บล็อก

สรุปการประชุมวิชาการ เรื่อง “การเชื่อมโยงความรู้ : ห้องสมุด สื่อใหม่ และเทคโนโลยี”(2)

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

วันที่สอง (30 พ.ค. 57) การบรรยาย เรื่อง “R/Evolutionary Opportunities for Subject Librarians” โดย Ms. Dianne  Cmor       Ms. Dianne Cmor บรรณารักษ์จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยนันยาง ประเทศสิงคโปร์ รับผิดชอบงานด้านพัฒนาห้องสมุด ตลอดจนสนับสนุนและดูแลบรรณารักษ์วิชาชีพเพื่อฝึกอบรมในการปฏิบัติการในต่างประเทศ มีความสนใจพิเศษด้านการวางแผนและจัดการห้องสมุดรวมทั้งการใช้และผลกระทบต่อทรัพยากรและบริการห้องสมุด       ทางด้านการพัฒนาบรรณารักษ์ให้เป็น Subject Librarians (บรรณารักษ์เฉพาะทาง จะเชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น ห้องสมุดทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีบรรณารักษ์เฉพาะทางด้านต่างๆ เช่น โลกศึกษา เอเซียศึกษา)  สิ่งแรกที่บรรณารักษ์ต้องทำคือการปรับเปลี่ยนมุมมอง หน้าที่ของบรรณารักษ์ไม่ได้มีแค่สนับสนุน และให้บริการด้านคอลเลคชั่นเท่านั้น แต่บรรณารักษ์ต้องคิดแทนผู้ใช้บริการ ว่าผู้ใช้บริการต้องการอะไรบ้าง บรรณารักษ์จึงต้องเป็นมากกว่าบรรณารักษ์เพราะต้องวิจัย สอน และเรียนรู้ไปด้วยกันกับผู้ใช้บริการ ดังนั้น Subject Librarians ในฝันจะต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ คือ เป็นทั้งได้ที่ปรึกษาด้านการวิจัย เป็นผู้สอนและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้ใช้บริการ เป็นผู้ที่สามารถสื่อสารกับนักวิชาการได้อย่างเข้าใจ และต้องเป็นรอบรู้และเท่าทันเทคโนโลยี       Ms. Dianne กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การส่งเสริมให้บรรณารักษ์มีความสามารถเฉพาะด้านเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญยิ่งการบรรยาย เรื่อง “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง Academic Solution Provider” โดย ผศ.ดร. พิมพ์รำไพ  เปรมสมิทธ์ และ  รศ.ดร. พสุ เดชะรินทร์  ดำเนินรายการ โดย ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์       ผศ.ดร. พิมพ์รำไพ รักษาการแทนผู้อำนวยการสํานักงานวิทยทรัพยากรและ อาจารย์ประจําภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จฬุาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทบาทของห้องสมุดในอนาคตว่า ห้องสมุดจะกลายเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างโลกแห่งความจริง กับโลกดิจิทัล เป็นสถานที่สำหรับสมาคม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน แต่ไม่นานมานี้มีรายงานเรื่อง Academic Library Autopsy Report, 2050 ของ Brian T. Sullivan(ห้องสมุดจะตายใน ค.ศ. 2050)        - ต่อไปห้องสมุดจะไม่มีหนังสือ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็นดิจิทัลทั้งหมด        - ฐานข้อมูลจะเป็นเพิ่มขึ้น และใช้ง่ายขึ้น        - การเรียนการสอนวิชาบรรณารักษ์และสารสนเทศจะไม่มีอีกต่อไป        - บรรณารักษ์จะไปผนวก และผสมผสานกับฝ่ายเทคโนโลยี        - โต๊ะตอบ-ถาม ของบรรณารักษ์จะหายไป       รายงานฉบับหนึ่งสร้างกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในแวดวงของบรรณารักษ์ บ้างก็ว่าห้องสมุดไม่มีทางตายอย่างที่รายงานชิ้นนี้กล่าวไว้ บ้างก็ว่าห้องสมุดจะตายก่อน ค.ศ. 2050 ด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องแบบนี้บรรณารักษ์คนใดคงไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องจริง       แล้วห้องสมุดจะทำอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องเป็นศพที่ถูกชันสูตร? ฉะนั้นห้องสมุดต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการประยุกต์แนวคิดและเทคโนโลยีเว็บ 2.0 และรูปแบบใหม่ของการบริการในห้องสมุด       เทคโนโลยีเว็บ 2.0 เป็นโปรแกรมที่มีลักษณะส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล การออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง และการร่วมสร้างข้อมูลในโลกของอินเทอร์เน็ตเวิลด์ไวด์เว็บ เว็บไซต์ที่ออกแบบโดยใช้หลักการของเว็บ 2.0 ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานสามารถปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในลักษณะของสื่อสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นเอง เว็บ 2.0 จะมีลักษณะและคุณสมบัติ ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดดังนี้ :     - Search หาข้อมูลจากคีย์เวิร์ด     - Links โยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์อื่น     - Authoring สามารถสร้างหรือแก้ไขข้อมูลร่วมกันได้ เช่น วิกิผู้ใช้สามารถ เพิ่ม แก้ไข หรือลบข้อมูล ในบล็อกผู้ใช้สามารถโพสต์คอมเมนต์ได้     - Tags จัดหมวดหมู่ให้กับข้อมูลโดยใช้แท็ก - คำสั้นๆ ใช้อธิบายว่าข้อมูลนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร     - Extension ส่วนเสริมสำหรับเว็บแอปพลิเคชัน รวมถึงซอฟต์แวร์จำพวก อะโดบี รีดเดอร์ แฟลช ไมโครซอฟท์ซิลเวอร์ไลต์ แอ็กทีฟเอ็กซ์ จาวา ควิกไทม์ และอื่นๆ     - Signals เทคโนโลยีที่แจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา เช่น RSS Atom เป็นต้น(ตัวอย่างเทคโนโลยีเว็บ 2.0 ได้แก่ wikis, social networking, blogs เป็นต้น)       รูปแบบใหม่ของการบริการในห้องสมุด Mobile Service การสร้าง applicationเพื่อให้ผู้ใช้บริการสะดวกสบายไม่ต้องมาถึงห้องสมุดก็สามารถใช้บริการได้ ตัวอย่างเช่น MIT Mobile apps สามารถค้นหาและสั่งจองหนังสือได้ เครื่องมือช่วยค้นสำหรับการทำงานวิจัย เป็นต้นการบรรยาย เรื่อง “Smart Libraries : ต่างคนคิด พลิกมุมมอง” โดย ดร.ยรรยง เต็งอำนวย และ นฤมล กิจไพศาลรัตนา ดำเนินรายการโดย ฐาวรา สิริพิพัฒน์       คุณนฤมล บรรณารักษ์เชี่ยวชาญระดับ 9(P4) และผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดกับห้องสมุดแทบทุกแห่งคือ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปลี่ยนเร็ว ข้อมูลข่าวสารเพิ่มมากขึ้น internet google กลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของห้องสมุด พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยน เข้าห้องสมุดน้อยลง ยุคสังคมก้มหน้า เป็นต้น       การปรับตัวของห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกิดจากแนวคิดที่ว่า ห้องสมุดต้องเป็นมากกว่าห้องสมุด เป็นห้องสมุดที่มาแล้วประทับใจเกิดภาพจำที่ดีและต้องมาอีก ห้องสมุดที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้มากที่สุด หรือเรียกว่าพยายามปรับตัวให้อยู่รอดจากวิกฤตที่กำลังเผชิญ โดยดำเนินการดังต่อไปนี้        การจัดพื้นที่สำหรับห้องละหมาด        การจัดห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดรถตู้        ห้องน้ำสีเขียว ห้องน้ำสะอาด        Green library ศาลาหนังสือกลางแจ้ง        Wireless area and cyber zone        Polsci-ilibrary แอปพลิเคชัน search,renew/hole, e-book, e-journal, link        Library beep แจ้งเตือนเมื่อถึงวันที่ต้องคืนหนังสือด้วยระบบ SMS        Coffee@library        Book delivery ตั้งกล่องสำหรับคืนหนังสือเวลาห้องสมุดปิด        Welcome drink ในทุกเดือนจะจัดปาร์ตี้เล็กๆ ที่ห้องสมุด ให้ผู้ใช้บริการมาพบปะพูดคุยกัน        Citation clinic งานบริการถามตอบคำถามสำหรับการใช้อ้างอิง        Book fair        ฯลฯการบรรยาย เรื่อง “Mind management : ข้อคิดจากขุนเขา” โดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร       ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร นักเขียนและวิทยากรรับเชิญด้านการพัฒนาชีวิต จิตวิทยา พุทธปรัชญา ขุนเขาได้บรรยายเรื่องกลวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน ซึ่งการสร้างลักษณะนิสัยเช่นนี้ใช้โมเดลที่เรียกว่า PEPSI คือ        Passion ปลูกฝังให้รัก หาเรื่องที่ชอบ สร้างนิสัยด้วยการอ่านตลอดเวลา อ่านทุกอย่าง “เมื่อคุณทำสิ่งใดนานๆ สมองจะเพียง อยากได้ แต่ สมอง จะรู้สึกเหมือน ขาดมัน ไม่ได้        Environment พกหนังสือติดกระเป๋าไว้เสมอ        People        Sharing เล่าให้คนอื่นฟัง ทำให้คนอื่นสนใจ        Inspire สร้างแรงบันดาลใจ สุดท้าย สมองเป็นสิ่งที่ลึกลับซับซ้อน ละเอียดอ่อนและยากที่จะเข้าใจ  “เราไม่ใช่เจ้าของสมองและร่างกาย เราจึงไม่สามารถควบคิดสมองไม่ให้คิดถึงได้ ไม่สามารถสั่งให้กระเพาะหยุดย่อยอาหาร ไม่สามารถบังคับให้จมูกหยุดหายใจได้”ผช. ดร. พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธ์ กล่าวสรุปประชุมในตอนท้ายและหวังว่า ผู้เข้าร่วมประชุมจะนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนางานให้ก้าวทันโลกยิ่งๆ ขึ้นไป ตลอดจนสามารถขจัดปัญหาและช่องว่างต่างๆ ในการปรับตัวและแข่งขันกับสังคมการเรียนรู้ยุคปัจจุบันได้อย่างเฉียบคมและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของบรรณารักษ์ นักสารสนเทศ นักคอมพิวเตอร์ นักเทคโนโลยีทางการศึกษา และอื่นๆ ในการเป็นผู้บริหารหรือผู้ให้บริการจำเป็นต้องรับรู้และเข้าใจความต้องการและสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการยุคใหม่ สามารถคิดค้นและแสวงหาวิธีรับมือได้ทันท่วงที เพราะภารกิจของห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศต่างๆ ย่อมมีผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง ในขณะเดียวกัน องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ให้อยู่ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21*รูปประกอบจาก เอกสารการประชุมสำนักงานวิทยทรัพยากร ประจำปี 2557 (OAR Conference 2014)

สรุปการประชุมวิชาการ เรื่อง “การเชื่อมโยงความรู้ : ห้องสมุด สื่อใหม่ และเทคโนโลยี”(1)

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

การเข้าสู่สังคมยุคออนไลน์ โดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ เป็นช่องทางเพื่อให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายไร้สายได้สะดวกรวดเร็ว คลังความรู้ดิจิทัลและสื่อมัลติมีเดีย จึงมีความสำคัญมากขึ้น จนเกิดความท้าทายในการปรับตัว การตอบสนองการเรียนรู้ และทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในศตวรรษที่ 21 สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “การเชื่อมโยงความรู้ : ห้องสมุด สื่อใหม่ และเทคโนโลยี” เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรมสวิซโซเทล เลอ คองลอร์ด กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา วันแรก...เริ่มต้นการบรรยาย เรื่อง “Always One Step Ahead! Libraries as community centers hubs for digital  inclusion” โดย Dr. Hannalore Vogt Director of Cologne Public Library, Germany Dr. Vogt ยกตัวอย่างห้องสมุดสาธารณะของเมืองโคโลจ์ญ ประเทศเยอรมนี การตลาดและการยึดผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง ถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับห้องสมุด และพนักงานควรตระหนักว่าตนเองมีส่วนในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า โดยการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำไมต้องยึดผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ Dr.Vogt เล่าว่า หากผู้ใช้บริการพอใจจะบอกต่อประสบการณ์เชิงบวกของเขาให้อีก 3 คนเป็นอย่างมาก แต่ถ้าลูกค้าผิดหวัง ลูกค้าจะเล่าประสบการณ์เชิงลบให้กับคนถึง 10-12 คน ซึ่งควรพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งด้วย แบรนด์จะเป็นภาพลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวของบริษัทที่ฝังใจกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ ใช้บริการถาวร แบรนด์จึงเป็นคำสัญญาในคุณภาพ ห้องสมุดสามารถชักจูงผู้อื่นให้หันมาลงทุนกับห้องสมุดได้อย่างไร Dr. Vogt แนะนำว่า ห้องสมุดควรบริการผู้ใช้บริการเหนือไปอีกขั้น เช่น การเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงการให้บริการโดยยึดลูกค้าเป็นหลัก และการรักษาลูกค้า ส่วนสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ภาษากายและสิ่งที่ปรากฎ 55% น้ำเสียง 38% เนื้อหา 7% Dr. Vogt ได้ยกตัวอย่าง รายงานแนวโน้มของ IFLA(International Federation of Library Associations and Institutions) ปี 2013 มี 5 แนวโน้ม ดังนี้    1. เทคโนโลยีจะทั้งส่งเสริมและสกัดกั้นคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้    2. การศึกษาออนไลน์จะสร้างความเสมอภาค และทำให้กระบวนการเรียนของโลกยุ่งเหยิง    3. เราต้องนิยามขอบเขตของความเป็นส่วนตัวและการปกป้องทางข้อมูลกันใหม่    4. สังคมออนไลน์จะรับฟังและส่งเสริมความคิดเห็น    5. เทคโนโลยีใหม่จะพลิกโฉมสภาวะข้อมูลข่าวสารทั่วโลกห้องสมุดสาธารณะต่างๆ จะได้รับผลกระทบโดยการเปลี่ยนมาทำงานกับคนมากกว่าทำงานกับหนังสือ จากผู้จัดหาสินค้าและบริการ มาเป็นผู้ช่วยเหลือให้ผู้ใช้บริการแต่ละคนสามารถพัฒนาสินค้าหรือตอบสนองให้ ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ Dr. Vogt  มองว่า ห้องสมุดในอนาคตต้องเข้าถึงผู้คนในระดับอารมณ์ให้มากกว่าเดิมและเสริมสร้าง บรรยากาศที่สร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการ ตอกย้ำประสบการณ์ผู้ใช้บริการและการมีปฏิสัมพันธ์เป็นสำคัญ ดึงดูดผู้ใช้บริการทุกด้าน ทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเสียง กลิ่นหอม และแสง มอบโอกาสการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการทุกรูปแบบ ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง แบบมีผู้ช่วย และแบบเป็นกลุ่ม และต้องเล็งเห็นการให้บริการห้องสมุดแบบดิจิทัลแล้วเราจะต้องการอะไรมากขึ้น? ห้องสมุดมีพื้นที่สำหรับเด็ก พื้นที่สำหรับทำกิจกรรม เรื่องราวของคนท้องที่หรือของครอบครัว ห้องสมุดไม่ใช่แค่มีแต่หนังสือ แต่ควรมีนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจ ร้านกาแฟ การจัดวางแบบใหม่เพื่อการเรียนรู้ Dr.Vogt ได้ทิ้งท้ายการบรรยายว่า “สร้างมันสมอง พัฒนาบริการใหม่ๆ มองหาพันธมิตรและความร่วมมือ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยไหวพริบ หากห้องสมุดแห่งอื่นเริ่มวางแผนเมื่อไหร่ ถือว่าเราได้ทำพลาดเรียบร้อยแล้ว” ช่วง Best for you : Connecting Knowledge ผู้เขียนเลือกเข้าฟังการบรรยาย เรื่อง “Media Convergence กับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21”  วิทยากร โดย  ดร.จารุวัส หนูทอง วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.บรรพต สร้อยศรี ผู้จัดการศูนย์พัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินรายการ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.เนตร หงษ์ไกรเลิศ สถาบันสุขภาพอาเซียน การเรียนรู้ของเด็กที่เกิดในโลกดิจิทัล การบรรยายอย่างเดียวไม่สามรถทำให้เด็กเรียนรู้ได้ เราจึงต้องบรูณาการ(Convergence) การสอนด้วยสื่อหลายๆ อย่าง พร้อมๆ กัน ผ่านทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อ และวิธีการ เช่นเดียวกับห้องสมุด ที่บทบาทของบรรณารักษ์จะค่อยๆ ลดลง หากบรรณารักษ์ไม่วิ่งตามสื่อของโลกติจิตอล ทำไมต้องมาใช้ Media Convergence ในศตวรรษที่ 21 ดร.จารุวัส เล่าว่า โลกปัจจุบันไม่จำกัดอุปกรณ์ รูปแบบ ในเนื้อหาเดียวกัน แต่ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน และคนในศตวรรษที่ 21 จะพูดน้อยลง พิมพ์มากกขึ้น ฉะนั้นต้องเข้าใจและสังคมว่าอยู่กับโลกออนไลน์ ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยน วิธีการเปลี่ยน เนื้อหาจึงมีความสำคัญมาก เด็กหรือผู้เรียนจะต้องการความเป็นตัวเองมากขึ้น และผู้สอนต้องปรับตัวเข้าหาผู้เรียน แล้วเราต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ดร.บรรพต กล่าวว่า เริ่มจากสภาพแวดล้อมและข้อมูลจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหาดิจิทัล(Digital Content) ข้อมูลต้องมีคุณภาพ พื้นที่การจัดเก็บต้องเพิ่มมากขึ้น เพื่อดูวิวัฒนาการผลิตของข้อมูล อย่างไรก็ดีผู้เรียนและผู้สอนจะมีสมาธิจะสั้นลง ส่งผลต่อคนทำเนื้อหาต่างๆ ฉะนั้นเนื้อหาจำเป็นต้องสั้นและเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้รูปแบบ(platform) ที่ใช้ผลิตเนื้อหามีผลต่อผู้ใช้บริการ ห้องสมุดควรจะสนับสนุน(Support) อย่างไร เนื่องจากสื่อแต่ละประเภทมีอายุสั้นมากขึ้น เราควรต้องมีการ back-up รูปแบบเดิมเพื่อเก็บไว้หรือไม่ดร.จารุวัส เสริมว่า ปัจจุบันเด็กอ่านหนังสือน้อยลง ดูภาพและวีดีโอเพิ่มมากขึ้น การรับรู้ของเด็กมีจำกัด แต่เด็กจะมีความสามารถเรียนรู้อะไรได้หลายอย่างพร้อมกัน อย่างไรก็ดีเนื้อหาดิจิทัล(Digital Content) มักจะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เราจึงควรเอาเนื้อหามาตรวจสอบด้วย ในอนาคตเนื้อหาดิจิทัลเมื่อเพิ่มมากขึ้น การดาวน์โหลดสื่อต่างๆ มาใช้ก็เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เด็กมักจะเรียนรู้อะไรที่เป็นเรื่องใหม่ๆ หรือประสบการณ์ตรง ครูหรือผู้สอนต้องอัพเดตเนื้อหาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เท่าทันกับกระแสความรู้เหล่านี้ ดร.บรรพต เล่าต่อว่า การเรียนการสอน บุคคลากรของห้องสมุดต้องเตรียมตัวให้พร้อมและหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติม เนื่องจากบทบาทของห้องสมุดจะเปลี่ยนไป บรรณารักษ์ต้องทำ Metadata และสื่อพร้อมกัน ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ ผู้ใช้บริการก็จะลดน้อยลง ผู้ให้บริการต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะการเรียนรู้ในโลกปัจจุบันมีอยู่ทุกที่และทุกเวลา และต้องทำให้ผู้ใช้บริการพอใจมากที่สุด และช่วง Knowledge Shopping @Learning Plaza ช่วงสุดท้ายของวันนี้ ผู้เขียนเลือกเข้าฟังการบรรยาย เรื่อง “เชี่ยวชาญด้วย 3A(Access @home Activity)” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกรี สินธุภิญโญ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมถึง Social Network ที่กำลังเติบโต การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญมาก คนรุ่นใหม่เกิดคำถามว่า อยากได้อะไรจากห้องสมุด ห้องสมุดต้องมีความทันสมัยมากขึ้นไหม ดร.สุกรี มีคำตอบด้วย 3A Access การเข้าถึง เราควรคิดว่าคนรุ่นใหม่หรือเด็กรุ่นใหม่อยากได้อะไร หลักกการหนึ่งของการทำนวัตกรรม ควรเปลี่ยนมุมมองที่มีในอดีต และเปลี่ยนมุมมองที่เคยใช้ในห้องสมุดปัจจุบัน ทำไมหลายคนไม่เข้าห้องสมุด และเราจะเปลี่ยนห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3 ได้อย่างไร ที่สามารถหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา @home ปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้าน เช่น อินเตอร์เน็ต ทีวีดิจิทัล และสามารถปลูกฝังการหาความรู้กับสมาชิกครอบครัว เช่น หากิจกรรมที่ไม่มีอยู่ในโรงเรียนมาทำร่วมกัน Activity เราสามารถนำแนวคิดมาสร้างสรรค์และพัฒนาให้คนอยากเข้าห้องสมุดมากขึ้น เช่น information sharing หนังสือออนไลน์ ปัจจุบันการอ่านหนังสือออนไลน์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเนื้อหา(content) ที่เหมาจ่ายจากต่างประเทศ ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการสร้างเนื้อหา(content) เอง ดร.สุกรี กล่าวปิดท้ายว่า เราสามารถนำแนวคิด 3A ไปพัฒนาและเปิดเป็นแนวทางความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงานหรือห้องสมุดให้ทัน สมัยได้ และได้ยกตัวอย่าง Activity ที่ดร.สุกรีเคยทำให้กับคนตาบอด ซึ่งร่วมทำกับเพื่อนๆ โดยการนำนิทรรศการภาพถ่ายมาทำปูนปั้นให้คนตาบอดสัมผัสและเรียนรู้*รูปประกอบจาก เอกสารการประชุมสำนักงานวิทยทรัพยากร ประจำปี 2557 (OAR Conference 2014)

Pinterest ?

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

 Pinterest คืออะไร นำมาใช้กับพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไรบ้าง คนไทยยังอาจไม่ค่อยคุ้นชื่อกันนี้เท่าไหร่นัก แต่ในต่างประเทศ Pinterest กำลังเป็นที่นิยม Pinterest มาจากคำว่า Pin และ Interest เมื่อนำความหมายรวมกัน หมายถึง การปักหมุด (Pin) รูปภาพที่สนใจ (Interest) ลงบนบอร์ดที่เราสร้างขึ้นมา โดยสามารถแชร์รูปภาพและวีดีโอ คล้ายกับ Facebook ข้อดีของเครื่องมือออนไลน์ชิ้นนี้ สามารถจัดหมวดหมู่ของรูปภาพที่เราสนใจลงไปในแต่ละบอร์ด พูดง่ายๆ บอร์ดก็คืออัลบั้มรูปภาพนั่นเองค่ะ ส่วนการแชร์รูปภาพ Pinterest จะเรียกว่า Pin ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี1. แชร์รูปภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือมือถือ2. แชร์รูปภาพจากเพื่อนที่ Pin ไว้ หรือรูปภาพที่เราสนใจตามเว็บไซต์ต่างๆ เรียกว่า Repin การแชร์ลักษณะนี้ ซึ่งจะบอกแหล่งที่มาของรูปภาพด้วยเสมอ ในขณะนี้คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำ Pinterest มาใช้กับพิพิธภัณฑ์ด้วยค่ะ มี 1 บอร์ด ชื่อว่า “thammasat museum collection วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” บอร์ดนี้พูดถึงวัตถุสิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และรวมถึงหนังสือ โครงการอบรมต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์Pinterest อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราก็สามารถแชร์รูปภาพสวยๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ได้ Pinterest คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์http://pinterest.com/tusocant/ บอร์ดวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติhttp://pinterest.com/tusocant/thammasat-museum-collection/ ใครสนใจก็ลองสมัครเล่นดูได้ค่ะhttp://pinterest.com/

ช่วยกันอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานและเอกสารโบราณ ในพิพิธภัณฑ์วัด

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย สมุดข่อย  เป็นเอกสารโบราณและวัตถุธรรมที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ  ที่เรามักเห็นกันตามวัด หรือในพิพิธภัณฑ์   บางวัดเก็บไว้ในหีบธรรมหรือตู้พระธรรม ห่อผ้า แยกประเภท ทำทะเบียน ไว้อย่างดี  หลายวัดโชคดีที่จัดทำพิพิธภัณฑ์และยังอนุรักษ์และเก็บรักษาเอกสารโบราณเอาไว้  แต่หลายแห่งก็ไม่ได้เก็บและทิ้งเอกสารโบราณเหล่านี้ เนื่องเพราะไม่ได้ใช้งาน และยังไม่เห็นความสำคัญ  เคยได้ยินว่าบางวัดไม่เห็นประโยชน์เผาทิ้งไปก็เยอะ  หรือไม่ก็นำคัมภีร์มาบดทำเป็นมวลสารในวัตถุมงคลก็มีตอนนี้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มีโครงการสำรวจ รวบรวม และศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันตก  เบื้องต้นจะมีนักวิชาการ (คุณดอกรัก พยัคศรี) และทีมงาน  ไปสำรวจและทำสำเนาดิจิทัล ตามวัดต่างๆ  แถบจังหวัดนครปฐม  ราชบุรี   กาญจนบุรี  และจะมีการปริวรรตเอกสารโบราณ เพื่อเผยแพร่ต่อไป  โดยจะทำเป็นฐานข้อมูลออนไลน์   ตอนนี้ยังเพิ่งเริ่มคลานมี  facebook fanpage  สามารถแจ้งข่าวสาร  เข้าไปให้กำลังใจ  และสอบถามความคืบหน้ากันได้ค่ะจริงๆ ก็ยังมีสถาบันทางวิชาการหลายแห่ง ที่ทำงานคล้ายๆ กันในลักษณะนี้ คือ สำรวจ รวบรวม  ศึกษา และเผยแพร่ข้อมูลความรู้ของเอกสารโบราณผ่านฐานข้อมูลดิจิทัล  เช่น  สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ,  โครงการอนุรักษ์ใบลานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เป็นต้น ใครสนใจก็ลองเข้าไปสืบค้นข้อมูลกันได้ผู้เขียนชวนชมภาพตัวอย่างบางส่วน อันเนื่องมาจากงานอนุรักษ์เอกสารโบราณ  ที่ทางศูนย์ฯ เข้าไปร่วมทำงานเช่น พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง  พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม จ.ราชบุรี   รวมถึงวัดท่าม่วง จ.ร้อยเอ็ด ที่ผู้เขียนมีโอกาสไปสนทนากับเจ้าอาวาส และทราบว่าทางวัดได้ทำงานอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานอย่างต่อเนื่องภายในโรงธรรมของวัดไหล่หินหลวง จ.ลำปาง เป็นทั้งที่เก็บคัมภีร์ใบลานซึ่งได้ทำทะเบียนและทำการอนุรักษ์เรียบร้อยแล้ว  และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ของวัดที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าชม   ว่ากันว่าวัดไหล่หินหลวงมีคัมภีร์ใบลานที่จารเป็นอักษรล้านนามีอายุมากกว่า 500 ปี   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หินหลวง ห้องคัมภีร์ใบลาน ในพิพิธภัณฑ์วัดท่าม่วง จ.ร้อยเอ็ด  เดิมทางวัดพยายามเก็บรักษาและอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานตามแบบของวัด  โดยท่านเจ้าอาวาสมีความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน มาตั้งแต่แรกเริ่ม ต่อมาได้ร่วมมือกับโครงการอนุรักษ์ใบลานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการทำทะเบียน อนุรักษ์ และปริวรรต  มีการพิมพ์เผยแพร่งานเนื้อหาที่เป็นตำรายา เป็นหนังสือถึง 2 เล่มใหญ่   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นท่าม่วงBeforeAfter เมื่อปี พ.ศ. 2554  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  ร่วมกับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม จ.ราชบุรี  จัดทำโครงการอบรมการอนุรักษ์ผ้าห่อคัมภีร์ ที่วัดคงคาราม  มีการสำรวจสภาพผ้าห่อคัมภีร์  การสอนการอนุรักษ์ผ้าในรูปแบบต่างๆ  รวมถึงการทำกิจกรรมกับเยาวชนในพื้นที่  คลิกชมรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ได้ใน "การจัดเก็บผ้าด้วยวิธีม้วน"  "การอนุรักษ์ผ้าด้วยวิธีเข้ากรอบ"   และ  "กิจกรรมเยาวชนเรียนรู้บ้านตนเอง"

โหม่งฟาก

โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2562

โหม่งฟาก เป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการแสดงหนังตะลุง โนรา และลิเกป่า ทำด้วยแผ่นโลหะสองแผ่น  มีขนาด  4x8  นิ้วแขวนตรึงในรางไม้ด้วยเชือกหนังวัว เล่ากันว่าศิลปินพื้นบ้านเป็นผู้ผลิตขึ้น ต่อมาหนังอิ่ม ห้วยลึก นายหนังตะลุงในจังหวัดพัทลุง ได้นำเอาทองเหลืองและโลหะผสมนำมาหล่อ เพื่อทำโหม่ง เรียกโหม่งหล่อ เป็นที่นิยมใช้แพร่หลาย รูปร่างของโหม่งหล่อคล้ายฆ้องแต่มีขนาดเล็กกว่า  แขวนอยู่ภายในรูปไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีฝาปิดคล้ายหีบ  เพื่อให้นำติดตัวไปมาได้สะดวก   ไม้สำหรับตีโหม่ง  ตรงปลายหุ้มด้วยยาง  หรือถักด้วยด้ายดิบ  โหม่งลูกหนึ่งมีเสียงแหลม  อีกลูกหนึ่งเสียงทุ้ม เสียงของโหม่ง เป็นเสียงสำคัญในการใช้คุมโรง สะกดให้เสียงอื่นๆ ต้องฟัง คนตีโหม่งต้องเป็นคนที่เข้าใจจังหวะ ถ้านายโหม่งตีผิดจังหวะ ดนตรีอื่นๆ ก็เล่นไม่ได้ รวมทั้งช่วยกำกับเสียงร้องของนายโรงให้เข้ากับเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆโหม่งฟาก แบบถอดประกอบได้ที่มาภาพ:  ชัย เหล่าสิงห์แม้ว่าโหม่งหล่อจะเป็นทีนิยมแพร่หลาย เพราะมีเสียงไพเราะและหาซื้อได้สะดวก  แต่ก็มีราคาสูงถึงใบละ 3,000 -6,000 บาท ครูชัย เหล่าสิงห์ ซึ่งขณะนั้นเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านทุ่งมะขาม ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โรงเรียนขาดแคลนทุทรัพย์ในการซื้อโหม่งหล่อที่มีราคาแพงมาใช้ในการเรียนการสอน จึงประยุกต์เอาวัสดุที่มีในโรงเรียนเช่น ค้อน จอบ ซึ่งเป็นของที่มีผู้มอบให้โรงเรียนแต่เป็นของคุณภาพต่ำใช้การจริงไม่ได้ นำมาทำโหม่งฟากเพราะนึกถึงวัยเด็กที่เคยเอากระป๋องโลหะมาตีเล่นให้เกิดเสียงต่างๆ และได้รับคำแนะนำในการตีขึ้นรูปจากนายกลั่น ทักษิณไศล ช่างตีเหล็กเก่าแก่ในบ้านเขาพระ ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา  ช่วยสอนวิธีตีให้เพราะนายกลั่นอายุมากไม่มีกำลังในการตีเหล็กแล้ว   วิธีการทำจะต้องนำเหล็กแผ่นมาตัดครึ่งแล้วใช้ค้อนหัวกลมค่อยๆ ตี  การตีแต่ละครั้งจะได้เสียงที่ต่างกัน หลังจากนั้นจึงนำไปประกอบเข้ากับรางที่ทำจากลังไม้เพื่อให้เกิดเสียงดังโหม่งหล่อ       ที่มาภาพ:  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรโหม่งฟาก แบบใหม่ที่ใช้วิธีการทำโหม่งฟากแบบดั้งเดิมขึ้นมานี้ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่คณะแสดงหนังตะลุงและโนรา  ทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา พังงา ภูเก็ต นราธิวาส เพราะราคาเพียง 1,200บาท ที่สำคัญทนทานมากใช้กันนานหลายสิบปี “ตีจนนายหนังตายก็ยังไม่หมด” ครูชัย เหล่าสิงห์กล่าวโหม่งฟากแบบกล่อง สามารถพกพาได้สะดวกที่มาภาพ:  ชัย เหล่าสิงห์  โหม่งฟากของครูชัย เหล่าสิงห์ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดนตรีที่สำคัญสำหรับการแสดงหนังตะลุง โนรา ศิลปะการแสดงสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนภาคใต้ แต่ยังสะท้อนให้เห็นภูมิปัญญา การสังเกต และการรื้อฟื้นภูมิปัญญาทางเชิงช่างในการทำโหม่งแบบโบราณนำมาผสมผสานเก่าใหม่อย่างลงตัวเพื่อการสืบสานสืบทอดศิลปะวัฒนธรรม มาร่วมสัมผัสโหม่งฟาก พร้อมฟังเรื่องเล่าจากครูชัย เหล่าสิงห์ ผู้รื้อฟื้นการทำโหม่งฟาก ได้ที่บูธนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ในงานมหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคใต้ “ทักษิณถิ่นไทย ใต้ร่มพระบารมี” ที่เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคใต้และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)ร่วมกันจัดขึ้นที่วัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2560  นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ และวัตถุที่หาชมได้ยาก  การแสดงพื้นบ้าน และวงเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในภาคใต้กว่า 30 แห่ง  เพื่อแสดงให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาวใต้ที่ได้รับการเก็บรักษา และถ่ายทอดผ่านพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น  รวมทั้งร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จฯ พระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อคนในภาคใต้ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในคราวเสด็จภาคใต้ รวมทั้งโครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงการน้อมนำเอาโครงการหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต งานนี้ ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ให้ข้อมูลประเสริฐ รักษ์วงศ์. 26 มีนาคม 2560ชัย เหล่าสิงห์. 26 มีนาคม 2560

ท่าพูดต่างมุมมอง

โพสต์เมื่อ 08 มกราคม 2562

ผู้เขียนอยากจะแนะนำหนังสือ “ท่าพูด ต่างมุมมอง” ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเพิ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา เป็นหนังสือรวมบทความ 6 เรื่อง 6 รส และ 1 บทบรรณาธิการเสริมชูรสให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ การสะท้อนให้เห็นงานสหวิชาการต่อพื้นที่ชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง  วิธีการ ประสบการณ์ การตีความ และความรู้ของแต่ละท่านอาจต่างกันแต่เมื่อมารวมกันเพื่ออธิบายชุมชนแห่งหนึ่งก็เสริมกันในที นักวิชาการศูนย์ฯ ทั้ง 6 ท่านบอกเล่าประสบการณ์ทำงานและมุมมองที่หลากหลาย อันเนื่องมาจากภูมิหลังและความสนใจแตกต่างกัน ที่มีต่อชุมชนท่าพูดในมิติต่างๆ ทั้งด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และมานุษยวิทยา ได้แก่ “มาดูจารึกที่วัดท่าพูด” - ดร.ตรงใจ หุตางกูร “ตำรายาที่ท่าพูด” - ดอกรัก พยัคศรี “บันทึกเรื่องราวของ ‘กระดาษ’เล่าเรื่องชุมชนท่าพูด" - จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์ “ตลาดท่าเกวียนในความทรงจำ” และ “หัวโตกับงานบุญของชุมชนริมน้ำ”  - นวลพรรณ บุญธรรม และ “ความศักดิ์สิทธิ์และเรื่องเล่าอภินิหารในองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง” - รุ้งตะวัน อ่วมอินทร์ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จังหวัดนครปฐม เป็นหนึ่งในสามกรณีศึกษาที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เข้าไปทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เพื่อจะทำความเข้าใจว่าพิพิธภัณฑ์มีความหมายอย่างไรต่อชุมชนและคนทำพิพิธภัณฑ์ หรือมีความเชื่อมโยงกับรากฐานของชีวิตในท้องถิ่นอย่างไร เห็นด้วยกับเสี้ยวหนึ่งของบทบรรณาธิการของชีวสิทธิ์ บุณเกียรติ ว่าหน้าที่และความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ก็คือการส่งต่อ “ความรู้” สู่สาธารณะและคนรุ่นต่อไป แต่ความรู้ดังกล่าวก็ไม่ใช่ความรู้ที่เบ็ดเสร็จ ทุกคนควรตั้งคำถามและอภิปรายต่อ “หัวใจของพิพิธภัณฑ์ในทัศนะของบรรณาธิการจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างชุดนิทรรศการที่มีมูลค่าสูงหรือนำเสนอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากแต่อยู่ที่ความสามารถของพิพิธภัณฑ์ในการส่งต่อพยานชนิดต่างๆ ให้กับคุนรุ่นต่อไปได้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ การส่งต่อพยานหรือกลาวอีกทางหนึ่งคือ “มรดกวัฒนธรรม” ที่เป็นกายภาพและที่เป็นนามธรรม จะช่วยกระตุ้นให้ชนรุ่นหลังได้ตั้งคำถามใหม่และอภิปรายไปอย่างไม่รู้จบ นี่คือเสน่ห์ของการทำงานพิพิธภัณฑ์ที่ช่วยให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตและส่งเสริมให้สังคมเรียนรู้ร่วมกัน “รู้จักเขา รู้จักเรา และรู้จักตัวตน” จนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วมสิบกว่าปีแล้ว พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านท่าพูด และชุมชนท่าพูด ยังคงเป็นสนามที่ศูนย์ฯ เข้าไปหาประสบการณ์ ร่วมตั้งคำถาม ชวนสนทนา และเรียนรู้สรรพสิ่งอย่างไม่รู้จบ นักวิชาการของทั้งศูนย์ฯและนักวิจัยจากภายนอก ครูบาอาจารย์ ที่ให้ใจ ทุ่มเท และร่วมหัวจมท้ายกันมาอย่างยาวนาน  และลุงป้าน้าอาที่เคยร่วมทำงานกับศูนย์ฯ ก็ยังคงไปมาหาสู่กันเสมือนญาติสนิท เราต่างพบปะเจอกันทั้งในงานบวช งานแต่ง เรียกได้ว่าทั้งงานราษฎร์งานหลวง  ล่าสุดเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ชุมชนท่าพูดเพิ่งยกพลมาร่วมจัดนิทรรศการ “แม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง” และเตรียมพบนิทรรศการเล็กๆ และการเปิดตัวหนังสือท่าพูดต่างมุมมองเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ผู้เขียนคิดว่าท่าพูดยังคงเป็นสนามที่น่าสนใจ เป็นชุมชนรอยต่อระหว่างชีวิตเมืองและชนบท ที่สามารถตั้งคำถาม ถกเถียง และเรียนรู้ได้อย่างไม่รู้จบ หากต่างฝ่ายต่างไม่เบื่อกันไปเสียก่อน. ดาวน์โหลดอ่านฟรี หนังสือท่าพูดต่างมุมมอง ดาวน์โหลดอ่านฟรี สูจิบัตรประกอบนิทรรศการแม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง  

E-paper เทคโนโลยีป้ายคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์

โพสต์เมื่อ 08 มกราคม 2562

    “ป้ายคำอธิบายอิเล็กทรอนิก” นวัตกรรมใหม่ที่ออกมายั่วน้ำลายภัณฑารักษ์ ในบทความเรื่อง Electronic Paper Revitalizes the Museum โดย Ursa Primozic ผู้จัดการด้านการสื่อสารของบริษัทผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง อธิบายว่าปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังคงใช้ป้ายคำอธิบายที่พริ้นต์ออกมาจากเครื่องพริ้นเตอร์เพื่ออธิบายวัตถุจัดแสดง เธอบอกว่าป้ายคำอธิบายแบบเดิมที่เป็นกระดาษธรรมดาแม้จะดูว่าง่าย แต่เอาเข้าจริงก็น้องๆ งานหัตถกรรมที่ต้องใช้แรงงาน เวลา และมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย           บทความเรื่อง How Shall We Label Our Exhibit Today? Applying the Principles of On-Line Publishing to an On-Site Exhibition ของ Ross Parry, and Mayra Ortiz-Williams, University of Leicester; and Andrew Sawyer, Simulacra, United Kingdom บอกเล่าพัฒนาการและวัฒนธรรมของป้ายคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์ว่า  พิพิธภัณฑ์ใช้ป้ายคำอธิบายที่เป็นตัวอักษรในการจัดแสดงเมื่อกว่า 400 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ชมในทุกประสาทสัมผัส แม้พิพิธภัณฑ์จึงใช้สื่อดิจิทัลเข้ามาร่วมจัดแสดงมากขึ้น แต่สุดท้ายอย่างไรเสียการ “แปะป้าย” ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด หรือในแพลตฟอร์มใด วิธีการนี้มันก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมของพิพิธภัณฑ์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง           มีกระแสวัฒนธรรมที่ก่อกำเนิดป้ายคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์อย่างน้อยสองกระแสในยุโรปคือ วัฒนธรรมของสัญลักษณ์ และวัฒนธรรมของการจำแนกประเภท ในวัฒนธรรมแรกมาจากโลกของผู้อธิบาย บทกวี และการจัดแสดง ส่วนวัฒนธรรมที่สองมาจากโลกปรัชญาทางธรรมชาติ และการทำแคตลาล็อก อย่างที่ทราบกันดีว่าถึงขั้นมีแนวปฏิบัติการเขียนป้ายคำอธิบาย เช่น ควรใช้ฟ้อนต์อะไร ขนาดเท่าไร ความยาวกี่บรรทัด แต่ละบรรทัดควรมีความคิดหลักเพียงอันเดียว หลีกเลี่ยงการเขียนประโยคขยาย ฯลฯ           เมื่อพิพิธภัณฑ์จะขาดป้ายคำอธิบายไม่ได้ ปัจจุบันจึงมีความพยายามวิจัยและคิดค้นป้ายคำอธิบายที่ตอบสนองความต้องการของภัณฑารักษ์เช่น สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาได้อย่างทันท่วงที หรือกระทั่งคนชมสามารถช่วยสร้างเนื้อหาได้ สามารถอัพเดทเนื้อหาได้จากอุปกรณ์อื่นๆ หรือจากเว็บ ซึ่งบทความของ Ross Parry, and Mayra Ortiz-Williamsเรียกมันว่า LIVE Label ซึ่งเริ่มพัฒนาต้นแบบป้ายคำอธิบายในลักษณะดังกล่าวในปี ค.ศ. 2007        ภายใต้ความเชื่อที่ว่าอนาคตของเทคโนโลยีจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพิพิธภัณฑ์ ทำให้งานพิพิธภัณฑ์ง่ายขึ้น ทางเลือกหนึ่งก็คือ “กระดาษอิเล็กทรอนิกส์” ภาพจาก https://goodereader.com/blog/e-paper/electronic-paper-revitalizes-the-museum                      สิบปีต่อมา คือในปี 2017 บริษัทผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกแห่งหนึ่งจึงทำสำเร็จในเชิงการผลิตเพื่อจำหน่ายภายใต้ชื่อ AMLABEL Digital Displayเรียกอีกอย่างว่ามันคือ กระดาษอิเล็กทรอนิกแบบหนึ่ง Ursa Primozic ผู้จัดการบริษัทผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกดังกล่าว อ้างว่ามีการสำรวจพิพิธภัณฑ์จำนวนหนึ่งพบว่า มีพิพิธภัณฑ์กว่า 66 เปอร์เซ็นต์ที่พริ้นต์ป้ายคำอธิบายมากกว่า 200 ป้ายต่อปี ส่วนอีก 33 เปอร์เซ็นต์พริ้นต์มากกว่า 500 ป้ายต่อปี  ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 70-100 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งป้าย หรือประมาณ 2,450 – 3,500 บาทต่อป้าย ราคานี้รวมทั้งค่าออกแบบและค่าแรง  สำคัญคือหากต้องการเปลี่ยนแปลงป้ายคำอธิบาย วิธีการทำป้ายคำอธิบายแบบเดิมๆ ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายอีกรอบ ดั้งนั้นบ่อยครั้งป้ายคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์มักจะเป็นภาษาเดียวและมีขนาดฟ้อนต์เดียวอยู่เสมอ พูดง่ายๆ คือไม่ค่อยมีใครจะเปลี่ยนป้ายคำอธิบายมากนัก อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ภาพจาก https://goodereader.com/blog/e-paper/electronic-paper-revitalizes-the-museum                    บริษัทอธิบายความน่าสนใจของ AMLABEL Digital Displayว่าแตกต่างจากจอแสดงดิจิทัลอื่นๆ ตรงที่มันเป็นกระดาษอิเล็กทรอนิกที่เลียนแบบหมึกพิมพ์บนกระดาษจริง เวลานำไปติดตั้งจะรู้สึกได้ว่าผสานอย่างแนบเนียนกับฉากหลัง สามารถปรับเปลี่ยนฟ้อนต์และภาษา เป็นทางเลือกสำหรับผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่มที่สามารถเลือกอ่านภาษาได้ และการเพิ่มขนาดฟ้อนต์ได้เหมาะกับผู้สูงวัย หรือผู้บกพร่องทางสายตา           ขนาดจอมีให้เลือกสองขนาดคือ 6 นิ้ว และ 9.7 นิ้ว สรุปว่ามีคุณสมบัติน่าสนใจอย่างน้อย 6 ข้อคือ ประการแรกจอสามารถปรับไปตามความสว่างของแสงที่อยู่รอบๆ ประการสอง สามารถอัพเดทเนื้อหาผ่านอุปกรณ์ทุกชนิด ผ่านระบบ AMLABEL’s CMSโดยใช้Wi-Fi ที่มี ประการที่สามคือประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานต่ำกว่าจอแอลซีดีถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ประการที่สี่คือ ใช้งานยาวนานถึงหนึ่งเดือนโดยไม่ต้องชาร์ตแบตเตอรี่ ประการที่ห้าคือ เนื่องใช้แบตเตอรี่ให้พลังไม่จำเป็นต้องใช้สายไฟ ติดตั้งง่าย ประหยัดเวลา และสุดท้ายคือไม่ต้องเจาะผนัง ติดตั้งโดยการใช้แผ่นแม่เหล็ก จึงไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่พิพิธภัณฑ์            พิพิธภัณฑ์ที่ทดลองนำ e-label ไปใช้ที่แรกคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮุสตัน ในบางส่วนของนิทรรศการ CORE 2016 อ้างอิง https://www.museumsandtheweb.com/mw2007/papers/parry/parry.html (accessed 20170929) https://goodereader.com/blog/e-paper/electronic-paper-revitalizes-the-museum(accessed 20170928)    

ภัณฑารักษ์ควรได้รับการอ้างอิงในผลงานวิจัย?

โพสต์เมื่อ 08 มกราคม 2562

เราคงเคยได้ยินชาวบ้านหรือคนให้ข้อมูลบ่นว่า นักวิจัยมักมาถามๆ มาเก็บข้อมูล มาเอาข้อมูลจากคนในชุมขน แล้วก็หายไปเลย ชาวบ้านไม่ได้อะไร กระทั่งผลงานวิจัยชุมชนก็ไม่เคยเห็นหรือได้อ่าน พูดง่ายๆว่า นักวิจัยมักมาตักตวงข้อมูลแต่ไม่ส่งคืนความรู้กลับสู่ต้นทางหรือชุมชน ในแวดวงพิพิธภัณฑ์ก็เกิดข้อชวนคิดทำนองเดียวกันนี้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ Museums+Heritage Advisor ของอังกฤษ ได้โพสต์ประเด็นที่น่าสนใจว่า จริงๆ แล้ว ภัณฑารักษ์ควรได้รับการอ้างอิงในผลงานวิจัยหรือไม่  ผู้เขียนคือ Jan Freedman ภัณฑารักษ์ด้านธรรมชาติวิทยาของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์แห่งเมืองพลีมัธ (Natural History atPlymouth City Museum and Art Gallery) เหตุที่ภัณฑารักษ์ด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่อังกฤษลุกขึ้นมารณรงค์ในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในสหราชอาณาจักรถูกตัดงบสนับสนุนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพยายามให้ทั้งระดับนโยบาย องค์กร และสังคมได้เห็นคุณค่าและสำคัญของคอลเล็กชั่นและภาระงานของภัณฑารักษ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น Freedman อ้างบทความวิชาการในวารสารTaxonวารสารของสมาคมระหว่างประเทศว่าด้วยอนุกรมวิธานพืช  (the International Association for Plant Taxonomy) ชื่อเรื่อง “The time has come for Natural History Collections to claim co-authorship of research articles”  หรือแปลได้ประมาณว่า “ถึงเวลาแล้วที่คอลเล็กชั่นทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติจะได้รับการอ้างถึงการมีส่วนร่วมในงานวิจัย” ภาพจาก http://advisor.museumsandheritage.com/ Freedmanเรียกร้องว่าภัณฑารักษ์ควรได้รับการอ้างชื่อว่าเป็นผู้แต่งร่วม ในสิ่งพิมพ์ที่ได้ข้อมูลมาจากการศึกษาในคอลเล็กชั่นของพิพิธภัณฑ์ เขาย้ำว่าประเด็นนี้สำคัญเพราะคอลเล็กชั่นด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่มีอยู่ แสดงถึงความแตกต่างหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเป็นล้านสายพันธุ์ ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างน่าทึ่งแล้ว ยังให้ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์อีกด้วย เรียกได้ว่าคอลเล็กชั่นทางธรรมชาติวิทยาในพิพิธภัณฑ์ คือห้องสมุดแห่งชีวิตเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ ข้อมูลต่างๆ ของตัวอย่าง (specimen) ตั้งแต่สถานที่และวันที่ ไปจนถึงข้อมูลพันธุศาสตร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเลิศของนักวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกมีนักวิจัยหลายพันคนที่เข้ามาศึกษาคอลเล็กชั่นในพิพิธภัณฑ์ตลอดเวลา ผลงานวิจัยเหล่านี้บ่อยครั้งที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์  หรือพูดได้ว่าเป็นความจริงที่ว่าคอลเล็กชั่นในพิพิธภัณฑ์ถูกใช้เพื่อทำวิจัยอย่างมหาศาล แต่พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักในเกี่ยวกับการเข้ามาหาข้อมูลทำวิจัย กระทั่งภัณฑารักษ์เองก็ไม่ได้ตระหนักเกี่ยวกับสิ่งตีพิมพ์ดังกล่าว ว่าพิพิธภัณฑ์ควรได้รับสำเนาของบทความหรืองานวิจัยที่มาใช้ตัวอย่าง(specimen) ของพิพิธภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้รับ  พิพิธภัณฑ์ควรได้รับอ้างอิงในสิ่งตีพิมพ์ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ทำ หมายเลขรหัสของตัวอย่าง(specimen) ที่งานวิจัยนำไปใช้ควรได้รับการอ้างอิงซึ่งมีน้อยมากที่ทำ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ สาธารณชนทั่วไปหรือในระดับนโยบายอาจไม่เข้าใจหรือเห็นคุณค่าของคอลเล็กชั่นอย่างที่ควรจะเป็น พิพิธภัณฑ์จึงเสนอวิธีการหากนักวิจัยใช้ข้อมูลจากคอลเล็กชั่นในการเขียนงานวิจัย โดยสิ่งที่ต้องทำมีอย่างน้อย 3 ประการ คือ -           การใช้ตัวอย่าง(specimen) ใดในงานวิจัยต้องอ้างอิงเต็มรูปแบบถึงหมายเลขรหัสของตัวอย่างนั้น -           พิพิธภัณฑ์ได้ถูกเป็นที่รับรู้ในกิตติกรรมประกาศ -           พิพิธภัณฑ์ได้รับสำเนาสิ่งตีพิมพ์นั้น บทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Taxonเสนอว่าภัณฑารักษ์ควรได้รับการลงชื่อว่าเป็นผู้เขียนร่วมในสิ่งพิมพ์ที่ใช้คอลเล็กชั่นของพวกเขาในงานวิจัยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะว่าถ้าพวกเขามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในงานวิจัยนั้น  ซึ่งควรพิจารณาเป็นกรณีๆไป ขึ้นกับว่าภัณฑารักษ์มีส่วนสำคัญในงานวิจัยแค่ไหน เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลที่สัมพันธ์โดยตรงกับงานวิจัยนั้น หรือให้ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลที่มี ถือได้ว่าภัณฑารักษ์มีส่วนร่วมกับงานวิจัย โดยพวกเขามักต้องสละเวลาอย่างมากเพื่อให้ข้อมูลกับนักวิจัย ตั้งแต่การบอกสถานที่เก็บตัวอย่าง การเตรียมพื้นที่สำหรับนักวิจัย การกำกับดูแลและอบรมให้นักวิจัยทำงานกับตัวอย่างอย่างถูกวิธีและปลอดภัย รวมไปถึงการศึกษาวิจัยการบันทึกข้อมูลและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวอย่าง หรือพูดอีกอย่างว่าหากปราศจากความช่วยเหลือของภัณฑารักษ์ การวิจัยก็คงไม่สามารถทำได้ ประโยชน์ต่อภัณฑารักษ์โดยตรงนอกจากเพิ่มพูนความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับการวิจัยในคอลเล็กชั่นของพวกเขา แล้ว โบนัสชิ้นโตคืองานวิจัยถูกเป็นที่รับรู้มากขึ้น  การเป็นผู้เขียนร่วมหมายความว่าภัณฑารักษ์ได้รับสำเนาวิจัยโดยอัตโนมัติ  ภัณฑารักษ์สามารถมั่นใจว่ารายละเอียดสำคัญถูกระบุไว้อย่างถูกต้องในงานวิจัย (เช่น หมายเลขรหัสตัวอย่าง) และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานวิจัยจะอ้างถึงผู้เขียนทุกคน(และที่ทำงาน) โบนัสที่ได้ต่อมาคือการเพิ่มความตระหนักรู้ในความสำคัญของคอลเล็กชั่นต่อเพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร บทความนี้ย้ำว่า งานนี้ไม่ได้หมายความว่าภัณฑารักษ์ควรได้รับการใส่ชื่อเป็นผู้เขียนร่วมในทุกผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ แต่หากงานวิจัยใช้ข้อมูลหรือองค์ความรู้จากภัณฑารักษ์ในงานวิจัย มันควรเป็นทางเลือก สิ่งสำคัญ(โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ในสหราชอาณาจักร) งานที่ภัณฑารักษ์เป็นผู้เขียนร่วมยังไม่เคยถูกพิจารณา นักวิจัยควรถูกกระตุ้นเรื่องนี้และช่วยสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือสำหรับพิพิธภัณฑ์ที่พวกเขาใช้ข้อมูลหรือใช้ประโยชน์  สิ่งที่ควรทำคือการอ้างอิงตัวอย่างและพิพิธภัณฑ์ที่พวกเขาใช้ข้อมูล และควรใส่ชื่อภัณฑารักษ์เป็นผู้เขียนร่วมกรณีที่ควรจะเป็น อ้างอิง http://advisor.museumsandheritage.com/blogs/museum-curators-expert-analysis-acknowledged-research-papers/  

พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในสปป.ลาว

โพสต์เมื่อ 05 เมษายน 2560

เมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสทำความรู้จักและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในลาวหลายแห่ง ในหลายวาระ  ด้วยความสนับสนุนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ช่วงที่ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ   ผศ.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์  อดีตผู้อำนวยการ ที่สละเวลาร่วมเดินทาง  ให้ข้อแนะนำ อาจารย์ศิริพร ศรีสินธุ์อุไร ที่ช่วยอ่านงานและให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์มาก  จนทำให้ข้อเขียนเชิงวิชาการเรื่อง “อ่านภาพแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ สปป.ลาว”   เสร็จลุล่วงลงจนได้  และขอขอบคุณรศ.ดร.ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์  ที่กรุณาให้ข้อคิดเห็นและตีพิมพ์ลงใน “วารสารสังคมลุ่มน้ำโขง” ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2557 สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นนักเรียนด้านภูมิภาคศึกษา ผู้เขียนสนใจประเทศลาวเป็นพิเศษ  ตอนนั้นรู้สึกว่าวัฒนธรรมลาวกับไทยคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะภาษา ศาสนา ความเชื่อ  คงจะทำความเข้าใจอะไรๆ ได้ไม่ยากนัก  แต่เอาเข้าจริงเมื่อได้เดินทาง  สัมผัสชีวิตวัฒนธรรมแง่มุมต่างๆ ของคนลาวมากขึ้น  ทั้งตอนเรียนหนังสือและช่วงที่ทำงาน  จึงได้เห็นโลกและมุมมองใหม่ที่ต่างไปจากความคิดเดิม  บทความชิ้นดังกล่าว ผู้เขียนตั้งใจพูดถึงพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในลาวประเทศลาว 3 แห่ง  คือ หอพิพิธภัณฑ์บรรดาเผ่า แขวงพงสาลี  หอพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าเมืองสิง แขวงหลวงน้ำทา และศูนย์ศิลปะและชนเผ่าวิทยา หลวงพระบาง   ข้อสงสัยและคำถามที่ตั้งไว้และคำตอบ(เท่า)ที่ได้ ทั้งหมดอยู่ในข้อเขียนชิ้นนั้นแล้ว (คลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ตามลิงค์นี้ค่ะ)      สำคัญกว่านั้นสำหรับผู้เขียน มันเป็นประสบการณ์ ความทรงจำ และความรู้สึกหลากหลายที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน การลงสำรวจภาคสนามและการเขียนงาน  ทั้งความสนุก  ความน่าเบื่อ  ความแปลกใหม่  ความเหลือทน  ความเอื้อเฟื้อ  ความยึดมั่นถือมั่น  ความไม่แน่นอนที่แน่นอน  ที่ล้วนผ่านพ้นไปแล้วด้วยความระลึกถึง

3 เหตุการณ์สำคัญในแวดวงพิพิธภัณฑ์ไทยประจำปี 2559

โพสต์เมื่อ 30 ธันวาคม 2559

ในปี 2559 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป เป็นปีหนึ่งที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นและสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างในแวดวงพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรมในไทย การย้อนกลับไปมองเรื่องราวดังกล่าวอาจทำให้เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในวงการพิพิธภัณฑ์ก็เป็นได้ ผู้เขียนคัดมา 3 เหตุการณ์ที่จัดว่าเด็ด ลองมาดูกันว่ามีอะไรดี อะไรดัง อะไรแย่ ตามมา ตามมา 1. แรงหนุนมหาชนระดมทุนช่วยพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแวดวงพิพิธภัณฑ์ไทย ที่มหาชนคนธรรมดาช่วยบริจาคเงินเพื่อระดมทุนกว่า 10 ล้านบาทสำเร็จ ในการซื้อที่ดินข้างพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก แถบบางรัก เพื่อมิให้บดบังภูมิทัศน์ผลกระทบต่ออาคารเก่าของพิพิธภัณฑ์อันเนื่องมาจากการก่อสร้างตึกสูง  พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกก่อตั้งด้วยความมุ่งมั่นของอ.วราพร สุรวดี เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้สาธารณชนเข้าชมฟรีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 และโอนกรรมสิทธิทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กรุงเทพมหานครทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ. 2547  ตอนเกิดเรื่องอ.วราพรเคยทำจดหมายถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อร้องขอให้ช่วยซื้อที่ดิน แต่ไม่เป็นผล อาจเป็นด้วยเหตุผลทางกฎระเบียบทางราชการ อ.วราพรจึงใช้เงินส่วนตัวมัดจำไปแล้ว 30 บ้านบาท ยังขาดอีก 10 ล้านบาท  เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และนำมาซึ่งกระแสการบอกต่อในโซเชียลเน็ตเวิร์กในช่วงเดือนกรกฎาคม กระทั่งมียอดบริจาคกว่า 700,000 บาทภายในเวลาเพียง 2 วัน และภายในเดือนเดียวได้ยอดครบ 10 ล้านบาท! เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงหนุนจากมหาชนคนไทยในการช่วยเหลือพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประสบผลสำเร็จ เป็นเรื่องน่าคิด เมื่อเปรียบเทียบกับหลายพิพิธภัณฑ์ที่ประสบปัญหาด้านทุนทรัพย์เช่นกัน ที่เคยเป็นข่าวเช่น พิพิธภัณฑ์จ่าทวี จ.พิษณุโลก ที่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลายแสน 2. ไอคอนสยามผนึกกระทรวงวัฒนธรรมเปิดตัวไอคอนสยามเฮอริเทจมิวเซียม MOUระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับโครงการไอคอนสยาม ที่จะให้เอกชนดังกล่าวยืมโบราณวัตถุที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เพื่อนำไปจัดแสดงในไอคอนสยามเฮอริเทจมิวเซียม(ICONSIAM Heritage Museum)กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ในหลายวงการ ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการช่วยเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนได้ความรู้ เป็นการช่วยแบ่งเบาภารกิจของกรมศิลปากรซึ่งมีข้อจำกัดหลายอย่าง ส่วนฝ่ายคัดค้านเป็นห่วงเรื่องความเสียหาย รวมถึงการนำโบราณวัตถุของชาติไปให้เอกชนหาผลประโยชน์ อาจกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนเพราะอีกส่วนหนึ่งไอคอนสยามเปิดศูนย์การประมูลโบราณวัตถุควบคู่กันด้วย และยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในจริยธรรมวิชาชีพ จนถึงขั้นมีผู้รณรงค์ล่ารายชื่อผู้คัดค้านในเวปไซต์ change.org ทำนายได้เลยว่านี่อาจไม่ได้เป็นกรณีแรกและกรณีสุดท้ายเพราะต่อไปการจัดการมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและสังคมกำลังจะเกิดขึ้นตามมา หวังว่าการดีเบตที่เกิดขึ้นทำให้สังคมเราได้บทเรียนจากกรณีนี้ไม่มากก็น้อย  ภาพจาก http://www.finearts.go.th/ 3. พิพิธภัณฑ์ไทยเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 วันที่ประชาชนชาวไทยโศกเศร้าที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระจริยวัตรอันงดงามและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านยังคงสถิตอยู่ในใจของปวงชนคนไทย หลายคนหลายหน่วยงานแสดงออกอย่างหลากหลายถึงความจงรักภักดีและความอาลัย ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจ พิพิธภัณฑ์ไทยหลายแห่งแปรเปลี่ยนความเศร้าเสียใจเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอย่างมากมาย เช่น การเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ชมในยามค่ำคืนหรือไนท์แอทเดอะมิวเซียมของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์และพิพิธภัณฑ์ที่เป็นพันธมิตร การพร้อมใจกันจัดทำนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับในหลวงของหลายพิพิธภัณฑ์ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด  ที่ง่ายที่สุดคือเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีอาทิ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ พิพิธบางลำพู ฯลฯ และอีกข่าวดีคือ ในอนาคตห้องประทับขณะรักษาพระอาการ โรงพยาบาลศิริราชมีโครงการเก็บรักษาห้องประทับไว้เพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ซึ่งจะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสบรรยากาศและสถานที่จริงที่พระองค์ท่านเคยประทับอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นสักครั้งในชีวิต รอติดตาม สวัสดีปีใหม่ค่ะ :)   ภาพจาก http://www.okmd.or.th/activities/634/