บทความวิชาการ

บทความทั้งหมด 82 บทความ

ความต้องการ ความหวังและพื้นที่สาธารณะ: การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

22 กุมภาพันธ์ 2564

ความต้องการ ความหวังและพื้นที่สาธารณะ: การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้[1] ภัทรภร ภู่ทอง[2]   บทคัดย่อ           คำถามสำคัญของการศึกษานี้ คือ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แนวคิดพิพิธภัณฑ์ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านสันติภาพและส่งเสริมวัฒนธรรมสันติภาพแก่สาธารณะจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมได้หรือไม่ การศึกษานี้ศึกษาผ่านการทำความเข้าใจประสบการณ์ ความรู้สึก มุมมอง ความต้องการและความหวังของผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะผ่านการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และบันทึกประจำวัน ข้อเสนอจากการศึกษานี้คือ พิพิธภัณฑ์ควรสร้างในพื้นที่ส่วนกลาง คือ กรุงเทพฯ โดยมีนิทรรศการและกิจกรรมเคลื่อนที่ไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สังคมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐรวมศูนย์ที่เป็นรากเหง้าของวิกฤติทางการเมืองไทย เพราะนโยบายที่ไม่เป็นธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาคส่วนอื่นๆ  และเพื่อเปิดพื้นที่การรณรงค์การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเช่น งบประมาณ การรวมศูนย์ นโยบายทหาร  รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงความรู้สึกและอคติ เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารนอกพื้นที่ในประเด็นละเอียดอ่อน   คำค้น: พิพิธภัณฑ์สันติภาพ สันติศึกษา จังหวัดชายแดนภาคใต้       1. บทนำ พิพิธภัณฑ์สันติภาพ (museum for peace) เป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสันติศึกษา กิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ ‘การรวบรวม สงวนรักษา ค้นคว้าวิจัย เผยแพร่ความรู้ และจัดแสดง’ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบทสนทนาถึงอดีต ปัจจุบันและอนาคตของเหตุการณ์รุนแรง ถึงผู้คนต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ และถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและทางออกของปัญหา นั่นคือ พิพิธภัณฑ์พยายามมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมผ่านการปะทะกับแนวคิดอำนาจนิยม การสร้างความรู้เข้าใจต่อความสัมพันธ์และการทำงานระหว่างความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย การทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์ และการต่อต้านและยืนหยัดต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด[3] หากพิจารณาเป้าหมายของพิพิธภัณฑ์สันติภาพ บทบาทของพิพิธภัณฑ์สันติภาพต่างไปจากความหมายของพิพิธภัณฑ์ตามที่องค์การพิพิธภัณฑ์นานาชาติ (International Council of Museums-ICOM) ได้นิยามไว้ในปี 2007 ที่ว่า “พิพิธภัณฑ์เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งเปิดเป็นสถานที่สาธารณะ เป็นสถาบันถาวรในการให้บริการแก่สังคมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม มีหน้าที่รวบรวม สงวนรักษา ค้นคว้าวิจัย เผยแพร่ความรู้ และจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของมนุษย์เพื่อจุดประสงค์ทางการค้นคว้า การศึกษาและความเพลิดเพลิน”[4] [5] เนื่องจากพิพิธภัณฑ์สันติภาพพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาความท้าทายด้านความเท่าเทียม กระบวนการประชาธิปไตย ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน การวิพากษ์อดีตและสร้างพื้นที่ของเสียงและประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งกระบวนการเช่นนี้สอดคล้องกับนิยามใหม่ของพิพิธภัณฑ์ที่เสนอให้มีการปรับแก้ไขในปี 2019 ในการประชุมของ ICOM ที่ผ่านมาในกรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นและยังเป็นประเด็นถกเถียงมากกว่า นั่นคือ   “Museums are democratising, inclusive and polyphonic spaces for critical dialogue about the pasts and the futures.[6] Acknowledging and addressing the conflicts and challenges of the present, they hold artefacts and specimens in trust for society, safeguard diverse memories for future generations and guarantee equal rights and equal access to heritage for all people. Museums are not for profit . They are participatory and transparent, and work in active partnership with and for diverse communities to collect, preserve, research, interpret, exhibit, and enhance understandings of the world, aiming to contribute to human dignity and social justice,global equality and planetary wellbeing.” (การเน้นตัวหนังสือทำโดยผู้เขียน)   (พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตย นับร่วมผู้คนทุกกลุ่มและให้พื้นที่แก่เสียงและความเห็นอันหลากหลายเพื่อการสนทนาแลกเปลี่ยนเชิงวิพากษ์ถึงเรื่องราวทั้งในอดีตและอนาคต ในการรับรู้และการจัดการความขัดแย้งและความท้าทายของปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เก็บรักษาและจัดแสดงวัตถุบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคม ปกป้องรักษาความทรงจำที่หลากหลายสำหรับชนรุ่นหลังในอนาคตและรับประกันสิทธิอันเสมอภาคและสิทธิในการเข้าถึงมรดกวัฒนธรรมสำหรับปวงชน พิพิธภัณฑ์ไม่แสวงหาผลประโยชน์หรือกำไร แต่ขับเคลื่อนด้วยการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสบนฐานของความเสมอภาคระหว่างชุมชนที่หลากหลายในการจัดเก็บ รักษา วิจัย ตีความ จัดแสดงและส่งเสริมความเข้าใจต่อโลก โดยมุ่งส่งเสริมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรมในสังคม ความเสมอภาคและความอยู่ดีกินดีในทุกอณูของโลกใบนี้)   ปัจจุบัน นิยามใหม่นี้ยังเป็นประเด็นถกเถียงและยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ไม่เห็นด้วยแย้งว่า นิยามใหม่นี้ละเลยหน้าที่ดั้งเดิมของพิพิธภัณฑ์ในแง่การเป็นสถาบันความรู้ ทั้งยังมีความเป็นการเมืองและอุดมคติมากเกินไป[7] แต่ผู้เขียนเห็นว่า นิยามที่เสนอขึ้นมาใหม่สามารถสะท้อนความคาดหวังต่อบทบาทและหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 ได้มากกว่า ดังนั้น คำถามสำคัญของการศึกษานี้ คือ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศและท่ามกลางวัฒนธรรมพิพิธภัณฑ์ของประเทศไทยที่มีข้อจำกัดในการจัดรวบรวม จัดแสดง และจัดกิจกรรมเพื่ออภิปรายด้านสังคมการเมืองนั้น แนวคิดพิพิธภัณฑ์สันติภาพที่สอดคล้องกับความหมายของพิพิธภัณฑ์ที่เสนอขึ้นมาใหม่นั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ จะมีประโยชน์อย่างไร และที่สำคัญผู้คนในพื้นที่ต้องการหรือไม่ เพื่อให้ได้คำตอบจากคำถามทั้งสามข้างต้น การศึกษานี้เลือกใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมผ่านการใช้ชีวิตในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนท้องถิ่น การเขียนบันทึกประจำวันของกลุ่มเป้าหมายและการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ ความรู้สึก มุมมอง ความต้องการและความหวังของผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์   2. พิพิธภัณฑ์สันติภาพและสันติภาพในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สันติภาพพิจารณาพิพิธภัณฑ์ในแง่พื้นที่สันติศึกษา (Peace Education) และในฐานะเครื่องมือเพื่อความสมานฉันท์และสร้างสันติภาพ เป้าหมายเหล่านี้ดูห่างไกลและท้าทายเมื่อพิจารณาถึงพื้นที่ที่มีความรุนแรงยืดเยื้อ สันติภาพในความหมายของพิพิธภัณฑ์จึงครอบคลุมไปถึงกระบวนการสร้างสันติภาพ ปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑ์สันติภาพ 239 แห่งทั่วโลก[8] ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการคัดเลือกหรือรับรองจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สันติภาพนานาชาติ (International Network of Museums for Peace)[9]พิพิธภัณฑ์สันติภาพส่วนใหญ่ตั้งขึ้นเมื่อสงครามสิ้นสุด เมื่อความรุนแรงทางอาวุธสงบลงหรือเมื่อความขัดแย้งได้รับการจัดการ[10] ปัจจุบัน ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สันติภาพที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งหรือความรุนแรงดำเนินอยู่  ความพยายามใช้พิพิธภัณฑ์เพื่อเป้าหมายด้านสันติภาพสามารถย้อนกลับไปในปี 1798 เมื่อ ดร. เบนจามิน รัช (Benjamin Rush) เสนอต่อสำนักเลขาธิการสันติภาพสหรัฐ (U.S. Secretary of Peace) ให้สร้างพิพิธภัณฑ์สันติภาพโดยมีเป้าหมายยุติสงคราม แต่ข้อเสนอนี้ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการภาพสงครามเพื่อเชิดชูวีรกรรมทหารแทน (Dungel, 1999) จนอีก 100 ปีถัดมาที่การใช้พิพิธภัณฑ์เพื่อเป้าหมายด้านสันติภาพเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ในปี 1902 พิพิธภัณฑ์สันติภาพแห่งแรกคือ The International Museum of War and Peace ก่อตั้งขึ้นในเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พิพิธภัณฑ์นานาชาติว่าด้วยสงครามและสันติภาพแห่งนี้มีเป้าหมายต่อต้านสงครามเป็นหลัก หากมองย้อนกลับไปยังพิพิธภัณฑ์ช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยพิจารณาบริบทสังคมการเมืองช่วงศตวรรษที่ 19 ประกอบ การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมสะท้อนอยู่ในการนำเสนอของพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในยุโรป (Hein, 1998) พิพิธภัณฑ์ที่วิพากษ์สงครามและให้ข้อมูลสันติภาพจึงเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ทางเลือกท่ามกลางพิพิธภัณฑ์ที่แสดงแสนยานุภาพทางทหารหรือข้าวของจากดินแดนอาณานิคม การเดินทางของแนวคิดพิพิธภัณฑ์สันติภาพใช้เวลายาวนาน แนวคิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการสันติศึกษาและกิจกรรมการเรียนการสอนสันติศึกษา นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาช่วงทศวรรษที่ 1990s[11]ซึ่งการอ่านว่า พิพิธภัณฑ์สันติภาพนำเสนอ “สันติภาพ” อย่างไรสามารถใช้เกณฑ์การแบ่งของโจฮัน เกาตุง ซึ่งแบ่งสันติภาพออกเป็นสองกลุ่ม คือ สันติภาพเชิงลบ (Negative Peace)  หรือสภาวะ “ปราศจากความรุนแรง การไม่มีสงคราม”   หรือสภาวะที่ไม่มีความรุนแรงทางตรง และ สันติภาพเชิงบวก (Positive Peace ) สภาวะที่มี “ภราดรภาพของสังคมมนุษย์” (Galtung, An Editorial 1964)  ซึ่งหมายรวมถึงสังคมที่ ผู้คนมีความเท่าเทียม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความยุติธรรมและมีธรรมชาติที่สมดุล ทั้งสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวกล้วนสะท้อนอยู่ในแนวคิดสันติภาพ ความทรงจำและผู้คนซึ่งเป็นกรอบการเล่าเรื่องส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพ และยังสะท้อนระดับมุมมอง ความรู้ ความเข้าใจสันติภาพของพิพิธภัณฑ์ และช่วยให้เห็นภาพชัดว่า พิพิธภัณฑ์สันติภาพมีบทบาทอย่างไรบ้าง ซึ่งพิพิธภัณฑ์สันติภาพจะมีส่วนสร้างสันติภาพอย่างไรนั้น สามารถเริ่มต้นที่การดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ที่นำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรม ดังต่อไปนี้   การปะทะกับแนวคิดอำนาจนิยม           พิพิธภัณฑ์สันติภาพมีแนวคิดต่อต้านและปะทะกับอำนาจนิยม เช่น กรณีพิพิธภัณฑ์สงครามและทหารซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพด้วยแสนยานุภาพทางอาวุธและการเสียสละของทหาร ในประเทศส่วนใหญ่ พิพิธภัณฑ์สงครามและทหารได้รับความนิยมสูงเมื่อพิจารณาจำนวนผู้ชม การสร้างอิทธิพลต่อสังคม และการได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องทั้งจากรัฐและงบประมาณของทหาร [12] ขณะที่พิพิธภัณฑ์สงครามและทหารสร้างความชอบธรรมและให้เหตุผลการมีอยู่ของระบบทหาร พิพิธภัณฑ์สันติภาพให้ข้อมูลความสูญเสียจากสงครามและการสู้รบด้วยอาวุธ และเสนอทางเลือก เช่น การเจรจา การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากร และความพยายามลดการซื้อขายอาวุธ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เห็นได้ในพิพิธภัณฑ์สันติภาพส่วนใหญ่ แม้ในพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอภาพสันติภาพเชิงลบก็ตาม เช่น พิพิธภัณฑ์ Imperial War Museum ในอังกฤษซึ่งถึงแม้จะมีชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สงคราม แต่การเล่าเรื่องในหลายช่วงวิพากษ์ระบบทหาร Hiroshima Memorial Peace Museum และ Kyoto Museum for World Peace ในญี่ปุ่นซึ่งให้น้ำหนักกับสงครามโลกครั้งที่สอง   การสร้างความรู้เข้าใจต่อความสัมพันธ์และการทำงานระหว่างความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์สันติภาพไม่ชี้หรือกล่าวโทษบุคคล แต่ชี้ให้เห็นการทำงานของระบบ โครงสร้างและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้บุคคลยอมรับความรุนแรงและเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง ซึ่งความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้คือฐานของการวิพากษ์และปฏิเสธความรุนแรงรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเปลี่ยนมุมมองต่อความขัดแย้ง ความรุนแรงและการแก้ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากใน Kyoto Museum for World Peace Himeyuri Peace Museum และ Oka Masaharu Memorial Nagasaki Peace Museum ในญี่ปุ่นซึ่งล้วนถ่ายทอดความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของประเทศญี่ปุ่น นิทรรศการชั่วคราวของ Documentation Center of Cambodia ประเทศกัมพูชาที่นำเสนอและวิพากษ์ระบบเขมรแดง   การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการพูดถึงแง่มุมความเป็นมนุษย์ เช่น ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดกับประชาชนหรือกลุ่มคนชายขอบ การนำเสนอเกี่ยวกับผู้เสียหายหรือการย้ำเน้นสถานะความเป็นเหยื่อในพิพิธภัณฑ์นั้น ในแง่หนึ่งจึงเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณะเห็นชีวิตของผู้สูญเสีย เพราะการระลึกถึงชีวิตของผู้เสียหายคือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา[13]ซึ่งนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นประเด็นการเล่าเรื่องหลักของพิพิธภัณฑ์สันติภาพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิพิธภัณฑ์สันติภาพที่ถ่ายทอดความทรงจำของผู้เสียหายจากมุมมองของรัฐ เช่น The Memorial Hall of China’s War of Resistance Against Japan, Pingdu Memorial Hall in Honor of the Anti-Japanese War Heroes และ Zhi Jiang Chinese People’ s Victory against Japan Memorial Hall ในประเทศจีนซึ่งล้วนเล่าเรื่องการเปลี่ยนสถานะจากความเป็นเหยื่อไปสู่การเป็นผู้รอดชีวิตและมีบทบาทต่อสู้เพื่อให้รอดจากสถานการณ์รุนแรงของชาวบ้านและทหารยศต่ำต้อยในช่วงการรุกรากของกองทัพญี่ปุ่น   การทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์           สำหรับพิพิธภัณฑ์สันติภาพหลายแห่ง ความอิสระในการบริหารจัดการนำไปสู่ความสามารถในการเปิดพื้นที่เพื่อให้ผู้คนหลายภาคส่วน หลายภูมิหลังได้ส่งเสียง ถกเถียงหรือสร้างบทสนทนาระหว่างกันและระหว่างชุดความทรงจำหรือประวัติศาสตร์ฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งการสร้างความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ความทรงจำและประวัติศาสตร์มีหลายชุดนั้น นำไปสู่ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ การตั้งคำถามและการเปิดใจกว้างในการมองสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยไม่ด่วนตัดสิน และท้ายที่สุดคือการเคารพบุคคลอื่นที่มีประสบการณ์แตกต่าง ซึ่งความพยายามเหล่านี้เห็นได้จาก Memorial and Educational Site House of the Wannsee Conference ประเทศเยอรมันที่นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ Wannsee Conference ซึ่งนำไปสู่นโยบายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หรือที่ประเทศกัมพูชา พิพิธภัณฑ์ The Tuol Sleng Genocide Museum ร่วมกับ Documentation Center of Cambodia บันทึกปากคำของผู้กระทำ “รากหญ้า” หรือ “นักฆ่า” ที่เป็นชาวนาในหมู่บ้านยากจนในยุคเขมรแดง และจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพวกเขา นิทรรศการประกอบด้วยภาพถ่ายปัจจุบันของเจ้าตัว ชีวิตความเป็นอยู่ และการเข้าร่วมกับเขมรแดง นิทรรศการไม่มีข้อสรุปหรือการชี้นำ แต่การเลือกถ้อยคำมานำเสนอเผยให้เห็นเงื่อนไขและปัจจัยที่มีอิทธิพลให้คนธรรมดาเลือกวิธีการรุนแรง ก่อนหน้าปี 2015 พิพิธภัณฑ์ Osaka International Peace Center ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนครโอซาก้า จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นนำเสนอประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองด้วยการบอกเล่าถึงแสนยานุภาพของกองทัพญี่ปุ่น และความเสียหายในโอซาก้า และมีส่วนนิทรรศการที่นำเสนอถึงประเด็น “อ่อนไหว” เช่น คอมฟอร์ทวูเมนของกองทัพญี่ปุ่น การสังหารในนานกิง รวมทั้งทางรถไฟสายมรณะ เป็นต้น แต่นิทรรศการส่วนนี้ถูกนำออกไปเมื่อโทรุ ฮาชิโมโต้ (Toru Hashimoto ) จากพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยม Japan Innovation Party ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรี ( Seaton 2015)   การต่อต้านและยืนหยัดต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การจัดการความทรงจำในหลายกรณีสนับสนุนให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดดำรงอยู่ เช่น การเลือกไม่เล่าหรือไม่นำเสนอในที่สาธารณะ การไม่ทำให้เป็นวาระแห่งชาติ หรือการสร้างความหวาดกลัวผ่านการทำให้เชื่อว่า ประเด็นหรือเหตุการณ์นั้นเป็นความอ่อนไหวหรือกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งแนวคิดในการนำเสนอประเด็นและการดำเนินกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์สันติภาพคือการขจัดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดและการต่อสู้กับความพยายามทำให้ลืม ผ่านการสร้างความทรงจำใหม่ ด้วยการนำเสนอข้อมูล เอกสารหลักฐาน การทำงานจดหมายเหตุ และการมีส่วนร่วมในการรณรงค์เรียกร้องความยุติธรรม  การชดเชยและเยียวยา เช่น โครงการบันทึก 6 ตุลา โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาในประเทศไทย Documentation Center of Cambodia ประเทศกัมพูชา May 18 Democratization Movement Archives ประเทศเกาหลีซึ่งเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงการล้อมปราบเมืองกวางจูในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 ซึ่งล้วนกำลังได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในรายการพิพิธภัณฑ์สันติภาพ และ The Park for Peace ประวัติศาสตร์ของ Villa Grimaldi และพื้นที่คุมขังและทรมานอื่นๆ ในประเทศชิลี   3. การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่แล้ว ความยั่งยืนทางการเงินของพิพิธภัณฑ์สันติภาพไม่ได้มาจากรายได้จากการเข้าชม แต่มาจากการบริจาคหรืองบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานที่กำกับดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นหรือจากแหล่งทุนอื่น พิพิธภัณฑ์ก่อตั้งขึ้นบนฐานความต้องการของบุคคล กลุ่มหรือองค์กรที่ต้องการสื่อสารและผลักดันให้ประเด็นหรือวาระบางประการมีพื้นที่ในที่สาธารณะและสามารถส่งผลกระทบหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคำถามตามมาคือ แล้วแผนธุรกิจของพิพิธภัณฑ์มีความสำคัญหรือไม่สำหรับพิพิธภัณฑ์ที่ไม่แสวงผลกำไร แล้วการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน แนวทางการศึกษาที่ใช้กันทั่วไปจะสามารถปรับใช้กับการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพได้หรือไม่ ประเด็นที่ขาดหายไปในแนวทางการศึกษาคืออะไร และการศึกษานี้จะนำไปสู่ประโยชน์อย่างไรบ้าง การศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในเอกสารวิชาการหรือเอกสารธุรกิจ ให้ความสำคัญที่การศึกษา ‘ความสามารถทางการเงิน’ (financial viability) ของพิพิธภัณฑ์ ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ และความสามารถในการให้บริการระยะยาว นั่นคือ ระดับการเข้าชม (attendance) รายได้ (revenues) งบประมาณในการจ้างเจ้าหน้าที่และการดำเนินงาน (staffing and operating expenses) ประเด็นหลักของการศึกษาความเป็นไปได้ของพิพิธภัณฑ์โดยทั่วไปจึงประกอบด้วย การทบทวนวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ การวิเคราะห์ทรัพยากรที่ต้องการ วิเคราะห์ทรัพยากรที่มีอยู่ด้วยการวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมาย การศึกษาข้อมูลประชากรในพื้นที่รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายของพิพิธภัณฑ์ การวิเคราะห์คู่แข่งหรือพันธมิตร แนวโน้มการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้หมายถึงการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาให้ได้ว่า โครงการพิพิธภัณฑ์นี้มีความเป็นไปได้ “สูง” ที่จะมีรายได้เข้ามาหรือไม่ และเพียงพอในการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ในระยะยาวได้หรือไม่  จากคำอธิบายข้างต้น การศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สะท้อนถึงความยั่งยืนในเชิงเศรษฐกิจ แล้วความยั่งยืนในเชิงการเป็นพื้นที่ทางสังคมการเมืองของพิพิธภัณฑ์อยู่จุดไหนในการศึกษาลักษณะนี้ ซึ่งผู้เขียนเสนอว่า สำหรับพิพิธภัณฑ์ที่มีเป้าหมายเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฟังเสียงของผู้คนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของพิพิธภัณฑ์ นั่นคือ เสียงจากเจ้าของเรื่องและประสบการณ์ที่พิพิธภัณฑ์จะนำเสนอซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์มากที่สุด รวมทั้งมุมมองของพวกเขาที่มีต่อพื้นที่ที่กำหนดว่าจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ ก่อนการวิเคราะห์ทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสนับสนุนและที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งยังเป็นการพยายามตอบคำถามด้วยว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์สันติภาพในแง่ 1) การปะทะกับแนวคิดอำนาจนิยมม 2) การสร้างความรู้เข้าใจต่อความสัมพันธ์และการทำงานระหว่างความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม 3) การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย 4 ) การทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์ และ 5) การต่อต้านและยืนหยัดต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดนั้น จะเป็นไปได้ในรูปแบบใดบ้างเพื่อให้เพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในเครื่องมือของกระบวนการสันติภาพ การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงให้ความสำคัญกับเสียงของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรและไม่มีอำนาจในกระบวนการตัดสินใจเป็นหลัก ได้แก่ ชาวบ้านในพื้นที่นอกเขตเทศบาล ชาวบ้านในพื้นที่ขัดแย้ง เยาวชนที่มีโอกาสทางการศึกษาจำกัด ผู้นำศาสนาระดับชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรงและข้าราชการระดับปฏิบัติงาน เป็นต้น  หรืออีกแง่หนึ่ง คือการศึกษาความเป็นไปได้ผ่านมุมมองของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่มุมมองของโครงการพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่มุมมองหรือความต้องการของนักวิชาการ กลุ่ม หน่วยงานหรือสถาบันหรือรัฐที่มีต่อพวกเขา และเป็นการศึกษาถึงความจำเป็นและประโยชน์ของพิพิธภัณฑ์หรือความสามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพตามที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นหลัก คำถามที่นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริง มุมมองและความต้องการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนจริงๆ การบาดเจ็บ การสูญหาย การสูญเสีย ความหวาดระแวง ความคับข้องใจที่โยงใยกับความอ่อนไหวเชิงประวัติศาสตร์ พรมแดน ความเชื่อ รัฐและความมั่นคง รวมทั้งผู้คนทั้งที่มีชีวิตอยู่และไม่มีชีวิตอยู่จะสามารถได้คำตอบในครั้งเดียวภายในช่วงเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงที่ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้ข้อมูลพบกันครั้งแรกหรือไม่ และหากมีการให้ข้อมูล จะมั่นใจอย่างไรว่า เป็นข้อมูลที่มาจากความรู้สึกและความต้องการอย่างแท้จริง ผู้ให้ข้อมูลจะวางใจในผู้ให้สัมภาษณ์และยินดีให้ข้อมูลหรือไม่ พวกเขาเห็นประโยชน์ของการแบ่งปันเวลานับชั่วโมงเพื่อเปิดเผยและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างตรงไปตรงมาอย่างไรผ่านภาษาที่สองหรือผ่านบุคคลที่สอง            ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบคำถามและกระบวนการไม่ได้สัมพันธ์กับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับประสบการณ์ในการให้ข้อมูลกับงานวิจัยอื่นๆ เช่นกัน ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กลายเป็น “สนาม” ของงานศึกษาจำนวนมากและเป็น “พื้นที่โครงการ” ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน การทำงานสนามของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้คนในพื้นที่อีกต่อไป ผู้คนในพื้นที่หลายรายคุ้นเคยกับการให้ข้อมูลและชุมชนหลายแห่งเป็นพื้นที่ศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า           ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบเครื่องมือวิจัยและคำถาม รวมทั้งฝึกอบรมทีมวิจัยสนามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ผู้ให้ข้อมูลจะไม่ต้องพูดประเด็นที่เคยพูดซ้ำ และเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและเป็นคำตอบจริง โดยการถามคำถามหลักว่า พวกเขากำลังเผชิญกับอะไร พวกเขาต้องการพิพิธภัณฑ์หรือไม่ พวกเขาจะมีส่วนร่วมในเรื่องเล่าหรือกิจกรรมอย่างไร พวกเขาเห็นพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ไหน พวกเขาเห็นตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในพิพิธภัณฑ์อย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไร ผ่านการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ การเขียนบันทึกประจำวันของผู้ให้ข้อมูล การอธิบายคำต่างๆ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย ผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาพำนักในชุมชนนอกเขตเทศบาลในจังหวัดยะลา ปัตตานีและนราธิวาส 13 หมู่บ้าน นักศึกษาและเยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ผู้ให้ข้อมูลในการศึกษานี้มีทั้งชาวพุทธและมุสลิม   4. อารมณ์ความรู้สึกของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และที่ทางของพิพิธภัณฑ์สันติภาพ Dominique Moïsi เขียนไว้ในหนังสือ The Geopolitics of Emotion : How Cultures of Fear, Humiliation, and Hope are Reshaping the World ว่า “ความกลัวขัดขวางความหวัง ความหวังที่จะต่อสู้กับความรู้สึกด้อยค่า ความรู้สึกด้อยค่าที่จะนำไปสู่การกระทำที่ไร้เหตุผลอย่างที่สุดหรือนำไปสู่ความรุนแรง  เราไม่อาจเข้าใจโลกที่เราอยู่ได้เลยหากปราศจากการพินิจพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกที่มีส่วนกำหนดโลกที่เราพำนักพักอาศัยอยู่นี้ [14]  การทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกผ่านมุมมองของชุมชนต่อความเป็นไปในพื้นที่ สิ่งที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตจึงสำคัญอย่างยิ่งนอกเหนือไปจากการข้อมูลด้าน ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ผู้คน วัฒนธรรมและความเชื่อ เศรษฐกิจและมิติอื่นๆ แม้ว่า ข้อเสนอหนึ่งของกระบวนการสันติภาพคือ การใช้ข้อมูลความรู้มิใช่อารมณ์ความรู้สึกเป็นฐานในการแก้ปัญหา [15] แต่การศึกษานี้เห็นว่า อารมณ์และความรู้สึกสามารถส่งผลและกำหนดท่าทีและปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่ วิถีชีวิตและประสบการณ์ของผู้คนจึงสามารถสะท้อนและกำหนดความต้องการ ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในพิพิธภัณฑ์ และสะท้อนถึงบทบาทและสถานะของพิพิธภัณฑ์สันติภาพได้ ซึ่ง การทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจว่า ภายในช่วงเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา ผู้คนธรรมดาสามัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลาเผชิญอะไรบ้าง จากฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จนถึงกุมภาพันธ์ 2563 มีเหตุการณ์ 20,564 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,111 ราย และได้รับบาดเจ็บ 13,266 คน คำว่า “เหตุการณ์” อาจไม่ทำให้ผู้คนนอกพื้นที่จินตนาการได้มากนักถึงระดับความไม่ปกติสุขและอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่หากเปรียบเทียบกับการให้รายละเอียดว่าเหตุการณ์นั้นมีอะไรบ้าง ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่เชื่อมั่นและความหมดหวัง สามารถดูได้จากถ้อยคำ “พบศพ การก่อวินาศกรรม ยิง ระเบิด โจมตี/ปะทะ ปิดล้อมตรวจค้น วางเพลิง ฆ่าด้วยวิธีการทารุณกรรม ทำร้ายร่างกาย การก่อกวนที่ไม่มีความรุนแรง” เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทาง Deep South Watch แยกออกเป็นกรณีแบ่งแยกดินแดน อาชญากรรม ยาเสพติดและไม่ชัดเจนว่าเป็นเหตุการณ์อะไร [16]  พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถแบ่งได้ตามการบังคับใช้กฎหมายพิเศษสามฉบับ ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก พ.ศ. 2547 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มีเพียงเก้าอำเภอที่ใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง อำเภอสุไหง-โกลก อำเภอสุคิรินและอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พิจารณาว่ามีสถานการณ์ความรุนแรงน้อยกว่า ภายใต้กฎหมายพิเศษเหล่านี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ไม่ได้สงบลง เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวด้วยคดีความมั่นคงนับหมื่นคน รวมถึงการใช้นโยบายและปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคงที่สะท้อนถึงความไม่วางใจ  การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ในการศึกษานี้ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์ แต่พอนึกภาพออกว่า พิพิธภัณฑ์น่าจะเป็น “สถานที่ที่เก็บสะสมสิ่งของเก่า ๆ โบราณวัตถุ ประวัติศาสตร์ จัดนิทรรศการเรื่องต่าง ๆ ของพื้นที่ หรือที่อื่น ๆ อาจอยู่ในอาคารหรือเป็นแค่สถานที่ เรื่องราว คำบอกเล่าก็ได้”  ส่วนเยาวชนจังหวัดชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เคยไปพิพิธภัณฑ์แต่ไม่ใช่เป็นกลุ่มผู้ไปพิพิธภัณฑ์ ( museumgoer) การศึกษาจึงไม่ได้เป็นเพียงการฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ แต่ยังพยายามทำความเข้าใจวิถีชีวิตและมุมมองของผู้ไม่ไปพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลและข้อจำกัด การหาตำแหน่งแห่งที่ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเริ่มต้นด้วยบทสนทนาเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ความเป็นไปในพื้นที่ผ่านสายตาและสิ่งที่พวกเขาเผชิญในชีวิตประจำวันและความคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลง   “เก้าโมงเช้าของทุกวันพุธ ฉันจะต้องออกไปตลาดเพื่อไปหาวัตถุดิบทำสลัดโรลมาวางขาย ฉันออกไปซื้อวัตถุดิบคนเดียวกับมอเตอร์ไซค์ ทุกครั้งที่ฉันต้องออกเดินทางไปในเมืองมันต้องผ่านด่านสกัดหลายด่าน”   ในบันทึกสี่วัน จำนวนสี่หน้าของดารา (ชื่อสมมุติ) เยาวชนอายุ 23 ปีที่กำลังหางานประจำทำและใช้เวลาว่างทำสลัดโรลขาย มีคำว่า “ด่าน” ปรากฎอยู่สี่คำ และมีคำว่า “ทหาร” ปรากฏอยู่ถึง 14 แห่ง เช่นเดียวกับบันทึกประจำวันของผู้ให้ข้อมูลอีก 24 คน สถานที่และผู้คนที่ปรากฏซ้ำๆ นี้“มันเป็นภาพที่ฉันและคนบ้านฉันเห็นจนชินตาไปแล้ว” ฉากจำเจของฝ่ายความมั่นคง ด่านและอาวุธ การก่อเหตุของฝ่ายขบวนการและปฏิวัติการทางทหาร รวมทั้งความรุนแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นเวลานับศตวรรษจนถึงปัจจุบันย้ำเตือนผู้คนในพื้นที่ตลอดเวลาถึงความยังไม่ธรรมดา ยังไม่ปกติ ยังไม่สงบ ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อการมองตัวเอง มองโลกรายรอบและการปฏิสัมพันธ์กับ “คนนอก” อันนำไปสู่ความสามารถในการไว้วางใจ ความสามารถในการแสดงความรู้สึกและความเห็นอย่างตรงไปตรงมาในที่สาธารณะ การคาดคะเนถึงความปลอดภัยในการส่งเสียง การกังวลกับภาพลักษณ์ว่าทั้ง “คนนอก” และ “คนใน” จะมีมุมมองอย่างไรต่อพวกเขา [17] โลกของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ พวกเขามีโอกาสเดินทางข้ามพรมแดนไปประเทศเพื่อนบ้านหรือไกลออกไปถึงอินโดนีเซีย บางคนมีโอกาสไกลถึงตะวันออกกลางหรือแอฟริกา นอกเหนือไปจากการเคลื่อนย้ายมากรุงเทพหรือเมืองใหญ่อื่นๆ หลายคนไปทำงาน ค้าขาย เยาวชนบางคนไปเรียนหนังสือ ด้วยทักษะภาษา หลายคนสามารถฟังเพลง ดูละคร ฟังข่าวสารและอ่านหนังสือทั้งในภาษาไทย มลายูและภาษาอาหรับ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนราคาถูกของเยาวชนหรือแม้แต่ชาวบ้านในวัยกลางคนหลายรายนำโลกใหม่ๆ มาให้ ทั้งข้อมูลข่าวสาร ความเป็นไปในที่อื่นๆ คลิปวีดีโอ นิยายวัยรุ่น แฟชั่น การใช้ชีวิตและสถานที่น่าสนใจ การมีโอกาสนำตัวเองออกไปสู่พื้นที่อื่นทั้งการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ค้าขายหรือการศึกษา หรือด้วยภาษาและผ่านโลกออนไลน์ พวกเขาสามารถเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของการพัฒนา สิ่งอำนวยความสะดวก ค่าแรง ความปลอดภัย การเห็นความเป็นไปของพื้นที่อื่นกระตุ้นความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความคับข้องใจ น้อยเนื้อต่ำใจ ความโกรธ ความภาคภูมิใจเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่จากมา ขณะเดียวกันก็ช่วยให้พวกเขาสามารถจินตนาการได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความสงบ ความเป็นอิสระ การพัฒนาหรือความเท่าเทียมที่พวกเขาต้องการ หากท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง โอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา อีกทั้งโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ทางออกของพวกเขาหลายคนคือการแสวงหาโอกาสที่ดีกว่านอกพื้นที่ การโยกย้ายของประชากรในพื้นที่เป็นปรากฏการณ์น่าสนใจ โดยเฉพาะเยาวชนในชุมชนมุสลิม การย้ายถิ่นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงเกิดขึ้นมายาวนานและเริ่มสูงขึ้นในหลายหมู่บ้าน ตามที่เยาวชนในจังหวัดนราธิวาสคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “หากพี่เข้าไปในหมู่บ้าน จะเจอแต่เด็กกับคนแก่” หรือที่เยาวชนในจังหวัดยะลาที่ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯ บอกว่า “พวกวัยรุ่นผู้ชายมาเป็นยามกันครึ่งหมู่บ้าน” ปรากฏการณ์นี้สามารถพิจารณาควบคู่กับข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2559 ซึ่งพบว่า เด็กอายุ 13-18 ในพื้นที่ภาคใต้มีอัตราเรียนต่อต่ำสุด รวมทั้งรายงาน “สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในระดับภาคของประเทศไทย” โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2661 ที่ระบุว่า ชายแดนภาคใต้มีความยากจนที่สุด นั่นคือจากประชากรทั้งหมดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ คนจนร้อยละ 32.8 อาศัยอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ประชากรในพื้นที่นี้ 1 ใน 3 เป็นคนจน[18] รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กในประเทศ โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขความยากจนแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ระบุว่า จังหวัดปัตตานีมีดัชนีความยากจนหลายมิติของเด็กที่สูงที่สุด[19] [20] ส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มคนที่โยกย้ายเป็นแรงงานแฝงในภาคการเกษตร พวกเขาเป็นแรงงานพื้นฐานในเมืองใหญ่หรือมาเลเซีย เป็นกลุ่มเป้าหมายที่หน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายความมั่นคงและองค์กรพัฒนาเอกชนต้องการให้เข้าฝึกอาชีพ และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ฝ่ายความมั่นคงจับตา โดยเฉพาะเยาวชนชาย[21] เมื่อผู้ชายออกนอกพื้นที่ แรงงานในภาคเกษตรลดน้อยลง ประกอบการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและราคาผลผลิตตกต่ำ ที่นาหลายแห่งในชุมชนกลายเป็นนาร้าง ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ นอกจากเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ตามธรรมชาติหรือเป็นที่จับสัตว์น้ำตามฤดูกาล หลายหมู่บ้านมีนโยบาย โครงการพัฒนาหรือความช่วยเหลือทั้งจากของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปถึง หรือแม้แต่โครงการของฝ่ายความมั่นคง หากการดำเนินงานหน่วยงานเหล่านี้ในหลายกรณีสร้างปัญหายิ่งขึ้นกว่าเดิมจากการขาดการวางแผนที่ดี เช่นในบันทึกของเยาวชนหญิงจากชุมชนหนึ่งใน อ. ยี่งอ จ.นราธิวาส เขียนไว้ว่า “ตลาดที่นี่มีชื่อว่าตลาดนัดประชารัฐผู้ใหญ่บ้านเป็นคนจัดตั้งขึ้นมา แม่ค้ามาขายของกันเยอะมากส่วนใหญ่เป็นของกิน ตั้งแต่มีตลาดนัดประชารัฐทุกวันพุธในหมู่บ้าน รถขายปลาในหมู่บ้านก็ต้องหยุดขายเพราะชาวบ้านรอซื้อปลาจากตลาด” นอกจากนั้น ในการดำเนินโครงการพัฒนา ชาวบ้านยังคงได้รับการปฏิบัติในฐานะกลุ่มผู้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนา ยังไม่ได้รับการส่งเสริมให้กลายเป็นผู้มีบทบาทหรือผู้ที่จะมีอำนาจในการต่อรอง ออกแบบโครงการพัฒนาหรือร่วมตัดสินใจ ส่วนโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงยิ่งขยายช่องว่างระหว่างรัฐผู้ทำหน้าที่เยียวยากับผู้ได้รับการเยียวยา ชาวบ้านมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีความจริงใจในการเยียวยา และพวกเขารู้สึกว่าถูกปฏิบัติในฐานะ “คนที่ซื้อได้ด้วยเงิน” โดยพิจารณาจากถ้อยคำ เช่น “ได้เงินไปตั้งเยอะก็สบายใจแล้วซี” “ได้เงินแล้วไม่ต้องเรียกร้องแล้วนะ” “ได้เงินแล้ว ก็ลืมได้แล้ว” แม้ความยากจนเป็นปัญหาหลักของพื้นที่ แต่พวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้เข้าถึงทรัพยากรทางการเงินหรือทุนต่างๆ นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นสีแดง เช่น ในบางช่วง ร้านขายมอเตอร์ไซค์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองปฏิเสธให้ผู้ที่มีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านในพื้นที่เหล่านั้นซื้อสินค่าเงินผ่อน เพราะหากมีปัญหาการผ่อนร้านไม่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อทวงถามและด้วยเหตุผลของความไว้วางใจ นอกจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วพวกเขายังตระหนักว่า ตัวเองถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด   เช่นเดียวกัน ข้อจำกัดทางพื้นที่และสถานะทางสังคม ผู้คนเหล่านี้ยังมีที่ทางจำกัดในพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมหรือพื้นที่เชิงสังคมการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา ทั้งพื้นที่ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคจัดตั้งขึ้น เช่น Patani Art Space, Malayu Living, หอศิลป์ เดอ ลาแปร์ อาร์ต สเปซ หรือ Saiburi Looker รวมทั้งงานเสวนา สัมมนาต่างๆ  แม้เรื่องของพวกเขาบางคนถูกเล่าในพื้นที่เหล่านี้ก็ตาม พวกเขาไม่เห็นที่ทางของตัวเองและหลายรายไม่รู้ว่ามีกลุ่มหรือพื้นที่เหล่านี้ ที่ทางของพวกเขาอยู่ในงานเทศกาลสาธารณะที่เปิดพื้นที่กว้างสำหรับทุกคน เช่น งานของดีเมืองนรา งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนและงานเทศกาลฟื้นฟูประเพณีและของดีเมืองยะลา เป็นต้น แต่พวกเขารู้สึกถึงการมีที่ทางจริงหรือ ชาวมุสลิมหลายรายสะท้อนถึงความอึดอัดคับข้องใจที่ “รู้สึกเหมือนถูกจับตามอง” “รู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสามเมื่อผ่านด่าน” “รู้สึกปฏิบัติศาสนกิจได้ไม่เต็มที่” “รู้สึกไม่ปลอดภัย” “รู้สึกตัวเองถูกมองเป็นโจรใต้” ขณะที่ชาวพุทธสะท้อนถึงความหวาดระแวง “จะไปตลาดก็เหลียวหน้าแลหลัง” “อยากให้ทหารมาอยู่ในวัด” “เดี๋ยวนี้ไม่สนิทใจเหมือนแต่ก่อน” “กลางค่ำกลางคืนไม่ออกบ้าน” ความคาดหวังที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เช่น การใช้ชีวิตเรียบง่าย สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ ลูกๆ มีโอกาสเรียนหนังสือในสถานศึกษาที่ครอบครัวต้องการ มีโอกาสปฏิบัติศาสนกิจกลับเป็นเรื่องยาก ไม่เพียงที่พวกเขารู้สึกถูกกีดกันจากทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายขบวนการ พวกเขาสะท้อนถึงความห่างเหินที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างผู้คนในชุมชนและพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันระหว่างคนต่างศาสนาที่มีน้อยลง “บ้านผมอยู่ใกล้ชุมชนจีน ช่วงไหว้เจ้าก็มีการตั้งหัวหมูหน้าบ้านคนจีน หน้ามัสยิด เรื่องศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน เมื่อก่อนเดินเข้าครัวคนจีนได้ตลอด ตอนนี้ คนเริ่มระแวง” ความรุนแรงที่ยาวนานและการถูกทำให้รับรู้ร่วมกันว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ไม่ใช่ปัญหาร่วมของคนในประเทศ ส่งผลต่อการมองตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง ทั้งตัวตนในพื้นที่และในระดับข้ามภูมิภาค คำถามที่ผู้เขียนซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ได้ยินเป็นประโยคแรกๆ จากชุมชน คือ “มาคนเดียวหรือ ไม่กลัวหรือ” “ไม่กลัวโจรใต้หรือ” เหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า ขณะที่พื้นที่ร่วมระหว่างคนต่างศาสนาในพื้นที่เริ่มขยายกว้างขึ้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนนอกพื้นที่และในพื้นที่ก็ห่างออกไปเช่นกัน เพราะการรับรู้โลกภายนอกเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมีปฏิสัมพันธ์จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ในพื้นที่จะมีสำนักข่าวขนาดเล็ก หรือการสร้างสื่อด้วยตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น มีความพยายามสื่อสารทั้งสถานการณ์ เสียงจากผู้คนและเรื่องราวอื่นๆ ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เฉพาะความรุนแรงเท่านั้น เช่น Patani Note วารสาร Malayu Review ขณะเดียวกัน เมื่อมองจากโลกข้างนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ สื่อเหล่านี้ยังจำกัดวงคนอ่านหลักพัน ซึ่งอาจมองในแง่ข้อจำกัดการสื่อสารการเมืองเชิงอัตลักษณ์ นั่นคือ ขณะที่เจ้าของอัตลักษณ์มีที่ทางของตนนั้น การเชิดชูอัตลักษณ์อาจนำมาซึ่งอำนาจต่อรอง แต่ขณะเดียวกันเป็นปัญหาในการสร้างความเชื่อมโยงตัวเองกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่นเดียวกับภาษาไทย คำว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนพูดถึงความฝันและความต้องการของตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบไหนแทนการพูดว่า “สันติภาพ” ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมมากเกินไป “อามานดามัย” ในภาษามลายูกลาง หรือ “อาแมดาแม เกอเวอลามะแต” ในภาษามลายูถิ่นซึ่งต่างเป็นคำศัพท์ “สันติภาพ” สำหรับผู้คนวัยกลางคน หมายถึง “ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากร อาหารการกิน มีอิสระเสรีภาพในการทำงาน ทำมาหากิน  การใช้ชีวิต การเผยแผ่ ประกอบศาสนกิจ ทำกิจกรรมทางศาสนา” และสำหรับเยาวชน หมายถึง “การเดินทางไปไหนมาไหนได้อิสระเสรี การใช้ชีวิต การแสดงออกทางการกระทำ ความคิด การเผยแผ่ ประกอบศาสนกิจ ทำกิจกรรมทางศาสนา การไม่ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อความไม่สงบในพื้นที่ มีสิทธิ์ที่จะพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์และความภาคภูมิในประวัติศาสตร์ของปัตตานี ของตนเอง(ชุมชน หมู่บ้าน ตระกูล)” แล้วพิพิธภัณฑ์จะสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ “สันติภาพ” ได้อย่างไร หากพิพิธภัณฑ์ คือ “สถานที่ที่เก็บสะสมสิ่งของเก่า ๆ โบราณวัตถุ ประวัติศาสตร์ จัดนิทรรศการเรื่องต่าง ๆ ของพื้นที่ หรือที่อื่น ๆ อาจอยู่ในอาคารหรือเป็นแค่สถานที่ เรื่องราว คำบอกเล่าก็ได้” การทลายกรอบคิดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ของผู้ให้ข้อมูลจึงเป็นความสำคัญอันดับแรก ก่อนชวนสนทนาเพื่อตรวจสอบว่า แนวทางของพิพิธภัณฑ์สันติภาพสอดคล้องกับพื้นที่ที่ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องและท่ามกลางข้อจำกัดทางสังคมการเมืองในประเทศไทยขณะนี้หรือไม่ ผู้คนในชุมชนไม่เห็นประโยชน์ของการสื่อสารกันเองภายในพื้นที่ พวกเขาต้องการให้เสียงที่สะท้อนถึงความคับข้องใจต่างๆ ขยายออกไปไกลกว่าชุมชน ประสบการณ์ชีวิตที่เหมือนกันของผู้คนในชุมชนเดียวหรืออีกหลายๆ ชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ทั้งการเผชิญความสูญเสีย ความหวาดกลัวต่างๆ ทำให้พวกเขาไม่เห็นว่าการสื่อสารภายในพื้นที่กันเองจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะ “พิพิธภัณฑ์ควรอยู่ในหมู่คนที่ไม่รู้” “ไปเห็นก็แค่นั้น มันไม่ได้สร้างอะไร เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้ว จะไปเห็นอะไร จะไปดูอะไร” หรือ “มันเหมือนปรับทุกข์กัน ก็ทำให้สบายใจ แต่มันก็เหมือนเดิม” คำตอบของพวกเขาซ่อนนัยยะของความเข้าใจที่ว่า พิพิธภัณฑ์สามารถเป็นเครื่องมือการสื่อสารเพื่อปะทะระบอบอำนาจนิยม การเปลี่ยนแปลงหรือสันติภาพไม่ได้มาจากชุมชนแต่มาจากโครงสร้างภายนอกและการทำงานกับกลุ่มผู้สนับสนุนหลัก (pillar of support) ของโครงสร้างนั้น ขณะเดียวกัน การมีพื้นที่เช่นพิพิธภัณฑ์นำมาสู่ความกังวลบางอย่าง ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ชวนคิดในการดำเนินงานเพื่อถ่ายทอดความรุนแรงทางตรง เชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม หรือแม้แต่การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย การเป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์ไม่ได้จบลงด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันเสมอไป สำหรับผู้ให้ข้อมูลชาวมุสลิม พวกเขาเห็นว่า ด้วยสายตาของรัฐไทยหรือ “คนไทย” ทั่วไปเมื่อมองลงไปในพื้นที่สามจังหวัดนั้น “มันเหมือนเป็นตัวแทนที่มีความต่าง มีทั้งเรื่องความเชื่อ มีทั้งเรื่องชาติพันธุ์ วิถีประเพณีที่มันต่าง ที่มันเหมือนอีกโลกหนึ่ง โลกอื่น ภูมิภาคอื่น การเชื่อมต่อมันยาก ประวัติศาสตร์มันคนละชุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาคิดมันเป็นความกลัวมากกว่า กลัวว่าเขาจะไม่สามารถควบคุมได้” ในมุมมองของนักวิชาการจำนวนหนึ่ง การปะทะของประวัติศาสตร์จากรัฐไทย ประวัติศาสตร์ฉบับพื้นที่และประวัติศาสตร์ฉบับบอกเล่าอื่นๆ ควรมีที่ทางในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือ ไม่ได้เป็นการให้ข้อมูลหรือสอนประวัติศาสตร์ แต่เป็นการให้ข้อมูลหรือสอนประวัติศาสตร์ศึกษา หากแต่ในมุมมองของผู้คนที่เผชิญความรุนแรงในชีวิตประจำวันมายาวนานเห็นว่า การปะทะ ถึงแม้จะเป็นการปะทะกันทางความคิดก็คือความขัดแย้ง พวกเขา “ไม่อยากให้มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นอีก แค่นี้ก็เหนื่อยเหลือเกิน” เช่นเดียวกับการบอกเล่าแง่มุมของการเป็นผู้ถูกกระทำนั้น ท่ามกลางความคลุมเครือของความจริงและกระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีการสังหารที่มัสยิดกรือเซะและการเสียชีวิตกรณีตากใบ เรื่องราวเหล่านี้เป็นประเด็นอ่อนไหว การเล่าเรื่องยังคงมีข้อจำกัดสำหรับชาวบ้าน นั่นคือไม่สามารถเล่าไปได้ไกลว่า ชีวิตของผู้เสียหายเป็นอย่างไร และไม่แตะต้อง “ความจริง” อื่นๆ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงมีข้อจำกัดถึงการนำเสนอข้อเท็จจริง การดำเนินคดีและลงโทษเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีการจับตากิจกรรมการจัดการความทรงจำที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ผู้ให้ข้อมูลสามารถวิเคราะห์ถึง ทำเลที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการที่จะส่งผลต่อการรับรู้และอารมณ์ของผู้ชม โดยเห็นว่า การสื่อสารเชิงสถาบันหรือในนามพิพิธภัณฑ์ถึงเรื่องราวอ่อนไหวอย่างที่ยกตัวอย่างข้างต้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้อาจทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นเป้าหมายของความรุนแรงทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและขบวนการ อีกทั้งยังเป็นการจุดประกายแห่งความโกรธเคืองไม่รู้จบแก่ฝ่ายผู้ถูกกระทำ ซึ่งอาจส่งผลตามมาด้วยการต่อต้านรัฐหรือเป็นแนวร่วมของขบวนการได้ ขณะเดียวกัน หากเรื่องราวเดียวกันเหล่านี้ปรากฏอยู่นอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดคำถามและการวิพากษ์รัฐมากกว่า อย่างไรก็ตาม พวกเขาคาดหวังว่า พิพิธภัณฑ์จะเล่าเรื่องผู้เสียหายและครอบครัวในด้านความเป็นมนุษย์ ซึ่งพวกเขายังไม่ค่อยเห็นนัก เช่น ความเป็นคนธรรมดาสามัญที่เผชิญความสูญเสียและความหวาดกลัว เพราะว่า “รัฐชี้เฉพาะส่วนใหญ่ด้านเดียว ด้านเดี่ยว เช่น คนนี้เป็นกบฏ คนนี้เลว ควรด่า ควรเนรเทศ ไม่สำนึกในความเป็นคน” และ “รัฐไม่เคยคิดว่า ทำไมคนเข้าไปสู่วงจรนี้ รัฐ บางทีก็ผลักดันเข้าไปสู่วงจรนี้” พวกเขายังคาดหวังด้วยว่า พิพิธภัณฑ์ในฐานะหน่วยงานกึ่งวิชาการจะสามารถมีเสรีภาพในการนำเสนอประเด็นละเอียดอ่อนที่เขาไม่สามารถพูดได้ในพื้นที่ เช่น การพูดถึงการปกครองตัวเอง เหตุผลของความต้องการในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เป็นต้น “อย่างน้อยน่าจะมีสักที่หนึ่งที่เราจะพูดเรื่องนี้ได้อย่างปลอดภัย” เมื่อเห็นที่ทางของพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ใช่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาคาดหวังว่า พิพิธภัณฑ์จะสามารถพูดแทนพวกเขา เพื่อให้เสียงนั้นถูกส่งไปยังผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ สื่อมวลชนและผู้คนในภูมิภาคอื่นๆ ที่รับรู้สถานการณ์เพียงผิวเผิน พวกเขาตระหนักว่าการรายงานข่าวที่ย้ำเน้นตัวเลขผู้เสียชีวิตและสถานการณ์สร้างความเคยชินและไม่ได้สร้างความเชื่อมโยงให้ คนในที่อื่นๆ “เห็นใจเราบ้าง” การเห็นตำแหน่งแห่งที่ของพิพิธภัณฑ์ยังนำมาสู่การเห็นความเชื่อมโยงของตัวเองกับพิพิธภัณฑ์ พวกเขาเห็นความสามารถของตัวเองในการเป็นผู้เล่าและออกแบบว่าเรื่องที่จะเล่านั้นเป็นอย่างไร เช่นกลุ่มผู้หญิงในชุมชนแห่งหนึ่งใน ต. ตันหยงลิมอ เสนอว่า พวกเธออยากให้คนในพื้นที่อื่นๆ รู้ว่า ครั้งหนึ่งพวกเธอและเด็กๆ ที่นี่อยู่ในภาวะสงครามด้วยการจำลองเหตุการณ์ช่วงนั้น “เวลากลางคืน ไม่มีรถผ่านมาเลย นอนก็ต้องเอาเตียงมากั้น เด็กๆ เอาไว้ใต้เตียง คนที่อยู่คนเดียวก็ไปนอนบ้านคนอื่น หมู่บ้านเงียบมาก พวกเขาเห็นตัวเองเป็นผู้รวบรวมเอกสาร วัตถุพยานและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และมีส่วนร่วมในการวางแผนว่า เรื่องราวนี้ควรสื่อสารโดยตรงกับใคร งบประมาณและความเป็นเจ้าของเป็นอีกประเด็นกังวล ขณะที่กลุ่มเป้าหมายชาวมุสลิมส่วนใหญ่เคลือบแคลงถึงความจริงใจของรัฐ ชาวไทยพุทธกังวลว่า พิพิธภัณฑ์จะ “ถูกครอบงำ” จากฝั่งชาวมุสลิม ความเป็นอิสระของพิพิธภัณฑ์จึงมีความหมายและสำคัญมาก ทั้งในเชิงการบริหาร การนำเสนอและการจัดกิจกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีอำนาจตัดสินใจ เช่นเดียวกับสร้างความสมดุลระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดตั้งและดำเนินการพิพิธภัณฑ์ จากความเป็นไปในพื้นที่ สถานการณ์ที่ผู้คนในหมู่บ้านทั้ง 13 แห่งกำลังเผชิญนั้น พิพิธภัณฑ์สันติภาพจะมีที่ทางอย่างไรในวิถีชีวิตแบบนี้ การมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์จะนำไปสู่สันติภาพได้อย่างไร การศึกษานี้ เสนอว่า ถ้าหากพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถดำเนินงานแก้ปัญหากับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงในรูปแบบโครงการ แล้วพิพิธภัณฑ์ควรหาแนวทางอื่นในการสื่อสารถึงสถานการณ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้สนับสนุนผู้มีอำนาจตัดสินใจ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกรอบคิดจาก ผู้คนในพื้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับผลประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์ (recipients)  เป็น ผู้คนในพื้นที่เป็นผู้มีบทบาทหลัก (actors) ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทั้งการวางแผน ตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์   5. บทสรุป การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การพิสูจน์ความต้องการของผู้คนในพื้นที่และประโยชน์ของพิพิธภัณฑ์ในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพื้นที่และข้อมูลจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย การศึกษาสรุปว่า พิพิธภัณฑ์สันติภาพควรจัดตั้งนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น จัดให้มีในกรุงเทพ โดยมีการจัดทำนิทรรศการและกิจกรรมเคลื่อนที่ไปในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อสื่อสารโดยตรงกับผู้ตัดสินด้านนโยบาย ผู้มีอำนาจฝ่ายความมั่นคง ผู้นำทางการเมืองและประชาชนผู้สนับสนุนบุคคลเหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของพิพิธภัณฑ์ และเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่จะทำให้ผู้คนที่คิดต่างซึ่งอยู่อีกพรมแดนหนึ่งก้าวเข้ามายังพรมแดนของพิพิธภัณฑ์สันติภาพให้ได้ บนแนวทางและหลักการ 1) สร้างความเข้าใจในวงกว้างว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นปัญหาของประเทศ 2)  แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจของรัฐรวมศูนย์ที่เป็นรากเหง้าปัญหาของวิกฤติทางการเมืองไทย 3) สร้างตัวตนพื้นที่ระดับมหภาคของคนมลายูปัตตานี ชาวไทยพุทธและกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่ 4) เปิดพื้นที่เชิงวิพากษ์ในวงกว้างระดับมหภาค 5 ) ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รณรงค์การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น งบประมาณ การรวมศูนย์ นโยบายทางทหาร และ 6) หลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงความรู้สึกและอคติ เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารนอกพื้นที่ในประเด็นละเอียดอ่อน ซึ่งการทำหน้าที่ในกระบวนการสันติภาพของพิพิธภัณฑ์สันติภาพนี้เพื่อจะบรรลุเป้าหมายสันติภาพที่สังคมมีความเท่าเทียม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมีความยุติธรรม ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์สันติภาพไม่มีนิทรรศการถาวร นิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ควรเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี เนื่องจากประวัติศาสตร์ ความจริงและเรื่องราวของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายชุด และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ใดประวัติศาสตร์หนึ่งหรือชุดความจริงชุดใดหรือของใครมีอำนาจเหนือกว่า และเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ความเป็นไปและพลวัตของพื้นที่ พิพิธภัณฑ์ดำเนินการนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพื้นที่เป็นผู้เสนอเนื้อหา จัดทำข้อมูลและออกแบบกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งสามารถทำงานผ่านชุมชน กลุ่มและองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่และอาจหมุนเวียนกันไปตามวาระ ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์สามารถสนับสนุนให้พื้นที่อาจดำเนินงานในเชิงจดหมายเหตุ เพื่อให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เอกสารหลักฐาน วัตถุพยานต่างๆ ได้มีการจัดเก็บรักษาอย่างเป็นระบบ พิพิธภัณฑ์สันติภาพควรเป็นองค์กรอิสระ ผู้เป็นเจ้าของในระยะเริ่มต้นอาจจะเป็นกลุ่มหรือองค์กรภาคประชาสังคม ก่อนดูความเป็นไปได้ในการเป็นองค์กรอิสระภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานรัฐ เช่น โมเดลของมิวเซียมสยาม ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ แม้จะได้รับงบประมาณสนับสนุนหรือในกรณีที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ ซึ่งในระยะยาว พิพิธภัณฑ์ควรมีข้อกำหนดหรือข้อบังคับตามกฎหมาย เพื่อรับประกันถึงสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความเห็น และความเป็นอิสระในการดำเนินงานอย่างแท้จริง คณะทำงานหรือคณะกรรมการที่ปรึกษาควรมาจากหลายภาคส่วน เพื่อให้โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้จริง การดำเนินงานสามารถแบ่งออกเป็นสามระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 (ระยะเวลา 3 ปี) ดำเนินการในรูปแบบโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ  (action research) พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก โดยโครงการทดลองมีโครงสร้างการทำงานเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กจริงแม้ไม่มีอาคารพิพิธภัณฑ์ มีกิจกรรม เช่น นิทรรศการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง การหาแนวร่วม พันธมิตรและการสร้างเครือข่ายการทำงาน เช่น การร่วมจัดตั้งโครงการจดหมายเหตุจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อทดสอบว่า แนวทางหกข้อข้างต้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ท่ามกลางความรุนแรงที่ดำเนินการอยู่และท่ามกลางข้อจำกัดทางสังคมการเมือง ได้รับการสนับสนุนหรือต่อต้านอย่างไรบ้าง มีอุปสรรคหรือข้อปฏิบัติที่ดีอย่างไร เพื่อนำบทเรียนมาวางแผนการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ในระยะที่สอง  เมื่อสิ้นสุดระยะที่หนึ่ง โครงการทดลองจะต้องมีผลผลิต 1) ข้อกำหนดสำคัญของพิพิธภัณฑ์ เช่น การเป็นพื้นที่กลางและพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการ 2) รูปแบบหรือโมเดลของพิพิธภัณฑ์ที่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางสังคมการเมืองใดๆ 3) รายชื่อเครือข่ายและองค์กรพันธมิตร รวมทั้งแหล่งเงินทุน (potential funding)  4) แผนการเงินระยะยาว 5) รายงานถอดบทเรียน ซึ่งประกอบด้วย อุปสรรค ความท้าทาย แนวทางแก้ปัญหา และข้อปฏิบัติที่ดี 6) แผนกิจกรรมในระยะต่อไป ซึ่งงบประมาณสนับสนุนในระยะนี้อาจมาจากสถาบันวิจัยในประเทศหรือต่างประเทศและแหล่งทุนที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ระยะที่ 2 (ระยะเวลา 3-5 ปี) ดำเนินการในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กหรือขนาดกลางโดยใช้โมเดลการทำงานที่ถอดบทเรียนมาจากการทดลองในระยะที่หนึ่ง ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการในระยะที่สองนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการเงินระยะยาว 2) รูปแบบหรือโมเดลของพิพิธภัณฑ์ที่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางสังคมการเมืองใดๆ ที่ปรับปรุงใหม่ 3) ข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารและสถานที่ของพิพิธภัณฑ์ 4) แผนการผลักดันเชิงนโยบายเพื่อให้พิพิธภัณฑ์สันติภาพมีสถานะตามกฎหมาย 5) รายงานและแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมได้ เช่น การทำงานรณรงค์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ การร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในการแก้ไขกฎหมาย หรือผลักดันให้มีกฎหมายที่เป็นธรรมกับพื้นที่ ซึ่งงบประมาณสนับสนุนในระยะนี้หลังจากผ่านพ้นช่วงทดลองแล้ว คือ แหล่งทุนที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในต่างประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนผ่านการบริจาค  ระยะที่ 3 (ระยะเวลา 3-5 ปี) ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่โดยใช้โมเดลการทำงานที่ถอดบทเรียนมาจากการทดลองในระยะที่สาม ซึ่งในระยะนี้ พิพิธภัณฑ์ควรมีสถานที่ถาวร มีสถานะตามกฎหมาย มีโครงสร้างการบริหาร มีแผนความยั่งยืนทางการเงิน เช่น แผนการระดมทุนและลงทุน หรือการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และมีแนวทางการดำเนินที่ชัดเจนจากการถอดบทเรียนระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง ซึ่งงบประมาณสนับสนุนในระยะนี้ คือ แหล่งทุนที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในต่างประเทศ การลงทุนและการหารายได้ของพิพิธภัณฑ์   [1] บทความนี้ได้รับการคัดเลือกจากการประชุมวิชาการพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) [2] E-mail: patporn_patt@hotmail.com [3] จากการรวบรวมบทบาทและหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพจาก Peace Museum Worldwide ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1995, Museums for Peace Worldwide ตีพิมพ์ในปี 2008, List of Peace Museums for Peace Worldwide จากเว็บไซต์ http://asap-anzai.com ซึ่งปรับปรุงข้อมูลล่าสุด ปี 2017, The Peace and War Museum Guidebook ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2000 และจากการค้นข้อมูลจากเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์  [4]International Council of Museums.  Museum Defination.Retrieved from https://icom.museum /en/: https://icom.museum/en/activities/standards-guidelines/museum -definition/ [5] ICOM สร้างคำนิยามพิพิธภัณฑ์ครั้งแรกในปี 1946 และมีการปรับแก้ต่อมาถึงห้าครั้งให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ปัจจุบัน ICOM กำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนนิยามพิพิธภัณฑ์ใหม่โดยเชิญชวนให้ผู้สนใจส่งนิยามพิพิธภัณฑ์ไปยังองค์กร นิยามใหม่จะทำการคัดเลือกและประกาศในการประชุมพิพิธภัณฑ์นานาชาติที่กียวโต เดือนกันยายน ปี 2019 นี้ [6] น่าสังเกตว่า คำว่า past และ future มี s เพราะอดีตและอนาคตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่ละคนย่อมมีอดีตและอนาคตของตัวเอง [7]Suyin Haynes. (9 September 2019). Why a Plan to Redefine the Meaning of 'Museum' Is Sterring Up Controversy.Retrieved from https://time.com: https://time .com/5670807/museums-definition-debate/ [8] รวบรวมจาก Peace Museum Worldwide ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1995, Museums for Peace Worldwide ตีพิมพ์ในปี 2008, List of Peace Museums for Peace Worldwide จากเว็บไซต์ http://asap-anzai.com ซึ่งปรับปรุงข้อมูลล่าสุด ปี 2017, The Peace and War Museum Guidebook ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2000 และจากการค้นข้อมูลจากเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์   [9]เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เพื่อสันติภาพนานาชาติหรือ International Network of Museum for Peace (INMP) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่เข้มแข็ง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1992 ในการประชุมนานาชาติว่าด้วยพิพิธภัณฑ์สันติภาพ (International Conference on Peace Museum) เครือข่ายแห่งนี้ทำงานอย่างแข็งขันในการทำงานวิจัย การขยายแนวคิดสันติศึกษา (peace education) ผ่านพื้นที่พิพิธภัณฑ์ การเสริมสร้างศักยภาพแก่พิพิธภัณฑ์สันติภาพขนาดเล็ก  ปัจจุบัน เครือข่ายมีสมาชิกกว่าสองร้อยรายทั่วโลก ทั้งสมาชิกประเภทพิพิธภัณฑ์และรายบุคคล โดยเครือข่ายจะจัดประชุมนานาชาติทุกๆ สองปีหมุนเวียนไปตามภูมิภาคต่างๆ เกณฑ์การคัดเลือกของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สันติภาพนานาชาติยังมีข้อจำกัด เนื่องจากยังไม่มีเกณฑ์หรือกรอบการพิจารณาที่ชัดเจน  ปัจจุบัน เริ่มมีการถกเถียงระหว่างสมาชิกเครือข่ายถึง “คุณภาพและประสิทธิภาพ” ด้านสันติศึกษาของพิพิธภัณฑ์สันติภาพบางแห่ง [10] เมื่อพิจารณาจากข้อมูลพิพิธภัณฑ์เพื่อสันติภาพนานาชาติ ประมาณเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของพิพิธภัณฑ์เหล่านี้นำเสนอเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองเป็นหลัก [11] พิพิธภัณฑ์สันติภาพในช่วงทศวรรษ 1990s หลายแห่งก่อตั้งโดยภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยหรือประเด็นการพัฒนาอื่นๆ [12]Apsen, Joyce. (2016). Introduce Peace Museum.London: Routledge. [13] ธงชัย วินิจจะกุล ปาฐกถาครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์สังหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 [14]Moïsi, Dominique. (2009).  The Geopolitics of Emotion: How Cultures of Fear, Humiliation, and Hope are Reshaping the World. New York: Doubleday. [15] ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2560). ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ [PEACE SURVEY] ครั้งที่ 3. ปัตตานี: ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. [16] ฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ( Deep South Watch Database) ให้ข้อมูลเหตุการณ์รุนแรงเป็นรายเดือนซึ่งทุกเดือนมีการสรุปยอดเหตุการณ์รุนแรงซึ่งสะสมมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 [17] จากการสัมภาษณ์นักข่าว นักกิจกรรมและนักวิชาการที่ทำงานประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้นานกว่าสิบปี [18] สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย. กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. [19] มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขความยากจนแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด. (2562). รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย. [20] ความยากจนหลายมิติ พิจารณาจากระดับการป้องกันสุขภาพ โภชนาการ น้ำดื่มที่สะอาด บัญชีธนาคาร ทรัพย์สิน เชื้อเพลิงที่ทำอาหาร สภาพที่อยู่อาศัย [21] จากการสัมภาษณ์เชิงลึกอิหม่ามในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของ อ. ยี่งอ จ. นราธิวาสซึ่งตรงกับงานวิจัย แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเยาวชนไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร ที่ระบุว่า “เยาวชนจัดเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ที่ถูกจับตามองจากภาครัฐ”

ดงปู่ฮ่อ: พัฒนาการรูปแบบการจัดการพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของชุมชน

22 กุมภาพันธ์ 2564

ดงปู่ฮ่อ: พัฒนาการรูปแบบการจัดการพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของชุมชน[1] วนิษา ติคำ[2] จีรวรรณ ศรีหนูสุด[3]   บทคัดย่อ “ดงปู่ฮ่อ” พื้นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชนที่เป็นทั้งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่อยู่ของผีอารักษ์และแหล่งโบราณคดีอีกแห่งหนึ่งของแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียง ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านสวกพัฒนา หมู่ 10 ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มีความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมอยู่บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ คนกับคน และคนกับธรรมชาติทั้งการเป็นพื้นที่ทางกายภาพและการเป็นพื้นที่กิจกรรมการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชุมชน    มายาวนาน หลายด้าน บนฐานทรัพยากรที่มี ทั้งจากภายในชุมชนเองและภายนอกที่มาเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง พัฒนา ปรับตัว และรักษาตัวตนไว้ผ่านรูปแบบการจัดการที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงพัฒนาการ คือ ช่วงแรก ช่วงการเป็นที่อยู่ของศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่หวงห้าม ร่วมกับการเป็นแหล่งอาหารและยาของชุมชน (ก่อน พ.ศ.2542) มีการจัดการในรูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ พื้นที่หวงห้าม รวมถึงแหล่งอาหารและยาของชุมชน ช่วงที่ 2 ช่วงการถูกให้ความสำคัญในฐานะแหล่งโบราณคดี (พ.ศ.2543 – พ.ศ.2546) มีการจัดการในรูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ซึ่งยังคงแบบเดิม และการพัฒนาเป็นแหล่งโบราณคดีนำมาสู่การเกิดแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีของชุมชนควบคู่กับการหายไปของแหล่งอาหารและยา ช่วงที่ 3 ช่วงแห่งการฟื้นฟูให้อยู่รอด (พ.ศ.2547 – พ.ศ.2549) มีการจัดการในรูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ รวมถึงการพัฒนาและฟื้นฟูให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน นำมาสู่การเกิดพิพิธภัณฑ์ชุมชน การฟื้นฟูแหล่งอาหารและยาของชุมชน จนมาช่วงปัจจุบัน เป็นช่วงการรักษา ปรับตัวและพัฒนาให้อยู่ได้ (พ.ศ.2550 – ปัจจุบัน) มีการจัดการในรูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ที่ยังคงอยู่เรื่อยมา แหล่งเรียนรู้ชุมชนและแหล่งโบราณคดีของและชุมชน พื้นที่จัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของชุมชน รวมถึงพื้นที่ป่าฟื้นฟูของชุมชน พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่เด่นชัด ยังคงอยู่เรื่อยมา ไม่ปรับเปลี่ยนมากนักจากปัจจัยที่เข้ามากระทบ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เนื่องจากยังคงเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และยังอยู่ในความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ว่ามีส่วนต่อการอยู่รอดของชีวิตทั้งในยามปกติและยามลำบากภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ ส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัว รวมถึงการส่งทอดและเห็นร่วมกันของชุมชน ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาตินั้นปรับเปลี่ยนไปตามสภาพปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บทเรียนรู้สำคัญของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การจัดการมรดกวัฒนธรรมของชุมชนนั้น สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ การจัดการที่ควรอยู่บนฐานของวิถีชีวิตชุมชน การพัฒนา   ต่อยอดที่จะเกิดขึ้นควรอยู่บนฐานของความเหมาะสม ไม่ขัดกับสภาพวิถีชีวิต และอยู่บนฐานศักยภาพของมรดกวัฒนธรรมที่มี รวมถึงการมองเห็นร่วมของชุมชนและผู้เกี่ยวข้อง การจัดการต่อเพื่อให้สมประโยชน์ในฐานะพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่คู่ชุมชนมาสามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ การรักษาให้คงไว้ซึ่งการเป็นพื้นที่ของวิถีชีวิตคนในชุมชน และการพัฒนาเป็น “แหล่งศึกษาเรียนรู้ที่มีชีวิตแบบบูรณาการบนฐานการพึ่งตนเอง”   คำค้น: ดงปู่ฮ่อ พัฒนาการรูปแบบการจัดการ พื้นที่มรดกวัฒนธรรม   1. บทนำ          “...การที่จะทำให้โบราณสถานคงอยู่ได้นั้น ต้องทำความเข้าใจให้ประชาชนก่อน ต้องให้เขาเห็นความสำคัญและคุณค่าของโบราณสถานนั้นๆ ก่อน จนเขามีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของแล้ว ประชาชนก็จะสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ โดยไม่ต้องแยกออกจากกัน...”   พระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระนครศรีอยุธยา 7 เมษายน พ.ศ.2534 แสดงให้เห็นว่า คนกับมรดกวัฒนธรรมของอดีต หรือในที่นี้คือโบราณสถานนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยที่จะต้องสร้างให้คนในพื้นที่เห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของโบราณสถานนั้นๆ   จนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม ร่วมในการจัดการมรดกวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชนของตนเอง ปัจจุบันมีชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งที่เป็นพื้นที่ของหลักฐานทางโบราณคดีและเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมซึ่งอยู่ร่วมกันมากับชุมชนอย่างยาวนาน “ดงปู่ฮ่อ” เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนในฐานะพื้นที่สาธารณะที่มีความหลากหลายในการใช้ประโยชน์และอยู่บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งเป็นพื้นที่ป่า เป็นที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ของคนที่มีที่นารอบดงปู่ฮ่อซึ่งเรียกกันรุ่นต่อรุ่นว่า “ปู่ฮ่อ” หรือ “เจ้าหนานฮ่อ” เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมการเลี้ยงผี เป็นพื้นที่ของการบนบานสานกล่าวของคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีอีกแห่งหนึ่งของแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของชุมชนบ้านสวกพัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ภายในดงปู่ฮ่อมีการจัดการที่ประกอบด้วย เตาปู่ฮ่อ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา สิ่งของเครื่องใช้ของคนบ้านสวกพัฒนา และนิทรรศการภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ดงปู่ฮ่อ ภูมิทัศน์รอบดงปู่ฮ่อร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และมีพิธีบวงสรวงปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานปู่ฮ่อประจำปีในงานของดีบ่อสวก ดงปู่ฮ่อจึงเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของคนในชุมชนและนอกชุมชน    ภาพ : สภาพพื้นที่ดงปู่ฮ่อ     ภาพ : ศาลเจ้าปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อเพื่อประกอบพิธีกรรม ภาพ : ศาลเจ้าปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อเพื่อไหว้สักการะภาพ : เตาปู่ฮ่อ ชุมชนบ้านสวกพัฒนาเป็นที่รู้จักของคนน่านในฐานะแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียงหรือเตาเผาโบราณบ้านบ่อสวก จากการขุดเจอกรุพระบ่อสวกและเฟื้องหม้อ (ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา) ที่บริเวณลำน้ำห้วยปวนและดอยเฟื้องหม้อ รวมทั้งการขุดค้นเตาเผาโบราณ จำนวน 4 เตา และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียงของพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่นในบริเวณบ้านของดาบตำรวจมนัส – คุณสุนัน ติคำ ประกอบกับการเสด็จของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ.2544 ณ พิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น และการเสด็จของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ใน พ.ศ.2542 ณ วัดบ่อสวก และบ้านของดาบตำรวจมนัส – คุณสุนัน ติคำ จึงนำไปสู่การพัฒนาชุมชนบ้านสวกพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของตำบลบ่อสวก ดงปู่ฮ่อเป็นพื้นที่หนึ่งของชุมชนบ้านสวกพัฒนาที่พบหลักฐานผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาและเนินดินเตาเผา และเป็นพื้นที่ทางความเชื่อ พิธีกรรมของชุมชน โดยมีปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อเป็นผีอารักษ์ จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน กล่าวว่า ดงปู่ฮ่อเป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่หวงห้ามให้เฉพาะคนที่ไปเลี้ยงผีปู่ฮ่อและบางคนจะเข้าไปหาเห็ด หน่อไม้ และสมุนไพร ซึ่งคนที่จะเข้าไปต้องขออนุญาตจากปู่ฮ่อผ่านการบอกกล่าว ส่วนลูกหลานในชุมชนจะถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าไป ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อเกี่ยวกับดงปู่ฮ่อยังคงอยู่กับชุมชน แต่ขณะเดียวกันก็ควบคู่กับความต้องการพัฒนาให้สมสมัย จึงนำมาสู่การพัฒนาพื้นที่ดงปู่ฮ่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ในปี พ.ศ.2543 โดยกลุ่มผู้นำชุมชนและคนในชุมชนได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐร่วมกันพัฒนาดงปู่ฮ่อ ทั้งการสร้างอาคาร การขุดค้นเตาเผา ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา และปรับปรุงภูมิทัศน์ดงปู่ฮ่อ จากพื้นที่ป่าของชุมชนสู่แหล่งเรียนรู้ของตำบลบ่อสวก แต่ด้วยการจัดการที่ขาดช่วงเกิดการชะงักในมิติของการจัดการ ทำให้การจัดการหยุดนิ่ง ต่อมาในปี พ.ศ.2547 ชุมชนบ้านสวกพัฒนาร่วมกับศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันฟื้นฟูดงปู่ฮ่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน รวมทั้งการปรับภูมิทัศน์ทั้งการปลูกต้นไม้ พืชสมุนไพร จากการฟื้นฟูดงปู่ฮ่อให้มีกิจกรรมเกิดขึ้นประกอบกับการส่งเสริมกิจกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ แต่ด้วยเงื่อนไขการจัดการที่ไม่ต่อเนื่อง ขาดผู้รับผิดชอบและหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสวกเป็นผู้รับผิดชอบดูแลจัดการดงปู่ฮ่อ แต่ความเป็นพื้นที่ทางความเชื่อ พิธีกรรมของการเลี้ยงผีปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อยังคงอยู่คู่กับชุมชนจนถึงปัจจุบัน           บทความนี้จึงมุ่งศึกษาความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรม พัฒนาการรูปแบบการจัดการดงปู่ฮ่อทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีวิธีการศึกษาผ่านเอกสารงานศึกษา งานวิจัย ประสบการณ์ของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องและเคยทำกิจกรรมกับพื้นที่ การพูดคุย สัมภาษณ์ โดยผู้เขียนได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม มรดกวัฒนธรรม พื้นที่วัฒนธรรม เศรษฐกิจพอเพียง และการบูรณาการ มาเป็นแนวทางในการศึกษา วิเคราะห์ บนฐานความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน บ้านสวกพัฒนา   2. ดงปู่ฮ่อในฐานะพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของชุมชน มรดกวัฒนธรรม หมายถึง ระบบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนซึ่งตกทอดสืบต่อมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นทั้งที่ใช้ประโยชน์และไม่ได้ใช้ประโยชน์อันอยู่ในลักษณะรูปธรรมและนามธรรม (สายันต์ ไพรชาญจิตร์,31 กรกฎาคม 2562; Hitchcock อ้างใน ศิริพร ณ ถลาง, 2652, หน้า 32; ธนิก เลิศชาญฤทธ์, 2554, หน้า 14, 17 -18) ส่วนพื้นที่วัฒนธรรมนั้น มีความหมายใน 2 ลักษณะ คือ พื้นที่ที่เป็นกายภาพ (รูปธรรม) และที่เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหว (นามธรรม) ที่มีการให้คุณค่าความหมาย ให้ความสำคัญ สร้างตัวตน สร้างความสัมพันธ์ สร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างการจัดการ และสร้างการพัฒนา ที่อยู่บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ นำมาสู่การประมวลสร้างความหมายของพื้นที่มรดกวัฒนธรรม หมายถึง พื้นที่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน  คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งรูปธรรมและนามธรรมในชุมชนซึ่งตกทอดสืบต่อมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นทั้งที่ใช้ประโยชน์และไม่ได้ใช้ประโยชน์ มี 2 ลักษณะ คือ พื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่ซึ่งเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวซึ่งมีการให้คุณค่าความหมาย ให้ความสำคัญ สร้างตัวตน สร้างความสัมพันธ์ สร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างการจัดการ และสร้างการพัฒนา (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2555, หน้า 30 – 32; 2561, หน้า 185 – 186, อานันท์ กาญจนพันธุ์, 2555, หน้า 39 – 40;2558, หน้า 23 - 27) นำมาสู่การเชื่อมโยงกับ “ดงปู่ฮ่อ” พบว่า จากอดีตถึงปัจจุบันดงปู่ฮ่อเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนบ้านสวกพัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ล้อมรอบด้วยทุ่งนา มีลำห้วยที่ชาวบ้านเรียกว่าห้วยปวนไหลผ่าน ส่วนทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกับบ้านและสวนของคนในชุมชน คนในชุมชนมักเรียกพื้นที่ทั้งหมดนี้ว่า “ทุ่งกุ้ง” โดยมีดงปู่ฮ่อเป็นศูนย์กลาง การเรียกชื่อดงปู่ฮ่อบอกเล่าต่อกันมาว่าเป็นการเรียกชื่อตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีอารักษ์ที่คนในชุมชนเชื่อว่าอยู่ในพื้นที่ ชื่อ “ปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อ” สืบทอดความเชื่อต่อๆ กันมาว่าเป็นผู้ปกปักษ์รักษาคนในชุมชนและคนที่มีที่นาที่สวนในบริเวณนี้ ในอดีตดงปู่ฮ่อมีลักษณะเป็นป่าทึบ เป็นแหล่งอาหารและยาของคนในชุมชน แต่ด้วยในเวลาต่อมามีการขุดค้นทางโบราณคดีและพบว่าพื้นที่ชุมชนบ้านสวกพัฒนาเป็นแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียง ดงปู่ฮ่อในฐานะพื้นที่ของชุมชนจึงถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีตามมา “ดงปู่ฮ่อ” จึงมีความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ประกอบด้วย 2 ส่วน โดยส่วนแรก เป็นพื้นที่ทางกายภาพ ซึ่งปรากฏใน 6 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ป่า พื้นที่แหล่งอาหารและยา พื้นที่แหล่งโบราณคดี พื้นที่แหล่งเรียนรู้ และพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่กิจกรรมการเคลื่อนไหว ซึ่งปรากฏใน 10 ลักษณะ คือ พื้นที่ช่วยเหลือกันของคนในชุมชนระหว่างข้าวจ้ำ (คนประกอบพิธีกรรมที่ปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อเป็นผู้เลือก) กับชาวบ้านเมื่อเจอปัญหาผ่านการขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่บนบานในการดำรงชีวิตและทำมาหากิน เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน พื้นที่สร้างและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เป็นพื้นที่เข้าไปหาอาหารและยา เชื่อว่าเป็นพื้นที่เก่าแก่โบราณที่เชื่อว่ามีความเจริญในอดีต เป็นพื้นที่ที่มีการขุดค้นทางโบราณคดี พื้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับชุมชน เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นพื้นที่สามารถใช้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของชุมชน โดยทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นภายใต้การใช้ประโยชน์ การจัดการที่มีทั้งเหมือนและแตกต่างกันตามแต่ละช่วงเวลาของชุมชน กลุ่มคน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   3. พัฒนาการรูปแบบการจัดการดงปู่ฮ่อ การศึกษาถึงพัฒนาการและความเป็นมาของดงปู่ฮ่อพบว่า ดงปู่ฮ่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชุมชนมายาวนานและหลากหลายด้าน บนฐานทรัพยากรที่มีทั้งจากปัจจัยภายในชุมชนเองและปัจจัยภายนอกที่มาเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง พัฒนา ปรับตัว และรักษาตัวตนไว้ผ่านรูปแบบการจัดการที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วง ดังนี้ ช่วงแรก ช่วงการเป็นที่อยู่ของศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่หวงห้าม ร่วมกับการเป็นแหล่งอาหารและยาของชุมชน (ก่อน พ.ศ.2542) นับแต่อดีตเรื่อยมาจน พ.ศ.2542 ความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของดงปู่ฮ่อชัดเจนที่สุดอยู่บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติคือการเป็นพื้นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่ชัดเจนในฐานความเชื่อของคนในชุมชนว่าเป็นพื้นที่อยู่ของปู่ฮ่อผีอารักษ์ของชุมชน โดยคนในชุมชนมีความเชื่อร่วมกันว่าดงปู่ฮ่อเป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองคนในการดำรงชีวิตและทำมาหากิน ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน รองลงมาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ชัดเจนในมิติเป็นพื้นที่ช่วยเหลือกันของคนในชุมชนระหว่างข้าวจ้ำกับชาวบ้านเมื่อเจอปัญหาผ่านการขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สร้างและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนผ่านพิธีกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ โดยดงปู่ฮ่อมีฐานะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่แหล่งอาหารและยาของคนในชุมชน ที่คนในชุมชนบางกลุ่มใช้เป็นพื้นที่เพื่อเข้าไปหาอาหารและยามาอุปโภคบริโภค การจัดการเกิดขึ้นใน 3 ลักษณะ คือ การจัดการในรูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ ที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่อยู่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ในลักษณะผีชาวนาดูแลนาในนาม “ปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อ” การจัดการเกิดขึ้นในลักษณะของการบนบาน เช่น ให้ผลผลิตจากการทำนาได้ผลดี เป็นต้น การทำพิธีกรรมเลี้ยงผีหลังจากฤดูการทำนาหรือบนบานได้ตามปรารถนาโดยจะเอาข้าวมาเลี้ยงหลังจาทำนาได้ผลผลิต คนในชุมชนก็มักจะขอความช่วยเหลือผ่านการบนบานสานกล่าวให้ปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อช่วยเหลือให้สมความปรารถนาที่ต้องการร่วมกับการเลี้ยงผีประจำปี โดยทุกปีคนที่มีนาบริเวณรอบ   ดงปู่ฮ่อหรือที่คนในชุมชนเรียกว่า “นาทุ่งกุ้ง” จะมารวมตัวกันเลี้ยงผีปู่ฮ่อในช่วงแรม 13 ค่ำ เดือน 3 และเดือน 9 โดยมีข้าวจ้ำเป็นผู้สื่อสารกับปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อ ซึ่งในการเลี้ยงนั้นจะประกอบไปด้วย ไก่ เหล้า ข้าวตอกดอกไม้ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า และทุกๆ 3 ปี จะมีการเลี้ยงด้วยหมู 1 ตัว โดยการเลี้ยงนั้นคนที่มีนาอยู่บริเวณดงปู่ฮ่อ หรือที่คนในชุมชนเรียกว่า “หัวนาทุ่งกุ้ง” จะต้องนำไก่มาคนละตัวหรือหัวนาคนใดไม่มีไก่มาร่วมก็จะร่วมด้วยการสบทบเงินเพื่อนำไปซื้อไก่ซื้อเหล้า ทุกคนจะมาร่วมกันเตรียมข้าวของ ทั้งการนำไก่มาต้ม นึ่งข้าวเหนียว หุงข้าวเจ้า เตรียมกระทง 4 อัน การเลี้ยงผีแต่ละครั้งจะไก่มาน้อยกว่า 30 ตัว หลังจากนั้นข้าวจ้ำจะเป็ฯผู้ทำพิธีเลี้ยงผี หลังเสร็จพิธี จะมีการนำไก่ต้มมาประกอบอาหารร่วมกันกิน เหลือก็แบ่งกันนำกลับบ้าน ซึ่งการเลี้ยงปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อเพื่อตอบแทนที่ปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อดูแลรักษานาข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดี และเป็นการสานสัมพันธ์กันของหัวนาที่ช่วยเหลือ แบ่งปันกันในการทำนา สังสรรค์ร่วมกันจากการทำนา “สมัยก่อนเจ้าหนาน เปิ้นชอบมาลง (ทรงเจ้า) มาแอ่วมาทักหมู่เฮา เปิ้นจะมาลงที่ป้าเรียว เปิ้นมาจ่อยมาซอ มาม่วน เจ้าบ้าน (ชาวบ้าน) ไปผ่อ (ดู) กันนัก บางครั้งมาเปิ้นก่ไขใดสาว เปิ้นโสดมา สมัยนั้นป้าๆ สาวรุ่น พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยหื้อพากันไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าบ้านเฮายะอะหยัง (ทำอะไร) บ่(ไม่)ดีบ่(ไม่)ถูก เปิ้นก็จะมาบอกมาเตือนหื้อ(ให้) เฮา(เรา) ทำหื้อ(ให้)ถูก เปิ้นก็ช่วยฮักษา(รักษา)” (บัวตอง ขัดโน, สัมภาษณ์ 22 พฤษภาคม 2562)   “แต่ละปีหัวนาจะหื้อ(ให้)ข้าวจ้ำ บอกกล่าวปู่ฮ่อก่อนทำนา เพื่อหื้อ(ให้)ได้ข้าวหลาย(จำนวนมาก) มีน้ำเหมาะสำหรับการทำนา หยะ(ทำ)นาแล้ว(เสร็จ) ก่(ก็)จะปา(พา)กันมาเลี้ยงปู่ฮ่อ ส่วนคนที่มาบน ขอหื้อ(ให้)เปิ้น (ปู่ฮ่อหรือ    เจ้าหนานฮ่อ)ช่วย จะบนด้วยหมู 1 ตัว บางคนก่(ก็)จะบนด้วยหมูหัว” (สุนัน ติคำ, สัมภาษณ์ 3 ตุลาคม 2562)   ลักษณะต่อมาเป็นรูปแบบพื้นที่หวงห้าม ด้วยเชื่อว่าดงปู่ฮ่อพื้นที่หวงห้ามและศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน มีปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อเป็นผีอารักษ์   คอยปกปักษ์รักษาคนในชุมชน เพราะเชื่อว่าหากเข้าไปโดยพลกาลจะเจอเรื่องไม่ดีต้องขออนุญาต การเข้าไปโดยพละกาลไม่ได้ต้องเป็นวาระโอกาสที่เหมาะสม เข้าไปคือ ตอนเลี้ยงผี หาของกิน แต่ต้องบอกกล่าวเจ้าที่ปูฮ่อและเอามาตามบอกเท่านั้น รวมถึงห้ามใช้ประโยชน์และยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่เกินความจำเป็นและอยู่ในขอบเขตจำกัด ใครจะเข้าไปในดงปู่ฮ่อ ต้องบอกกล่าวหรือขออนุญาตก่อนทุกครั้ง ดังคำบอกเล่าของพ่ออุ๊ยแก้ว ถุงบุญ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) สมัยก่อนคนเฒ่าคนแก่จะบ่(ไม่)หื้อ(ให้)ลูกหลาน และคนที่มีขวัญอ่อนเข้าไปในดงปู่ฮ่อ เพราะปู่ฮ่อ เป็นคนสวก(ดุ) ใครที่เข้าไปในดง โดยที่ไม่มีการขออนุญาตหรือเข้าไปบุกรุกตัดไม้ในดง จะมีอันเป็นไปหรือไม่ก็จะไม่สบาย (อ้างในวนิษา ติคำ, 2553 : 59) “จะเข้าไปในดง ไปเลี้ยงผีปู่ฮ่อแต่ละครั้งนั้นลำบาก ต้องเดินไปทางนาห้วยปวน ต้องเดินลัดเข้าป่าไปที่ศาล” (สุนัน ติคำ, สัมภาษณ์ 8 พฤศจิกายน 2562) และสุดท้ายเป็นการจัดการในรูปแบบแหล่งอาหารและยาของชุมชน โดยคนในชุมชนบางกลุ่มจะเข้าไปหาอาหารและสมุนไพร พืชจำพวกเห็ด หน่อไม้ ยา สมุนไพร มาใช้ประโยชน์ ในช่วงฤดูกาลที่มีเท่านั้นและการเข้าไปต้องผ่านการขออนุญาต ส่วนคนที่ขอเมื่อขอจะเอาอะไรก็เอาแค่นั้นห้ามเกิน เห็นได้ว่าการจัดการที่ผ่านมาอยู่บนฐานของคนในชุมชนเป็นหลักและเป็นไปเพื่อการอยู่รอด อยู่ได้ร่วมกันอย่างพอดี สะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งตนเองได้ของชุมชนด้านจิตใจ อาหารและยาของชุมชนบนฐานความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ มนุษย์ และธรรมชาติ ช่วงที่ 2 ช่วงการถูกให้ความสำคัญในฐานะแหล่งโบราณคดี (พ.ศ.2543 – พ.ศ.2546) ในช่วงเวลานี้ดงปู่ฮ่อได้รับผลกระทบจากการขุดค้นเตาเผาโบราณบ้านจ่ามนัส และเปิดบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางโบราณคดีแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียง นำมาสู่การพัฒนาพื้นที่ดงปู่ฮ่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของตำบลบ่อสวก ผ่านการสำรวจ ขุดค้นเตาเผาโบราณ และสร้างอาคารแหล่งเรียนรู้ ความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของดงปู่ฮ่อปรากฏชัดเจนในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ในฐานะพื้นที่แหล่งโบราณคดี เชื่อว่าเป็นพื้นที่เก่าแก่โบราณที่เชื่อว่ามีความเจริญในอดีต เป็นพื้นที่ที่มีการขุดค้นทางโบราณคดี พื้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับชุมชน และการพยายามสร้างเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ขณะที่การเป็นพื้นที่ช่วยเหลือกันของคนในชุมชนระหว่างข้าวจ้ำกับชาวบ้านเมื่อเจอปัญหาผ่านการขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สร้างและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนผ่านพิธีกรรมก็ยังคงอยู่ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และคนกับธรรมชาติในรูปแบบพื้นที่ป่านั้นหายไป แต่ในส่วนอื่นก็ยังคงอยู่เพียงแต่เข้มข้นน้อยลง เนื่องด้วยการถูกเข้ามาแทนที่ด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนไปในมิติการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ มากขึ้น ภายใต้ปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปการจัดการจึงปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนใน 2 ลักษณะ คือ รูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ซึ่งยังคงแบบเดิม และรูปแบบการพัฒนาเป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งเกิดขึ้นใหม่ โดยเริ่มจากการสำรวจเนินดินเตาเผาในดงปู่ฮ่อของนางสาวอมรรัตน์ ชูพลู (นักศึกษาคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร) พบว่าบริเวณดอยเฟื้องหม้อและดงปู่ฮ่อมีเนินดินเตาเผาที่ยังไม่ถูกทำลาย ซึ่งใน พ.ศ.2543 โดยผู้นำชุมชนทั้งบ้านสวกพัฒนาและชุมชนบ้านบ่อสวกเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของตำบ่อสวก ต่อมา พ.ศ.2545 – 2546 องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ได้พัฒนาดงปู่ฮ่อภายใต้โครงการพัฒนานิเวศพิพิธภัณฑ์บ้านบ่อสวก ทั้งการสร้างอาคารแหล่งเรียนรู้ และการขุดค้นเตาเผา  โดยใน พ.ศ.2546 องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่สำนักงานศิลปากรที่ 7 น่าน ขุดค้นศึกษาแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียงบริเวณดงปู่ฮ่อ โดยสำนักงานศิลปากรที่ 7 น่านได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดเฌอกรีน    เข้ามาทำการสำรวจศึกษาแหล่งเตาดงปู่ฮ่อโดยที่เจ้าหน้าที่สำนักงานศิลปากรที่ 7 น่านเป็นผู้ควบคุมการขุดค้น ซึ่งการขุดค้นครั้งนี้ได้มีการขุดค้นจำนวน 19 หลุมมีการค้นพบภาชนะดินเผาทับทมหนาแน่น เตาเผา 2 เตา และพบแนวอิฐขนาดความกว้าง 0.40 เมตรและเศษกระเบื้องดินขอเล็กน้อยในบริเวณดงปู่ฮ่อ (รายงานการขุดค้นศึกษาเบื้องต้นแหล่งเตาเมืองน่านดงปู่ฮ่อ, หน้า 14-15 อ้างใน วนิษา ติคำ, 2553, หน้า 139 ) แต่การจัดการต้องหยุดซะงักด้วยเหตุของการขาดผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ จึงไม่มีการจัดการกับอาคารที่สร้างและหลุมขุดค้นเตาเผา ทั้งนี้การจัดการดังกล่าวนำมาสู่การพยายามพัฒนาให้เกิดแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีของชุมชน แต่สิ่งที่มาควบคู่กันคือการหายไปของการจัดการในรูปแบบแหล่งอาหารและยาของชุมชน การจัดการในรูปแบบพื้นที่หวงห้าม ช่วงที่ 3 ช่วงแห่งการฟื้นฟูให้อยู่รอด (พ.ศ.2547 – พ.ศ.2549) ภายหลังจากการขุดค้นเตาเผาและสร้างอาคารเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ในดงปู่ฮ่อ การจัดการได้หยุดชะงักลงเนื่องจากข้อจำกัดในการระดมทรัพยากรของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยความต้องการของชุมชน ผู้นำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงนำมาสู่การฟื้นฟูและพยายามพัฒนาพื้นที่ดงปู่ฮ่ออีกครั้ง ความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมของดงปู่ฮ่อจึงปรากฏชัดเจนในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ในรูปแบบพื้นที่แหล่งโบราณคดี การพยายามสร้างเป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้และพื้นที่สาธารณะประโยชน์ พื้นที่ช่วยเหลือกันของคนในชุมชนระหว่างข้าวจ้ำกับชาวบ้านเมื่อเจอปัญหาผ่านการขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สร้างและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เชื่อว่าเป็นพื้นที่เก่าแก่โบราณที่เชื่อว่ามีความเจริญในอดีต เป็นพื้นที่ที่มีการขุดค้นทางโบราณคดี พื้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับชุมชน เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นพื้นที่สามารถใช้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของชุมชน รองลงมาคือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยังคงลักษณะเดิมอย่างที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติที่ยังคงอยู่ คือ การพยายามฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่แหล่งอาหารและยาในลักษณะป่าของชุมชน การจัดการในช่วงเวลานี้ปรากฏชัดเจนใน 2 ลักษณะ คือ รูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ผ่านการจัดการในแบบที่เป็นมา ทั้งการบนบาน การทำพิธีกรรมเลี้ยงผี ส่วนอีกรูปแบบคือการจัดการในรูปแบบการพัฒนาและฟื้นฟูให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนในชุมชน ผู้นำในชุมชน และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูดงปู่ฮ่อ ภายใต้กิจกรรมของโครงการโบราณคดีชุมชน โดยใช้แนวคิด “ผู้เฒ่านำ ผู้ใหญ่หนุน ดึงเด็กตาม” เกิดกิจกรรมอนุรักษ์หลุมขุดค้นเตาปู่ฮ่อ ฟื้นฟูภูมิทัศน์ดงปู่ฮ่อ กิจกรรมละอ่อนปั้นดิน และพิพิธภัณฑ์ดงปู่ฮ่อ โดยร่วมกันพัฒนาและฟื้นฟูเป็นแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน นำมาสู่การเกิดพิพิธภัณฑ์ดงปู่ฮ่อ การฟื้นฟูเตาปู่ฮ่อ ฟื้นฟูภูมิทัศน์ของดงปู่ฮ่อด้วยการปลูกต้นไม้ และพืชสมุนไพร นำมาสูการเกิดพิพิธภัณฑ์ชุมชนในนาม พิพิธภัณฑ์ดงปู่ฮ่อ รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งอาหารและยาของชุมชน ตลอดจนเปิดเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ของชุมชนเพื่อรักษา    สืบทอด แต่ขณะเดียวกันในอีกด้านก็เกิดการสร้างการเข้าถึงควบคู่ตามมาเนื่องด้วยหลายอย่างได้คลี่คลายไป คนสามารถเข้าไปได้มากขึ้น ช่วงปัจจุบัน ช่วงการรักษา ปรับตัวและพัฒนาให้อยู่ได้ (พ.ศ.2550 – ปัจจุบัน) ภายหลังจากการฟื้นฟูพัฒนาดงปู่ฮ่อ พื้นที่ดงปู่ฮ่อได้กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีนัยยะความหลากหลายทั้งการให้ความหมายและการใช้ประโยชน์ที่คนในชุมชนและหน่วยงานทั้งภายในและนอกชุมชนตระหนักถึงคุณค่า ทำให้ดงปู่ฮ่อค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมได้ปรากฏในทุกแบบ โดยช่วงเวลานี้เน้น การรักษา ปรับตัวให้พอดี และพัฒนาให้อยู่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวไม่ลื่นไหลเท่าใดนักด้วยการจัดการที่ยังต้องเชื่อมโยงเพิ่มเติมอีกหลายด้านทั้งมิติการจัดการและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่า ความสัมพันธ์ในลักษณะคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติมีความเข้มข้นชัดเจนและไม่เสื่อมคลายทั้งพื้นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่บนบานในการดำรงชีวิตและทำมาหากิน เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน รองลงมาเป็นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในลักษณะพื้นที่แหล่งโบราณคดี พื้นที่แหล่งเรียนรู้ และพื้นที่สาธารณะประโยชน์ พื้นที่ช่วยเหลือกันของคนในชุมชนระหว่างข้าวจ้ำกับชาวบ้านเมื่อเจอปัญหาผ่านการขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สร้างและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เชื่อว่าเป็นพื้นที่เก่าแก่โบราณที่เชื่อว่ามีความเจริญในอดีต เป็นพื้นที่ที่มีการขุดค้นทางโบราณคดี พื้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับชุมชน เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้       เป็นพื้นที่สามารถใช้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของชุมชน และที่พยายามสร้างให้ชัดเจนขึ้นมา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติในลักษณะ พื้นที่ป่า พื้นที่แหล่งอาหารและยา และเป็นพื้นที่เข้าไปหาอาหารและยา สถานการณ์ดังกล่าวปรากฏรูปแบบการจัดการใน 4 ลักษณะภายใต้การร่วมมือกันของคนในชุมชน ผู้นำชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสวก และหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน อาทิ วัฒนธรรมจังหวัดน่าน อพท.สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน เป็นต้น คือ รูปแบบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อาศัยของผีอารักษ์ ที่ยังเกิดขึ้นผ่านการบนบาน การทำพิธีกรรม เกิดการบวงสรวงปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อในงานของดีบ่อสวก ส่วนความเชื่อเรื่องปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อ คนในชุมชนบ้านสวกพัฒนาและคนที่มีนารอบๆ ดงปู่ฮ่อ ยังคงไว้ซึ่งการไหว้ผีและความเคารพศรัทธาต่อปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อ รูปแบบแหล่งเรียนรู้ชุมชนและแหล่งโบราณคดีของและชุมชน วิทยากรนำชมดงปู่ฮ่อ การจัดการมรดกวัฒนธรรม ประกอบด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ เตาปู่ฮ่อ ศาลปู่ฮ่อ จ้างคนในชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาความเรียบร้อยภายในดงปู่ฮ่อ รูปแบบพื้นที่จัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของชุมชน เกิดกิจกรรมกุล่มทอผ้า การใช้อาคารเป็นสถานที่จัดกิจกรรมของชุมชนและตำบลเป็นครั้งคราว การจัดกิจกรรมประจำปี และรูปแบบป่าฟื้นฟูของชุมชน ที่มีการรักษาพืชที่ปลูกและปล่อยให้ขึ้นตามธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการยังคงอยู่ของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และการพึ่งตนเองในการจัดการทรัพยากรของชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างไม่เต็มศักยภาพมากนัก   4. ดงปู่ฮ่อกับการจัดการที่เหมาะสมในอนาคต การจัดการพื้นที่ดงปู่ฮ่อจากอดีตถึงปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการจัดการบนฐานศักยภาพของพื้นที่ดงปู่ฮ่อและชุมชนในหลายด้านทั้ง การเป็นพื้นที่ที่ยังคงเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนในชุมชนบนฐานความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สืบต่อมาอย่างเข้มข้นจนปัจจุบัน การเป็นแหล่งโบราณคดีและแหล่งเรียนรู้ที่มีองค์ความรู้และทรัพยากรทางโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่ เตาปู่ฮ่อ อาคารพิพิธภัณฑ์ที่เก็บโบราณวัตถุของชุมชน การเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีหลากหลายชนิด (ป่าชุมชน) มีภูมิทัศน์ที่เอื้อต่อการเข้าไปเรียนรู้ การอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีทรัพยากรทางโบราณคดีลักษณะเดียวกัน ได้แก่ เตาเผาโบราณบ้านบ่อสวก     บ้านหนองโต้ม และที่สำคัญคือคนในชุมชนยังคงเห็นคุณค่าที่มี แต่ขณะเดียวกันยังเคลื่อนไหวได้ช้าไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร เนื่องด้วยการจัดการภายใน ความต่อเนื่อง การพัฒนาต่อยอด การเชื่อมโยงกับแหล่งความรู้ องค์ความรู้ผู้รู้และผู้นำของชุมชนรวมถึงภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังไม่ชัดเจนนัก จึงนำมาสู่การอยู่ในภาวะ ใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ คือ  “มีของดี    แต่ใช้ประโยชน์ไม่สมบูรณ์ตามสมควร” การจัดการที่เหมาะสมจึงสามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะควบคู่กัน ลักษณะแรก การรักษาให้คงไว้ซึ่งการเป็นพื้นที่ของวิถีชีวิตคนในชุมชน คือ การรักษาความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน ได้แก่ พื้นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ และพิธีกรรม พื้นที่อาหารและยาหรือพืชผักพื้นบ้าน การรักษาทรัพยากรทางโบราณคดีให้คงสภาพตามธรรมชาติที่เหมาะสม สมควร บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ลักษณะที่สอง การพัฒนาเป็น “แหล่งศึกษาเรียนรู้ที่มีชีวิตแบบบูรณาการ บนฐานการพึ่งตนเอง คือการรักษา เชื่อมโยง พัฒนา ต่อยอด รักษาของเดิมและเพิ่มสิ่งใหม่อย่างเหมาะสมกับวิถีวัฒนธรรมของพื้นที่และความเป็นพื้นที่มรดกวัฒนธรรมภายใต้การสร้างให้เกิดการเรียนรู้ในทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร คน และหน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ บนฐานการพึ่งตนเอง และพึ่งพิงอิงอาศัยกันอย่างกัลยาณมิตรทั้งกับท้องถิ่น องค์กรชุมชน แหล่งเรียนรู้ในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงสถานศึกษาต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ตามศักยภาพของดงปู่ฮ่อ สามารถดำเนินการได้หลายมิติ ทั้งศึกษา วิจัย พัฒนา สืบทอด ต่อยอด สร้างสรรค์ เชื่อมโยง ทั้งในด้านโบราณคดี ทรัพยากรธรรมชาติ พิธีกรรมความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม อาชีพสร้างสรรค์ ภูมิปัญญา อาทิ การพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงบูรณาการ แหล่งเรียนรู้ แหล่งรวบรวมองค์ความรู้ชุมชน หลักสูตรชุมชน มัคคุเทศก์ชุมชน การวิจัยสร้างองค์ความรู้โดยชุมชน การพัฒนาเชื่อมโยงองค์ความรู้มาสร้างเป็นอาชีพ พื้นที่สร้างอาชีพ งานสร้างสรรค์ พื้นที่พัฒนาอาชีพบนฐานองค์ความรู้ชุมชน พื้นที่กลางกิจกรรมชุมชน พื้นที่เชื่อมเครือข่ายเป็นต้น ที่อยู่บนฐานความรู้สึกเป็นเจ้าของ     ของชุมชนภายใต้การเข้าไปในพื้นที่อย่างเคารพทั้งคน ทรัพยากร และสถานที่   5. บทส่งท้าย จากอดีตถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าดงปู่ฮ่อเป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างคน ธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติ สิ่งที่เด่นชัดและยังคงอยู่เรื่อยมาไม่ปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยที่เข้ามากระทบมากนัก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือ คนในชุมชนกับผีปู่ฮ่อ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ผีปู่ฮ่อยังคงเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และยังอยู่ในความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ว่าคือผู้คุ้มครองชีวิตทั้งในยามปกติและยามลำบาก ดูแลความเป็นอยู่ ส่งผลให้คนในชุมชนเคารพนับถือเรื่อยมา เด่นชัดคือ การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นให้ถือปฏิบัติกัน ทำให้ความเชื่อความศรัทธาของคนในชุมชนต่อปู่ฮ่อหรือเจ้าหนานฮ่อไม่เลือนหายไปจากชุมชน แต่รูปแบบการจัดการมีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเห็นได้ว่าไม่มีปรากฏแล้วในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากรและทรัพยากรในพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันลักษณะดังกล่าวก็ยังปรากฏในหลายพื้นที่แม้กระทั่งพื้นที่เมืองใหญ่เมื่อคนเจอวิกฤติไม่สามารถหาทางออกได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะกลายเป็นที่พึ่งเพื่อประคับประคองชีวิตของคนเพียงแต่อาจเป็นลักษณะของการนับถือในลักษณะส่วนตัวบุคคลมากกว่า ต่างจากดงปู่ฮ่อที่ยังเป็นระบบคิดร่วมกันของชุมชนด้วยเงื่อนไขวิถีชุมชนที่ยังส่งต่อความเชื่อและศรัทธาชัดเจนในระดับครอบครัวและชุมชนผ่านกลไกสำคัญคือพิธีกรรมร่วม ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาตินั้นปรับเปลี่ยนไปตามสภาพปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ในมิติคนกับคนมีความชัดเจนรองลงมาบนฐานกิจกรรมการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ผ่านความสัมพันธ์คนในชุมชน คนนอกชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันมรดกวัฒนธรรมที่เป็นของชุมชนและคนน่าน ร่วมกันฟื้นฟูดงปู่ฮ่อ อนุรักษ์หลักฐานทางโบราณคดีแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาแช่เลียงที่ปรากฎในดงปู่ฮ่อให้คงสภาพที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ทั้งคนในชุมชนและนอกชุมชน มิติคนกับธรรมชาติเกิดขึ้นลดลงและถูกฟื้นฟู ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างคนกับดงปู่ฮ่อ ในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชนจากพื้นที่ป่า แหล่งอาหารและยารักษาโรค ถูกพัฒนาพื้นที่ไปนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของดงปู่ฮ่อลดหายไปจากชุมชน จนกระทั่งมีการฟื้นฟูปลูกต้นไม้ พืชสมุนไพร จนมีต้นไม้ใหญ่แล้วนั้น เกิดจากความร่วมมือกันของคนในชุมชนร่วมกันสร้างความเป็นดงปู่ฮ่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวให้แก่ดงปู่ฮ่อเพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน บทเรียนรู้สำคัญของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับดงปู่ฮ่อสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การจัดการมรดกวัฒนธรรมของชุมชนนั้นสิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ การจัดการที่ควรอยู่บนฐานของวิถีชีวิตชุมชนและการพัฒนาต่อยอดที่จะเกิดขึ้นควรอยู่บนฐานของความเหมาะสม ไม่ขัดกับสภาพวิถีชีวิต และอยู่บนฐานศักยภาพของมรดกวัฒนธรรมที่มี รวมถึงการมองเห็นร่วมของชุมชนและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกัน หาทางเดินที่เหมาะสม มิใช่ใครคนใดคนหนึ่งในชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมรดกทางวัฒนธรรมนั้นๆ ทั้งคนในชุมชนและคนนอกชุมชนที่ร่วมกันเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมที่มีอยู่ไม่ให้สูญหาย รักษา สืบทอด ส่งต่อให้ลูกหลายในชุมชนได้ปฏิบัติสืบต่อและใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยาวนานแก่ชุมชน ดังที่สำนักงานศิลปากรที่11 อุบลราชธานี (2555, บทคัดย่อ)  ได้กล่าวไว้ว่า การที่ชุมชนจะสามารถจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในท้องถิ่นร่วมกันได้ สมาชิกผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการพัฒนาทั้งในด้านความรู้ ทักษะและทัศนคติที่ได้โดยกระบวนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชมท้องถิ่นด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นนั้น เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกไว้วางใจและเชื่อมั่นระหว่างกัน ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และเข้าใจว่าทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนท้องถิ่นมีประโยชน์ทั้งทางด้านคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนต้องร่วมกันจัดการเพื่อให้วัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นยังคงดำรงสืบไป”   เอกสารอ้างอิง ธนิก เลิศชาญฤทธ์. (2554). การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล (บรรณาธิการ). (2555). คนใน ประสบการณ์ภาคสนามของนักมานุษยวิทยาไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). วนิษา ติคำ. (2553). การจัดการพิพิธภัณฑ์เชิงบูรณาการ กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นแหล่งเตาเมืองน่านบ้านเตาไหแช่เลียง ตำบลสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ศรีศักร วัลลิโภดม (2561). พิพิธภัณฑ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์. ศิริพร ณ ถลาง. (2652). “คติชนสร้างสรรค์”: บทสังเคราะห์และทฤษฎี. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สายันต์ ไพรชาญจิตร์. (2562). มรดกวัฒนธรรม. เข้าถึงจาก Faccebook : Sayan Praicharnjit. [สืบค้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562] สำนักงานสำนักงานศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี. (2555). ร่วมด้วยช่วนกัน : การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เดือนตุลาคม. อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2555). จินตนาการทางมานุษยวิทยาแล้วย้อนมองสังคมไทย. เชียงใหม่ : ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2558). กำกิ๊ดกำปาก งานวิจัยวัฒนธรรมภาคเหนือ. เชียงใหม่ : ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.   สัมภาษณ์ นางบัวตอง ขัดโน อายุ 71 ปี.  วันที่ 22 พฤษภาคม 2562. นางสุนัน ติคำ อายุ 62 ปี. วันที่ 3 ตุลาคม 2562, 8 พฤศจิกายน 2562.   [1]บทความนี้ได้รับการคัดเลือกจากการประชุมวิชาการพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) [2]สาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี E-mail: vanisa.tk@gmail.com [3]สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีE-mail: jeerawan.sri.cd13@gmail.com