ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ บางกระดี่


ที่อยู่:
หมู่ 9 ถ.พระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทรศัพท์:
081-383-7266
โทรสาร:
-
วันและเวลาทำการ:
ผู้สนใจโปรดแจ้งล่วงหน้า
ค่าเข้าชม:
ไม่เก็บค่าเข้าชมแต่สามารถบริจาคได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลและจัดหาของมาเพิ่มเติม และรับจัดอาหารมอญไว้บริการคิดราคาคนละ 100 บาท
เว็บไซต์ / FB:
-
อีเมล:
-
ปีที่ก่อตั้ง:
ของเด่น:
-
จัดการโดย:
องค์กรธุรกิจ
เนื้อหา:
ชาติพันธ์ุ,เครื่องปั้นดินเผา,วิถีชีวิต / ท้องถิ่นภูมิปัญญา
สถานะ:
เปิดดำเนินการ
ไม่มีข้อมูล

โดย: -

วันที่: 13 มิถุนายน 2555

ไม่มีข้อมูล

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ...

ชื่อผู้แต่ง: กฤช เหลือลมัย | ปีที่พิมพ์:

ที่มา: วารสารเมืองโบราณ

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

รู้จัก...แล้วจะรักมอญ ที่ "บ้านมอญบางกระดี่"...

ชื่อผู้แต่ง: หนุ่มลูกทุ่ง | ปีที่พิมพ์: 27 มี.ค. 2550;27-03-2007

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 16 ธันวาคม 2557


ไม่มีข้อมูล

มรดกวัฒนธรรมของชุมชนมอญ บางกระดี่

 

การที่วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งๆจะสืบทอดต่อเนื่องกันมาได้เป็นระยะเวลายาวนาน ชุมชนนั้นต้องมีความเข้มแข็งอย่างยิ่ง ชุมชนชาวมอญ บางกระดี่ เป็นหนึ่งชุมชนที่ดำรงตัวตนได้มาถึงทุกวันนี้ ศูนย์วัฒนธรรมมอญยังเชื่อมโยงไปยังอีกหลายบ้านที่มีการจัดแสดงวิถีชีวิต ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายมอญ บ้านขนมหวาน บ้านแส้ กลุ่มบ้านสานกก บ้านเปลมอญ บ้านการแต่งกาย บ้านฟืน บ้านฉัตร-ธง เป็นต้น

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ บางกระดี่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยคุณธวัธพงศ์ มอญดะ ประธานศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ บางกระดี่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ในครั้งที่มีคนภายนอกเข้ามากว้านซื้อของเก่าแก่โบราณของชุมชน เขาจึงมีความคิดที่จะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ในชุมชนด้วยการใช้พื้นที่บริเวณใต้ถุนบ้านและบริเวณศาลาริมน้ำ การจัดแสดงมีส่วนของภาพแสดงประเพณีการบวช การแต่งงาน การจัดพิธีศพของชาวมอญ การจัดแสดงสิ่งของมีครัวแบบมอญ ภาพการแต่งกายแบบคนมอญ ภาชนะเครื่องใช้ต่างๆในงานพิธีและในชีวิตประจำวัน

สิ่งของจัดแสดงที่โดดเด่นคือ จะเข้ คุณธวัธพงศ์ บอกว่าได้มาจากตลาดอองซาน เมืองย่างกุ้งเมื่อปี พ.ศ.2547 จะเข้ตัวนี้มีประวัติความเป็นมาถึง 150 ปี ในวันหนึ่งในปีพ.ศ.2551 ขณะที่ตั้งจัดแสดงอยู่ นายชานรอด ชาวมอญอพยพที่ค่ายอพยพจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มาเยี่ยมชมชุมชนชาวมอญที่นี่ เขาได้ให้ข้อมูลว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นจะเข้ตัวนี้ในตอนที่เขาอายุ 15 ปี ผู้สร้างคือนายโทนง้วย บรรพบุรุษของเขา นายโทนง้วยเป็นนักดนตรีของหมู่บ้านยองตอง อำเภอมุเดิง จังหวัดมะละแม่ง รัฐมอญ ประเทศพม่า หมูบ้านนี้มีชื่อเสียงในเรื่องดนตรีและนาฏศิลป์ ลักษณะเฉพาะของจะเข้ตัวนี้ไม่สามารถถอดหัวและหางได้เหมือนจะเข้มอญทั่วไป

การจัดแสดงอีกฝั่งหนึ่งตรงศาลาริมคลองสนามชัย มีเครื่องจักสานพื้นบ้าน เครื่องดนตรี พระพุทธรูป เสลี่ยงสำหรับอัญเชิญพระพุทธรูปในงานพิธี หงส์แบบมอญ

ด้วยการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม ในปีพ.ศ.2550 ชุมชนชาวมอญ บางกระดี่ จึงได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) โดยเป็นชุมชนที่มีการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในการท่องเที่ยวชมวิถีชาวมอญกิจกรรมท่องเที่ยวมีหลากหลาย ได้แก่ ชมการสาธิตและทดลองทำขนมไทย เช่น ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุนลูกโต จากบ้านขนมหวาน ชมวิธีการเย็บจาก การทำแส้จากบ้านแส้ เรียนรู้วิถีชีวิตการทำวังกุ้ง-ปลา ระบบปิดตามธรรมชาติ ชมศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น การละเล่น ทะแยมอญ สะบ้ามอญ ร่วมงานประเพณีทำบุญ ตักบาตร ถือศีล กินแกงรวม

คุณธวัธพงศ์ได้เล่าถึงบรรยากาศการจัดงานประเพณีสงกรานต์ในชุมชน ที่นี่จัดงานสงกรานต์กันตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน จากงานนี้เราจะเห็นขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของชาวมอญได้ชัดเจน เริ่มจากวันที่ 5 เมษายน มีการกวนกาละแม พอวันที่ 12 มีการส่งกาละแม กุศโลบายของการกวนกาละแมอยู่ที่การร่วมใจกัน ต้องมีเพื่อนบ้านมาช่วยกวน ถือเป็นการสร้างความสามัคคี กระทะหนึ่งใช้เวลากวน 8 ชั่วโมง การส่งกาละแมกระทำในวันที่ 12 ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญ จะมีการเอากะละแมแลกกะละแม อย่างพ่อแม่จะเตรียมกะละแม พร้อมทั้งดอกไม้ธูปเทียนใส่พานใส่โตกทองเหลือง จากนั้นจะให้ลูกหลานไปส่งบ้านอื่น เขาก็จะให้กะละแมกลับมา สำหรับชาวมอญกะละแมเป็นขนมวิเศษประจำเทศกาลสงกรานต์ ทำให้เด็กรู้จักกับการนอบน้อม การกราบไหว้ผู้ใหญ่ การขอขมาผู้ใหญ่และขนมนี้ถือว่าเป็นการเชื่อมโยงให้เด็กๆได้รู้จักบ้านปู่ย่าตายาย รู้จักบ้านลุงบ้านป้า เป็นการสอนลูกสอนหลานเราให้ไปมาหาสู่กัน

พอถึงวันที่ 13-14 เมษายน จะเป็นวันหุงข้าวแช่ หุงวันที่ 12 ทาน 13 หุง 13 ทาน 14 หุง 14 ทาน 15 ก่อนจะหุงต้องตั้งศาลเพียงตานอกบ้าน เพื่อจะได้เชิญนางสงกรานต์ลงมา วิธีการหุงต้องนำข้าวสารมาซาวนอกบ้านเจ็ดครั้ง ล้างน้ำเจ็ดหน มีกับข้าวเจ็ดอย่าง ยึดเอาเลขเจ็ด เพราะว่าถือว่านางสงกรานต์มีเจ็ดคน ถือว่าทำถวายพระบิดา หลังจากไปทำบุญเอาข้าวแช่ไปถวายพระเสร็จ ภรรยาจะต้องจัดใส่โตกทองเหลืองอย่างสวยงาม แล้วนำข้าวแช่นี้มามอบให้กับสามีที่แต่งงาน แล้วภรรยาต้องกราบสามีสามครั้งให้เหมือนกราบพระ สามีก็จะยกมือไหว้ตอบ มีการขอขมาลาโทษกัน

วันที่ 16-18 จะมีประเพณีสรงน้ำพระ โดยเช้าของวันที่ 16 มีการทำบุญตักบาตรตามปกติ (การทำบุญตักบาตรจะเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 12 จนถึงวันที่ 19) ประมาณช่วงบ่ายมีการไปรวมกันบ้านญาติผู้ใหญ่ บ้านผู้อาวุโส เพื่ออาบน้ำ เสร็จแล้วจะนำฉัตรธงไปวัด เพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นจะรอสรงน้ำพระ วันที่ 17 ก็ทำเช่นนี้ ส่วนกลางคืนอาจมีการเล่นสะบ้า วันที่ 18 ก็เช่นเดียวกัน วันที่ 19 มีเพิ่มมาคือประเพณีทรงเจ้า ก็คือเจ้าแม่ประจำหมู่บ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน นั่นจึงถือว่าหมดงานสงกรานต์

การเป็นชุมชนที่เข้มแข็งจนสามารถรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นเอาไว้ได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ การบริหารที่ดีของคนในชุมชน ชุมชนมอญบางกระดี่มีการรวมกลุ่มอาชีพประมาณ 20 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีการเลือกตั้งคณะกรรมการ มีการคัดเลือกประธานกลุ่ม มีการประชุมและกำหนดข้อตกลงร่วมกัน ยกตัวอย่างถ้าบ้านไหนเป็นประธานกลุ่ม บ้านนั้นจะต้องเปิดใต้ถุนบ้านให้นักเที่ยวเข้ามาชม อย่างบ้านทะแยมอญ บ้านเย็บจาก บ้านแส้ เป็นต้น

จากการวิเคราะห์ของคุณธวัธพงศ์ได้พบว่า ในรายละเอียดวัฒนธรรมประเพณีล้วนมีส่วนทำให้เยาวชนไม่ประพฤติผิด อย่างความเชื่อในเรื่องการนับถือผี ทำให้วัยรุ่นไม่ไปเที่ยวเตร่ตอนค่ำหรือพาเพื่อนมามั่วสุมในเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน เพราะกลัวว่าถ้าผีเข้าผีจะบอกว่าตนเองทำอะไรไม่ดี หรืออย่างการที่ห้ามไม่ให้คนท้องไปนอนบ้านคนในตระกูลอื่น ก็เพื่อเป็นการดูแลคนท้องไม่ให้ประสบอุบัติเหตุ ส่วนการไว้ผมจุกของเด็กก็เป็นการปกป้องศรีษะส่วนที่กะโหลกยังบาง

แต่ความเคร่งครัดในวัฒนธรรมประเพณีก็มีส่วนทำให้วงดนตรีของมอญที่เรียกว่าวงทะแยมอญ คณะหงส์ฟ้ารามัญ กลายเป็นวงดนตรีมอญที่เหลือเพียงคณะเดียวในประเทศไทย (ชุมชนมอญมีอยู่ใน 37 จังหวัด) เนื่องจากในพิธีเชิญเจ้าที่กระทำกันในทุกชุมชนมอญจะต้องใช้เครื่องดนตรี ประกอบกับการร้องเชิญเจ้าเป็นภาษามอญและสำเนียงมอญ ที่เป็นอยู่ตอนนี้คือคนเรียนภาษามอญน้อยลง คนที่เล่นดนตรีเป็นก็พูดภาษามอญไม่ได้

อย่างไรก็ดีชุมชนมอญบางกระดี่จัดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการรักษาวัฒนธรรม การเปิดกว้างรับคนภายนอกไม่ส่งผลทำให้คนในชุมชนเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปมากนัก
-----------------------------------------------------

สาวิตรี ตลับแป้น /ผู้เขียน

ข้อมูลจาก :
สำรวจภาคสนามเมื่อวันที่ 21 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554

สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. ธนบุรี จากอดีต....สู่ปัจจุบัน. กรุงเทพฯ :เอ็นเตอร์ไพรส์, 2549.

http://dit.dru.ac.th/home/012/data_center_dru-cul_1-4.php [Accessed 18/07/2011]

http://atbangkradi.surprisethailand.com/ [Accessed 18/07/2011]


หมายเหตุ:

สิ่งที่ควรปฏิบัติ : ชุมชนมอญไม่มีที่พักค้างคืน เนื่องจากมีความเชื่อไม่ให้คนท้องนอนค้างในบ้านผู้อื่น

การเดินทาง : การไปยังชุมชนมอญบางกระดี่ หากขับรถมาทางถนนพระราม 2 มุ่งหน้าจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากลงสะพานวงแหวนถนนพระราม 2 จะมีทางแยกเข้าถนนบางกระดี่ทางซ้ายมือ วิ่งไปตามถนนบางกระดี่จนเจอสะพานสูงข้ามคลองสนามชัย ลงสะพานไปจะเจอวัดบางกระดี่อยู่ทางขวามือ ส่วนชุมชนมอญบางกระดี่จะอยู่ริมคลองสนามชัยใกล้กับวัด

รถประจำทาง: 68 105 รถปรับอากาศ: 68 76 105 140 141 529 จอดรถได้ที่บริเวณภายในวัด

 

 

ชื่อผู้แต่ง:
-

รีวิวของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ บางกระดี่

ความคิดในการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ เริ่มเมื่อครั้งที่ธวัชพงษ์ มอญดะ (ชื่อเดิม สมชาย มอญดะ)บวชเป็นพระอยู่ที่วัดบางกระดี่ เห็นว่ามีคนมารับซื้อของเก่าเยอะแยะมากมาย และชาวบ้านทยอยขายของทีละชิ้นสองชิ้น สมชายเกรงว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ของคงจะหมดไปจากหมู่บ้าน ด้วยความเสียดายและอยากอนุรักษ์ เมื่อลาสิกขาแล้วจึงได้เริ่มสะสมของเก่า ขอจากชาวบ้านบ้าง ขอซื้อบ้าง บางคนรู้ว่าสะสมเพื่อทำพิพิธภัณฑ์ก็นำมาให้ หรือเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ซื้อกลับมา ใช้เวลารวบรวมประมาณ 2 ปี จึงนำมาเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ใช้พื้นที่บริเวณชั้นล่างของบ้านเป็นที่จัดแสดง เครื่องปั้นดินเผา เครื่องทองโบราณ เครื่องดนตรี คัมภีร์อักษรมอญ ผอบ เครื่องประดับ กำไล ตุ้มหู ตะปิ้ง เครื่องประดับมวยผม ที่ใส่สำรับ แยกจัดไว้ตามตู้ มีมุมจำลองห้องครัว ตามเพดานประดับด้วยตะเกียงเจ้าพายุ ฝั่งตรงข้ามของบ้านเป็นเรือนไม้ริมน้ำเป็นที่จัดเก็บธรรมมาสน์ พระแกะสลัก ตู้คัมภีร์อักษรมอญ และเครื่องดนตรี 

มีหลายคนตั้งคำถามกับครอบครัวของสมชายว่า ทำแล้วได้อะไร? คำตอบที่ได้ก็คือ สิ่งที่ทำไปไม่ได้หวังผลตอบแทนด้านทรัพย์สินเงินทอง แต่ทำเพื่อต้องการอนุรักษ์เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของมอญไว้ไม่ให้สูญหาย ทั้งยังเป็นแหล่งความรู้ให้กับนักเรียนนักศึกษา เยาวชน ที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมโบราณชาวมอญ ได้เห็นของเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี

สถานที่แห่งนี้ไม่เก็บค่าเข้าชมแต่สามารถบริจาคได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลและจัดหาของมาเพิ่มเติม และรับจัดอาหารมอญไว้บริการคิดราคาคนละ 100 บาท ผู้สนใจโปรดแจ้งล่วงหน้า 

ข้อมูลจาก:
1. http://www.dailynews.co.th/lady/each.asp?newsid=58188 

2. บันทึกภาคสนาม. สรินยา คำเมือง. นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร 13 เมษายน 2543
ชื่อผู้แต่ง:
-

รู้จัก...แล้วจะรักมอญ ที่ "บ้านมอญบางกระดี่"

ถ้าพูดถึงชาวมอญขึ้นมา หลายคนอาจจะนึกถึงมอญพระประแดง (สมุทรปราการ) มอญเกาะเกร็ด (นนทบุรี) หรือมอญสามโคก (ปทุมธานี) แต่หลังจากที่ฉันได้ร่วมทางไปกับสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เขาจัดโครงการ "รู้จักแล้วจะรักมอญ" หรือที่เรียกเป็นภาษามอญว่า "แตม-ชาน-โมน" นั้น ก็ทำให้ฉันรู้ว่า ในกรุงเทพฯ ก็มีชุมชนชาวมอญอยู่เช่นกัน นั่นก็คือที่ชุมชนมอญบางกระดี่ เขตบางขุนเทียนนี่เอง
ชื่อผู้แต่ง:
-