พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา


ชื่อเรียกอื่น:
-
ที่อยู่:
กรมอู่ทหารเรือ เลขที่ 2 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์:
0-2475-5368
โทรสาร:
0-2475-5369
วันและเวลาทำการ:
09.00 น. - 16.00 น. วันราชการ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
ค่าเข้าชม:
ไม่เสียค่าเข้าชม กรุณาติดต่อล่วงหน้า เพื่อเข้าเป็นหมู่คณะ(12-50 คน) หากน้อยกว่านั้นทางพิพิธภัณฑ์จะจับกลุ่มให้
อีเมล:
toykanchana@yahoo.com
ปีที่ก่อตั้ง:
2554
ของเด่น:
อุปกรณ์ เครืองมือที่ใช้ในพิธีวางกระดูกงูเรือและพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เครื่อมือช่างต่อเรือ

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

โดย:

วันที่: 13 กันยายน 2555

ไม่มีข้อมูล

ตามรอยเรือไทย ใน“พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวง” และ “พิพิธ...

ชื่อผู้แต่ง: หนุ่มลูกทุ่ง | ปีที่พิมพ์: 11 ต.ค. 2554;11-10-2011

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 15 กรกฎาคม 2558


ไม่มีข้อมูล

พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

แรกก้าวเข้าไปในบริเวณของกรมอู่เรือหลวง  เดินตรงไปตามถนน เรือขนาดใหญ่หลายลำตั้งเรียงกันอยู่ในหลุมขนาดใหญ่บนไม้หมอน  มีนายช่างทหารเรือกำลังทำงานซ่อมเรือ ด้านหนึ่งเป็นเครนสูง มองไกลออกไปได้พบกับสิ่งที่สะกดสายตา  พระบรมมหาราชวังสถิตอยู่สวยงาม  ถัดไปอีกฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
       
พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  เปิดเป็นทางการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2554  ส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวรมี 7 หัวข้อ ได้แก่ จากราชนิเวศน์สู่อู่เรือหลวง  จากอู่เรือหลวงสู่กรมอู่ทหารเรือ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานนาวาสถาปัตย์  การเสริมสร้างสมุททานุภาพให้กองทัพเรือ  การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ  ทำเรือให้พร้อมรบ อู่เรือและอุตสาหกรรมต่อเรือของประเทศ
       
อาคารจัดแสดงเป็นอาคารสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกว่าเรือนขนมปังขิง นาวาเอกหญิงกาญจนา   ทรงวรวิทย์    ภัณฑารักษ์  เป็นผู้นำชม  การเข้ามายังพิพิธภัณฑ์จะสังเกตว่าจากถนนที่ตรงมาจากประตูใหญ่ของกรมอู่ทหารเรือ  มายังอาคารจัดแสดง  ประตูทางเข้าด้านนี้เป็นด้านหลัง  เนื่องมาจากว่าแต่เดิมมีอู่เรือหลวงหมายเลขหนึ่ง  อาคารจึงหันไปทางนั้น  ส่วนที่ปัจจุบันเป็นทางเข้าเห็นได้ชัดกว่าเป็นอู่เรือหลวงหมายเลขสอง
       
อาคารจัดแสดงเป็นอาคารสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกว่าเรือนขนมปังขิง ตั้งอยู่ในพื้นที่อู่เรือหลวง หรือที่ปัจจุบันเรียกว่ากรมอู่ทหารเรือ  ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการซ่อมและสร้างเรือของกองทัพเรือ  ในพิพิธภัณฑ์มีโมเดลจำลองภูมิศาสตร์และพื้นที่  ทำให้เห็นภาพที่มาที่ไปของพื้นที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน  หลักฐานสำคัญของพื้นที่ประวัติศาสตร์ อยู่ที่พระอุโบสถด้านหน้าติดกับทางเข้ากรมอู่ทหารเรือ วัดวงศมูลวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ปัจจุบันเหลือเพียงอุโบสถกับองค์พระประธาน  ย้อนไปก่อนหน้าบริเวณนี้เป็นที่พักของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี  ได้มีการสร้างพระบรมมหาราชวังแห่งใหม่ฝั่งตรงข้าม  พระราชวังเก่าฝั่งนี้เป็นสมัยกรุงธนบุรีได้เรียกกันว่า พระราชวังเดิม
 
ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ นาวาเอกหญิงกาญจนา   ทรงวรวิทย์    ได้พาเข้าไปนั่งชมวีดีทัศน์ประวัติความเป็นมาและภารกิจกรมอู่ทหารเรือ  ห้องนี้มีบรรยากาศเหมือนผู้เข้าชมอยู่ในอู่เรือโดยทำที่นั่งให้เหมือนกับไม้หมอนสำหรับรองรับเรือที่เข้ามาจอดซ่อม
 
"ธรรมดามีเรือแล้ว ต้องซ่อมเองได้ เป็นหลักของยุทธศาสตร์ ถ้าซ่อมไม่ได้เอง ก็ไม่ควรจะมี" เป็นพระดำรัสของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  เจ้ากรมอู่ทหารเรือ ลำดับที่ 7
 
การจัดแสดงส่วนแรกคือ จากนิเวศน์สู่อู่เรือหลวง เล่ารายละเอียดกำเนิดอู่เรือหลวง  เริ่มมาจาก พ.ศ.2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สั่งซื้อเรือรบเหล็กจากอังกฤษ ญี่ปุ่นและประเทศต่างๆในยุโรป เป็นการนำ “เรือรบเหล็ก”เข้ามาใช้ในกิจการทหารเรือ ทำให้เรือมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  จึงได้พระราชทานพระราชนิเวศน์ให้กรมทหารเรือสร้าง “อู่ไม้”ขนาดใหญ่ในบริเวณโรงหล่อด้านทิศใต้ของวัดระฆังโฆษิตาราม เพื่อซ่อมและสร้างเรือรบสำหรับใช้ในการป้องกันประเทศ เมื่อการสร้างอู่เรือหลวงแล้วเสร็จ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด “อู่เรือหลวง”ในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2433 ต่อมาถือว่าวันนี้เป็นวันสถาปนากรมอู่ทหารเรือ 
 
ส่วนนี้มีวัตถุจัดแสดงเป็นชิ้นส่วนถ้วย  จาน ชามกระเบื้อง ลูกปืนใหญ่โบราณ ซึ่งขุดค้นพบบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงงานช่างต่อเรือใยแก้ว(เดิม) ขณะที่มีการสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม พ.ศ.2544 สันนิษฐานว่ามีอายุมากกว่า 100 ปี  มีเหรียญที่ระลึกที่กรมอู่ทหารเรือจัดสร้างในโอกาสสำคัญ  เอกสารราชกิจจานุเบกษาเปิดอู่เรือหลวง
 
ส่วนต่อมาบอร์ดจัดแสดงถาวรเป็นวงกลมโค้ง  หัวข้อเรื่องจากอู่เรือหลวงสู่กรมอู่ทหารเรือ บอกเล่าพัฒนาการของกรมอู่ทหารเรือ มีภาพเรือรบหลวงลำแรกที่ข้าราชการและประชาชนได้เรี่ยไรทุนทรัพย์จัดซื้อน้อมเกล้าฯถวายรัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ.2463 แล้วพระราชทานชื่อ เรือหลวงพระร่วง  มีภาพหายากเป็นเรือหลวงสุโขทัย แล่นผ่านสะพานพระพุทธยอดฟ้า ในสมัยที่เปิดยกสะพานได้ ในพิธีเปิดสะพานในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2474
 
ปัจจุบันกรมอู่ทหารเรือมีอู่เรือในความรับผิดชอบ 3 แห่งคือ อู่ทหารเรือธนบุรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร  อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี  
 
ต่อมาเป็นส่วนจัดแสดงในโค้งวงกลมด้านใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานนาวาสถาปัตย์  พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยงานช่างตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงออกแบบและต่อเรือใบมด ซูเปอร์มด ไมโครมด และทรงกีฬาแล่นใบ  แนวทางพระราชดำริที่พระราชทานให้กองทัพเรือต่อเรือรบขึ้นใช้เองซึ่งเป็นที่มาของการสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.91 ขยายผลสู่ชุดเรือ ต.991 และชุดเรือ ต.994  วัตถุจัดแสดงที่สำคัญในส่วนนี้  ได้แก่ สมุดบันทึกพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินาถ และลายพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่พระราชทานให้กรมอู่ทหารเรือ เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางกระดูกงูและปล่อยเรือลงน้ำ  ใกล้กันมีส่วนลงนามถวายพระพรโดยเขียนบนจอคอมพิวเตอร์
 
ส่วนการเสริมสร้างสมุททานุภาพให้กองทัพเรือ จัดแสดงอุปกรณ์ซ่อมสร้างเรือ มีเตาเผาหมุดย้ำ  กระดานเขียนแบบแบบเรือ ภาพการสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง (ต 994) ตู้จัดแสดงอุปกรณ์การเขียนออกแบบเรือ กระดานเขียนแบบแบบเรือ และบอร์ดภาพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ
 
ส่วนจัดแสดงการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ  นำเสนอความเป็นมาของการต่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งลำแรกที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ใน พ.ศ.2539 เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีการต่อเรือของกรมอู่ทหารเรือกับงานช่างศิลป์ของกรมศิลปากร  
 
การจัดแสดงชั้นล่าง เริ่มด้วยส่วนจัดแสดงหัวข้อทำเรือให้พร้อมรบ “กว่าจะซ่อมเรือรบหนึ่งลำ”จัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการซ่อมสร้างเรือ ได้แก่ เข็มทิศสำหรับทำแผนที่  เครื่องทดสอบเกจวัดกำลังดันด้วยลม กล้องดูเนื้อโลหะ  เครื่องวัดความเร็วรอบด้วยแสง เครื่องวัดความแน่นของทราย  เครื่องแยกสารละลายด้วยไฟฟ้าและเครื่องวัดความโปร่งของทราย จักรเย็บหนัง นอกจากนี้ยังมีภาพและรายละเอียดการซ่อมเรือรบที่สำคัญอย่างเรือหลวงจักรีนฤเบศร  มีเรื่องของผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมให้เป็นต้นแบบเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อาทิเช่น การสร้างเรือหัวโทงช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิ การสร้างเรือท้องแบนเพื่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม การสร้างเครื่องพ่นน้ำ  ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเร่งอัตราการไหลของน้ำในแม่น้ำ คิดค้นเครื่องต้นแบบผลิตไบโอดีเซล 
 
ส่วนจัดนิทรรศการชั่วคราว   ช่วงนี้เกี่ยวกับ “ภาพเก่าเล่าเรื่องกรมอู่ทหารเรือ”  มาถึงส่วนจัดแสดงสุดท้าย  อู่เรือและอุตสาหกรรมต่อเรือของประเทศ  วัตถุจัดแสดงที่เด่นคือแบบจำลองเรือ ต.991  ทำโดยสถาบัน HSVA สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ความสำคัญที่นำแบบจำลองของเรือลำนี้มาจัดแสดง เพราะเป็นเรือสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงต้องไปขอแบบจำลองสำหรับการทดสอบอันนี้กลับมา  
 
ใกล้กันมีแบบจำลองเรือรบหลวงหลายลำ  มีเรื่องราวการต่อเรือของบริษัทเอกชน  เนื่องจากกรมอู่ทหารเรือไม่สามารถสร้างและซ่อมได้ตามความต้องการ  ดังจะเห็นจากภาพของเรือหลวงฤทธิ์ เรือหลวงสุริยะ(ลำที่สอง) ต่อโดย บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด   ส่วนที่เห็นแปลกตาคือ ยานใต้น้ำไร้คนขับสำหรับฝึกปราบเรือดำน้ำ  เป้าฝึกปราบเรือดำน้ำ  ที่นำมาจัดแสดงจะไม่ได้ใช้แล้ว มีการพัฒนาแบบรุ่นใหม่สำหรับใช้งาน
 
สมัยก่อนการต่อเรือให้เสร็จแต่ละลำ  เมื่อต่อตัวลำเรือเสร็จ ของทุกอย่างก็ต้องทำขึ้นเอง  เชือกที่จะใช้ในเรือสำหรับผูกเรือ  ต้องมาถักเองมาเย็บเอง  ฉะนั้นจึงต้องมีโรงงานช่างเย็บ  มีจักรสำหรับเย็บหนัง  ยังต้องมีพวกผ้าใบที่ใช้ขึงบนดาดฟ้าเรือ  ที่นี่มีการทำเชือกชักฉุดราชรถด้วย  การจัดแสดงมีตัวอย่างเชือกที่หุ้มด้วยผ้าสีแดงและบอร์ดขั้นตอนวิธีการผลิตในทุกขั้นตอน
 
 
เพื่อให้พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเป็นที่รู้จักและให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย นาวาเอกหญิงกาญจนา ทรงวรวิทย์ ได้เล่าถึงการกิจกรรมการท่องเที่ยวซึ่งได้จัดร่วมกับกองการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร มีการล่องเรือเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวง และในช่วงการจัดงานขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่เลื่อนมาจากปี พ.ศ.2554 เพราะอุทกภัยใหญ่มาเป็นปี พ.ศ.2555 ได้มีการนำเรือพระราชพิธีเข้ามาจอดในอู่เรือนี้  ที่นี่ก็ได้เปิดให้ประชาชนเข้ามาชมได้
 
ในการจัดทำป้ายอธิบายวัตถุจัดแสดงและการค้นหาข้อมูล นาวาเอกหญิงกาญจนา  ทรงวรวิทย์   เป็นผู้จัดทำไว้อย่างละเอียด  ซึ่งต้องค้นคว้าอย่างจริงจังทั้งจากเอกสารและติดตามหาข้อมูลไปถึงตัวบุคคล  แล้วทำการบันทึกไว้   เนื่องจากเห็นว่าบุคคลที่จะรู้จักอุปกรณ์ซ่อมสร้างเรือแบบสมัยก่อนมีน้อยลง  เพราะเปลี่ยนมาใช้แบบสมัยใหม่  เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาค้นคว้าในอนาคต  สำหรับภัณฑารักษ์ท่านนี้  งานดูแลพิพิธภัณฑ์มีความลึกซึ้งและมีความสุข  เพราะได้รวมเอาความรู้สึกผูกพันของตนเองกับที่แห่งนี้ไว้ด้วย
 
-------------------------------
สาวิตรี  ตลับแป้น  / ผู้เขียน
ข้อมูลจาก  :  สำรวจภาคสนาม วันที่ 19  สิงหาคม 2556
-------------------------------
การเดินทาง: พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ  84 พรรษา  เป็นอาคารอยู่ภายในกรมอู่ทหารเรือ  บริเวณถนนอมรินทร์  อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา  ถนนเส้นเดียวกับวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารและโรงพยาบาลศิริราช
---------------------------------
อ้างอิง 
กรมอู่ทหารเรือ(2556).พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ  84 พรรษา
ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2556,จาก
http://www.dockyard.navy.mi.th/doced/ Museum_Ship/index.html
ข้อมูลการสัมภาษณ์ วันที่ 19  สิงหาคม 2556
พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ  84 พรรษากรมอู่ทหารเรือ.(2555).ค้นเมื่อ 10 กันยายน 2556,จาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=24-09-2012&group=10&gblog=30
 
 
ชื่อผู้แต่ง:
-

ตามรอยเรือไทย ใน“พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวง” และ “พิพิธภัณฑ์ฯเรือพระราชพิธี”

ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ใน่วงนี้ทำให้การจัดงานขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่เดิมมีหมายกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2554 มีความจำเป็นต้องเลือนการจัดงานไปในปีหน้า อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงขบวนเรือพระราชพิธีแล้ว ก็ทำให้ฉันอยากที่จะรู้ถึงความเป็นมาของเรือต่างๆของเรา ฉันจึงเดินทางไปบุกยังถิ่นทัพเรือ ฝั่งธนบุรี และมุ่งตรงไปยัง “พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวง” เพื่อมาเรียนรู้เกี่ยวกับเจ้าพาหนะทางน้ำให้มากยิ่งขึ้น เมื่อเข้าประตูกรมอู่ทหารเรือ ฉันตรงไปจนเกือบจะสุดทาง ทางด้านซ้ายมือจะเจอกับ “พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวง เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา” เป็นอาคารสีขาวเขียว ดูเก่าแก่สวยงาม ซึ่งอาคารหลังนี้เป็นอาคารเรือนไม้ของแผนกโรงงานเครื่องกล กองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี ที่เคยเป็นอาคารกรมยุทธนาธิการทหารเรือเดิม
ชื่อผู้แต่ง:
-