รายชื่อพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งอยู่ในอาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 และเปิดให้เข้าชมในปี 2556 ภายในได้จัดแสดงเรื่องราวประวัติและผลงานเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารทุกพระองค์ รวบรวม และจัดแสดงวัตถุอัฐบริขารและสิ่งของเครื่องใช้ของอดีตเจ้าอาวาส เป็นพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ของวัดบวรนิเวศวิหารได้อีกทางหนึ่งด้วย ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ห้องสมุดเจ้าอาวาส เก็บรวบรวมหนังสือที่จัดพิมพ์โดยวัดบวรนิเวศวิหาร เช่น หนังสืออนุสรณ์ผู้วายชนม์ หนังสือเนื่องในวาระโอกาสครบรอบสำคัญ ส่วนที่ 2 พิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติบวรนิเวศวิหาร และพระประวัติอดีตเจ้าอาวาส ในส่วนนี้แบ่งออกเป็น 2 ชั้น โดยชั้นแรกฉายวิดิทัศน์ประวัติวัดบวรนิเวศวิหาร จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ชั้นที่สองเป็นการจัดแสดงเรื่องราวพระราชประวัติและผลงานอดีตเจ้าอาวาส เช่น เรื่องราวพระราชประวัติและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการทรงประดิษฐ์ระบบอักษร “อริยกะ” ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เรื่องราวอันทรงคุณค่าทางพระพุทธศาสนา ศูนย์กลางแห่งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายได้ในพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา

“พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา” หรือ “Museum of Yala City” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้น โดยสำนักการศึกษาเทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้และพื้นที่อเนกประสงค์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเมืองยะลา โดยก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จเมื่อปี 2564 และเปิดใช้จริงในปี 2568 หากมองจากด้านนอกจะเห็นอาคารขนาดใหญ่สีส้มสลับดำ ตั้งตระหง่านท่ามกลางพื้นที่สีเขียว อาคารแห่งนี้ถูกออกแบบมาให้ลมธรรมชาติสามารถไหลผ่านได้ตลอดเวลา แสงด้านนอกสามารถสาดส่องเข้ามายังตัวอาคาร มีช่องลมออกแบบลวดลายที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรม คือ ไทย จีน มลายู พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เล่าเรื่องราวของเมืองยะลาในมิติที่หลากหลาย ผ่านการใช้เทคโนโลยี Projection Mapping เป็นการอธิบายรูปแบบเมืองยะลาผ่าน Visual ที่สนุกและตระการตา ตลอดไปจนถึงการเล่มเกม สร้างความสนุกสนานในการเรียนรู้ ภายในอาคารแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ประกอบด้วย ห้องจัดแสดงที่ 1 ยะลาเมืองของเรา เมืองของโลก ห้องจัดแสดงที่ 2 ยะลาเมืองแห่งพลังสร้างสรรค์ ห้องจัดแสดงที่ 3 เมืองแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ห้องจัดแสดงที่ 4 ห้องนิทรรศการหมุนเวียน และพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ เช่น พื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้ พื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการชั่วคราว เพื่อให้หน่วย ภาคีต่าง ๆ ตลอดจนผู้ที่สนใจสามารถนำเสนอเรื่องราวผ่านพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เช่นเดียวกัน

จ. ยะลา

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เทศบาลตำบลบ้านยาง

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเทศบาลตำบลบ้านยาง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวบ้านยาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ตัวอาคารก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2551 เป็นอาคาร 2 ชั้น ออกแบบโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ด้วยงบประมาณ 3,757,100 บาทในสมัยนายพิเนตร น้อยพุทธา เป็นนายกเทศมนตรีตำบลบ้านยาง และต่อมาได้มีการก่อสร้างอาคารประกอบพิพิธภัณฑ์เพิ่มเติมในส่วนของการจัดแสดงภายนอก 1 อาคาร โดยมีความประสงค์เพื่อจะให้มีสถานที่เก็บสิ่งของพื้นบ้าน เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษาของนรักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สำหรับสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ได้มาจากโรงเรียนเสาไห้วิมลวิทยานุกูล ชาวบ้าน และพระสงฆ์มอบให้

จ. สระบุรี

พิพิธภัณฑ์ชุมชนคลองสาม

ชุมชนคลอง 3 รังสิต เป็นชุมชนที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการเป็นศูนย์รวมของชาวจีนแต้จิ๋วจาก "ตำบลโผวเล้ง" (Pou Lêng) (หรือ ผู่หนิง (Pǔníng) ในภาษาจีนกลาง) ที่อพยพมาตั้งรกรากและสร้างเครือข่ายค้าข้าวที่สำคัญในอดีต พิพิธภัณฑ์ชุมชนคลองสาม (หรือบ้าน GCK) พัฒนามาจาก "ศูนย์ยุติธรรมชุมชน" ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงวิกฤตความขัดแย้งเรื่องที่ดินและการถูกไล่รื้อในปี พ.ศ. 2551-2552 ปัจจุบันพื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม และความไม่แน่นอนสิทธิในที่อยู่อาศัย แต่พิพิธภัณฑ์ยังคงมุ่งเน้นการรักษาความทรงจำของชุมชนผ่านวัตถุโบราณและเรื่องเล่าที่มีชีวิต

จ. ปทุมธานี

หอประวัติวชิราวุธวิทยาลัย

เมื่อ พ.ศ. 2539 ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัยในขณะนั้น เห็นว่า โรงเรียนมีประวัติการกอตั้งมาเป็นเวลานาน และมีเอกสารสำคัญรวมถึงวัตถุเก็บไว้เป็นจำนวนมาก สมควรจัดให้มีหอจดหมายเหตุและหอประวัติ เพื่อเป็นที่จัดเก็บเอกสาร สิ่งของที่มีคุณค่ากับวชิราวุธวิทยาลัย และเป็นแหล่งค้นคว้าศึกษา ได้เริ่มดำเนินงานจดหมายเหตุและหอประวัติตั้งแต่ พ.ศ. 2543 โดยปรับปรุงอาคารพยาบาลเดิมเป็น “หอประวัติวชิราวุธวิทยาลัย” เชิญเจ้าหน้าที่จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาจัดหมวดหมู่และจัดทำเครื่องมือช่วยค้น ตลอดจนจัดเก็บให้เหมาะสมอย่างเป็นระบบ ต่อมา พ.ศ. 2550 ดร.สาโรจน์ ลีสวรรค์ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ได้ย้ายเอกสารจดหมายเหตุและภาพถ่ายเก็บรักษาที่ตึกอัศวพาหุ โดยเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาการดำเนินงานได้หยุดชะงักไป เนื่องด้วยขาดบุคลาการในการทำงาน จนกระทั่ง พ.ศ. 2565 นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ได้เห็นถึงความสำคัญของงานจดหมายเหตุ จึงได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาหอประวัติและงานจดหมายเหตุขึ้น โดยมี ดร. เตช บุนนาค เป็นประธาน ในปัจจุบันหอประวัติวชิราวุธวิทยาลัยอยู่ในการดูแลของส่วนงานจดหมายเหตุและหอประวัติ สำนักผู้บังคับการ ซึ่งมีภาระกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรเอกสารจดหมายเหตุและวัตถุพิพิธภัณฑ์ เผยแพร่ความรู้ ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เช่น ประเด็นที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเกี่ยวกับนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย สื่อการเรียนการสอน การจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น และให้บริการเอกสารจดหมายเหตุแก่นักเรียน ครู บุคลากร และบุคคลภายนอกที่สนใจ

จ. กรุงเทพมหานคร

ศูนย์มรดกชาติพันธุ์ลีซู

ศูนย์มรดกชาติพันธุ์ลีซู (Lisu Cultural Heritage Center - LCHC) ถูกก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2558 เกิดจากความสนใจและการทำงานอย่างต่อเนื่องของคุณอะมีมะ แซ่จู (มีมี่) จุดกำเนิดของการตั้งศูนย์ฯ ด้วยคุณอะมีมะเคยร่วมงานกับสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการรวบรวมเรียบเรียงข้อมูลชาติพันธุ์ ทำให้พบว่ามีแต่ข้อมูลเชิงลบของชาวเขา ถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่า คอมมิวนิสต์ ไร้การศึกษา ราวปี 2553 คุณอะมีมะได้ศึกษาในระดับปริญญาโทที่ Center for Ethnic Studies and Development (CESD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นการเปิดทัศนจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ นอกจากนี้คุณอะมีมะได้ซึมซับการทำงานของคุณแม่บุญธรรม ดร.โอโตเม ไกลน์ ฮัทธิซิงค์ (Otome Klein Hutheesing) และ คุณพ่อบุญธรรม ดร.ไมเคิล วิกเคอรี (Michael Vickery) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี ประกอบกับจังหวะชีวิตที่ต้องดูแลคุณแม่บุญธรรม จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการก่อตั้งศูนย์ฯ ขึ้นภายในบริเวณบ้าน ศูนย์ฯ มีพื้นที่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ อาคารเรือนเล็กและในบ้านพัก สิ่งจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นของคุณแม่และคุณพ่อบุญธรรม อาทิ สมุดบันทึกภาคสนาม ภาพถ่าย เอกสาร หนังสือ ชุดลีซู งานหัตถกรรม และอีกส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวเดิมของคุณอะมีมะ มีทั้งเสื้อผ้า ของใช้ และข้าวของที่พบได้ในหมู่บ้าน

จ. เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พิพิธภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในอาคารแหล่งเรียนรู้ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (อาคารจุฑารัตนภรณ์ อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ และอาคารเอื้อนอาชว์แถมถวัลย์ ได้รับการปรับปรุงเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการด้านดุริยศิลป์ นาฏศิลป์และทัศนศิลป์) เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 หลังจากที่มีการบูรณะอาคารพระตำหนักต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นรวบรวมพระประวัติ พระกรณียกิจ (ผลงาน) เครื่องใช้ส่วนพระองค์ (ส่วนตัว) ของเจ้านายฝ่ายใน 3 พระองค์เป็นอย่างดี คือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทา กุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ผู้ที่เคยประทับในอาคารหลังนี้ การนำเสนอข้อมูลในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์ ทั้งในเชิงวิชาการและการจำลองบรรยากาศในอดีตเพื่อให้ คนในยุคปัจจุบันเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาววังในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกทั้งมีการจำลองศิลปะวัตถุเพื่อจัดแสดงให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด โดยการค้นคว้าข้อมูลและอ้างอิงจากภาพถ่าย คำบอกเล่าและเอกสารทางประวัติศาสตร์

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์พุ่ม เทียนประสิทธิ์ พ.ศ. 2469

พิพิธภัณฑ์พุ่ม เทียนประสิทธิ์ พ.ศ. 2469 หรือ พิพิธภัณฑ์วัดสัมพันธวงศ์ ตั้งอยู่ใน “อาคารพุ่ม เทียนประสิทธิ์ พ.ศ. 2469” อาคารที่เคยใช้เป็นที่เรียนพระปริยัติธรรม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยการบริจาคทรัพย์เพื่อจัดสร้างอาคารของอุบาสิกา “พุ่ม เทียนประสิทธิ์” เพื่อให้เป็นสถานที่ในการใช้เรียนและศึกษาพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุ และสามเณร ตั้งอยู่บริเวณวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร หรือ วัดเกาะ อาคารพุ่ม เทียนประสิทธิ์ใช้เป็นสถานที่สอนพระปริยัติธรรมเรื่อยมา จนมีสภาพทรุดโทรมจึงได้ยุติใช้อาคาร และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ต่อมาในปี พ.ศ. 2565 คณะกรรมการวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร ทายาทของอุบาสิการพุ่ม เทียนประสิทธิ์ ทายาทตระกูลเธียรประสิทธิ์ และกรมศิลปากร ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2566 และได้จัดตั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ของวัดสัมพันธวงศ์ ในการเล่าเรื่องราวของวัดและความสัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบในมิติต่าง ๆ รวมถึงจัดแสดงวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม อาทิ อัฐบริขาร พัดยศสมณศักดิ์ เครื่องปั้นดินเผา สื่อสิ่งพิมพ์ของโรงพิมพ์วัดเกาะ และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดและทอดพระเนตรนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา

พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา หรือ Museum of Broken Relationships เกิดจากความต้องการสร้างที่อยู่ใหม่โดยยังคงคุณค่าให้กับข้าวของเครื่องใช้ที่เคยอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคุณโอลิงกา วิชติกา (Olinka Vistica) และคุณดราเซน กรูบิชิช (Drazen Grubisic) ด้วยทั้งคู่เป็นนักสร้างสรรค์ศิลปะ จึงชวนกันทำโครงการศิลปะที่เกี่ยวกับข้าวของหลังจากเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ ทั้งของตนเองและของคนรอบข้าง โดยจัดแสดงที่แรกในเมืองซาเกร็บ (Zagreb) ประเทศโครเอเชีย (Republic of Croatia) ซึ่งเป็นประเทศที่เขาทั้งคู่อาศัยอยู่ เมื่อปี 2549 เริ่มจากจัดนิทรรศการ ต่อมาปี 2553 เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนเต็มรูปแบบ ปัจจุบันมีการจัดนิทรรศการเคลื่อนที่จัดแสดงไปทั่วโลก (Pop-up Exhibition) เฉลี่ยแห่งละ 1- 3 เดือน จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ถาวรแห่งที่ 2 ของโลกขึ้นที่เชียงใหม่ ประเทศไทย ภายในได้จัดแสดงเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “การจากลา” ผ่านคำอธิบายบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละชิ้นตั้งแต่ของธรรมดา เช่น นาฬิกา ซาลาเปา ไปจนถึงสิ่งของที่ใช้ทางการแพทย์อย่างฟิล์มเอกซเรย์

จ. เชียงใหม่

ศูนย์ข้อมูลมรดกวัฒนธรรมบ้านถ้ำลอด

ศูนย์ข้อมูลมรดกวัฒนธรรมบ้านถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน (Tham Lod Village Cultural Heritage Information Center) ก่อตั้งขึ้นภายใต้โครงการอนุรักษ์โลงไม้โบราณที่ถ้ำผีแมนโลงลงรัก นำโดย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (AFCP) โดยมีเป้าหมายในการส่งคืนองค์ความรู้จากการศึกษาวิจัยยาวนานกว่า 27 ปีสู่ชุมชน พื้นที่ปางมะผ้าเป็นแหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สำคัญ มีความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งโบราณคดีระดับโลก และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศูนย์ฯ จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งเรียนรู้ถาวรด้านโบราณคดี การอนุรักษ์ และประวัติศาสตร์ชุมชน รวมถึงเป็นจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยว เปรียบเสมือน “ห้องรับแขก” ของชุมชน การออกแบบเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และชุมชน โดยปรับปรุงอาคารหน่วยบริการประชาชนตำบลถ้ำลอดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ภายในศูนย์จัดแสดงเนื้อหา 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ข้อมูลพื้นที่และชุมชน ภาพรวมทางโบราณคดี และงานด้านการอนุรักษ์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสาธารณชนผ่านการเยี่ยมชมแหล่งโบราณคดีและการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการดูแลและสืบสานมรดกวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

จ. แม่ฮ่องสอน

พิพิธภัณฑ์ไทครั่ง วัดหนองมะคัง

พิพิธภัณฑ์ไทครั่ง วัดหนองมะคัง ก่อตั้งจากการเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 กระทั่งเปิดดำเนินการได้เมื่อราว พ..ศ. 2554 โดยความร่วมมือของวัด (นำโดยพระครูสุภกิจชยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองมะคัง) ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้านหนองมะคัง และมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อสืบสานและรักษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง (หรือที่รู้จักกันว่า ลาวครั่ง) ซึ่งตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้มายาวนานหลายชั่วอายุคน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นทั้งพื้นที่แห่งความทรงจำและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ที่รวบรวมวัตถุ สิ่งของ และเรื่องราวที่สะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวไทครั่งไว้อย่างครบถ้วน จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งเกิดจากความตระหนักว่าความรู้และขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกำลังเลือนหายไป จึงเกิดความร่วมแรงร่วมใจในการเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้และผ้าทอพื้นบ้าน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้รากทางวัฒนธรรมของตนเอง ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนห้องสักการะพ่อขุนด่าน ผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้าน ส่วนแสดงวิถีชีวิตและประวัติการอพยพของกลุ่มไทครั่ง และส่วนจัดแสดงผ้าทอและเครื่องแต่งกายของไทครั่ง โดยผ้าซิ่นตีนจกสีแดงครั่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สื่อถึงความงดงามและภูมิปัญญาของหญิงชาวไทครั่ง (พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง https://virtual.sac.or.th/localmuseum/watnongmakang/)

จ. พิษณุโลก

ศูนย์เรียนรู้โนรา องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม

ศูนย์เรียนรู้โนรา องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2568 จากความตระหนักถึงคุณค่าของ “โนรา” ซึ่งเป็นมากกว่าการแสดงพื้นบ้าน แต่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สะท้อนโลกทัศน์ วิถีชีวิต และระบบความเชื่อของคนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ด้วยแนวคิดการพัฒนาชุมชนเชิงสินทรัพย์ (Asset-Based Community Development) ศูนย์แห่งนี้จึงมุ่งเน้นการค้นหาและใช้ประโยชน์จากทุนภายใน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ครูโนรา ความรู้ และพิธีกรรมต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายให้เป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่ไม่เพียงจัดแสดงวัตถุเท่านั้น แต่ยังมุ่งบันทึก ส่งเสริม และถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์แห่งโนราให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน โดยได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ถูกออกแบบมาบนสามเสาหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่ (1) ศูนย์ข้อมูลโนราท่าข้าม ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ที่เก็บความทรงจำทางวัฒนธรรมและจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเครื่องทรง ดนตรี พิธีกรรม และหัตถศิลป์ลูกปัดโนรา (2) โรงเรียนสอนเด็กและเยาวชนรำโนรา เป็น “มือและเท้า” ที่สืบสานผ่านการปฏิบัติจริง เน้นการฝึกฝนทักษะที่หลากหลายเพื่อสร้างเยาวชนนักสืบสานรุ่นใหม่ให้รู้รากเหง้า รู้ปฏิบัติ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และ (3) ศูนย์ลูกปัดโนราท่าข้าม เป็น “หัวใจ” ที่สร้างชีวิตและเศรษฐกิจ โดยการต่อยอดการอนุรักษ์ลายลูกปัดดั้งเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าชุมชน ศูนย์เรียนรู้โนรา อบต.ท่าข้าม จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงสิ่งของโบราณ แต่เป็นเสมือน "หัวใจที่ยังเต้นอยู่" ของวัฒนธรรมโนราในชุมชน ที่นี่ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เชิงบริบทผ่านวัตถุจริง การฝึกฝนเชิงปฏิบัติ และการสร้างคุณค่าจากภูมิปัญญา ผลผลิตที่สำคัญที่สุดของศูนย์แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงความรู้หรือทักษะ แต่คือการสร้าง “มนุษย์ที่สมบูรณ์” และสร้าง ความภูมิใจในอัตลักษณ์ รวมถึงเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมโนราให้คงอยู่คู่ชุมชนสืบไปอย่างแท้จริง (นิทรรศการเสมือนจริง https://virtual.sac.or.th/localmuseum/tahkam/)

จ. สงขลา