รายชื่อพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด

พิพิธภัณฑ์วัดท่าพูด ก่อตั้งขึ้นหลังการมรณภาพของท่านพระครูพิศาลสาธุวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าพูด เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยคณะกรรมการของวัดได้มีมติให้จัดทำพิพิธภัณฑ์ของวัดขึ้นด้วยเกรงว่าวัตถุโบราณทั้งหลายจะสูญหาย โดยใช้หอไตรของวัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ได้มีการรวบรวมโบราณวัตถุเก่าแก่และมีค่าที่เป็นวัตถุดั้งเดิมของวัด ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่จัดแสดงปัจจุบันมีอาคารจัดแสดง 3 หลังได้แก่ อาคารหลังแรก เดิมเป็นหอไตรของวัด เป็นอาคารชั้นเดียวใต้ถุนสูง ต่อมาดัดแปลงให้จัดแสดงสิ่งของทั้งชั้นบนและล่าง ของสำคัญอาทิ พระยานมาศ กระโถนถมปัทม์ กาน้ำชา และหัวเรือกัญญา ซึ่งเป็นสิ่งของที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระราชทานแด่หลวงพ่อรด เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดท่าพูด อาคารหลังที่สอง เดิมเป็นกุฏิของท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อน(พระครูพิศาลสาธุวัฒน์) เป็นอาคารไม้สองชั้น ชั้นล่างจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของพระครูพิศาลสาธุวัฒน์ เครื่องลายคราม ธนบัตร เปลือกหอย เถรอดเพล เป็นต้น โดยสิ่งของจำนวนหนึ่งได้ขนย้ายมาจากหอไตร เพื่อมาจัดแสดงไว้ที่อาคารหลังใหม่นี้ ส่วนชั้นบน เดิมนั้นเป็นนิทรรศการชั่วคราว จัดแสดงกิจกรรมต่าง ๆ ของทางพิพิธภัณฑ์ ต่อมาในกลางปี พ.ศ. 2548 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ดัดแปลงชั้นบน เป็นคลังวัตถุของพิพิธภัณฑ์ อาคารหลังที่สาม เดิมเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมของวัด ชั้นบนจัดแสดงตู้พระธรรมลายรดน้ำ ตาลปัตร หนังสือพิมพ์เก่าย้อนยุค รูปถ่ายเก่าของวัด เป็นต้น ส่วนชั้นล่าง จัดแสดง เครื่องมือทางการเกษตร

จ. นครปฐม

บ้านเก่าเล่าเรื่อง ตลาดบางหลวง

บ้านเก่าเล่าเรื่อง ตลาดบางหลวง เป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อครั้งที่มีการฟื้นฟูตลาดบางหลวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้ตึกแถว 1 ห้องเป็นที่จัดแสดง ภายในจัดแสดงวัตถุข้าวของเครื่องใช้ในอดีต อาทิ ของเล่น ตะเกียง วิทยุ ภาพถ่ายเก่า เครื่องดนตรี เครื่องมือเกษตร ทั้งนี้ความโดดเด่นของตลาดบางหลวงคือวัฒนธรรมของคนจีนกวางตุ้ง ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำมาหากินริมแม่น้ำท่าจีนกว่า 100 ปีมาแล้ว คนจีนที่บางหลวงประกอบด้วยจีนสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือเจ็กตลาด เป็นคนจีนที่ทำอาชีพค้าขายในตลาด กลุ่มสองคือเจ๊กไร่ เป็นคนจีนที่ทำการเกษตร ส่วนกลุ่มสามคือ เจ๊กโรงหมู เป็นคนจีนที่เลี้ยงหมูและฆ่าหมูเป็นอาชีพ ในอดีตตลาดบางหลวงเป็นชุมชนหนึ่งที่มีทั้งผู้คนและสินค้ามากมาย ขึ้นลงท่าเรือไม่เคยขาด แต่ได้ซบเซาไปช่วงหนึ่งเมื่อคนหันไปสัญจรทางยก ความรุ่งเรืองของตลาดเก่ายังมีให้เห็นจากบ้านไม้สองชั้น หรือ “เหล่าเต๊ง” ที่เคยเปิดเป็นร้านค้า ร้านขายทอง ร้านทำฟัน ร้านขายยา ร้านตีเหล็ก วิกหนัง หรือแม้แต่โรงฝิ่น ปัจจุบันร้นเหล่านี้บางร้านก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่

จ. นครปฐม

ศูนย์วัฒนธรรมไทดำ ชุมชนโรงเรียนวัดสระสี่มุม

ชาวไทดำวัดสระสี่มุม มีที่มาจากการเคลื่อนอพยพมาจาก จ.เพชรบุรี แล้วมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านสระสี่มุม โดยชื่อ “สระสี่มุม” มาจากลักษณะการถากถางของชาวไทดำในยุคแรกๆ ที่เข้ามาขุดถาง แหล่งน้ำจนเกิดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม จึงเป็นที่มาของชื่อ “สระสี่มุม” การก่อตั้ง ศูนย์วัฒนธรรมไทดำ ชุมชนโรงเรียนวัดสระสี่มุม เกิดจากความคิดของครูอาจารย์ภายในโรงเรียนวัดสระสี่มุม ต้องการอนุรักษ์ข้าวของ และพิธีกรรมให้กับคนรุ่นหลังในชุมชนได้เรียนรู้ เป็นการสืบทอดไม่ให้พิธีกรรม ประเพณีของชาวไทดำเลือนหาย นอกจากนี้ ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชา “ท้องถิ่นของเรา” ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ศูนย์วัฒนธรรมไทดำ ชุมชนโรงเรียนวัดสระสี่มุม ประกอบไปด้วยอาคารจัดแสดงของศูนย์วัฒนธรรม 1 ชั้น โดยแบ่งพื้นที่เป็นห้องประชุมส่วนหนึ่ง และเป็นพื้นที่จัดแสดงอีกส่วนหนึ่ง บริเวณข้างกันคือ เรือนไทดำ จำลองที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการทำกิจกรรมไทดำ โดยโรงเรียนสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวได้ด้วย

จ. นครปฐม

พิพิธภัณฑ์บ้านมีชีวิต หมอฮวด

นายฮวด ฉัตรชัยวงศ์ เป็นหมอแผนโบราณ ที่เชื่อถือยกย่องของคนในตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูลและตำบล ใกล้เคียง เกิดเมื่อวันที่ 1เมษายน พ.ศ.2456 ที่ตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านจีน (โรงเรียนเมืองสตูลในปัจจุบัน) เนื่องจากบิดามารดาของนายฮวด ฉัตรชัยวงศ์ เป็นแพทย์แผนโบราณได้รับการแต่งตั้งจากจังหวัดให้เป็นหมอประจำตำบลโดยเปิดร้านขายยาแผนโบราณและประกอบโรคศิลป์แผนโบราณที่ตำบลฉลุง หลังจากนายฮวดเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้ว ก็ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับสูงต่อไป เนื่องจากต้องช่วยบิดาซึ่งรักษาคนป่วยมาตั้งแต่อายุ 15ปี จนกระทั่งมีความชำนาญ ในการรักษาคนป่วยตามวิธีการรักษาของแพทย์โบราณ ประกอบกับในสมัยก่อนนั้นไม่มีโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยอย่างในปัจจุบัน ผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ จึงต้องรักษาด้วยแพทย์แผนโบราณทั้งสิ้น ข้าวของเครื่องใช้ในพิพิธภัณฑ์ ลูกหลานของนายฮวดนำมาแสดงให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตบางช่วงของจังหวัดสตูล

จ. สตูล

ศูนย์การเรียนรู้ 30 ชนเผ่า เทศบาลนครเชียงราย

ศูนย์การเรียนรู้ 30 ชนเผ่า หรืออาคารแสดงศิลปะการแต่งกาย 30 ชนเผ่าในเชียงราย ตั้งอยู่ภายในสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งในอดีตคือที่ตั้งของเรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย โดยเทศบาลนครเชียงราย ได้ปรับภูมิทัศน์เรือนจำกลางให้เป็นสวนสาธารณะและพื้นที่ทางวัฒนธรรม อาคารเรือนคุมขังนักโทษหญิง ซึ่งเป็นอาคารไม้เก่าแก่ถูกบูรณะและปรับให้เป็นอาคารที่รวบรวมศิลปะการแต่งกายของ 30 ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยความหลากหลายของชนเผ่า ทำให้ประชากรในจังหวัดเชียงรายมีความแตกต่างกันในด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม แต่ก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในผืนแผ่นดินไทยภาคเหนือตอนบน โดย 30 ชนเผ่านั้น ประกอบไปด้วย ลื้อเชียงรุ้ง มูเซอดำ จีน ลัวะหรือละว้า ฮ่อ ไตยองหรือยอง ลื้อเชียงคำ ยางหรือกะเหรี่ยง ลาวอินโดจีน อีก้อหรืออาข่า ลื้อห้วยเม็ง ม้งหรือแม้ว ไตหย่า ต่องซู ไตเมืองเหนือ ข่ามุ ณวน ลื้อแจ้ง เย้า ยางแดงหรือกะเหรี่ยงแดง ม่าน ยางขาวหรือกะเหรี่ยงขาว ลื้อน้ำอู ไทยใต้ แขก ข่อฮอก ไทยใหญ่หรือเงี้ยว ลีซอ กุ่ย และเขินหรือไตเขิน

จ. เชียงราย

พิพิธภัณฑ์อำเภอแม่ลาน้อย

พิพิธภัณฑ์อำเภอแม่ลาน้อย ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดแม่ลาน้อย ก่อตั้งเมื่อปี 2550 โดยการสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอาคาร 2 ชั้น ทรงไทยใหญ่ประยุกต์ ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ศาสนาและความเชื่อของคนในท้องถิ่น โดยการจัดแสดงโบราณวัตถุศิลปวัตถุต่าง ๆ เครื่องแต่งกาย และเครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งวัตถุจัดแสดงที่มีความน่าสนใจคือ โครงสร้างเขาวงกตจำลอง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีปอยหมั่งกะป่าหรือประเพณีเขาวงกตซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่น

จ. แม่ฮ่องสอน