รายชื่อพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดหัวเตย

วัดหัวเตย เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดพัทลุง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มริมฝั่งคลองกั้นเขตระหว่างพัทลุงกับสงขลา คลองสายนี้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญในอดีต มีชุมชนจีนตั้งอยู่ริมน้ำไม่ไกล ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งที่มีคนถวายและสมบัติวัดแต่เดิมมีจำนวนมากในวัด อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องทองเหลือง สำริด ภายหลังวัดลดความสำคัญลง บางช่วงขาดเจ้าอาวาส เป็นเหตุให้สิ่งของดังกล่าวสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2546 พระปลัดสันทัด ปภสฺสโร (พระครูประภัสร์ธรรมวาที) เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ให้ความสำคัญกับสมบัติเก่าแก่ของวัดมาก จึงได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 ทางสถาบันทักษิณคดีศึกษา จังหวัดสงขลา ได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ เช่น การลงทะเบียนวัตถุโบราณ การจัดแสดงวัตถุโบราณ การอนุรักษ์วัตถุโบราณ การให้ความรู้ ข้อมูลวัตถุโบราณ การจัดอบรมมัคคุเทศก์ ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะรองรับผู้เยี่ยมชมมากขึ้น เมื่อชาวบ้านเห็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนของวัดมีความมั่นคง จึงได้นำวัตถุโบราณที่ตนเก็บรักษาอยู่มาถวายไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้วัตถุที่มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์มีจำนวนมากขึ้นและน่าสนใจในการศึกษาต่อไป

จ. พัทลุง

พิพิธภัณฑ์โนราเติม วิน วาด

พิพิธภัณฑ์โนราเติม วิน วาด เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนจัดทำโดยคุณวราภรณ์ อ๋องเซ่ง ทายาทของโนราเติม บอกเล่าเรื่องราวของสายตระกูลโนราเติม โนราหนูวิน โนราหนูวาด สองศรีภริยาของโนราเติม โนราเติมหรือที่คนใต้เรียกว่าโนราเติม เมืองตรัง เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการขับกลอนมุตโตหรือกลอนสด ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพถ่ายหายากของโนราเติม วิน วาด แลละชาวคณะมโนราห์เติม วิน วาด ในอดีต ตลอดจนวัตถุสิ่งของที่โนราเติมใช้แสดงโนรา เทริดและซุมเทริดอายุกว่า 100 ปี ชุดสากลชุดโปรดของโนราเติม ชุดโนราหนูวิน โนราหนูวาด อันเป็นเอกลักษณ์ของสายตระกูลโนราเติม วัน วาด ตลอดจนผลงานเสียงที่โนราเติมได้ขับไว้หลายวาระที่ล้วนมีคุณค่าในด้านการใช้ภาษาถิ่นใต้ได้อย่างงดงาม

จ. สงขลา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสังกัดกรมศิลปากร แต่เดิมนั้นคือพิพิธภัณฑ์เขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ก่อตั้งขึ้นจากแนวพระราชดําริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อมาพิพิธภัณฑ์มีสภาพทรุดโทรม สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรือ กปร. และกรมศิลปากรได้ดำเนินการปรับปรุงอาคารและการจัดแสดงภายใน ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานนามพิพิธภัณฑ์ใหม่ว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนก ชลพัฒน์” มีความหมายว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจําจังหวัดนครนายก ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พัฒนาการ ชลประทานของจังหวัด ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ แบ่งนิทรรศการออกเป็น 4 ส่วน ตามอาคารจัดแสดง 4 อาคาร ได้แก่ อาคาร 1 ปฐมบทการสร้างเขื่อนขุนด่าน อาคาร 2 อดีตชลประทานถึงเขื่อนขุนด่านปราการชล อาคาร 3 พระบารมีปกเกล้าชาวนครนายก อาคาร 4 น้อมสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ

จ. นครนายก

พิพิธภัณฑ์ศัลยศาสตร์ศิริราช

ตลอดเวลาร้อยกว่าปี ศัลยศาสตร์ศิริราช เป็นศูนย์รวมหมอผ่าตัดระดับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รับรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจำนวนมาก เพาะบ่มศัลยแพทย์มามากกว่า 1,000 คน ปัจจุบัน ศัลยศาสตร์ศิริราชประกอบด้วยสาขาวิชามากที่สุดถึง 10 สาขา ได้แก่ สาขาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม สาขากุมารศัลยศาสตร์ สาขาศัลยศาสตร์หลอดเลือด สาขาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ สาขาประสาทศัลยศาสตร์ สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา สาขาศัลยศาสตร์ฉุกเฉินและการบริบาลผู้ป่วยนอก สาขาศัลยศาสตร์ทั่วไป สาขาศัลยศาสตร์ตกแต่ง และสาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก พิพิธภัณฑ์ศัลยศาสตร์ศิริราช จึงเกิดขึ้นในรูปโฉมใหม่ด้วยการจัดแสดงที่โดดเด่น ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ศัลยศาสตร์ในประเทศไทย สู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการผ่าตัดด้านต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์วงการศัลยกรรมไทย สู่โซนจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชุดผ่าตัด เครื่องมือและองค์ประกอบพื้นฐานของการผ่าตัด ภายในพิพิธภัณฑ์รวม สิ่งแสดงที่น่าสนใจกว่า 100 รายการ

จ. กรุงเทพมหานคร

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเขวาสินรินทร์

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเขวาสินรินทร์ เดิมใช้ชื่อศูนย์การเรียนรู้สิบธันวาทำมือ แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการคลังข้อมูลชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร จึงเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเขวาสินรินทร์ เพื่อนำเสนอเรื่องราวข้อมูลในชุมชนให้หลากหลายเพิ่มจากเดิมที่นำเสนอเรื่องผ้าไหมทอมืออย่างเดียว ตั้งขึ้นโดยนางคณิศร ชาวนา หัวหน้ากลุ่มผ้าไหมทอมือสิบธันวาทำมือ ที่รวมกลุ่มสมาชิกช่างทอผ้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่อยากทำให้เป็นมากกว่าร้านผ้าไหม อยากนำเสนอข้อมูล และจัดสาธิตการทำงานให้ผู้มาเยือนได้มาเรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าไหมทอมือ ตลอดจนอยากให้นักเรียนนักศึกษาทั้งในและนอกพื้นที่ได้มาเรียนรู้งานขั้นตอน ประวัติของชุมชน ลักษณะสถานที่จัดแสดง จะแบ่งพื้นที่บ้าน ในห้องที่ใช้จำหน่ายผ้าไหมจัดแสดงผ้าไหมประเภทต่างๆ พื้นที่หน้าบ้านใต้ซุ้มหญ้าคาเป็นพื้นที่จัดแสดงความรู้ และพื้นที่จัดสาธิตขั้นตอนการทำผ้าไหม อุปกรณ์ในการใช้ทำผ้าไหมทอมือ

จ. สุรินทร์

ศูนย์วัฒนธรรมโรงเรียนสรรพวิทยาคม อำเภอแม่สอด

ศูนย์วัฒนธรรมโรงเรียนสรรพวิทยาคม ก่อตั้งโดยรองศาสตราจารย์ศุภพงศ์ ยืนยง ครูสอนวิชาศิลปะโรงเรียนสรรพวิทยาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฐานการรวบรวมโบราณวัตถุ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวแม่สอดและพื้นที่ใกล้เคียง นำมาจัดแสดงอย่างเป็นระบบและทำการระดมผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาช่วยกันศึกษา วิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและผู้สนใจทั่วไปให้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ ตามแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะการคิด และกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ และวิชาประวัติศาสตร์นำทาง ภายในจัดแสดงเครื่องถ้วยสังคโลกจากแหล่งเตาต่างๆ ทั้งสุโขทัย ล้านนา และจากต่างประเทศ (จีน) เครื่องมือเครื่องใช้จำพวกเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เอกสารปั๊ปสา และใบลาน ที่จารด้วยอักษรธรรมล้านนา

จ. ตาก

บ้านบานเย็น

บ้านบานเย็นเป็นหมู่เรือนเก่า 3 หลัง ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 โดยเรือนหลังที่เก่าที่สุดสร้างโดยพระยาหิรัญยุทธกิจ (บานเย็น สาโยทภิทูร) บุตรคนหัวปีของจางวางโต (ในจอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช) เรือนหลังที่มีอายุรองลงมาเป็นของน้องสาวของท่านเจ้าคุณซึ่งสมรสกับขุนวิเศษสากล และเรือนหลังที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นของบุตรสาว ซึ่งเรือนหลังนี้มีอายุกว่า 75 ปีแล้วในปัจจุบัน เพื่อรักษามรดกชิ้นสำคัญของชาติไว้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ทายาทในรุ่นที่ 5 ได้แก่ รองศาสตราจารย์ โรจน์ คุณเอนก และนายรัชต์ คุณเอนก จึงได้ร่วมกันบูรณะเรือนโบราณเหล่านั้น และจัดแสดงในลักษณะของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ยังมีชีวิต

จ. กรุงเทพมหานคร

โฮงซึงหลวง

โฮงซึงหลวง เป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลและเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาดนตรีพื้นบ้านล้านนา และเป็นแหล่งผลิตเครื่องดนตรีล้านนา โดยเฉพาะ “ซึง” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทสายที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในภาคเหนือ โฮงซึงหลวงริก่อตั้งในปี พ.ศ. 2546 โดยนายจีรศักดิ์ ธนูมาศ ภายในพื้นที่อาศัยของตนเองในตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เนื่องจากเป็นคนชื่นชอบและหลงใหลดนตรีพื้นเมือ ฝึกเล่นดนตรีพื้นเมืองมาตั้งแต่เด็กกับผู้เฒ่าผู้แก่ และรวมกลุ่มคนในชุมชนที่รักเสียงดนตรีตั้งวงดนตรีพื้นเมืองขึ้น ฝึกซ้อม และเป็นแหล่งผลิตเครื่องดนตรีพื้นเมือง โดยเฉพาะซึง ที่ได้รับการยอมรับ เพราะใช้วัตถุดิบคือไม้สักที่ให้เสียงที่หนักแน่นและชัดเจน โฮงซึงหลวงประกอบด้วยอาคารไม้ 3 หลัง หลังแรกใช้เป็นโรงเรียนเล่นดนตรี หลังที่ 2 จัดแสดงเครื่องดนตรีพื้นเมืองต้นแบบ และที่ผลิตขึ้นใหม่ และใช้บรรเลงดนตรี ส่วนหลังสุดท้ายเป็นโรงผลิตเครื่องดนตรีพื้นเมือง ผู้สนใจสามารถมาเรียนดนตรี หรือเรียนรู้การทำเครื่องดนตรี และยังจำหน่ายเครื่องดนตรีพื้นเมือง

จ. แพร่

พิพิธภัณฑ์ชุมชนช่อระกา

พิพิธภัณฑ์ชุมชนช่อระกา ตั้งอยู่ภายในวัดดาวเรือง โดยใช้พื้นที่ด้านบนของศาลาการเปรียญเป็นสถานที่จัดแสดง ที่มาของพิพิธภัณฑ์เริ่มมาจากความตั้งใจและความร่วมมือระหว่างวัด ชาวบ้าน โครงการวัดบันดาลใจ สถาบันอาศรมศิลป์ ที่ต้องการแสดงให้เห็นความสำคัญของวัด ในฐานะพื้นที่สั่งสมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของรากเหง้าทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาที่มีความสำคัญทั้งต่อพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของผู้คน นำไปสู่การเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ มรดกวัฒนธรรมและองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชุน โดยมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ให้คำแนะนำเรื่องวิธีการเก็บข้อมูลชุมชน และด้วยจิตอาสาของเหล่านักออกแบบอาสาสมัครนำโดยสตูดิโอไดอะลอก นำไปสู่การจัดทำพิพิธภัณฑ์ และนำเสนอนิทรรศการแรกที่ชื่อว่า "ฮู้บ่ช่อระกา" ผู้ชมจะได้ทำความรู้จักชุมชนช่อระกาผ่านเรื่องเล่ามรดกวัฒนธรรมที่โดดเด่นของชุมชน อาทิ ข้าวและการทำนา อาหาร ภูมิปัญญาการทอผ้า

จ. ชัยภูมิ

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2546 มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพผสมผสาน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามโครงการส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และส่งเสริมสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายในมีหอนิทรรศการจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ 1. หอเกียรติยศ จัดแสดงประวัติและผลงานของบุคคลผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติจาก SACICT ในฐานะครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม 2.หอศิลปาชีพ จัดแสดงนิทรรศการ “คู่พระบารมี” บอกเล่าเรื่องราวของจุดเริ่มต้นของ “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” การดำเนินงานและผลงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 3.หอหัตถศิลป์ระหว่างประเทศ จัดแสดงนิทรรศการ “หัตถกรรมที่ใกล้สูญหาย” โดยแบ่งประเภทงานศิลปหัตถกรรมออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ งานเครื่องมุก งานเครื่องไม้ และงานจักสาน 4.หอสุพรรณ-พัสตร์ จัดแสดงนิทรรศการ “เครื่องเงิน-เครื่องทอง และเครื่องแต่งกายในสมัยอยุธยา” 5.หอนวัตศิลป์ พื้นที่จัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมที่ SACICT ศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์แนวโน้มเพื่อเป็นต้นทางในการพัฒนางานหัตถศิลป์และนวัตศิลป์ในมิติต่างๆ 6.จัดแสดงนิทรรศการ “ยืนเครื่องโขน : ศาสตร์สร้างศิลป์ มรดกแผ่นดินร่วมวัฒนธรรม”นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของการแสดงโขนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จ. พระนครศรีอยุธยา

ขัวศิลปะ

ขัวศิลปะเกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปินเชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่wด้แสดงผลงานศิลปะร่วมกัน ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จากนั้น ใน พ.ศ. 2546 กลุ่มศิลปินเชียงรายรวมตัวกันแสดงนิทรรศการศิลปะอีกครั้งเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง โดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า “สล่าเชียงรายเฉลิมพระเกียรติในหลวง 75 พรรษา” ที่ศูนย์ศิลปหัตถกรรมเชียงราย และในปีถัดมา พ.ศ.2547 ศิลปินรวมตัวกันเรียกร้องการสร้างหอศิลปะร่วมสมัยบนเกาะกลางแม่น้ำกกที่เชียงราย โดยการจัดนิทรรศการศิลปะ “เชียงรายศิลป์เพื่อหอศิลป์” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา กลุ่มศิลปินเชียงรายได้ก่อตั้งเป็นสมาคมศิลปินเชียงรายขึ้น เพื่อดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มอบเงินทุนตั้งต้น 500,000 บาท สำหรับก่อตั้งกองทุนศิลปินเชียงราย เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของศิลปินและการศึกษาของนักศึกษาศิลปะในจังหวัดเชียงราย โดยการเลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารกองทุน จากการประชุมของคณะกรรมการ มีความประสงค์ให้กองทุนศิลปินเชียงรายมีความงอกงามและยั่งยืน จึงจำเป็นต้องหารายได้ คณะกรรมการจึงมีมติว่าจะทำธุรกิจร่วมกัน โดยใช้ระบบการร่วมทุนในหมู่พี่น้องศิลปินและผู้ที่รักศิลปะทุกท่าน คณะกรรมการได้เลือกทำเลที่ตั้งของอาคารให้เช่าแห่งหนึ่งเพื่อลงทุนทำธุรกิจเพื่อส่วนรวม ตั้งชื่อโครงการว่า “ขัวศิลปะ” ซึ่งขัวในภาษาเหนือ แปลว่า สะพาน “ขัวศิลปะ” คือ สะพานที่จะเชื่อมศิลปะสู่สังคม ขัวศิลปะ ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ แต่คือองค์กรการศึกษา ที่ทำธุรกิจเล็กๆ เพื่อจะเลี้ยงดูตัวเอง คือบ้านของศิลปินที่เปิดประตูต้อนรับทุกท่าน ในพื้นที่ของขัวศิลปะ ผู้มาเยือนสามารถเยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะซึ่งจัดเป็นประจำในส่วนของแกลลอรี นอกจากนี้ยังมีส่วนของร้านอาหารไว้บริการ

จ. เชียงราย

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

“โครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เพื่อแสดงให้เห็นหลักการคิด วิธีการทรงงานและกระบวนการค้นหาคำตอบ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำไปแก้ปัญหาหรือพระราชทานแก่พสกนิกรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ตลอดจนเป็นแบบอย่างแก่ผู้สนใจชาวต่างประเทศ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความเข้าใจในความสำคัญและปัญหาของระบบนิเวศ การบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกับระบบนิเวศธรรมชาติอย่างยั่งยืน ตั้งอยู่ภายในเทคโนธานี คลองห้า เป็นหนึ่งในกลุ่มพิพิธภัณฑ์ของอพวช.

จ. ปทุมธานี