รายชื่อพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและธรรมชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและธรรมชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือที่รู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาพุนพิน สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2563 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ทะเลดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีการจัดแสดงข้อมูลด้านธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยา และศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัย แบ่งออกเป็น 13 โซนด้วยกัน โดยบางโซนผู้เข้าชมจะได้รับความเพลิดเพลินจากการสัมผัสวัตถุจริงและตื่นตาตื่นใจไปกับสื่อมัลติมีเดียตลอดการเข้าชม

จ. สุราษฎร์ธานี

ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าที่มีความทันสมัย โดยอาคารถูกออกแบบให้เป็นอาคารสีเขียว (Green Building) หรือเป็นอาคารประหยัดพลังงานพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวระดับนานาชาติ LEED ภายในได้แบ่งออกเป็น 6 โซน เพื่อเรียนรู้นิทรรศการแบบ Interactive Immersive Experience เริ่มต้นจากการลงทะเบียนเป็น AVATAR ผจญภัยในโลกพลังงานไฟฟ้า จากนั้นรับชมภาพยนตร์ 4 มิติ “จากแสงแรก สู่แสงนิรันดร์” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงการใช้พลังงาน การเล่นเกมเพื่อคืนความสมดุลพลังงาน การเรียนรู้การผลิตไฟฟ้ากับป่าและน้ำ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของการผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงการประมวลผลองค์ความรู้ที่ได้รับตลอดการทำกิจกรรม

จ. นนทบุรี

พิพิธภัณฑ์ศาลรัฐธรรมนูญ

ภายในพิพิธภัณฑ์ศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดแสดงเรื่องราวของสถาบันพระมหากษัตริย์และบุคคลสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ อาทิ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญนำคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเข้าเฝ้า เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงฉายร่วมกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดอาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์เป็นที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 การจัดแสดงวัตถุสิ่งของต่างๆ อาทิ ค้อนสัญลักษณ์ศาลที่ค้นพบภายในบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ในระหว่างการบูรณะศาลรัฐธรรมนูญ และประติมากรรมผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ นิทรรศการด้านประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ห้องจัดแสดงเนื้อหาคดีที่เกิดขึ้นจริงซึ่งได้รับการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ การจำลองบรรยากาศการไต่สวนคดีผ่านสื่อมัลติมีเดียที่มีความทันสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์เสมือนจริง นิทรรศการด้านความสัมพันธ์ของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับองค์กรศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในระดับสากล รวมถึงนิทรรศการประวัติบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ที่ตั้งอยู่ย่านชุมชนเก่าริมคลองโอ่งอ่าง หรือคลองรอบกรุง และความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากการสัญจรทางน้ำสู่การสัญจรทางบก

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)

เดิมเป็นตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เจ้าอาวาสลำดับที่ 4 ของวัดสุทัศน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2481-2487) ท่านมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย โดยที่นี่แต่เดิมยังเป็นที่อยู่ของอดีตเจ้าอาวาสรูปก่อน ๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ทำให้ทางวัดมีการจัดเก็บสะสมวัตถุโบราณไว้เป็นจำนวนมาก รวมแล้วมีมากกว่า 20,000 รายการ ต่อมามีการบูรณะและจัดทำรายการวัตถุโบราณเพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งโครงการนี้ใช้เวลาร่วมประมาณ 10 ปี จนในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จึงมีพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รวมถึงเพื่อเทิดทูนเกียรติคุณของท่าน ภายในพื้นที่รวม 1,788 ตารางเมตร มีการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 ห้อง ได้แก่ ตำหนักประทับ: จัดแสดงพระประวัติ สิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ และงานพุทธศิลป์ฝีพระหัตถ์ หอพระกรรมฐาน: จัดแสดงพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด เช่น พระสุนทรีวาณี หลวงพ่อดำ และพระพุทธนิรโรคันตราย หอไตร: จัดแสดงตาลปัตร ย่าม และผ้ากราบ กฏิเรือนแถวทิศตะวันออก: จัดแสดงเอกสารโบราณ กฏิเรือนแถวทิศตะวันตก: จัดแสดงการจัดเครื่องโต๊ะอย่างสยามซึ่งปฏิบัติตามธรรมเนียมและระเบียบที่มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธตลาดน้อย

พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในชุมชนตลาดน้อยหรือ “ตั๊กลักเกี้ย” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง มีจุดมุ่งหมายเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนในย่านตลาดน้อย หนึ่งในย่านเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มต้นจากแนวคิดในการปรับปรุงพื้นที่ราชพัสดุที่ไม่ใช้งานแล้วอย่างโรงกลึงร้าง โดยกรมธนารักษ์ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งนักออกแบบ นักวิชาการ และคนในพื้นที่ สำหรับการออกแบบยังคงลักษณะทางสถาปัตยกรรมเดิมไว้ ทั้งได้นำวัสดุไม้จากโรงกลึงกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งอาคารแห่งนี้ได้รับรางวัล อาคารสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่สมควรเผยแพร่ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2562 ริเริ่มโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567 ภายในพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่จัดแสดงประมาณ 250 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้น 1 เป็นพื้นที่นิทรรศการหมุนเวียน ร้านขายของที่ระลึก และห้องประชาสัมพันธ์ ชั้น 2 จัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตของชาวตลาดน้อยผ่านสิ่งของ ภาพถ่าย และสื่อประสม ส่วนชั้น 3 เป็นพื้นที่ฉายวีดิทัศน์ประวัติศาสตร์ชุมชน ตามรอบทุก ๆ 30 นาที นอกจากนี้บริเวณสวนศิลป์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หน้าพิพิธภัณฑ์ยังเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการพบปะ พูดคุย และจัดกิจกรรมของคนในชุมชนและผู้มาเยือน

จ. กรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดมูลเหล็ก

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมูลเหล็ก ก่อตั้งโดยพระครูสุกิตติธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดมูลเหล็ก ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ท่านรวบรวมสิ่งของที่ได้รับตกทอดมาจากอดีตเจ้าอาวาส และสิ่งของที่ประชาชนมีมีจิตศรัทธาบริจาค ระยะแรกใช้กุฏิเจ้าอาวาสวัดมูลเหล็กเป็นพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว ต่อมาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดมูลเหล็กได้เข้าร่วมโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี และปรับปรุงอาคารโรงฉันเก่าเพื่อจัดแสดงสิ่งของ จากนั้นในปี พ.ศ.2555 ได้รับงบประมาณจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปรับปรุงอาคารไม้สองชั้นเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดมูลเหล็กจัดแสดงข้าวของอันเนื่องในพุทธศาสนาของวัดและสิ่งของที่ชาวบ้านบริจาค อาทิ ตู้ไม้โบราณ พระพุทธรูป เครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชาม ผ้าทอลายโบราณของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน

จ. สุราษฎร์ธานี

พิพิธภัณฑ์วัดบ้านด่าน

ชุมชนบ้านด่านเป็นชุมชนเก่าที่ตั้งอยู่ริมคลองหัวไทร เดิมเรียกว่า “บางด่าน” สันนิษฐานว่าวัดน่าจะสร้างในราวปี พ.ศ. 2437 วัดบ้านด่านเป็นวัดเก่าแก่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ห่างจากชายทะเลประมาณ 4 กิโลเมตร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระครูสังฆรักษ์สมเกียรติ กิตฺติปัญโญ ท่านเป็นพระนักพัฒนา ภายในมีเสนาสนะเก่าแก่ที่ทางวัดอนุรักษ์ ได้แก่ หอไตรกลางน้ำ สร้างด้วยไม้หลังมุงด้วยกระเบื้องดินเผาทรงปั้นหยาและทรงจั่ว สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2470 สมัยพ่อท่านซ้วน อดีตเจ้าอาวาส กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันอาคารหอไตรได้รับการบูรณะ และเจ้าอาวาสได้จัดทำเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์วัดบ้านด่าน โดยการจัดแสดงภายในอยู่ระหว่างการรวบรวมวัตถุสิ่งของ ยังไม่แล้วเสร็จ เรื่องราวและวัตถุสำคัญของวัดอาทิ ประวัติความเป็นมาของวัดและอดีตเจ้าอาวาสอันเป็นที่เคารพศรัทธาของคนในชุมชน ภาพถ่ายเก่าอดีตเจ้าอาวาสและภาพเก่าวัด คัมภีร์ใบลานเดิมที่อยู่ในหอไตร บาตรน้ำมนต์พระสมเด็จ เครื่องถ้วยกระเบื้องหลากหลายรูปแบบ ปิ่นโตทองเหลือง ถ้วยรางวัลการแข่งขันเรือเพรียว เป็นต้น ด้วยความที่วัดอยู่ติดริมน้ำ วัดบ้านด่านมีชื่อเสียงด้าน “เรือเพรียว” หรือเรือยาวสำหรับประเพณีแข่งเรือและใช้ในประเพณีลากพระในวัฒนธรรมภาคใต้ เรือเพรียววัดบ้านด่านมีสองคำ คือ เจ้าพายุหวน และเจ้าแม่แสงอุทัย หลังจากพ่อท่านซ้วนมรณภาพแล้วการแข่งขันเรือเพรียวได้หยุดไป ต่อมาในปีพ .ศ. 2553 เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ฟื้นฟูการแข่งขันเรือเพรียวขึ้นมาอีกครั้ง และใช้ศาลาเอนกประสงค์เป็นที่เก็บเรือเพรียว ทำเป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเรือเพรียวลุ่มน้ำปากพนังอีกด้วย

จ. นครศรีธรรมราช