดภายในอาคารหลังใหญ่ มี 3 ชั้น แบ่งเป็นโซนตามประเภทของวัตถุ และไล่เรียงตามลำดับเวลา ศิลปวัตถุที่ทางพิพิธภัณฑ์สะสมมีทั้งภาพเขียน บทกวี งานอักษร หนังสือหายาก ภาพเขียน ผ้าโบราณ งานเซรามิกและเครื่องปั้นดินเผา งานโลหะ งานหยกและหินหายาก งาช้าง งานไม้และสิ่งประดิษฐ์           สำหรับวัตถุที่ห้ามพลาดในการมาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ “หยกผักกาดขาว” “หินเนื้อหมู” และ “กระถางสำริดของเหมากง” ที่ถูกเรียกว่า “สามมหาสมบัติแห่งกู้กง”  ภาพ: http://theme.npm.edu.tw            หยกผักกาดขาวเป็นงานแกะสลักหยกสีขาว-เขียว ในก้อนเดียวกัน ซึ่งถือเป็นหยกที่หาได้ยากมาก เดิมถูกวางไว้ในพระราชวังของหรงยู่ พระมเหสีของจักรพรรดิกวังซวี่ (ค.ศ.1875- 1908) ในเขตพระราชวังต้องห้าม จึงมีคนสันนิษฐานว่า งานชิ้นนี้อาจจะเป็นของขวัญสำหรับหมั้นหมาย ส่วนเหตุที่ต้องเป็นผักกาดขาว ก็เพราะโดยธรรมชาติผักกาดขาวจะทนต่อสภาพอากาศได้หลากหลาย คือ ปลูกในสภาพอากาศแบบไหนก็เติบโตได้ คนจีนเลยนำมาเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “มีกิน มีใช้ ไม่อดอยาก” ส่วนตั๊กแตนสีเขียวที่เกาะอยู่ หมายความว่า “มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง”          สำหรับ หินเนื้อหมู ศิลปวัตถุของราชวงศ์ชิง ทำมาจากหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แกะสลักด้วยความแม่นยำและเทคนิคการย้อมสีหินชั้นสูง ทำให้ลักษณะของหินที่เป็นผิวผนัง ชั้นติดมัน และไขมันของเนื้อหมูมีลวดลายที่สมจริงมาก   ภาพ: http://theme.npm.edu.tw           ส่วน กระถางสำริดของเหมากง เป็นงานของราชวงศ์โจวตะวันตก (ปี 1046- 771 ก่อนคริสตกาล) รูปร่างภายนอกก็เหมือนกระถางสำริดทั่วไป แต่จารึกที่อยู่ภายในกระถางสิคะ ที่สำคัญ ที่เป็นที่หนึ่ง จารึกบันทึกเรื่องราวของกษัตริย์ Xuan แห่งราชวงศ์โจวที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ และวิธีการปกครองประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ภาพ: http://theme.npm.edu.tw           นอกจากสามมหาสมบัติแห่งกู้กงที่ห้ามพลาดแล้ว พิพิธภัณฑ์ยังมีวัตถุสะสมที่สวยงามอีกหลากหลายชิ้น เอาภาพมาให้ชมกัน ถ้าใครสนใจอยากจะไปชมด้วยตนเองก็เชิญนะคะ พิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30- 18.30 น. แต่ถ้าใจร้อนอยากชมภาพตัวอย่างวัตถุชิ้นเด่นอย่างละเอียด และเป็นส่วนตัวก็ชมได้ที่เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ ที่  http://theme.npm.edu.tw  ได้ค่ะ  ชื่อภาพ: ดอกโบตั๋นภาพ: http://theme.npm.edu.tw  ภาพ: http://theme.npm.edu.tw  ภาพ: http://www.thirteenmonths.com/picturepages/twA/twA17.htm            การเข้าชมพิพิธภัณฑ์สามารถทำได้เองด้วยการเช่าวิดีโอไกด์ (มีหลายภาษา แต่ยังไม่มีภาษาไทย) ติดตัวไป หรือจะชมเป็นรอบพร้อมมัคคุเทศก์ก็ทำได้ ซึ่งมักจะพาชมวัตถุชิ้นสำคัญๆ ก่อนจะปล่อยให้ชมด้วยตัวเองส่วนเวลาไปชม เลือกตามสะดวกเลยค่ะ แต่แนะนำว่า ถ้าไม่อยากผจญภัยกับนักท่องเที่ยว (จีน) กลุ่มใหญ่ให้ไปช่วงบ่ายของวัน เพราะนักท่องเที่ยวจีนนิยมมาช่วงเช้าและชมวัตถุที่เป็นดาวเด่นเท่านั้น แต่ถ้าอยากชมนานๆ ค่อยๆ ชม ก็แนะนำให้อยู่ทั้งวัน ที่พิพิธภัณฑ์มีร้านอาหารและคาเฟ่ไว้คอยบริการ สะดวกมากๆ             นอกจากนั้นท่านยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ได้ แต่ควรติดต่อสำรองที่นั่งล่วงหน้า เพราะกิจกรรมเหล่านี้มักได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากเด็กและผู้ปกครองเสมอ หรือถ้าอยากได้ของที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย โปสการ์ด ภาพเขียน/ภาพพิมพ์ที่ทำเลียนแบบของเก่า เสื้อ เครื่องเซรามิค เครื่องเรือน ฯลฯ ให้เดินตรงไปร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์เลย รับรองมีทุกสิ่งให้เลือกสรร ภาพ: http://www.go-graph.com             รูปสุดท้ายที่นำมาฝากกัน (แสดงถึงความใส่ใจ และให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์มากๆ) เป็นภาพที่ถ่ายในบริเวณทางเดินของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน คือ เป็นนิทรรศการขนาดเล็กแนะนำพิพิธภัณฑ์และวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้น่าสนใจ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของบ้านเราก็น่าจะมีอย่างนี้บ้าง... คงสร้างแรงบันดาลใจ และแรงดึงดูดได้ไม่น้อย 

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี The National Folk Museum of Korea

โพสต์เมื่อ 23 มกราคม 2562

มาเยือนโซลทั้งที นักท่องเที่ยวคงไม่พลาดที่จะแวะชมความงดงามของพระราชวังคย็องบกกุง (Gyeongbokgung) พระราชวังหลวงเก่าแก่แห่งนี้ถูกสร้างในสมัยโชซอนเมื่อกว่าเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา ระหว่างทางเดินชมพระราชวังจะเห็นสาวเกาหลีหน้าตาแฉล้มใส่ชุดฮันบกสีสันสดใสยืนถ่ายรูปอยู่ตามมุมต่างๆของพระราชวัง ภาพผู้คนแต่งชุดประจำชาติที่ผสมกลมกลืนไปสิ่งปลูกสร้างตรงหน้ายิ่งช่วยให้จินตนาการย้อนไปในอดีตเมื่อครั้งที่พระราชวังแห่งนี้ยังมีชีวิตนับร้อยอาศัยอยู่  แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดลงมา ณ มุมหนึ่งของพระราชวังคย็องบกกุง แต่พระเอกของวันนี้ไม่ใช่พระราชวัง หรือหญิงสาวใส่ชุดฮันบก หากแต่เป็น “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี” ที่ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งใต้ของพระราชวัง สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมของสิ่งของทางประวัติศาสตร์กว่าหลายพันชิ้น ซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนเกาหลีจากหลายยุคสมัยก่อนมาแล้วทั้งสิ้น นักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาถ่ายรูปด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี        ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์อยู่ที่วิสัยทัศน์ของพิพิธภัณฑ์ที่จะทำให้มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ปฏิสัมพันธ์กับโลกและเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ “A museum that interacts with the world” โดยนำเอาแนวคิดอย่างเช่น “Edutainment”แนวคิดเรื่องการศึกษาที่ผสมผสานกับความสนุกสนานบันเทิง “Globalism” ที่พยายามทำให้ความรู้เกี่ยววัฒนธรรมท้องถิ่นกับวัฒนธรรมโลกผสมผสานเข้าด้วยกัน และ “Eco – museum” แนวคิดด้านนิเวศพิพิธภัณฑ์หรือการผสานท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม  จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้การเข้าชมเป็นเรื่องความรู้พอๆ กับความบันเทิงใจตั้งแต่ย่างเท้าเข้าเขตพิพิธภัณฑ์ อย่างเช่น รูปปั้นนักษัตร 12 ราศีที่ตั้งอยู่ด้านหน้าตึกพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนความเชื่อพื้นบ้านของเกาหลี พอเข้ามาชมนิทรรศการถาวรภายในก็ได้ลองหยิบจับอุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดวางไว้ให้ได้ลองเล่นได้ลองสัมผัสวิถีชีวิตของชาวเกาหลีในอดีต  รูปปั้นนักษัตร 12 ราศีที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์มุมนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเขียนตัวอักษรลงบนทรายอย่างที่ชาวเกาหลีสมัยก่อนเคยเขียนกัน นิทรรศการถาวรแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจัดแสดงสิ่งของในชีวิตประจำวันที่สะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาวเกาหลีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงยุคสมัยใหม่ ส่วนถัดมาเป็นนิทรรศการที่แสดงให้เห็นว่าชาวเกาหลีมีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไรในช่วง Joseon (1392-1910) ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตทางการเกษตร และวงจรในรอบปีของฤดูกาลทั้งสี่ นิทรรศการในห้องนี้จำลองบรรยากาศหมู่บ้านของวิถีชีวิตคนสมัยก่อนไว้ได้อย่างสวยงาม ในส่วนสุดท้ายของนิทรรศการคือส่วนของสิ่งของทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนไปตามหัวข้อต่างๆ แล้วแต่ประเด็นที่ตั้งขึ้นมา  ตัวอย่างหนังสือเขียนมือเก่าเก็บของชาวเกาหลีที่ยังคงสภาพความสดใสของสีไว้ได้อย่างชัดเจนบ้านจำลองในมุมหนึ่งของพิพิธภัณฑ์สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของชาวเกาหลี นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1946 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการศึกษาวิจัยในขั้นต้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวเกาหลี มีการตีพิมพ์รายงาน และจัดบรรยายส่งเสริมความรู้ให้กับบุคคลทั่วไปมาโดยตลอด  ผู้เข้าชมยังสามารถชมนิทรรศการผ่านออนไลน์ได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีความพยายามในการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม หน้ากากเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความบันเทิงให้แก้ผู้คนและอยู่ในวัฒนธรรมของชาวเกาหลีมาช้านาน หุ่นจำลองวิถีชีวิตในโรงเรียนของชาวเกาหลีสมัยก่อนอีกส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่สร้างความประทับใจได้ไม่แพ้กันคือ Children’s Museum ส่วนที่น่าสนใจและเป็นสีสันของพิพิธภัณฑ์น่าอยู่ที่นิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์ที่เป็นเหมือนพื้นที่เรียนรู้ที่น่าสนุกสนานของเด็กๆ มีการดีไซน์รูปแบบของนิทรรศการแบบที่เด็กๆ สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าได้อย่างเต็มที่ เด็กๆ จะได้รับการกระตุ้นจินตนาการ และความสนุกสนานไปพร้อมๆ กับความรู้ ผ่านการมองเห็นการเล่นการสัมผัส ด้านหน้าของ Children’s Museum มุมฉายวีดีทัศน์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาตินิทรรศการถาวรแบ่งออกเป็นหลายส่วน เช่น ส่วนของ “Story from Trees” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของต้นไม้ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ และส่วนของ “The moon and the sun”ที่มุ่งหมายให้เด็กๆ ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การเคารพธรรมชาติ เหมาะอย่างยิ่งแก่เด็กๆในเมืองที่ไม่มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติมากนัก บรรยากาศของนิทรรศการข้างในพิพิธภัณฑ์นั้นไม่เฉพาะแต่เด็กๆที่สามารถมีส่วนร่วม แต่ผู้ใหญ่ ครู ผู้ปกครองก็สามารถมีส่วนร่วมเช่นกัน และอาจจะได้พบว่ายังมีความรู้อีกหลายอย่างที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนก็เป็นได้ นอกจากนิทรรศการถาวรแล้วภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีมุมอ่านหนังสือที่เด็กๆ สามารถมานั่งอ่านได้อีกด้วย  เด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆในพิพิธภัณฑ์ผ่านการลองเล่นลองทำ   เด็กๆ กำลังเล่นสนุกอยู่ในลานเด็กเล่นกลางพิพิธภัณฑ์ จากการมาเยือนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลีในครั้งนี้ ได้เห็นถึงความพยายามต่างๆในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งของการเรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้ตั้งวิสัยทัศน์ไว้ เพื่อการรักษาและส่งต่อความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวเกาหลีเหล่านี้ให้ ยั่งยืนและนับว่าเป็นอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งที่น่ามาศึกษา สิ่งที่ได้ติดไม้ติดมือกลับไปอาจไม่ใช่แค่บรรยากาศที่สวยงามและความรู้ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวเกาหลี หากแต่รวมไปถึงแนวคิดเรื่องการเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย  แนวคิดในการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และยังได้เห็นตัวอย่างของการสื่อสารต่อสาธารณะที่สร้างสรรค์อีกด้วย

“โปเกมอน โก” กับ “พิพิธภัณฑ์”

โพสต์เมื่อ 23 มกราคม 2562

ภาพจาก: http://www.pokemongo.com/             ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา กระแสการเล่นโปเกมอน โก (Pokemon Go) ในประเทศไทยได้แพร่ไปในกลุ่มคนเล่นเกม เด็ก นักเรียน นักศึกษา ไม่เว้นแต่คนในวัยทำงานอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างหันซ้าย หันขวา ก้มๆ หงายๆ ระหว่างมือถือ หรือแทบเล็ตกับพื้นที่ใกล้ตัวตลอดเวลา เพื่อตามจับตัวโปเกมอน (ซึ่งมีมากมายหลายแบบ) ให้เข้ามาอยู่ในความครอบครองของตัวเอง... สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นเกม (อย่างผู้เขียน) อาจจะเกิดความสงสัยว่า โปเกมอน โก คือ อะไร??? ทำไมกระแสการเล่นจึง hot hit ขนาดนี้ แล้วมีผลอะไรกับ “พิพิธภัณฑ์” บ้าง??? ทำไมพิพิธภัณฑ์บางแห่งถึงเชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปไล่จับตัวโปเกมอนในพิพิธภัณฑ์  ขณะที่บางแห่งขึ้นป้ายห้ามเล่นเกมนี้ในพิพิธภัณฑ์...                โปเกมอน โก (Pokémon Go)เป็นเกมเสมือนจริง ที่ต้องเล่นผ่าน app บนเครื่องสมาร์ทโฟน (ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือไอแพด) app จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถแสวงหาตัว Pokémon ผ่านเลนส์กล้องของพวกเขา เมื่อ Pokémon ปรากฏขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ผู้เล่นที่เปิด app ไว้จะได้รับสัญณาณเตือนว่า บริเวณนั้นมีโปเกมอนให้ “จับ” โดยผู้เล่นจะต้อง “ฝึกอบรม” ให้โปเกมอนของตัวเองมีความสามารถ (พลัง) นอกจากนี้ยังสามารถหา “ไข่” ที่มีคุณค่าเพื่อทำการ "ฟัก" ให้เป็นตัวโปเกมอนได้ด้วยการสะสมไมล์ (ระยะทาง) การเดินของผู้เล่น เกมนี้ยังช่วยให้ผู้เล่นสามารถส่งโปเกมอนของตัวเองออกไปต่อสู้กับโปเกมอนตัวอื่นได้ที่สนาม ที่เรียกว่า “ยิม” (Pokémon gym) ภาพจาก: http://www.pokemongo.com/             เนื่องจากโปเกมอนมีมากมายหลายตัว แล้วแต่ละตัวก็มีพลัง (ความสามารถ) แตกต่างกันไป ซึ่งคุณสมบัติของโปเกมอนก็จะสอดคล้องกับสถานที่ที่เหล่าผู้เล่นจะตามจับได้ เช่น โปเกมอนทั่วไปมักในพื้นที่ บ้านเรือนทั่วไปและมหาวิทยาลัย ส่วนโปเกมอนธาตุน้ำ มักจะเกิดในบริเวณพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ/แม่น้ำต่างๆ (ไม่น่าแปลกใจ.. ที่น้ำพุตรงหน้าสยามพารากอน จึงมีผู้คนไปยืนจับโปเกมอนกันวุ่นวาย...) เหล่าโปเกมอน...ภาพจาก:  http://www.gamemonday.com/game-news/pokemon-go            ตัวอย่างสถานที่เกิดโปเกมอน ภาพจาก:  http://www.gamemonday.com/game-news/pokemon-go             ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เล่นเกมยังสามารถตามหาโปเกมอนพิเศษ (พลังพิเศษ) ได้ด้วย ซึ่งสถานที่เกิดก็จะแปลกประหลาด พิเศษกว่าสถานที่ธรรมดาทั่วไป อย่างเช่น โปเกมอนพลังจิต มักจะพบย่านที่พักอาศัยในเวลากลางคืนหรือโรงพยาบาล ส่วนโปเกมอนมังกรจะพบที่สนามกอล์ฟ หรือแลนด์มาร์คสำคัญ เป็นต้น       ตัวอย่างสถานที่เกิดโปเกมอนพิเศษภาพจาก:  http://www.gamemonday.com/game-news/pokemon-go                 ด้วยความหลากหลายของทั้งตัวโปเกมอนและคุณสมบัติ การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อจับจึงเป็นสิ่งที่คนเล่นเกมต้องการ ยิ่งมีการโพสว่า (สถาน)ที่แบบไหนจะจับตัวโปเกมอนอะไรได้ การเดินทางเพื่อออกตามหาโปเกมอนก็ยิ่งมีปริมาณความต้องการมากขึ้น ซึ่ง 1 ในสถานที่ยอดนิยมในการตามจับโปเกมอน ก็คือ “พิพิธภัณฑ์” และ “สถานที่ทางประวัติศาสตร์” พิพิธภัณฑ์ Gardinerภาพจาก: http://www.cbc.ca/beta/arts/                       the Art Gallery of Ontarioภาพจาก: http://www.cbc.ca/beta/arts/             จากกระแสความนิยมดังกล่าว ทำให้เราเห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนที่อยู่ในแวดวงพิพิธภัณฑ์/ สถานที่ทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย จากการรวบรวมข่าว บทความจากสื่อออนไลน์ เราพบว่า พิพิธภัณฑ์ต่างมีแนวทางปฏิบัติมีต่อความฟีเวอร์ของเกมนี้ใน 3 แนวทาง คือ             1. ห้ามเล่นเด็ดขาด แนวทางนี้พบในพิพิธภัณฑ์/สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ทางโบราณสถาน หรือจัดแสดงวัตถุชิ้นสำคัญ หรือมีการจัดแสดงเนื้อหาที่อ่อนไหว อย่าง พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา (The United States Holocaust Memorial Museum) หลังจากมีการโพสว่าพบ โปเกมอน “Koffing” ซึ่งเป็นโปเกมอนมลพิษในห้องจัดแสดงที่นำเสนอเรื่องราวของคนยิวผู้รอดชีวิตจากการรมควันพิษจากนาซี หลายต่อหลายคนเห็นว่า การปรากฎตัวของโปเกมอนตัวดังกล่าวในบริเวณนั้น เป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะเท่ากับไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ที่บุคคลอื่นต้องพบเจอ (เหยื่อ) เรื่องที่โหดร้าย และสถานที่ที่แสดงถึงความทรงจำที่เจ็บปวด โปเกมอน Koffing ที่พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภาพจาก: http://www.huffingtonpost.com/             เช่นเดียวกับอนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะ (Hiroshima Peace Memorial) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “โดมปรมาณู” ที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโระชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ปลอดโปเกมอนอย่างแท้จริง เนื่องจากทั้งอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะ และพิพิธภัณฑ์อนุสรณสถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้ทำหนังสือถึงบริษัทผู้พัฒนาเกมโปเกมอน โก ให้ช่วยนำเหล่าโปเกมอน และจุดโปเกมอน (Pokemon Stops) ออกจากสถานที่ดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทเกมก็ได้ดำเนินการให้จนสถานที่ทั้ง 2 แห่งเป็นเขตปลอดโปเกมอน             ขณะที่หลายแห่งในหลายประเทศเลือกที่จะขึ้นป้าย “ห้ามเล่น” เกมนี้ก่อนเข้าสถานที่ อย่างในประเทศอินเดีย  Vadodare historical Center ก็ประกาศห้ามเล่นเกมโปเกมอนภายในห้องจัดแสดงหลัก โดยให้เหตุผลเรื่อง ความปลอดภัยของผู้เข้าชมรายอื่นและศิลปะวัตถุที่จัดแสดง ภาพจาก: http://expressnewshub.com/vadodara-historical-center-bans-pokemon-go-premises/                               2. เล่นได้...แต่โปรดระวัง ในหลายพิพิธภัณฑ์เลือกที่จะไม่ห้าม แต่ขึ้นป้ายเตือนให้เหล่าเกมเมอร์ทั้งหลายโปรดใช้ความระมัดระวังขณะที่เดินเล่นเกม ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้เล่น ผู้ชมรายอื่น และวัตถุที่จัดแสดง ภาพจาก: http://www.cbc.ca/beta/arts/                       ส่วนเหตุผลที่หลายพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ห้ามเกมโปเกมอน ก็เพราะเชื่อว่า เกมโปเกมอน โก มีส่วนทำให้พิพิธภัณฑ์มีจำนวนคนเข้าชมเพิ่มสูงขึ้น อย่างที่ Arkansas' Crystal Bridges Museum of American Artพบว่า มีจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 หลังจากทางพิพิธภัณฑ์อนุญาตให้เล่นเกมโปเกมอน โกในพิพิธภัณฑ์ได้ ขณะที่ The Morikami Museum & Japanese Gardens สหรัฐอเมริกา เป็นที่ที่มีจุดพัก (Pokemon Stops) ของโปเกมอนถึง 15 แห่ง พบว่ามีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นกว่า 25 % ในวันเดียว              ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะไม่มีป้ายส่งเสริมให้เล่นเกมโปเกมอนติดอย่างเป็นทางการ แต่การโพสภาพตัวโปเกมอนต่างๆ ที่พบในพิพิธภัณฑ์ ตามสื่อออนไลน์ ทั้งเฟสบุ๊ค (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) พร้อมกับติด “#PokemonGo” ก็เท่ากับพิพิธภัณฑ์เปิดโอกาส และเชิญชวนให้เหล่าเกมเมอร์ทั้งหลายสามารถเข้าไปเล่นเกมโปเกมอน โก ในพิพิธภัณฑ์ได้                                   ภาพจาก: https://twitter.com/artinstitutechi               ภาพจาก: https://twitter.com/museudeldisseny ภาพจาก: https://www.facebook.com/MsuIsanMuseum           3. จัดแพ็กเกจทัวร์ คือ ทางพิพิธภัณฑ์เป็นผู้จัดรอบ เปิดขายตั๋ว และอนุญาตให้เกมเมอร์สามารถเข้าไปจับโปเกมอนภายในพิพิธภัณฑ์ได้อย่างเสรี แถมมีคนนำทางและชี้เป้าบอกตำแหน่งที่อยู่ของเหล่าโปเกมอน แนวทางนี้ต่างกับแนวปฏิบัติที่ 2 (เล่นได้ แต่โปรดระวัง) ตรงที่พิพิธภัณฑ์จะจัดรอบให้ผู้เล่นโดยเฉพาะ ขณะที่แนวปฏิบัติที่ 2 เป็นการแค่เปิดโอกาสให้เล่น แต่ต้องเล่นร่วมกับผู้ชมคนอื่นๆ             ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่สามารถผสมผสานความต้องการในการเล่นเกมโปเกมอน โก กับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างลงตัว ก็คือ  พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (Metropolitan Museum of Art- the Met) สหรัฐอเมริกา ที่มีการจัดแพ็กเกจทัวร์จับโปเกมอนอย่างเป็นรูปธรรม มีระบบการจองรอบ และจำหน่ายตั๋วอย่างเป็นทางการ สำหรับนักเล่นเกมที่ต้องการจับโปเกมอนที่ the Met จะต้องจ่ายคนละ 41 US.เป็นค่าตั๋ว เพื่อเข้าไปเล่นเกมในพิพิธภัณฑ์ภาพจาก: https://museumhack.com/pokemon/                ขั้นตอนในการจองตั๋วเพื่อตามจับโปเกมอนใน the Metภาพจาก: https://museumhack.com/pokemon/             เกมโปเกมอน โก เป็นเกมเสมือนจริงที่สร้างผลกระทบไปในทุกวงการ จากกระแสที่ได้รับความนิยมมาก ทำให้ทุกแวดวงต้องปรับตัวต่อกระแสดังกล่าวในหลากหลายรูปแบบ มีทั้งยอมรับ ส่งเสริม สนับสนุนห้ามปราม ขอร้อง หรือลงโทษ ตามแต่เหตุผลและรายละเอียดของแต่ละสถานที่ ดังนั้นก่อนที่เหล่าเกมเมอร์จะเดินออกจากที่ตั้งไปเพื่อตามจับโปเกมอน โปรดใส่ใจ ศึกษาและปฏิบัติตัวด้วยความ “เคารพ” นะคะ            โปรด “เคารพตัวเอง” ด้วยการไม่นำพาตัวเองไปเสี่ยง หรือกระทำการใดๆ ที่จะทำให้ตัวเองได้รับอันตราย “เคารพสถานที่” ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของสถานที่นั้นอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ของตัวท่านเอง และผู้อื่น ที่สำคัญอย่าลืม “เคารพซึ่งกันและกัน” ด้วยการไม่ละเมิดสิทธิ์ หรือสร้างความรำคาญให้ผู้อื่นขณะที่เราเล่นเกมนะคะ... ขอให้สนุกกับจับโปเกมอนค่ะ...   อ้างอิงhttp://www.pokemongo.com/  เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559http://www.gamemonday.com/game-news/pokemon-go  เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559https://museumhack.com/pokemon/  เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559http://www.thumbsticks.com/10-places-really-shouldnt-play-pokemon-go/  เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559http://dodeden.com/205494.html  เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559http://www.thaisohot.com/  เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2559http://www.huffingtonpost.com/entry/pok%C3%A9mon-go-at-the-holocaust-museum_us_57854a05e4b03fc3ee4e4f94? เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559http://www.cbc.ca/beta/arts/pok%C3%A9mon-go-is-invading-canadian-museums-so-how-are-they-responding-1.3681364  เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559http://expressnewshub.com/vadodara-historical-center-bans-pokemon-go-premises/  เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559http://www.businessinsider.com/pokemon-go-pokestops-removed-from-hiroshima-memorial-and-holocaust-museum-2016-8  เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2559 

UNITED STATES HOLOCAUST MEMORIAL MUSEUM : พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

หากนักท่องเที่ยวคนใดได้มีโอกาสไปเยือนกรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา คงไม่พลาดที่จะแวะบริเวณพื้นที่ในย่าน National Mall เพราะมีสถานที่สำคัญๆ ของสหรัฐอเมริกาเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) อนุสาวรีย์ลินคอล์น (Lincoln Memorial)  รวมถึงพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institute) ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในย่าน National Mall นี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (The United States Holocaust Memorial Museum) ซึ่งอยู่ห่างจากอนุสาวรีย์ลินคอล์น (Lincoln Memorial) เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ มีผู้กล่าวไว้ว่าหากผู้ใดได้มีโอกาสสัมผัสเรื่องราวของมนุษยชาติที่แสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เมื่อกลับออกไปแล้วจะไม่อาจลืมเรื่องราวเหล่านี้ได้อีกเลย พิพิธภัณฑ์ในยามเย็น สามารถมองเห็นอนุสาวรีย์วอชิงตันจากด้านหน้าฝั่งตรงข้ามของตึกในปี ค.ศ. 1979 ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ประสงค์ให้มีสถานที่รำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นและมีการเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1993 โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดความเกลียดชังกันระหว่างมนุษย์ ป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผ่านบทเรียนจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้ซึ่งมีผู้สังเวยชีวิตกว่าหกล้านคนทั่วโลก นิทรรศการแบ่งออกเป็นนิทรรศการถาวร นิทรรศการพิเศษ และนิทรรศการหมุนเวียน นิทรรศการถาวรกินเนื้อที่สามชั้นและถูกจัดแสดงอยู่ในทางด้านบนของพิพิธภัณฑ์ ส่วนนิทรรศการพิเศษและนิทรรศการหมุนเวียนนั้นกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ “The Tower of Faces” ที่จัดแสดงโฉมหน้าผู้เสียชีวิตใน Eishishokตั้งอยู่ระหว่างชั้นที่หนึ่งและสองของนิทรรศการถาวรใน “ชั้นเปิด” ซึ่งเป็นส่วนแรกของนิทรรศการถาวร ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการขึ้นสู่อำนาจของนาซีในช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 จนถึงช่วงสงครามโลกในปี ค.ศ. 1939 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปฏิบัติการต่างๆ ที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเวลาต่อมา นิทรรศการในชั้นนี้แสดงให้เห็นถึงเครื่องมือต่างๆ ที่รัฐบาลนาซีนำมาใช้ในการปฏิบัติการ โฆษณาชวนเชื่อ การขู่คุกคาม การสนับสนุนการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นสิ่งใช้อธิบายสาเหตุว่าทำไมประชาชนจำนวนมากจึงหันมาสนับสนุนรัฐบาลในการต่อต้านชาวยิว นอกจากนี้ยังมีส่วนของห้องภาพยนตร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับที่มาที่ไปของแนวคิด Anti-Semitism ที่กระชับและเข้าใจง่าย รองเท้าจำนวนกว่า 4,000 คู่ ของชาวยิวที่ได้มาจากสถานกักกันใน Auschwitz-Birkenau และ  Majdanek ประเทศโปแลนด์ ที่ได้ยืมจาก The State Museum of Majdanek มาจัดแสดงชั้นต่อมาคือชั้น "คำตอบสุดท้าย" (ค.ศ. 1940 ถึง 1945)เป็นส่วนที่สองของนิทรรศการถาวรซึ่งนำเสนอเรื่องราวของปฏิบัติการของรัฐบาลนาซีตั้งแต่การแบ่งแยกชาวยิวออกจากประชากรที่เหลือ การสร้างกฎหมายเครื่องหมายพิเศษและการให้ชาวยิวย้ายถิ่นฐานไปยังสลัม มีการจัดแสดงการจลาจลในสลัมวอร์ซอ ไปจนถึงการลงมือฆ่าชาวยิวในสถานกักกันซึ่ง สภาพความโหดร้ายของค่ายกักกันและกระบวนการฆ่าภายในค่ายกักกันถูกนำเสนอผ่านแบบจำลองขนาดย่อมของค่ายกักกันและการจัดแสดงโรงนอนในค่ายกักกันที่ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสเตียงที่เหยื่อชาวยิวและรับรู้ถึงบรรยากาศอันน่าหดหู่ภายในค่าย นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงคำให้การของผู้รอดชีวิตจากสถานกักกันใน Auschwitz และเรื่องราวของแอนน์แฟรงก์เด็กน้อยชาวยิวเจ้าของเรื่องราวสมุดบันทึกที่ตราตรึงอยู่ในใจผู้คนทั่วโลก โมเดลจำลองการฆ่าชาวยิวในค่าย Auschwitzประกอบด้วยห้องต่างๆเช่น รมแก๊สพิษ และห้องเผาศพในชั้นที่สามซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของนิทรรศการถาวรได้ชื่อว่า “บทสุดท้าย” ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรในปี ค.ศ. 1945 และปฏิบัติการของฝ่ายสัมพันธมิตรในการช่วยเหลือเหยื่อชาวยิวออกจากสถานกักกัน รวมถึงการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวการช่วยเหลือชาวยิวโดยคนเยอรมันเอง และคนจากชาติอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือโดยกลุ่มคนฝรั่งเศสใน Le Chambon-sur-Lignon ที่ให้ชาวยิวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซีและหลบหนีไปยังสวิตเซอร์แลนด์ได้ในที่สุด ภายในห้องจัดแสดง “From Memory to Action: Meeting the Challenge of Genocide”เมื่อเดินออกจากนิทรรศการถาวร ผู้เข้าชมจะเห็นทางเข้านิทรรศการพิเศษที่มีชื่อว่า From Memory to Action: Meeting the Challenge of Genocide ซึ่งมีเนื้อหาในการกระตุ้นเตือนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในการนำบทเรียนนี้ไปใช้ในชีวิตจริง โดยให้ความรู้เกี่ยวกฎหมายว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ตัวอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ยังคงเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเช่นในประเทศรวันดาและซูดาน รวมถึงการตอบสนองต่อความรุนแรงที่พบเห็นโดยการเชิญชวนให้ผู้เข้าชมมีส่วนเข้าไปช่วยเหลือ แจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ และสร้างเครือข่ายการติดต่อทางออนไลน์ร่วมกันเพื่อแบ่งปันข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศต่างๆ ทางเข้าสู่นิทรรศการ “Remember the Children: Daniel’s Story” นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวพาเด็กและเยาวชนอายุ 8 ปีขึ้นไปมาด้วย สามารถเข้าชมห้องจัดแสดงพิเศษทางด้านขวามือของห้องโถงชั้นล่าง ชื่อว่า Remember the Children: Daniel’s Story ซึ่งเป็นนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวจากบันทึกความทรงจำของเด็กชายชาวยิวคนหนึ่งชื่อ Daniel ที่เติบโตขึ้นมาในนาซีเยอรมนีระหว่าง 1933 และ 1945 นิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของผู้รอดชีวิตและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนี้ การนำเสนอนั้นไล่ตามลำดับเวลาของเหตุการณ์ผ่านการตกแต่งห้องนิทรรศการที่จำลองเอาสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของสถานที่จริง ซึ่งทั้งภาพ เสียง และกลิ่นที่นำมาประกอบในการจัดแสดงทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกราวกับได้เดินทางผ่านช่วงเวลาต่างๆ ไปกับแดเนียล และเมื่อสุดปลายทางของนิทรรศการ นักท่องเที่ยวสามารถเขียนข้อความถึงแดเนียลซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้และในที่อื่นๆ ทั่วโลก  ภายในห้องจัดแสดง “A Dangerous Lie: The Protocols of the Elders of Zion” นอกจากนิทรรศการที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการพิเศษอื่นๆ ที่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และบอกเล่าเรื่องราวผ่านบันทึกความทรงจำต่างๆของผู้คนที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายทั้งรูปถ่าย วิดีโอ สิ่งของ บันทึก และหลักฐานอื่นๆ ได้แก่ “Genocide: The Threat Continues” “Some Were Neighbors: Collaboration & Complicity in the Holocaust” และ “A Dangerous Lie: The Protocols of the Elders of Zion” รวมถึงส่วนของการจัดแสดงภาพระบายสีบนกระเบื้องที่ทำโดยเด็กๆ ชาวยิวที่ต้องการสื่อสารถึงความโศกเศร้าจากเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเรียกร้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกภาพระบายสีบนกระเบื้องโดยเด็กและเยาวชนชาวยิว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 38 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงผู้นำประเทศกว่า 96 ประเทศ และมีการนำเสนอในภาษาต่างๆกว่า 15 ภาษา การเข้าชมนั้นไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้เข้าชมจำนวนมากในช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม นักท่องเที่ยวจึงควรมารับบัตรคิวล่วงหน้าที่พิพิธภัณฑ์หรือจองบัตรออนไลน์ทางเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อขอรับข้อมูลสำหรับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สามารถค้นได้ที่เว็บไซต์ http://www.ushmm.org/ ภาพประกอบจาก http://www.ushmm.org/

นกคุ่มทั้ง 7 ของวัดคลองแห

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

 ช่วง ต้นเดือน (มีนาคม 2558) ที่ผ่านมา มีโอกาสเดินทางไปวัดคลองแห และเข้าชมศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชคลองแห ที่ปรับปรุงจากแหล่งเรียนรู้เดิมของชุมชนมาเป็นศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช ภายใต้โครงการ "ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช" ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ภายในจัดแสดงเรื่องราวเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และประวัติความเป็นมาของชาวคลองแห ผ่านห้องจัดแสดงทั้ง 7 ห้องคือ (1) ห้องเฉลิมองค์ราชา (2) ธาราเล่าขาน (3) ตำนานฆ้องแห่ (4) ผันแปรสู่เมือง (5) รุ่งเรืองวัดคลองแห (6) เผยแพร่วัฒนธรรม และ (7) นำสู่อนาคตนอกจากวัดคลองแหจะมีพิพิธภัณฑ์ในร่ม (ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชคลองแห) แล้ว ทางวัดยังมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็น เรือนภูมิปัญญาคลองแห สวนสมุนไพร ฝายดักขยะ และโคกหลังนกคุ่ม ให้คนที่ไปเที่ยวชมได้เรียนรู้เรื่องของชาวคลองแหในแง่มุมต่างๆ อย่างครบถ้วน และเพื่อให้การชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมไม่น่าเบื่อจนเกินไป ทางวัดจึงได้นำเอาความเชื่อเรื่อง "นกคุ่ม" กับทรัพย์สมบัติในตำนานโคกหลังนกคุ่ม มาเป็นแนวคิดจัดทำ "ลายแทงขุมทรัพย์" ขึ้น โดยให้นกคุ่มตัวที่ 1 ถึงตัวที่ 7 ชี้ทางให้ผู้มีบุญค้นหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ภายในวัดคลองแห เมื่อตามได้จนครบ 7 ตัว ก็จะได้รับ "สมบัติ" (รางวัล) จากทางวัด+เมื่อมาถึงที่ มีหรือที่พวกเราจะพลาดการเดินตามลายแทงเพื่อหาสมบัติ คำใบ้ในการตามหานกคุ่มทั้ง 7 มาเป็นกลอนแปดด้วยภาษาสวยงาม (สมกับเป็นบ้านของศิลปิน- ครูหนังตะลุง ครูโนรา) อธิบายชื่อนก บอกพิกัดที่ตั้งของนกอย่างชาญฉลาด อย่างนกคุ่มตัวที่ 2 คำใบ้บอกว่า                             นกคุ่มตัวที่สองงามผ่องผุด                อยู่ห้องสุดที่ท้ายของปลายห้อง  "นำสู่อนาคต" ท้าทดลอง                                นาม "สกุณีคูหา" สง่างาม               ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่น      ศิลปินภูมิปัญญาน่าเกรงขาม    มรดกตกทอดมาสง่างาม                               จงไปถาม "คามาวิหกหลง"  เดินลงไปนกคุ่มตัวที่ 1 และตัวที่ 2 ถ่ายรูปมาให้ดูด้วยว่า หน้าตาของนกคุ่มที่ต้องตามหาเป็นเช่นนี้... (แอบเฉลยให้) >.<                                    นกคุ่มตัวที่ 1 อยู่หน้าศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช                   นกคุ่มตัวที่ 2 อยู่ในศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช ถ้าให้แต่คำใบ้ก็ดูจะโหดร้ายเกินไป ทางวัดจึงจัดทำแผนที่จุดที่นกคุ่มจะปรากฎกายให้ด้วย  ก็ (เช่นเคย) ถ่ายรูปมาฝาก ท่านที่จะตามหาก็สามารถอ่านคำใบ้และดูแผนที่ได้เลย แล้วก็จะพบกับสมบัติของวัดคลองแหที่แอบซ่อนไว้                                              คำใบ้ในลายแทง                                             แผนที่ขุมทรัพย์ ระหว่างที่ออกตามหาสมบัติก็มีคำถามว่า "ทำไมต้องนกคุ่ม??" "ใช่..นกคุ่มกันไฟที่คนนิยมตั้งบูชาที่หิ้งพระตามบ้านหรือไหม??" แล้วก็ได้คำตอบว่า "นกคุ่ม" ของวัดคลองแหมาจากตำนานโคกหลังนกคุ่ม ซึ่งสัมพันธ์กับประวัติความเป็นมาของคนคลองแหที่เป็นเรื่องเล่าๆ ต่อๆ กันมาว่า เมื่อครั้งที่จะมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองมะตะเลิง หรือ ตามพรลิงค์ (หรือเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองมลายู (กลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี) ต้องการเอาสมบัติ แก้ว แหวน เงิน ทอง ไปร่วมทำบุญ จึงได้ออกเดินทางพร้อมขบวนแห่ จนมาถึงบริเวณเนินสามเหลี่ยมที่คลองทั้งสองสายมาบรรจบกัน (วัดคลองแหในปัจจุบัน) ก็ทราบข่าวว่า งานบรรจุพระธาตุได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะที่เดินทางมาก็ไม่คิดจะนำสมบัติกลับ จึงฝังสมบัติไว้บริเวณเนินนั้น พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอถวายเป็นพุทธบูชา เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีที่อยู่ในขบวนแห่ก็จมลงในคลอง จึงเป็นที่มาของชื่อคลองว่า "คลองฆ้องแห่" ต่อมาก็เพี้ยนตามกาลเวลาจนกลายเป็น "คลองแห" ในปัจจุบันส่วนบริเวณเนินที่ฝังสมบัติก็กลายเป็นกองดินสูงขึ้น มีรูปร่างคล้ายนกคุ่มที่กำลังนอนหมอบอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกกองดินดังกล่าวว่า "โคกหลังนกคุ่ม" และเชื่อว่า มีวิญญาณที่ชาวบ้านเรียกว่า "งูทวด" สิงสถิตคอยเฝ้าสมบัติอยู่   โคกหลังนกคุ่ม ที่อยู่ของนกคุ่มตัวที่ 6 นอกจากความเชื่อเรื่อง "โคกหลังนกคุ่ม" แล้ว นกคุ่มยังผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนบ้านคลองแหไม่น้อย เป็นทั้งอาหารและแหล่งรายได้ในการหาเลี้ยงชีพ อย่างที่พ่ออุดม เพ็ชรธนู บอกว่า "...เลี้ยงลูกมาจนโตได้ก็เพราะนกคุ่มนี่แหละ..." เพราะนอกจากจะหาไว้กินแล้ว ยังหาไปขายด้วย หลักฐานความรุ่งเรืองในการหานกคุ่มที่ปรากฎคือ "กรงดักนกคุ่ม" ที่สวยงาม ที่เมื่อก่อนมีกันทุกบ้าน เนื่องจากนกคุ่มเป็นนกขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายนกกระทา ชอบหากินที่พื้นดิน ดังนั้นกรงดักนกคุ่มจึงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกรงจับนกเขา แล้ววิธีดักก็จะนำไปวางตามพื้นดินแทนการแขวนบนต้นไม้ พ่ออุดมบอกว่า ปัจจุบันกรงดักนกคุ่มเหลือน้อยมาก เพราะไม่ค่อยมีนกให้ดักแล้ว ประกอบกับช่างทำกรงก็หายากเต็มที ดังนั้นศูนย์วัฒนธรรมฯ จึงนำกรงดักนกคุ่มมาจัดแสดงไว้ให้ลูกหลานได้เข้าใจว่า เมื่อก่อนนกคุ่มมีความสำคัญอย่างไรกับชีวิตคนคลองแห   กรงดักนกคุ่มที่จัดแสดงในศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชคลองแห แน่นอนว่า ก่อนกลับ เราได้ "รางวัล" จากการตามหานกคุ่ม (หน้าบานกว่าเดิม...)  หลังจากพยายามเดินตามหาจนทั่ววัด เราพบว่า วิธีคิดให้ผู้ชมเล่นเกมส์เดินตามหานกคุ่มในลายแทงขุมทรัพย์นั้น เป็นแผนการอันแยบยลของคนคิดที่ทำให้ผู้เล่น (เรา) ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา ภูมิปัญญา ความเชื่อ ความศรัทธา ตลอดจนวิถีปฏิบัติของผู้คนชาวคลองแหได้อย่างสนุกสนานและไม่น่าเบื่อ แถมเป็นวิธีการนำเสนอ “ของดี” บ้านตัวเองอย่างพอดี คือ ไม่ยัดเหยียดให้ชมจนเกินไป ฉลาดมากๆ ค่ะ...ดังนั้นขอเชิญชวนนะคะ ถ้ามีโอกาสไปหาดใหญ่ สงขลา อย่าลืมแวะวัดคลองแหเพื่อตามหา "นกคุ่มทั้ง 7" แล้ว...ท่านจะพบกับ "สมบัติ" อย่างที่ใจปรารถนา ปล. เฉลยนกคุ่มให้แล้ว 2 ตัว ส่วน 5 ตัวที่เหลือ หน้าที่ท่านหาค่า.... ^^ภาพถ่ายโดย : เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์, จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์

สรุปการประชุมวิชาการ เรื่อง “การเชื่อมโยงความรู้ : ห้องสมุด สื่อใหม่ และเทคโนโลยี”(2)

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

วันที่สอง (30 พ.ค. 57) การบรรยาย เรื่อง “R/Evolutionary Opportunities for Subject Librarians” โดย Ms. Dianne  Cmor       Ms. Dianne Cmor บรรณารักษ์จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยนันยาง ประเทศสิงคโปร์ รับผิดชอบงานด้านพัฒนาห้องสมุด ตลอดจนสนับสนุนและดูแลบรรณารักษ์วิชาชีพเพื่อฝึกอบรมในการปฏิบัติการในต่างประเทศ มีความสนใจพิเศษด้านการวางแผนและจัดการห้องสมุดรวมทั้งการใช้และผลกระทบต่อทรัพยากรและบริการห้องสมุด       ทางด้านการพัฒนาบรรณารักษ์ให้เป็น Subject Librarians (บรรณารักษ์เฉพาะทาง จะเชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น ห้องสมุดทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีบรรณารักษ์เฉพาะทางด้านต่างๆ เช่น โลกศึกษา เอเซียศึกษา)  สิ่งแรกที่บรรณารักษ์ต้องทำคือการปรับเปลี่ยนมุมมอง หน้าที่ของบรรณารักษ์ไม่ได้มีแค่สนับสนุน และให้บริการด้านคอลเลคชั่นเท่านั้น แต่บรรณารักษ์ต้องคิดแทนผู้ใช้บริการ ว่าผู้ใช้บริการต้องการอะไรบ้าง บรรณารักษ์จึงต้องเป็นมากกว่าบรรณารักษ์เพราะต้องวิจัย สอน และเรียนรู้ไปด้วยกันกับผู้ใช้บริการ ดังนั้น Subject Librarians ในฝันจะต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ คือ เป็นทั้งได้ที่ปรึกษาด้านการวิจัย เป็นผู้สอนและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้ใช้บริการ เป็นผู้ที่สามารถสื่อสารกับนักวิชาการได้อย่างเข้าใจ และต้องเป็นรอบรู้และเท่าทันเทคโนโลยี       Ms. Dianne กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การส่งเสริมให้บรรณารักษ์มีความสามารถเฉพาะด้านเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญยิ่งการบรรยาย เรื่อง “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง Academic Solution Provider” โดย ผศ.ดร. พิมพ์รำไพ  เปรมสมิทธ์ และ  รศ.ดร. พสุ เดชะรินทร์  ดำเนินรายการ โดย ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์       ผศ.ดร. พิมพ์รำไพ รักษาการแทนผู้อำนวยการสํานักงานวิทยทรัพยากรและ อาจารย์ประจําภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จฬุาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทบาทของห้องสมุดในอนาคตว่า ห้องสมุดจะกลายเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างโลกแห่งความจริง กับโลกดิจิทัล เป็นสถานที่สำหรับสมาคม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน แต่ไม่นานมานี้มีรายงานเรื่อง Academic Library Autopsy Report, 2050 ของ Brian T. Sullivan(ห้องสมุดจะตายใน ค.ศ. 2050)        - ต่อไปห้องสมุดจะไม่มีหนังสือ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็นดิจิทัลทั้งหมด        - ฐานข้อมูลจะเป็นเพิ่มขึ้น และใช้ง่ายขึ้น        - การเรียนการสอนวิชาบรรณารักษ์และสารสนเทศจะไม่มีอีกต่อไป        - บรรณารักษ์จะไปผนวก และผสมผสานกับฝ่ายเทคโนโลยี        - โต๊ะตอบ-ถาม ของบรรณารักษ์จะหายไป       รายงานฉบับหนึ่งสร้างกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในแวดวงของบรรณารักษ์ บ้างก็ว่าห้องสมุดไม่มีทางตายอย่างที่รายงานชิ้นนี้กล่าวไว้ บ้างก็ว่าห้องสมุดจะตายก่อน ค.ศ. 2050 ด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องแบบนี้บรรณารักษ์คนใดคงไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องจริง       แล้วห้องสมุดจะทำอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องเป็นศพที่ถูกชันสูตร? ฉะนั้นห้องสมุดต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการประยุกต์แนวคิดและเทคโนโลยีเว็บ 2.0 และรูปแบบใหม่ของการบริการในห้องสมุด       เทคโนโลยีเว็บ 2.0 เป็นโปรแกรมที่มีลักษณะส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล การออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง และการร่วมสร้างข้อมูลในโลกของอินเทอร์เน็ตเวิลด์ไวด์เว็บ เว็บไซต์ที่ออกแบบโดยใช้หลักการของเว็บ 2.0 ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานสามารถปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในลักษณะของสื่อสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นเอง เว็บ 2.0 จะมีลักษณะและคุณสมบัติ ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดดังนี้ :     - Search หาข้อมูลจากคีย์เวิร์ด     - Links โยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์อื่น     - Authoring สามารถสร้างหรือแก้ไขข้อมูลร่วมกันได้ เช่น วิกิผู้ใช้สามารถ เพิ่ม แก้ไข หรือลบข้อมูล ในบล็อกผู้ใช้สามารถโพสต์คอมเมนต์ได้     - Tags จัดหมวดหมู่ให้กับข้อมูลโดยใช้แท็ก - คำสั้นๆ ใช้อธิบายว่าข้อมูลนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร     - Extension ส่วนเสริมสำหรับเว็บแอปพลิเคชัน รวมถึงซอฟต์แวร์จำพวก อะโดบี รีดเดอร์ แฟลช ไมโครซอฟท์ซิลเวอร์ไลต์ แอ็กทีฟเอ็กซ์ จาวา ควิกไทม์ และอื่นๆ     - Signals เทคโนโลยีที่แจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา เช่น RSS Atom เป็นต้น(ตัวอย่างเทคโนโลยีเว็บ 2.0 ได้แก่ wikis, social networking, blogs เป็นต้น)       รูปแบบใหม่ของการบริการในห้องสมุด Mobile Service การสร้าง applicationเพื่อให้ผู้ใช้บริการสะดวกสบายไม่ต้องมาถึงห้องสมุดก็สามารถใช้บริการได้ ตัวอย่างเช่น MIT Mobile apps สามารถค้นหาและสั่งจองหนังสือได้ เครื่องมือช่วยค้นสำหรับการทำงานวิจัย เป็นต้นการบรรยาย เรื่อง “Smart Libraries : ต่างคนคิด พลิกมุมมอง” โดย ดร.ยรรยง เต็งอำนวย และ นฤมล กิจไพศาลรัตนา ดำเนินรายการโดย ฐาวรา สิริพิพัฒน์       คุณนฤมล บรรณารักษ์เชี่ยวชาญระดับ 9(P4) และผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดกับห้องสมุดแทบทุกแห่งคือ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปลี่ยนเร็ว ข้อมูลข่าวสารเพิ่มมากขึ้น internet google กลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของห้องสมุด พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยน เข้าห้องสมุดน้อยลง ยุคสังคมก้มหน้า เป็นต้น       การปรับตัวของห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกิดจากแนวคิดที่ว่า ห้องสมุดต้องเป็นมากกว่าห้องสมุด เป็นห้องสมุดที่มาแล้วประทับใจเกิดภาพจำที่ดีและต้องมาอีก ห้องสมุดที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้มากที่สุด หรือเรียกว่าพยายามปรับตัวให้อยู่รอดจากวิกฤตที่กำลังเผชิญ โดยดำเนินการดังต่อไปนี้        การจัดพื้นที่สำหรับห้องละหมาด        การจัดห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดรถตู้        ห้องน้ำสีเขียว ห้องน้ำสะอาด        Green library ศาลาหนังสือกลางแจ้ง        Wireless area and cyber zone        Polsci-ilibrary แอปพลิเคชัน search,renew/hole, e-book, e-journal, link        Library beep แจ้งเตือนเมื่อถึงวันที่ต้องคืนหนังสือด้วยระบบ SMS        Coffee@library        Book delivery ตั้งกล่องสำหรับคืนหนังสือเวลาห้องสมุดปิด        Welcome drink ในทุกเดือนจะจัดปาร์ตี้เล็กๆ ที่ห้องสมุด ให้ผู้ใช้บริการมาพบปะพูดคุยกัน        Citation clinic งานบริการถามตอบคำถามสำหรับการใช้อ้างอิง        Book fair        ฯลฯการบรรยาย เรื่อง “Mind management : ข้อคิดจากขุนเขา” โดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร       ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร นักเขียนและวิทยากรรับเชิญด้านการพัฒนาชีวิต จิตวิทยา พุทธปรัชญา ขุนเขาได้บรรยายเรื่องกลวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน ซึ่งการสร้างลักษณะนิสัยเช่นนี้ใช้โมเดลที่เรียกว่า PEPSI คือ        Passion ปลูกฝังให้รัก หาเรื่องที่ชอบ สร้างนิสัยด้วยการอ่านตลอดเวลา อ่านทุกอย่าง “เมื่อคุณทำสิ่งใดนานๆ สมองจะเพียง อยากได้ แต่ สมอง จะรู้สึกเหมือน ขาดมัน ไม่ได้        Environment พกหนังสือติดกระเป๋าไว้เสมอ        People        Sharing เล่าให้คนอื่นฟัง ทำให้คนอื่นสนใจ        Inspire สร้างแรงบันดาลใจ สุดท้าย สมองเป็นสิ่งที่ลึกลับซับซ้อน ละเอียดอ่อนและยากที่จะเข้าใจ  “เราไม่ใช่เจ้าของสมองและร่างกาย เราจึงไม่สามารถควบคิดสมองไม่ให้คิดถึงได้ ไม่สามารถสั่งให้กระเพาะหยุดย่อยอาหาร ไม่สามารถบังคับให้จมูกหยุดหายใจได้”ผช. ดร. พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธ์ กล่าวสรุปประชุมในตอนท้ายและหวังว่า ผู้เข้าร่วมประชุมจะนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนางานให้ก้าวทันโลกยิ่งๆ ขึ้นไป ตลอดจนสามารถขจัดปัญหาและช่องว่างต่างๆ ในการปรับตัวและแข่งขันกับสังคมการเรียนรู้ยุคปัจจุบันได้อย่างเฉียบคมและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของบรรณารักษ์ นักสารสนเทศ นักคอมพิวเตอร์ นักเทคโนโลยีทางการศึกษา และอื่นๆ ในการเป็นผู้บริหารหรือผู้ให้บริการจำเป็นต้องรับรู้และเข้าใจความต้องการและสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการยุคใหม่ สามารถคิดค้นและแสวงหาวิธีรับมือได้ทันท่วงที เพราะภารกิจของห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศต่างๆ ย่อมมีผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง ในขณะเดียวกัน องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ให้อยู่ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21*รูปประกอบจาก เอกสารการประชุมสำนักงานวิทยทรัพยากร ประจำปี 2557 (OAR Conference 2014)

สรุปการประชุมวิชาการ เรื่อง “การเชื่อมโยงความรู้ : ห้องสมุด สื่อใหม่ และเทคโนโลยี”(1)

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

การเข้าสู่สังคมยุคออนไลน์ โดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ เป็นช่องทางเพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายไร้สายได้สะดวกรวดเร็ว คลังความรู้ดิจิทัลและสื่อมัลติมีเดีย จึงมีความสำคัญมากขึ้น จนเกิดความท้าทายในการปรับตัว การตอบสนองการเรียนรู้ และทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในศตวรรษที่ 21 สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “การเชื่อมโยงความรู้ : ห้องสมุด สื่อใหม่ และเทคโนโลยี” เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรมสวิซโซเทล เลอ คองลอร์ด กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา วันแรก...เริ่มต้นการบรรยาย เรื่อง “Always One Step Ahead! Libraries as community centers hubs for digital  inclusion” โดย Dr. Hannalore Vogt Director of Cologne Public Library, Germany Dr. Vogt ยกตัวอย่างห้องสมุดสาธารณะของเมืองโคโลจ์ญ ประเทศเยอรมนี การตลาดและการยึดผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง ถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับห้องสมุด และพนักงานควรตระหนักว่าตนเองมีส่วนในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า โดยการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำไมต้องยึดผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ Dr.Vogt เล่าว่า หากผู้ใช้บริการพอใจจะบอกต่อประสบการณ์เชิงบวกของเขาให้อีก 3 คนเป็นอย่างมาก แต่ถ้าลูกค้าผิดหวัง ลูกค้าจะเล่าประสบการณ์เชิงลบให้กับคนถึง 10-12 คน ซึ่งควรพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งด้วย แบรนด์จะเป็นภาพลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวของบริษัทที่ฝังใจกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ ใช้บริการถาวร แบรนด์จึงเป็นคำสัญญาในคุณภาพ ห้องสมุดสามารถชักจูงผู้อื่นให้หันมาลงทุนกับห้องสมุดได้อย่างไร Dr. Vogt แนะนำว่า ห้องสมุดควรบริการผู้ใช้บริการเหนือไปอีกขั้น เช่น การเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงการให้บริการโดยยึดลูกค้าเป็นหลัก และการรักษาลูกค้า ส่วนสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ภาษากายและสิ่งที่ปรากฎ 55% น้ำเสียง 38% เนื้อหา 7% Dr. Vogt ได้ยกตัวอย่าง รายงานแนวโน้มของ IFLA(International Federation of Library Associations and Institutions) ปี 2013 มี 5 แนวโน้ม ดังนี้    1. เทคโนโลยีจะทั้งส่งเสริมและสกัดกั้นคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้    2. การศึกษาออนไลน์จะสร้างความเสมอภาค และทำให้กระบวนการเรียนของโลกยุ่งเหยิง    3. เราต้องนิยามขอบเขตของความเป็นส่วนตัวและการปกป้องทางข้อมูลกันใหม่    4. สังคมออนไลน์จะรับฟังและส่งเสริมความคิดเห็น    5. เทคโนโลยีใหม่จะพลิกโฉมสภาวะข้อมูลข่าวสารทั่วโลกห้องสมุดสาธารณะต่างๆ จะได้รับผลกระทบโดยการเปลี่ยนมาทำงานกับคนมากกว่าทำงานกับหนังสือ จากผู้จัดหาสินค้าและบริการ มาเป็นผู้ช่วยเหลือให้ผู้ใช้บริการแต่ละคนสามารถพัฒนาสินค้าหรือตอบสนองให้ ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ Dr. Vogt  มองว่า ห้องสมุดในอนาคตต้องเข้าถึงผู้คนในระดับอารมณ์ให้มากกว่าเดิมและเสริมสร้าง บรรยากาศที่สร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการ ตอกย้ำประสบการณ์ผู้ใช้บริการและการมีปฏิสัมพันธ์เป็นสำคัญ ดึงดูดผู้ใช้บริการทุกด้าน ทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเสียง กลิ่นหอม และแสง มอบโอกาสการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการทุกรูปแบบ ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง แบบมีผู้ช่วย และแบบเป็นกลุ่ม และต้องเล็งเห็นการให้บริการห้องสมุดแบบดิจิทัลแล้วเราจะต้องการอะไรมากขึ้น? ห้องสมุดมีพื้นที่สำหรับเด็ก พื้นที่สำหรับทำกิจกรรม เรื่องราวของคนท้องที่หรือของครอบครัว ห้องสมุดไม่ใช่แค่มีแต่หนังสือ แต่ควรมีนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจ ร้านกาแฟ การจัดวางแบบใหม่เพื่อการเรียนรู้ Dr.Vogt ได้ทิ้งท้ายการบรรยายว่า “สร้างมันสมอง พัฒนาบริการใหม่ๆ มองหาพันธมิตรและความร่วมมือ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยไหวพริบ หากห้องสมุดแห่งอื่นเริ่มวางแผนเมื่อไหร่ ถือว่าเราได้ทำพลาดเรียบร้อยแล้ว” ช่วง Best for you : Connecting Knowledge ผู้เขียนเลือกเข้าฟังการบรรยาย เรื่อง “Media Convergence กับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21”  วิทยากร โดย  ดร.จารุวัส หนูทอง วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.บรรพต สร้อยศรี ผู้จัดการศูนย์พัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินรายการ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.เนตร หงษ์ไกรเลิศ สถาบันสุขภาพอาเซียน การเรียนรู้ของเด็กที่เกิดในโลกดิจิทัล การบรรยายอย่างเดียวไม่สามรถทำให้เด็กเรียนรู้ได้ เราจึงต้องบรูณาการ(Convergence) การสอนด้วยสื่อหลายๆ อย่าง พร้อมๆ กัน ผ่านทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อ และวิธีการ เช่นเดียวกับห้องสมุด ที่บทบาทของบรรณารักษ์จะค่อยๆ ลดลง หากบรรณารักษ์ไม่วิ่งตามสื่อของโลกติจิตอล ทำไมต้องมาใช้ Media Convergence ในศตวรรษที่ 21 ดร.จารุวัส เล่าว่า โลกปัจจุบันไม่จำกัดอุปกรณ์ รูปแบบ ในเนื้อหาเดียวกัน แต่ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน และคนในศตวรรษที่ 21 จะพูดน้อยลง พิมพ์มากกขึ้น ฉะนั้นต้องเข้าใจและสังคมว่าอยู่กับโลกออนไลน์ ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยน วิธีการเปลี่ยน เนื้อหาจึงมีความสำคัญมาก เด็กหรือผู้เรียนจะต้องการความเป็นตัวเองมากขึ้น และผู้สอนต้องปรับตัวเข้าหาผู้เรียน แล้วเราต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ดร.บรรพต กล่าวว่า เริ่มจากสภาพแวดล้อมและข้อมูลจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหาดิจิทัล(Digital Content) ข้อมูลต้องมีคุณภาพ พื้นที่การจัดเก็บต้องเพิ่มมากขึ้น เพื่อดูวิวัฒนาการผลิตของข้อมูล อย่างไรก็ดีผู้เรียนและผู้สอนจะมีสมาธิจะสั้นลง ส่งผลต่อคนทำเนื้อหาต่างๆ ฉะนั้นเนื้อหาจำเป็นต้องสั้นและเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้รูปแบบ(platform) ที่ใช้ผลิตเนื้อหามีผลต่อผู้ใช้บริการ ห้องสมุดควรจะสนับสนุน(Support) อย่างไร เนื่องจากสื่อแต่ละประเภทมีอายุสั้นมากขึ้น เราควรต้องมีการ back-up รูปแบบเดิมเพื่อเก็บไว้หรือไม่ดร.จารุวัส เสริมว่า ปัจจุบันเด็กอ่านหนังสือน้อยลง ดูภาพและวีดีโอเพิ่มมากขึ้น การรับรู้ของเด็กมีจำกัด แต่เด็กจะมีความสามารถเรียนรู้อะไรได้หลายอย่างพร้อมกัน อย่างไรก็ดีเนื้อหาดิจิทัล(Digital Content) มักจะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เราจึงควรเอาเนื้อหามาตรวจสอบด้วย ในอนาคตเนื้อหาดิจิทัลเมื่อเพิ่มมากขึ้น การดาวน์โหลดสื่อต่างๆ มาใช้ก็เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เด็กมักจะเรียนรู้อะไรที่เป็นเรื่องใหม่ๆ หรือประสบการณ์ตรง ครูหรือผู้สอนต้องอัพเดตเนื้อหาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เท่าทันกับกระแสความรู้เหล่านี้ ดร.บรรพต เล่าต่อว่า การเรียนการสอน บุคคลากรของห้องสมุดต้องเตรียมตัวให้พร้อมและหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติม เนื่องจากบทบาทของห้องสมุดจะเปลี่ยนไป บรรณารักษ์ต้องทำ Metadata และสื่อพร้อมกัน ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ ผู้ใช้บริการก็จะลดน้อยลง ผู้ให้บริการต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะการเรียนรู้ในโลกปัจจุบันมีอยู่ทุกที่และทุกเวลา และต้องทำให้ผู้ใช้บริการพอใจมากที่สุด และช่วง Knowledge Shopping @Learning Plaza ช่วงสุดท้ายของวันนี้ ผู้เขียนเลือกเข้าฟังการบรรยาย เรื่อง “เชี่ยวชาญด้วย 3A(Access @home Activity)” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกรี สินธุภิญโญ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมถึง Social Network ที่กำลังเติบโต การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญมาก คนรุ่นใหม่เกิดคำถามว่า อยากได้อะไรจากห้องสมุด ห้องสมุดต้องมีความทันสมัยมากขึ้นไหม ดร.สุกรี มีคำตอบด้วย 3A Access การเข้าถึง เราควรคิดว่าคนรุ่นใหม่หรือเด็กรุ่นใหม่อยากได้อะไร หลักกการหนึ่งของการทำนวัตกรรม ควรเปลี่ยนมุมมองที่มีในอดีต และเปลี่ยนมุมมองที่เคยใช้ในห้องสมุดปัจจุบัน ทำไมหลายคนไม่เข้าห้องสมุด และเราจะเปลี่ยนห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3 ได้อย่างไร ที่สามารถหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา @home ปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้าน เช่น อินเตอร์เน็ต ทีวีดิจิทัล และสามารถปลูกฝังการหาความรู้กับสมาชิกครอบครัว เช่น หากิจกรรมที่ไม่มีอยู่ในโรงเรียนมาทำร่วมกัน Activity เราสามารถนำแนวคิดมาสร้างสรรค์และพัฒนาให้คนอยากเข้าห้องสมุดมากขึ้น เช่น information sharing หนังสือออนไลน์ ปัจจุบันการอ่านหนังสือออนไลน์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเนื้อหา(content) ที่เหมาจ่ายจากต่างประเทศ ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการสร้างเนื้อหา(content) เอง ดร.สุกรี กล่าวปิดท้ายว่า เราสามารถนำแนวคิด 3A ไปพัฒนาและเปิดเป็นแนวทางความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงานหรือห้องสมุดให้ทัน สมัยได้ และได้ยกตัวอย่าง Activity ที่ดร.สุกรีเคยทำให้กับคนตาบอด ซึ่งร่วมทำกับเพื่อนๆ โดยการนำนิทรรศการภาพถ่ายมาทำปูนปั้นให้คนตาบอดสัมผัสและเรียนรู้*รูปประกอบจาก เอกสารการประชุมสำนักงานวิทยทรัพยากร ประจำปี 2557 (OAR Conference 2014)