รายชื่อพิพิธภัณฑ์

ขัวศิลปะ

ขัวศิลปะเกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปินเชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่wด้แสดงผลงานศิลปะร่วมกัน ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จากนั้น ใน พ.ศ. 2546 กลุ่มศิลปินเชียงรายรวมตัวกันแสดงนิทรรศการศิลปะอีกครั้งเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง โดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า “สล่าเชียงรายเฉลิมพระเกียรติในหลวง 75 พรรษา” ที่ศูนย์ศิลปหัตถกรรมเชียงราย และในปีถัดมา พ.ศ.2547 ศิลปินรวมตัวกันเรียกร้องการสร้างหอศิลปะร่วมสมัยบนเกาะกลางแม่น้ำกกที่เชียงราย โดยการจัดนิทรรศการศิลปะ “เชียงรายศิลป์เพื่อหอศิลป์” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา กลุ่มศิลปินเชียงรายได้ก่อตั้งเป็นสมาคมศิลปินเชียงรายขึ้น เพื่อดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มอบเงินทุนตั้งต้น 500,000 บาท สำหรับก่อตั้งกองทุนศิลปินเชียงราย เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของศิลปินและการศึกษาของนักศึกษาศิลปะในจังหวัดเชียงราย โดยการเลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารกองทุน จากการประชุมของคณะกรรมการ มีความประสงค์ให้กองทุนศิลปินเชียงรายมีความงอกงามและยั่งยืน จึงจำเป็นต้องหารายได้ คณะกรรมการจึงมีมติว่าจะทำธุรกิจร่วมกัน โดยใช้ระบบการร่วมทุนในหมู่พี่น้องศิลปินและผู้ที่รักศิลปะทุกท่าน คณะกรรมการได้เลือกทำเลที่ตั้งของอาคารให้เช่าแห่งหนึ่งเพื่อลงทุนทำธุรกิจเพื่อส่วนรวม ตั้งชื่อโครงการว่า “ขัวศิลปะ” ซึ่งขัวในภาษาเหนือ แปลว่า สะพาน “ขัวศิลปะ” คือ สะพานที่จะเชื่อมศิลปะสู่สังคม ขัวศิลปะ ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ แต่คือองค์กรการศึกษา ที่ทำธุรกิจเล็กๆ เพื่อจะเลี้ยงดูตัวเอง คือบ้านของศิลปินที่เปิดประตูต้อนรับทุกท่าน ในพื้นที่ของขัวศิลปะ ผู้มาเยือนสามารถเยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะซึ่งจัดเป็นประจำในส่วนของแกลลอรี นอกจากนี้ยังมีส่วนของร้านอาหารไว้บริการ

จ. เชียงราย

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

“โครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เพื่อแสดงให้เห็นหลักการคิด วิธีการทรงงานและกระบวนการค้นหาคำตอบ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำไปแก้ปัญหาหรือพระราชทานแก่พสกนิกรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ตลอดจนเป็นแบบอย่างแก่ผู้สนใจชาวต่างประเทศ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความเข้าใจในความสำคัญและปัญหาของระบบนิเวศ การบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกับระบบนิเวศธรรมชาติอย่างยั่งยืน ตั้งอยู่ภายในเทคโนธานี คลองห้า เป็นหนึ่งในกลุ่มพิพิธภัณฑ์ของอพวช.

จ. ปทุมธานี

หอวัฒนธรรมไทยญ้อคลองน้ำใส

แต่เดิมพื้นที่ตำบลคลองน้ำใสเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของคนไทญ้อ คนไทยญ้อหรือในเชิงวิชาการใช้คำว่าไทญ้อ ในพื้นที่ตำบลน้ำใสอพยพมาจากเวียงจันทร์และท่าอุเทน เข้ามาอยู่ในประเทศกัมพูชา เมื่อมีปัญหาเรื่องดินแดนจึงอพยพมาอยู่ตามแนวชายแดนไทย วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและรูปแบบการดำรงชีวิต คล้ายกับกลุ่มคนไท-ลาวทั่วไป ต่างกันที่สำเนียงในการออกเสียง พูดภาษาญ้อ ไม่มีภาษาเขียน นับถือศาสนาพุทธแต่ยังมีพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไหว้ผี ประเพณีสำคัญคือการแห่หอปราสาทผึ้งในช่วงออกพรรษา หอวัฒนธรรมไทยญ้อคลองน้ำใส ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนอพป.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ริเริ่มโดยพ่อใหญ่สีทา บัวคำศรี ปราชญ์ชุมชนคลองน้ำใส ที่ให้แนวคิดในการสร้างเฮือนไทญ้อ เพื่อรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ดั้งเดิม นำเสนอวิถีชีวิตและประเพณีความเชื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานวิถีวัฒนธรรมคนไทญ้อบ้านคลองน้ำใส มีการระดมทุนก่อสร้างอาคารและการบริจาคข้าวของเครื่องใช้จากคนในหมู่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2559 โดยบริหารจัดการดูแลโดยโรงเรียนอพป.คลองน้ำใส

จ. สระแก้ว

บ้านนครใน

บ้านนครใน ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าสงขลา บ้านนครในประกอบด้วยบ้านเก่าทรงจีน 1 หลัง ที่ได้รับการบูรณะแล้ว และอาคารชิโนยูโรเปี้ยน สร้างใหม่อีก 1 หลัง ผู้ก่อตั้งคือคุณกระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ นักธุรกิจและอดีตสมาชิกวุฒิสภา สงขลา ที่ซื้อบ้านเก่าบนถนนนครใน แล้วนำมาปรับปรุงใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์ ตัวอาคารยาวทะลุ 2 ถนนคือนครนอกและนครใน อาคารมีความโดดเด่นเชิงสถาปัตยกรรม ด้านในจัดแสดงเครื่องเรือนเก่า เตียงไม้แบบจีนโบราณ ฯลฯ เนื่องจากคุณกระจ่างเคยได้เห็นความรุ่งเรืองแถบเมืองเก่าสงขลา แต่ในระยะหลังพบว่าบ้านเก่าและตึกแถวหลายหลังถูกปล่อยร้างและบางหลังเริ่มผุพัง เมืองเงียบเหงาเพราะคนย้ายออก จึงติดต่อซื้อตึกเพื่อบูรณะและจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยต้องการกระตุ้นให้คนหันมาให้ความสนใจพัฒนาเมืองสงขลาให้คึกคักและเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง

จ. สงขลา

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ เดิมชื่อ โครงการหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สาธารณสุขแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2561 – 2564) ริเริ่มมาจากโครงการหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ระบบสุขภาพไทย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เพื่อทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ อนุรักษ์ ให้บริการ และจัดแสดงนิทรรศการจากเอกสารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สุขภาพไทย ประวัติศาสตร์ทางการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย สำหรับสร้างความรู้ทางประวัติศาสตร์และมิติทางสังคมและวัฒนธรรมสุขภาพ ตลอดจนให้บริการเอกสารที่มีคุณค่าทางด้านนี้แก่สาธารณชน โดยมีสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพเป็นหน่วยงานผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการจดหมายเหตุฯ ภายใต้การบริหารงานของสำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เอกสารสำคัญอาทิ เอกสารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เอกสารกองสุขศึกษา เอกสารกรมควบคุมโรค เป็นต้น เอกสารส่วนบุคคล เช่น เอกสารนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เอกสารนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช เอกสารนายแพทย์นัดดา ศรียาภัย เอกสารนายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นต้น เอกสารภาคประชาสังคม เช่น เอกสารมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา กลุ่มเพื่อนมหิดล เป็นต้น ตลอดจนหนังสืออ้างอิงด้านการแพทย์และการสาธารณสุข

จ. นนทบุรี

เฮือนเจียงลือ

เฮือนเจียงลือ ก่อตั้งโดย ผศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง และคุณอัญชลี ศรีป่าซาง (ภรรยา) ภายในมีห้องจัดแสดงเครื่องราง วัตถุมงคล ศาสตราวุธ บอกเล่าถึงความสำคัญและความเชื่อของชาวล้านนาในสมัยก่อน ห้องจัดแสดงผ้าทอ ที่อาจารย์และภรรยาได้รวบรวมผ้าซิ่น ผ้าทอ ในหลายยุคสมัย ที่ทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการของผ้าทอล้านนา วัตถุที่จัดแสดงทำให้ผู้ที่มีโอกาสได้เยี่ยมชมรู้สึกถึงคุณค่าทั้งทางด้านภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมที่แทรกอยู่ในวัตถุทุกชิ้น และเห็นถึงการจัดการ เชื่อมโยงเรื่องราว ผ่านการบอกเล่าโดยผู้คนและวัตถุ เสมือนเป็นบันทึกเล่มสำคัญของล้านนา

จ. เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงศ์

พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงศ์ก่อตั้งขึ้นโดย ไมเคิล เมสซ์เนอร์ (Michael Messner) ชาวออสเตรีย ที่โตมาในบ้านที่คุญพ่อเป็นศิลปิน ได้ดูแลและมีพิพิธภัณฑ์ที่ออสเตรียมาก่อน คุณMichaelได้ย้ายมาตั้งหลักปักฐานที่เมืองไทย เริ่มจากร้านอาหารในย่านพัฒน์พงศ์ มีลูกค้าขาประจำ ซึ่งเค้าได้มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นทหารผ่านศึกจากช่วงสงครามเวียดนามบ้าง บ้างเป็นสายสืบให้ CIA บ้างเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นละแวกนี้ คุณMichael จึงมีไอเดียริเริ่มที่จะสืบสาวเท้าความ สะสมร่องรอยประวัติศาสตร์ กว่าร้อยปีของย่านที่ทุกคนรู้จัก แต่น้อยคนนักจะรู้จริง พิพิธภัณฑ์บอกเล่าความเป็นมาของพื้นที่พัฒน์พงศ์ ที่มีจุดเริ่มต้นจากคนจีนอพยพที่กลายมาเป็นเจ้าของที่ดินย่านนี้ นำมาซึ่งการพัฒนาพื้นที่และการเติบโตของพัฒน์พงศ์ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง กระทั่งเฟื่องฟูในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นการนำเสนอวัฒนธรรมความบันเทิงและเซ็กซ์ที่เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น เรียกได้ว่าชมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านถนนพัฒน์พงศ์ จากพื้นที่เกษตรกรรม กลายเป็นย่านธุรกิจ และรู้จักกันดีว่าคือย่านสถานเริงรมย์ยามค่ำคืน ที่ตั้งของ ‘บาร์อะโกโก้’ แห่งแรกในไทย พิพิธภัณฑ์นำเสนอทั้งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ควบคู่กับความสนุกสนาน มีของเก่าของสะสมมากกว่า 100 ชิ้นที่นำมาจัดแสดง

จ. กรุงเทพมหานคร

บ้านพิพิธภัณฑ์ปากนำ้ประแส

ชุมชนปากน้ำประแส ตั้งอยู่ติดแม่น้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง พื้นที่ส่วนใหญ่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติตามลักษณะพื้นที่ริมแม่น้ำและที่ราบชายฝั่งทะเล มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำและพืชพันธุ์นานาชนิด วิถีทำมาหากินของชาวประแสจึงเน้นไปทางการประมง และการค้าขาย รวมถึงอุตสาหกรรมหลากหลายรูปแบบที่รุ่งโรจน์และร่วงโรยไปตามแต่ช่วงเวลา อาทิ โรงสีข้าว โรงเลื่อย ทั้งนี้ปากน้ำประแสในอดีต มีความสำคัญทั้งในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการคมนาคม เป็นท่าเรือสำคัญของเมืองแกลง เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญในฐานแหล่งผลิตและแหล่งค้าขายสินค้าเกษตรกรรม และสินค้าแปรรูปต่างๆ อาทิ กะปิ น้ำปลาขึ้นชื่อ ปัจจุบันชุมชนประแสจะเงียบเหงาไปเพราะเส้นทางคมนาคมทางน้ำไม่สำคัญเท่าในอดีต แต่ปากน้ำประแสยังมีเสน่ห์ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรม วิถีชุมชน มีประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานกับแหล่งน้ำได้เป็นอย่างดี

จ. ระยอง

ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านไผ่คอกเนื้อ

ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านไผ่คอกเนื้อ ตั้งอยู่ในภายในบริเวณวัดลัฎฐิวนารามหรือวัดไผ่คอกเนื้อ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนเชื้อสายชาวไทดำบ้านไผ่คอกเนื้อ ต้องการสร้างสถานที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลชาวไทดำ บ้านไผ่คอกเนื้อ ไม่ให้ต้องการให้สูญหายไปตามกาลเวลา ในช่วงหนึ่งมีโรงเรียนวัดไผ่คอกเนื้อกำลังถูกยุบเพราะไม่มีเด็กเรียน ชาวบ้านจึงขอใช้ไม้จากอาคารดังกล่าวนำมาสร้างเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเตรียมงาน ดังนั้น ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านไผ่คอกเนื้อ จึงมีเพียงแค่สถานที่ อันได้แก่ เรือนไทยดำขนาดใหญ่ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่พื้นที่ด้านบน ยังเป็นพื้นที่โล่งๆ ยังไม่มีการจัดแสดงข้าวของ โดยปัจจุบันกำลังเตรียมการณ์เรื่องข้าวของที่จะนำมาจัดแสดง ซึ่งจะขอรับบริจาคจากคนในชุมชน

จ. นครปฐม

ศูนย์วัฒนธรรมไทดำ ไผ่หูช้าง

ศูนย์วัฒนธรรมไทดำ บ้านไผ่หูช้าง ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนวัดไผ่หูช้าง เป็นอาคารปูนซีเมนต์ ชั้นเดียว ภายในศูนย์จัดแสดงข้าวของที่เกี่ยวข้องกับชาวไทดำ พิพิธภัณฑ์ก่อตั้งโดยครูปิยะวรรณ สุขเกษม ครูของโรงเรียนที่เป็นมีเชื้อสายไทดำ ครูเคยเป็นผู้ประสานงานและให้ข้อมูลกับนักวิชาการจากภายนอกที่เข้ามาทำวิจัยในหมู่บ้านตัวเอง จึงมีแรงบันดาลที่จะทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาภายในโรงเรียนเพื่อบอกเล่าประวัติที่มาของหมู่บ้าน ประเพณี พิธีกรรม และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในท้องถิ่น ซึ่งได้มาจากการบริจาคของคนในชุมชน

จ. นครปฐม

ศูนย์วัฒนธรรมไทดำ บ้านสะแกราย

ศูนย์วัฒนธรรมไทยดำ บ้านสะแกราย ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดสะแกราย โดยสร้างเป็นเรือนไทดำ ที่สร้างขึ้นจากไม้ มีโครงสร้างหลังคาเป็นเหล็ก และมุงด้วยจาก อันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวไทยดำในแถบพื้นที่นี้ ชั้นบนศูนย์วัฒนธรรมไทดำ บ้านสะแกราย จัดแสดงข้าวของที่เกี่ยวข้องกับชาวไทดำ เช่น ปานเผือน โห้ กระติ๊บข้าวเหนียว ลูกช่วง เชี่ยนหมาก และวางตำแหน่งวัตถุข้าวของบนเรือนในบริเวณพื้นที่ที่จะเกิดพิธีกรรมนั้นจริงๆ เรือนจำลองหลังนี้แบ่งพื้นที่ห้องเหมือนกับบ้านของชาวไทดำอย่างแท้จริง มีการแบ่งพื้นที่ห้องผีเรือน พื้นที่ด้านหลัง และทางขึ้นด้านหลังสำหรับการดำเนินพิธีกรรมต่างๆ รวมถึง การจัดวางวัตถุข้าวของในบริเวณที่สัมพันธ์กับการดำเนินพิธีกรรมนั้นจริงๆ ด้านล่าง จัดแสดงเครื่องทอผ้า กี่ปั่นด้าย อันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นไทดำในชุมชนได้เป็นอย่างดี

จ. นครปฐม

ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านเกาะแรต

ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านเกาะแรต อยู่บริเวณเดียวกับบ้านผู้ใหญ่กำจร เพชรยวน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 และทำหน้าที่ดูแลศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้ เดิมทีศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 20 ปี โดยผู้ก่อตั้งคือกำนันไพศาล หรือกำนันแดง ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นผู้ใหญ่กำจรจึงรับช่วงต่อการดูและศูนย์ฯ จากกำนันแดง โดยเป้าหมายของการจัดตั้งคือ ผู้คนในหมู่บ้านวิตกกังวลว่าความเจริญที่เข้ามาในหมู่บ้าน จะทำให้ประเพณี วัฒนธรรม และพิธีกรรมที่เกี่ยวกับไทยดำจะสูญหายไป จึงริเริ่มที่จะก่อตั้งศูนย์นี้ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทางด้านไทดำ และยังช่วยสืบต่อความรู้ไทดำไปยังกลุ่มคนอื่นๆ อาคารศูนย์ฯ เป็นอาคารชั้นเดียว จัดแสดงข้าวของที่เกี่ยวข้องกับไทดำ เช่น เชี่ยนหมาก อุปกรณ์จับปลา โห้ ปานเผือน ที่ปั่นด้าย และชุดการแต่งกายของชาวไทดำทั้งชายและหญิง โดยมีการนำสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมที่ผลิตขึ้นจากนักศึกษาที่เข้ามาเก็บข้อมูลมาจัดแสดงด้วย ด้านข้างของศูนย์ฯ เป็นศาลาเปิดโล่งชั้นเดียว จัดแสดง เครื่องสีข้าวมือ และครกกระเดื่อง ที่ผู้ชมสามารถทดลองเล่นเครื่องมือเหล่านี้ได้

จ. นครปฐม