จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม แผ่นที่ ๑๔ (จุลกเศรษฐีชาดก)

จารึก

จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม แผ่นที่ ๑๔ (จุลกเศรษฐีชาดก)

QR-code edit Share on Facebook print

เวลาที่โพส โพสต์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2550 09:52:39 ( อัพเดทเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 16:58:37 )

ชื่อจารึก

จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม แผ่นที่ ๑๔ (จุลกเศรษฐีชาดก)

ชื่อจารึกแบบอื่นๆ

จุลกเศรษฐีชาดก (แผ่นที่ ๑๔), ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม (จุลกเศรษฐีชาดก)

อักษรที่มีในจารึก

ไทยสุโขทัย

ศักราช

พุทธศตวรรษ ๑๙-๒๐

ภาษา

ไทย

ด้าน/บรรทัด

จำนวนด้าน ๑ ด้าน มี ๔ บรรทัด

วัตถุจารึก

หินดินดาน

ลักษณะวัตถุ

แผ่นสี่เหลี่ยม

ขนาดวัตถุ

-

บัญชี/ทะเบียนวัตถุ

๑) กองหอสมุดแห่งชาติ กำหนดเป็น “สท. ๓๒”
๒) ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๕ กำหนดเป็น “จุลกเศรษฐีชาดก (แผ่นที่ ๑๔)”
๓) ในหนังสือ จารึกสมัยสุโขทัย กำหนดเป็น “ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม (จุลกเศรษฐีชาดก)”

ปีที่พบจารึก

พ.ศ. ๒๕๑๕

สถานที่พบ

เพดานอุโมงค์วัดศรีชุม อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

ผู้พบ

กองโบราณคดี กรมศิลปากร

ปัจจุบันอยู่ที่

เพดานอุโมงค์วัดศรีชุม อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

พิมพ์เผยแพร่

๑) ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๕ (กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๕), ๓-๔.
๒) จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๖), ๔๑๗.

ประวัติ

ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุมเป็นภาพจำหลักลายเส้นบนแผ่นศิลาเล่าเรื่องในชาดกต่างๆ แต่เนื่องจากศิลาแต่ละแผ่นมีขนาดไม่เท่ากัน บางแผ่นจึงจำหลักภาพได้เพียงเรื่องเดียว แต่บางแผ่นจำหลักได้ ๔-๕ เรื่องก็มี ภาพจำหลักเล่าเรื่องชาดกเหล่านี้ประดับอยู่ที่เพดานภายในอุโมงค์วัดศรีชุม อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย สภาพทั่วไปของแผ่นศิลาชำรุดแตกหัก ลายเส้นภาพและลายเส้นรูปอักษรลบเลือนเป็นส่วนใหญ่ ศิลาบางแผ่นสูญหายไป ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียง ๔๐ แผ่นเท่านั้น (จารึกสมัยสุโขทัย, ๒๕๒๖) และในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๕ มี ๕๒ แผ่น (ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๕, ๒๕๑๕)
ฉะนั้นในการเรียงลำดับจารึกภาพชาดกวัดศรีชุมครั้งนี้ จึงได้จัดลำดับของจารึกตามลำดับเรื่องที่ปรากฎในจารึกซึ่งสามารถอ่านได้ ส่วนจารึกแผ่นที่ชำรุดอ่านไม่ได้ หรืออ่านจับความได้ไม่ตลอดจะนำไปรวมไว้ในตอนท้าย (จารึกสมัยสุโขทัย, ๒๕๒๖) อนึ่ง เลขลำดับภาพจารึกมีอยู่แผ่นหนึ่งบอกว่าเป็นคำรบที่ห้าร้อย หมายถึง เรื่องที่ ๕๐๐ แสดงให้เห็นว่า ภาพชาดกทั้งหมดน่าจะมีจำนวนถึง ๕๐๐ ภาพ ซึ่งเป็นจำนวนที่ตรงกับข้อความในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ (จารึกวัดศรีชุม) ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๓๙ ความว่า “… ๐ พระเจดีย์สูงใหญ่ รอยนั้นฉลักหินห้าร้อยชาติ …”

เนื้อหาโดยสังเขป

จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม (จุลกเศรษฐีชาดก) นั้น ซีกขวามีลายคล้ายก้อนเมฆ นอกนั้นชำรุดสึกหรอ มีอักษรจารึกอยู่ตอนบน ๔ บรรทัด
เรื่องราวมีอยู่ว่า พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐี ไปพบหนูตาย จึงกล่าวคำทำนาย คนรับใช้เชื่อฟัง เอาหนูไปขายได้ทรัพย์ ก่อร่างสร้างตนจนได้เป็นเศรษฐี

ผู้สร้าง

ไม่ปรากฏหลักฐาน

การกำหนดอายุ

๑) จาก บทความเรื่อง การกำหนดอายุจารึกชาดกวัดศรีชุม ของ ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร สรุปได้ว่า แผ่นภาพชาดกนี้สร้างขึ้นเพื่อติดตั้งไว้ในอุโมงค์วัดศรีชุมมาแต่แรก หรือจะได้ขนย้ายมาจากที่อื่น เช่น วัดมหาธาตุสุโขทัยก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ส่วนในเรื่องตัวอักษรนั้น มีบางท่านสันนิษฐานว่า เป็นอักษรไทยที่เก่ากว่าตัวอักษรของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งทรงประดิษฐ์ขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ (จารึกหลักที่ ๑) แต่ ศ.ดร. ประเสริฐ กำหนดอายุตัวอักษรในจารึกชาดกวัดศรีชุมว่าจารึกขึ้นประมาณ พ.ศ. ๑๙๓๕ โดยใช้รูปลักษณะตัวอักษรและอักขรวิธีเป็นตัวกำหนดดังนี้
พระเจ้าลิไทย (เสวยราชย์ พ.ศ. ๑๘๙๐ ถึงประมาณ ๑๙๑๑) ทรงเริ่มใช้ไม้หันอากาศระหว่าง พ.ศ. ๑๙๐๒-๑๙๐๔ แต่เดิมพระองค์ทรงใช้ “อนน” แทน “อัน” และ “ดงง” แทน “ดัง” ในจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม พ.ศ. ๑๙๐๐) และในจารึกหลักที่ ๘ ด้านที่ ๑-๒ พ.ศ. ๑๙๐๒ ครั้นมาถึง พ.ศ. ๑๙๐๔ จารึกหลักที่ ๕ พระเจ้าลิไทยทรงใช้ไม้หันอากาศแล้ว จารึกหลักที่ ๒ วัดศรีชุมของพระมหาเถรศรีศรัทธาฯ และจารึกชาดกวัดศรีชุมมีไม้หันอากาศ จึงน่าจะจารึกหลัง พ.ศ. ๑๙๐๒ มีผู้ถกเถียงว่าพระมหาเถรฯ อาจใช้ไม้หันอากาศมาก่อนพระเจ้าลิไทยก็ได้ อย่างไรก็ดีจารึกหลักที่ ๒ ไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. ๑๘๘๔ เพราะพระมหาเถรฯ ไปไหว้พระทันตธาตุที่เมืองกำพไล ลังกา พระทันตธาตุลังกาจะย้ายตามเมืองหลวงไปเสมอ และเมืองกำพไลเป็นเมืองหลวงของลังกาเริ่มแต่ พ.ศ. ๑๘๘๔ เป็นต้นมา พระเจ้าลิไทยทรงเห็นประโยชน์ของการใช้ไม้หันอากาศ จึงทรงใช้เครื่องหมายนี้ตั้งแต่จารึกหลักที่ ๕ พ.ศ. ๑๙๐๔ หากพระมหาเถรฯ ใช้ไม้หันอากาศในจารึกหลักที่ ๒ ก่อน พ.ศ. ๑๙๐๐ พระเจ้าลิไทยก็น่าจะทรงใช้ไม้หันอากาศในจารึกหลักที่ ๓ พ.ศ. ๑๙๐๐ และหลักที่ ๘ ด้าน ๑-๒ พ.ศ. ๑๙๐๒ ด้วย
“ณ” ในจารึกก่อนสมัยพระเจ้าลิไทยเขียนเป็นรูป “ฌ” มาจนถึง พ.ศ. ๑๙๑๑ “ณ” ในรูปปัจจุบันเพิ่งปรากฏในจารึกที่มีศักราชกำกับเป็นหลักแรกคือจารึกวัดพระยืน ลำพูน พ.ศ. ๑๙๑๔ จารึกหลักที่ ๒ วัดศรีชุมใช้ “ณ” รูป “ฌ” ทุกตัว ยกเว้นตัวสุดท้ายในบรรทัดที่ ๙๓ ด้านที่ ๒ เป็นรูป “ณ” ปัจจุบัน ฉะนั้นตอนท้ายของจารึกหลักที่ ๒ จึงน่าจะจารึกขึ้นประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๔ ส่วนจารึกชาดกวัดศรีชุมใช้ “ณ” รูปปัจจุบันทุกตัว จึงน่าจะไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. ๑๙๑๔
คำ “พระยา” สมัยดั้งเดิมใช้ “พรญา” ไม่มีสระอะ เพิ่งมาเริ่มใช้ “พระญา” มีสระอะในจารึกหลักที่ ๖๔ เมืองน่าน พ.ศ. ๑๙๓๕ ส่วนจารึกสุโขทัยเอง เพิ่งใช้ “พระญา” มีสระอะในจารึกหลักที่ ๔๖ พ.ศ. ๑๙๔๗ จารึกชาดกวัดศรีชุมใช้ “พระญา” มีสระอะ จึงน่าจะมีอายุไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. ๑๙๓๕
“นฤคหิต” ซึ่งใช้ประกอบกับสระอาเป็นสระอำ มีรูป เป็นครึ่งวงกลมหรือกะลาคว่ำ มาตั้งแต่ก่อนสมัยพระเจ้าลิไทยมาเปลี่ยนเป็นรูปวงกลมในจารึกหลักที่ ๔๕ พ.ศ. ๑๙๓๕ (ส่วนที่อาจารย์อิงอร สุพันธุ์วณิช รายงานไว้ใน “วิวัฒนาการอักษรและอักขรวิธีไทย” ว่า นฤคหิตเปลี่ยนจากครึ่งวงกลมมาเป็นจุดในจารึกหลักที่ ๔๔ พ.ศ. ๑๙๑๖ นั้น เดิมอ่านศักราชไว้ผิด บัดนี้กรมศิลปากรได้แก้ไข พ.ศ. ๑๙๑๖ เป็น พ.ศ. ๑๙๓๗ แล้ว) จารึกชาดกวัดศรีชุม นฤคหิต เป็นรูปวงกลมจึงน่าจะจารึกขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๓๕ หรือหลังจากนั้น
นอกจากนี้จารึกชาดกวัดศรีชุมยังใช้ “ป” และ “ฝ” ซึ่งขมวดปลายเส้นหลังเหมือนไม้หันอากาศ ซึ่งเป็นรูปที่พบครั้งแรกในจารึก พ.ศ. ๑๙๑๔
“ร” ที่เส้นบนไม่หยักเป็นสองลอน ปรากฏครั้งแรกในจารึก พ.ศ. ๑๙๒๒ จารึกชาดกวัดศรีชุมใช้ “ส” รูปที่เส้นบนโค้งลงและไส้ที่ตัดเส้นหลังโค้งขึ้น อักษร “อ” ที่เส้นบนลากขึ้นไปสูงกว่าหัว อักษร “อ” ที่เส้นตั้งไม่หยักก็ดี และ สระอะ เป็นรูปวงกลมสองวงก็ดี ปรากฏเช่นนี้เป็นครั้งแรกในจารึก พ.ศ. ๑๙๓๕ และอักษรอีกหลายตัวมีรูปคล้ายอักษรในจารึก พ.ศ. ๑๙๓๕ จึงควรสรุปได้ว่าจารึกชาดกวัดศรีชุม จารึกขึ้นใกล้เคียงกับ พ.ศ. ๑๙๓๕
“ว” ในจารึกชาดกวัดศรีชุม กระหวัดเส้นบนทบไปข้างหลังทำให้มองคล้าย “ร”ปรากฏครั้งแรกในจารึก พ.ศ. ๑๙๕๖
ในด้านศิลปะ อาจารย์บรรลือ ขอรวมเดช ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางประวัติศาสตร์ศิลป์ เรื่องจารึกชาดกวัดศรีชุมอยู่ และสรุปจากหน้าตาคนในแผ่นภาพว่าคางยังไม่แหลม และดูรายละเอียดบนศิราภรณ์เทียบกับลายที่ลังกาแล้ว เห็นว่าจารึกชาดกวัดศรีชุมน่าจะมีอายุประมาณต้นสมัยพระเจ้าลิไทย หรืออาจจะเป็นปลายสมัยพระเจ้าเลอไทยก็เป็นได้ ศ.ดร. ประเสริฐ ไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ แต่เห็นว่ารูปชาดกนี้อาจวาดโดยพระภิกษุลังกา หรือคนไทยไปลอกแบบจากลังกามา โดยที่อิทธิพลของศิลปะไทยยังไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงต้นแบบของลังกาก็เป็นได้ ถ้าจะหาเหตุผลอื่นมาประกอบ ศ.ดร. ประเสริฐ เห็นว่าจารึกชาดกวัดศรีชุมอาจเกิดขึ้นสมัยที่ศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์เก่า เริ่มเข้ามายังอาณาจักรสุโขทัยใน พ.ศ. ๑๙๐๐ หรือสมัยที่ศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์ใหม่เข้ามายังอาณาจักรสุโขทัย ใน พ.ศ. ๑๙๗๐ ก็เป็นได้ แต่ถ้าจะยืนหลักการรูปตัวอักษรแล้ว ก็จะต้องสรุปว่าจารึกชาดกวัดศรีชุมเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. ๑๙๓๕ ข้อสรุปทางประวัติศาสตร์ศิลป์ และทางตัวอักษรต่างกันประมาณ ๕๐ ปี นับว่าไม่ขัดแย้งกัน แต่เสริมให้เห็นว่า อักษรในจารึกชาดกวัดศรีชุม มิได้เก่าไปถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแต่อย่างใด
๒) นักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่า รูปอักษรจารึกภาพชาดกเหล่านี้จารึกขึ้นก่อนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง (พ.ศ. ๑๘๓๕) แต่นักภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่ารูปอักษรจารึกและอักขรวิธีในจารึกภาพชาดกนี้ น่าจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (พ.ศ. ๑๘๐๑-๒๐๐๐)
ลักษณะของภาพเล่าเรื่องชาดกนั้นจับเป็นตอน มิได้เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ศิลปินผู้สร้างจำหลักรูปบุคคล รูปสัตว์ และองค์ประกอบอื่นๆ แสดงให้เห็นและเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นตอนใดตอนหนึ่งของเรื่องเท่านั้น ส่วนบริเวณที่ว่างของภาพเหล่านั้น จารึกอักษรข้อความเพื่ออธิบายภาพบอกชื่อเรื่องชาดก ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอดีตชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยพระชาตินั้นๆ เป็นการสรุปเรื่องและตอนท้ายจะบอกลำดับเรื่องไว้ด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

เรียบเรียงข้อมูลโดย : ตรงใจ หุตางกูร, วชรพร อังกูรชัชชัย และดอกรัก พยัคศรี โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, ศมส., ๒๕๔๖, จาก :
๑) ฉ่ำ ทองคำวรรณ และประสาร บุญประคอง, “จุลกเศรษฐีชาดก (แผ่นที่ ๑๔),” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๕ : ประมวลจารึกอักษรไทย ภาพลายเส้นจำหลักบนแผ่นหิน เกี่ยวกับเรื่องชาดกต่างๆ ในชาดกห้าร้อยชาติ ที่ประดับไว้ในเจดีย์วัดศรีชุม สุโขทัย (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๕), ๓-๔.
๒) เทิม มีเต็ม, “ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม,” ใน จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๖), ๓๙๑-๔๔๔.
๓) ประเสริฐ ณ นคร, “การกำหนดอายุจารึกชาดกวัดศรีชุม,” ใน งานจารึกและประวัติศาสตร์ ของ ประเสริฐ ณ นคร (นครปฐม : โรงพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน, ๒๕๓๔), ๔๑-๔๓.
๔) สมบัติ จำปาเงิน, นิบาตชาดก ฉบับภาษาสยาม (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๑), ๒๒.

เบอร์โทร

+66 2 8809429

อีเมล

webmaster@sac.or.th

แฟกซ์

+66 2 8809332

ที่อยู่

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170