Blog

The Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
  • images

‘นรก’ ใน จารึกเรื่องนิรยกถา ตอนที่ ๑ : สัญชีวนรก

‘นรก’ ใน จารึกเรื่องนิรยกถา ตอนที่ ๑ : สัญชีวนรก

QR-code edit Share on Facebook
เวลาที่โพส

โพสต์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 เวลา 10:54:56

บทความโดย : ทีมงาน

จารึกเรื่องนิรยกถาปัจจุบันอยู่ที่ เสาในพระประธานมุขหลัง ศาลาการเปรียญ (โบสถ์เก่า) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร สร้างขึ้นเมื่อปี จ.ศ. ๑๒๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๓๘๑ โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้กรมหมื่นไกรสรวิชิตให้ช่างจารึกเรื่องนี้ไว้
 
 จารึกเป็นแผ่นหินอ่อนสีดำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ชุดจารึกเรื่องนิรยกถานี้ มีทั้งหมด ๑๒ แผ่น แต่ละแผ่นมีจารึก ๑๗ บรรทัด อักษรไทยธนบุรี-รัตนโกสินทร์และขอมธนบุรี-รัตนโกสินทร์ ภาษาไทยและบาลี
 
ตอนต้นเล่าถึงที่มาของจารึก ครั้งเมื่อวันเสาร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ จุลศักราช ๑๒๐๐ ปีจอ สัมฤทธิศก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้กรมหมื่นไกรสรวิชิตให้ช่างเขียนระบายเรื่องนิรยกถา และเปรตกถาไว้ที่คอ ๒ มุขหน้า มุขหลังการเปรียญวัดพระเชตุพน ตามพระบาลีฯ
 
จากนั้นกล่าวถึงการแสดงธรรมเทศนาพระพุทธเจ้าเรื่อง เทวทูตสูตร ดังนี้
“ดูกรสงฆ์ทังปวง อันว่าเรือนทั้ง ๒ มีประตูแลเห็นตลอดกันทั้งข้างโน้นและข้างนี้ บุรุษมีจักษุอันบริสุทธิ์ ยืนอยู่ในท่ามกลางก็แลเห็นชนทั้งหลายอันจะเล็งแลเข้าออกในเรือนทั้ง ๒ นั้น มีฉันใด พระตถาคตก็มีทิพจักษุญาณพิจารณ์เห็นสัตว์อันจุติและปฏิสนธิไปในสุคติและทุคติ ประจักษ์แจ้งมีอุปไมยดังนั้น
 
ดูกรณ์สงฆ์ สัตว์อันประพฤติซึ่งกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต อย่างนั้น  ครั้นทำลายเบญจขันธ์แล้วก็ไปเกิดในสุคติภพ คือมนุษย์และสวรรค์
 
สัตว์อันทำกรรมอันลามกหยาบช้ามีกายทุจริตเป็นต้น ก็ไปเกิดในทุคติ คือ นรกและเปรต เป็นอาทิ
 
ที่บาปกึ่งคุณกึ่งนั้นก็ไปบังเกิดในยมโลก นายนิรยบาลก็คร่าไปสู่สำนักพญายมราชๆ ก็ถามว่า ดูกรบุรุษ เมื่อท่านยังอยู่ในมนุษยโลกนั้น ท่านได้เห็นเทวทูต ๕ ประการฤาหามิได้ เทวทูตเหล่านั้นได้แก่
(๑) ทารกที่เพิ่งเกิด
(๒) คนชรา
(๓) คนป่วย
(๔) นักโทษที่ถูกโบยตี
(๕) คนตาย
ดังกล่าวนี้มาแล้วนี้ เมื่อท่านได้เห็นแล้วและมีความสังเวชหรือไม่อย่างไร หากอกุศลกรรมทำให้ท่านต้องไปเสวยทุกข์ในอบายภูมิแล้ว พญายมราชก็ระลึกถึงการกุศลที่บุรุษผู้นั้นได้กระทำไว้ในชาติก่อน หากบุรุษผู้นั้นมิอาจระลึกได้ ด้วยอกุศลกรรมเข้าครอบงำในสันดาน และพญายมราชถามเทวทูต ๕ ประการนี้ ใช่จะถามแต่บุรุษจำพวกเดียวก็หาไม่ สตรีอันไปเกิดในยมโลกนั้นก็ถามดุจกัน บางทีเมื่อพญายมราชถามเทวทูต ๕ ประการนั้นกุศลดลใจสตรีซึ่งจะถึงแก่สุคติ คิดถึงซึ่งธรรมสังเวชขึ้นได้ ก็กราบทูลแก่พญายมราชว่าเทวทูต ๕ ประการคิดสิ่งนั้นๆ ดุจกล่าวมาแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นแล้วก็มีจิตสังเวช อย่างนี้ พญายมราชก็สั่งสัตว์ผู้นั้นให้ไปบังเกิดในสุคติภพ บางทีเมื่อขณะถามเทวทูต ๕ ประการ สัตว์ผู้นั้นมิได้เห็นธรรมสังเวช และพญายมราชบอกการกุศลอันสัตว์ผู้นั้นได้กระทำไว้ดังนั้นๆ สัตว์ผู้นั้นระลึกได้ก็ไปบังเกิดในสุคติภพก็มี อนึ่งเมื่อพญายมราชถามเทวทูต ๕ ประการแก่สัตว์อันเป็นบาปนั้น สัตว์นั้นก็มิได้เห็นธรรมสังเวช แล้วพญายมราชบอกการกุศลอันสัตว์ผู้นั้นได้กระทำแต่ชาติก่อน สัตว์ผู้นั้นก็มิอาจจะได้ด้วยอกุศลกรรมให้ผล พญายมราชก็ดุษฎีภาวนิ่งอยู่ นายนิรยบาลก็จับสัตว์ผู้นั้นขว้างลงในนรก กระทำกรรมกรณ์ (กรรมกรณ์ = อาญา) ต่างๆ ตามอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้นั้น”
 
 
ขุมนรก
“นรก” ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีทั้งหมด ๘ ขุม ได้แก่ สัญชีวนรก กาลสูตรนรก สังฆาฏนรก โรรุวนรก มหาโรรุวนรก ตาปนรก มหาตาปนรก และมหาอเวจีนรก 
 
มหานรก ๘ ขุมนั้น มีสัณฐานกว้างและยาวได้ ๗ โยชน์ดุจกัน มีฝาแลผนังแลพื้นก็แล้วไปด้วยเหล็กมีประตูทั้ง ๔ ทิศ มีพญายมราชเป็นใหญ่อยู่ทิศละองค์ พญายมราชนั้นจะมีแต่องค์เดียวหามิได้ มหานรกทั้ง ๘ ขุมนั้นมีพญายมราชอยู่ขุมละ ๔ พระองค์ สิริเป็นพญายมราชถึง ๓๒ พระองค์ มีนิรยคุตอำมาตย์สำหรับถือบัญชีอยู่องค์ละคนๆ และพญายมราชนั้นก็นับเป็นเวมานิกเปรตจำพวกหนึ่ง เหตุที่บางครั้งก็ได้เสวยทิพสมบัติเป็นเทวดาอยู่ในวิมานแก้ววิมานทอง บางคราวก็ต้องไปเที่ยวตรวจตราว่ากล่าวสัตว์นรก กิจแห่งพญายมราชอันจะต้องเที่ยวไปเอาใจใส่ด้วยพระองค์เองนั้นมีกำหนดแต่ในยมโลกนรก อันเป็นบริวารแห่งมหานรกชั้นนอก
 
เมื่อได้ชื่อว่านรกนั้นย่อมมีแต่ความทุกข์ จารึกเรื่องนิรยกถากล่าวถึงนรก ๘ ขุม  ไว้ดังนี้
 
“ทีงนี้จะว่าด้วยกำกรณ์ในมหานรกทัง ๘ ขุมก่อน คือสัญชีวะนรกนั้น ด้วยอรรถว่า มีลมเยนพัดสัตว์ที่ตายให้เปนขึ้นได้เสวยทุขเวทนาต่อไป ที่ได้ชื่อว่ากาลสูตร์นรกนั้น ด้วยอรรถว่ามีสายบันทัดดีดกายสัตว์ให้แตกออก ที่ได้ชื่อว่าโรรุวนั้น ด้วยอรรถว่าอึงไปด้วยเสียงร้อง ที่ได้ชื่อว่ามหาโรรุวนั้น ด้วยอรรถว่าอึงไปด้วยเสียงร้องครางยิ่งกว่านั้น ที่ได้ชื่อว่าตาปนรกนั้น ด้วยอรรถว่าเปลวเพลิงอันยิ่งนัก ที่ได้ชื่อว่ามหาตาปนรกนั้น ด้วยอรรถว่าเพลิงร้อนยิ่งกว่าตาปนรก ที่ได้ชื่อว่ามหาอเวจีนรกนั้น ด้วยอรรถว่าเปลวเพลิงรุ่งเรืองอยู่หาระวางมิได้”
            เข้าใจโดยสังเขปว่า
(๑) สัญชีวนรก สัตว์นรกในขุมนี้จะไม่มีวันตาย เมื่อถูกลงโทษรับบาดเจ็บหรืออาจถึงตาย แต่จะไม่ตายเพราะจะมีลมเย็นพัดสัตว์ที่ตายให้ฟื้นขึ้นได้เสวยทุกขเวทนาต่อไป
(๒) กาลสูตรนรกสัตว์นรกในขุมนี้จะถูกตีเส้นบนตัวด้วยเส้นเหล็กเผาไฟเหมือนสายบรรทัด ผ่าหรือดีดกายสัตว์ให้แตกออก
(๓) สังฆาฏนรกในส่วนแรกนี้จารึกไม่ได้กล่าวถึง แต่จะมีกล่าวถึงในส่วนที่เป็นรายละเอียดของนรกขุมต่างๆ
(๔) โรรุวนรกนรกขุมนี้จะเต็มไปด้วยเสียงร้องของสัตว์นรกที่เจ็บปวดทรมาน
(๕) มหาโรรุวนรกนรกขุมนี้จะเต็มไปด้วยเสียงร้องของสัตว์นรกที่เจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าโรรุวนรก
(๖) ตาปนรกนรกขุมนี้มีไฟลุกท่วม
(๗) มหาตาปนรกนรกขุมนี้มีไฟลุกท่วมยิ่งกว่าตาปนรก
(๘) มหาอเวจีนรกนรกขุมนี้มีไฟลุกท่วมร้อนแรงไม่มีวันดับ
 
            ลำดับต่อจากนี้จารึกได้บรรยายรายละเอียดของนรกแต่ละขุมเพิ่มเติม
 
นรกขุมที่ ๑ สัญชีวนรก
“บุคคลอันฆ่าสัตว์ด้วยตนเองก็ดี ให้ผู้อื่นฆ่าก็ดี ครั้นสิ้นชีวิตแล้วก็ไปเกิดในสัญชีวนรก นายนิรยบาลถือสรรพอาวุธต่างๆ แล่เนื้อเถือหนังสัตว์นรกนั้นให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า สัตว์นรกร้องไห้ร่ำไร มีเสียงอันพิลึก ตายแล้วมีลมพัดให้เป็นขึ้นได้เสวยทุกขเวทนาสืบไปเล่า บางทีสัตว์นรกในสัญชีวนั้นเห็นเพื่อนกันก็มีความโกรธ เข้าประหารกันด้วยเล็บมือๆ ก็กลายเป็นอาวุธฟันแทงกัน มีกายขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ อาศัยกรรมแห่งปาณาติบาตให้ผล จึงมาทนทุกขเวทนาในสัญชีวนรกได้ ๕,๐๐๐ ปี แต่ละวันในสัญชีวนรกนั้นนับได้ ๙ ล้านปีในมนุษยโลก”


ภาพจาก : http://board.palungjit.org/946678-post18.html

ในไตรภูมิกถา เรียก สัญชีวนรก' ว่า นรกแห่งการเกิดอีกหน ว่ากันว่านรกขุมนี้มีผนังทำจากเหล็กร้อนกั้นไว้รอบด้าน มองไม่เห็นขอบ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีไฟลุกโชนอยู่โดยรอบ มีอาวุธมีคมอยู่ทั่วไป เมื่อสัตว์นรกวิ่งพลานไปมาในขุมนรกนี้ก็จะไปโดนอาวุธเหล่านั้นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิต หรืออวัยวะขาดไป อย่างไรก็ตามร่างกายจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้รับโทษในขุมนี้จนกว่าจะสิ้นโทษ สัตว์นรกนี้จะต้องรับโทษเป็นเวลาสี่พันห้าร้อยล้านปีมนุษย์ หรือห้าร้อยปีนรก
 
อกุศลกรรม หรือ บาป ที่ทำให้ไปตกในนรกขุมนี้ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้ฆ่าหรือทรมานสัตว์ให้ได้รับความทุกข์เวทนาทั้งด้วยตนเองหรือใช้ให้ผู้อื่นทำแทนตน, เป็นโจรปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์, เป็นเจ้าคนนายคนแต่ขาดความยุติธรรม กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ใช้หน้าที่โดยมิชอบ ฯลฯบาปกรรมเหล่านี้เป็นต้น ส่งผลให้เขาต้องไปตกนรกในสัญชีวนรก
 
จบตอนที่ ๑

ผู้เขียน : นวพรรณ ภัทรมูล

คำสำคัญ : จารึกเรื่องนิรยกถา จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ จารึกวัดโพธิ์ นรกในจารึก

เบอร์โทร

+66 2 8809429

อีเมล

webmaster@sac.or.th

แฟกซ์

+66 2 8809332

ที่อยู่

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170