ศัพทานุกรมจารึก

The Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre

ศัพทานุกรมจารึก

ผลลัพท์การค้นหา

""

จำนวน 8071 รายการ

ตัวอย่าง ปรากฏใน ด/บ จังหวัด ผู้ให้ความหมาย
ปัลลวะ
ปัลลวะ
ปัลลวะ
ปัลลวะ วันที่ 17 ตุลาคม 2565 - 17:45 น.

กรมศิลปากรเผยพบจารึกลานเงินภาษาบาลี หลังเจดีย์วัดศรีสุพรรณถล่ม อายุ 517 ปี
นายสถาพร เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า หลังจากเจดีย์วัดศรีสุพรรณ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พังทลายลงเมื่อวันที่ 29 กันยายน ทำให้พบโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เจดีย์จำลองสำริด ภายในบรรจุพระธาตุ พระพุทธรูปหินควอตซ์ และหลักฐานสำคัญยิ่งอีกชิ้นหนึ่ง คือ จารึกลานเงิน จำนวน 1 ลาน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณของกรมศิลปากรได้อ่านและวิเคราะห์อักขรวิธี พบว่าเป็นจารึกลานเงินภาษาบาลี ที่เขียนด้วยอักษรธรรมล้านนาทั้ง 2 ด้านของลานเงิน ด้านที่หนึ่ง จำนวน 6 บรรทัด และด้านที่สอง จำนวน 7 บรรทัด ตัวอักษรกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21



เมื่อพิจารณาร่วมกับจารึกวัดศรีสุพรรณที่จารึก เมื่อ พ.ศ.2052 ในรัชสมัยพระเมืองแก้ว ที่มีข้อความระบุปีที่สร้างพระเจดีย์เมื่อ พ.ศ.2048 จึงอนุมานได้ว่าจารึกลานเงินนี้น่าจะจารขึ้นในช่วง พ.ศ.2048 หรือราว 517 ปีมาแล้ว เนื้อหาของจารึกกล่าวถึง ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นหลักธรรม ที่กล่าวถึงเหตุ และผลของชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกันไปไม่ขาดสาย เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นสืบต่อกันไปเป็นลูกโซ่ จารึกด้านที่ 2 ส่วนท้ายกล่าวถึงพุทธอุทานคาถาที่เป็นปฐมพุทธอุทาน อันเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท การจารึกหลักธรรมดังกล่าวไว้ในพระเจดีย์ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวพุทธให้คงอยู่สืบไป



Link ข่าว  https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_3623251
 
ปัลลวะ MGR Online - ขุดพบระฆังโบราณที่คาดว่าถูกหล่อขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่เมาะตะมะ เมืองหลวงของหงสาวดียุคที่อาณาจักรมอญยังไม่ตกเป็นของพม่า บันทึกข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ถึงการนับศักราชที่สัมพันธ์กันของ 2 ชนชาติ



วันที่ 8 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา สำนักข่าว Paung Daily รายงานว่า ได้มีการขุดพบระฆังโบราณซึ่งคาดว่าถูกหล่อขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ระหว่างซ่อมแซมฐานเจดีย์ไจก์พยินกู่ เจดีย์เก่าแก่บนเทือกเขาในเมืองเมาะตะมะ อำเภอปอง จังหวัดสะเทิม รัฐมอญ

ระฆังใบนี้ถูกขุดพบในตอนเช้า เป็นระฆังสูง 7 นิ้ว ขนาดเส้นรอบวง 11 นิ้ว และเส้นผ่าศูนย์กลางบริเวณปากระฆังยาว 7 นิ้ว



จุดสำคัญของระฆังคือ มีการจารึกเนื้อหาโดยใช้ตัวอักษรมอญโบราณไว้บนตัวระฆัง ระบุชื่อบุคคลและศักราชที่มีการถวายระฆัง โดยตัวเลขศักราชที่ใช้เป็นจุลศักราช ซึ่งเป็นศักราชประจำชาติที่ชาวพม่าใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นราชอาณาจักรจนถึงทุกวันนี้ สะท้อนถึงความต่อเนื่องสัมพันธ์กันในการนับศักราชระหว่างชนชาติมอญกับพม่า

ผู้เชี่ยวชาญภาษามอญโบราณได้อ่านคำจารึกซึ่งเป็นประเด็นสำคัญบนตัวระฆังได้ว่า “ศักราช 703 สังฆาวุฒะ มหาเถ่ร์ ฉายา มหาเถ่ร์ธรรมราชากุนะ เป็นผู้สร้างถวายระฆังใบนี้”



ปัจจุบัน ในพม่ามีการนับศักราช 3 แบบ แบบแรกคือปีราชการหรือศักราชพม่า ซึ่งใช้เป็นจุลศักราช โดยจุลศักราชที่ 1 ตรงกับพุทธศักราช 1181 และคริสต์ศักราช 638 ดังนั้น ศักราช 703 ที่ระบุไว้บนตัวระฆัง จึงตรงกับพุทธศักราช 1884 และคริสต์ศักราช 1341 ซึ่งอาณาจักรมอญยังไม่ตกเป็นของพม่า

แบบที่ 2 คือปีศาสนา ซึ่งใช้พุทธศักราช แต่ชาวพม่าเริ่มนับพุทธศักราชที่ 1 ตั้งแต่วันแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ต่างจากไทยที่เริ่มนับพุทธศักราชที่ 1 หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว 1 ปี ดังนั้นพุทธศักราชที่ใช้อยู่ในพม่าปัจจุบัน จึงเร็วกว่าพุทธศักราชในประเทศไทย 1 ปี

แบบที่ 3 คือคริสต์ศักราช ถูกนำมาใช้หลังพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และยังถูกใช้ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ เมื่อกล่าวถึงปีหรือเหตุการณ์ต่างๆ โดยรวม

เมืองเมาะตะมะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ทางตอนใต้ของอำเภอปอง เอกสารเก่าของไทยเคยเรียกที่นี่ว่าเมืองพัน เมาะตะมะเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหงสาวดี ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 ซึ่งยังคงเป็นราชอาณาจักรของชาวมอญ ก่อนที่พระเจ้าตะเบงชเวตี้ และพระเจ้าบุเรงนอง จากอาณาจักรตองอู ซึ่งเป็นชาวพม่าจะเข้ามายึดครองได้เมื่อ พ.ศ.2081 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 16 จากนั้นหงสาวดี และอาณาจักรมอญจึงถูกปกครองโดยพม่ามาจนถึงปัจจุบัน

ในยุคที่กรุงหงสาวดีตกเป็นของพม่า เมืองเมาะตะมะมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นจุดรวมพล เพื่อเตรียมทัพจัดขบวนของกองทัพพม่า ก่อนจะข้ามแม่น้ำสาละวิน เพื่อนำกำลังมาตีกรุงศรีอยุธยาผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์




ตัวอักษรมอญโบราณ เป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรในภาษาที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในดินแดนสุวรรณภูมินับแต่อดีตมาจนปัจจุบัน เช่น ตัวอักษรพม่า ตัวอักษรไทใหญ่ ตัวอักษรธรรมล้านนา ตัวอักษรขืนหรือไตธรรม และตัวอักษรลาวธรรม.

Link ข่าว https://mgronline.com/indochina/detail/9650000097470

 
ปัลลวะ เดือน 5 ภาคเหนือ ตรงกับเดือน 3 ภาคกลาง
ปัลลวะ กำหนดยามเท่ากับเวลา 15.00 – 16.30 น.
ปัลลวะ พระภิกษุสงฆ์
ปัลลวะ
ปัลลวะ
: , , ., 2569, :<br> , 4, 2 : 12-21 ( : , 2559), 96-97. ปัลลวะ คณะทำงานโครงการสำรวจจารึกของสำนักหอสมุดแห่งชาติเดินทางไปขึ้นทะเบียนและทำสำเนาจารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 6 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546 ไม่ปรากฏหลักฐาน
: , , ., 2569, :<br> 5, 2 : 12-21 ( : , 2559), 93. ปัลลวะ คณะทำงานโครงการสำรวจจารึกจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิได้ไปสำรวจที่วัดพระธาตุหนองสามหมื่นและทำสำเนาจารึกรวม 6 หลัก คือ ชย. 10 ชย. 11 ชย. 12 ชย. 13 ชย. 14 ชย. 22 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546
: , , ., 2569, :<br> , 4, 2 : 12-21 ( : , 2559), 91-92. ปัลลวะ 1. ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ทำสำเนาจารึกนี้ที่วัดพระธาตุ หนองสามหมื่น ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2525 แล้วส่งภาพถ่ายจารึกให้หอสมุดแห่งชาติ
2. เจ้าหน้าที่นักภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ ได้ออกสำรวจศิลาจารึกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 11-29 เมษายน 2531 และได้ไปสำรวจศิลาจารึกที่วัดพระธาตุหนองสามหมื่น อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2531 ปรากฏว่ามีหลักใบเสมาที่วัดรวบรวมไว้หลายหลักด้วยกัน แต่มีเพียง 7 หลักที่มีอักษรจารึกทั้งที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน ทั้งภาษาอังกฤษ เขมร และมอญ ซึ่งยังไม่มีการอ่านแปล คงเนื่องจากคำจารึกที่เหลือปรากฏอยู่ให้อ่านแปลได้เป็นบางคำเท่านั้น นอกนั้นลบเลือนมาก เมื่ออ่านแปลออกมา ก็จะไม่ได้ความหมายที่สมบูรณ์ ดังจารึกหลักนี้
3. คณะทำงานโครงการสำรวจจารึกจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิได้ไปสำรวจที่วัดพระธาตุหนองสามหมื่นและทำสำเนาจารึกรวม 6 หลัก คือ ชย. 10 ชย. 11 ชย. 12 ชย. 13 ชย. 14 ชย. 22 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546
ไม่ปรากฏหลักฐาน
: , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 119-121. ปัลลวะ จารึกหลักนี้เจ้าอาวาสวัดธรรมประสิทธิ์สุทธารามพบในขณะขุดดินบริเวณฐานโบสถ์เก่า เพื่อก่อสร้างโบสถ์ใหม่ พบจารึกฝังอยู่ในดินลึกประมาณ 2 เมตร เป็นจารึกฐานประติมากรรมทรงสี่เหลี่ยม มีรอยเซาะร่องรอบขอบฐานแต่ยังไม่ได้เจาะรูสำหรับสวมเดือยประติมากรรม จึงแจ้งสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา
ต่อมานางชุติมา จันทร์เทศ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ไปสำรวจตรวจสอบข้อมูลจารึกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 และได้ส่งข้อมูลจารึกหลักนี้เพื่อขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุและนำเสนอคณะกรรมการกำหนดเงินรางวัลสำหรับผู้เก็บได้ซึ่งโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน รวมทั้งตรวจพิสูจน์กำหนดอายุสมัย กำหนดค่าทรัพย์สินและประเมินราคาของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุฯ ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558
นายกังวล คัชชิมา คณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบชำระหนังสือ จารึกในประเทศไทย เล่ม 1-5 ได้นำภาพและคำอ่านจารึกวัดบ้านเขว้ามาเข้าที่ประชุมพิจาารณาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558
ศรีมเหนทรวรมัน
ปัลลวะ ไม่นานมานี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ค้นพบแผ่นจารึกอักษรรูปลิ่ม 3 แผ่น ที่คาดว่า อาจเป็น “บันทึกปรากฏการณ์แสงออโรรา” ของอาณาจักรอัสซีเรียและบาบิโลเนีย (อาณาจักรโบราณที่มีพื้นที่ในบริเวณประเทศอิรักปัจจุบัน) มีอายุอยู่ในช่วง 680 – 650 ก่อนคริสตกาล กล่าวถึงแสงเรืองบนท้องฟ้าคล้ายกับออโรราที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับผลการวิเคราะห์ทางเคมีของวงปีในเนื้อต้นไม้ บ่งชี้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ปะทุอนุภาคมากกว่าปกติ ทำให้เกิดแสงออโรราบนโลกมากกว่าปกติ จึงกล่าวได้ว่ามนุษย์พบเห็นและบันทึกเรื่องออโรราต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 2,700 ปีแล้ว 

อ่านต่อที่ https://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/615-4084-ancient-auroras

ที่มา : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ผู้เขียน : พิสิฏฐ นิธิยานันท์
ปัลลวะ นักคณิตศาสตร์ชาวออสเตรเลียค้นพบจารึกโบราณเก่าแก่ 3,700 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวอาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia) ผู้ทรงอำนาจและมีวิทยาการระดับสูงในช่วง 1,900 - 1,600 ปีก่อนคริสตกาล สามารถคิดค้นและใช้วิธีคำนวณพื้นที่ด้วยสามเหลี่ยมมุมฉากได้ก่อน "ไพทากอรัส" (Pythagoras) นักปราชญ์ชาวกรีกที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของทฤษฎีบทเรขาคณิตดังกล่าวนับพันปี

อ่านต่อที่ https://www.bbc.com/thai/international-58139881

ที่มา : BBC ไทย 9 สิงหาคม 2564
ปัลลวะ
: , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 203-205. ปัลลวะ ตามบันทึกที่ส่งสำเนาจารึกแจ้งว่า เป็นจารึกธรรมจักร คงเพราะรูปลักษณะวัตถุเป็นวงล้อ ดุจเดียวกับวงล้อธรรมจักร แต่จารึกนี้เป็นชิ้นส่วนวัตถุวงล้อที่ชำรุดแตกหักออกมา บันทึกมิได้แจ้งว่ามีกำ กง หรือชิ้นส่วนอย่างอื่นของวงล้อหรือไม่ ถ้ามี ที่ชิ้นส่วนกำ กง เหล่านั้น น่าจะมีคำจารึกเป็นชื่อของปฏิจจสมุปบาททั้ง 12 ซึ่งมี อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น
        เมื่อพิจารณาจากสำเนาจารึก เป็นชิ้นส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของวงล้อ แสดงว่าวงล้อไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับวงล้อธรรมจักรของจังหวัดนครปฐม ชัยนาท และลพบุรี
ไม่ปรากฏหลักฐาน
ปัลลวะ สำรวจเมื่อ 29 มีนาคม 2556
ปัลลวะ สำรวจเมื่อ 29 มีนาคม 2556
ปัลลวะ สำรวจเมื่อ 29 มีนาคม 2556
: , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 140-142. ปัลลวะ จารึกหลักนี้ นายสายัญ บัวแดง ราษฎรบ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 1 บ้านน้ำซับ ตำบลสระขวัญ อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เป็นผู้พบขณะไถดินเพื่อปลูกข้าวโพด หลักจารึกจมอยู่ใต้ผิวดินลึกลงไปประมาณ 1 ศอก เมื่อนำจารึกขึ้นมาก็ได้หล่อฐานซีเมนต์ขึ้นปักจารึกไว้บนฐานนั้น สร้างหลังคาทำเป็นศาลเล็กๆ ตั้งจารึกไว้ใกล้กับบริเวณที่พบจารึก
เจ้าหน้าที่กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้เดินทางไปสำรวจครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2545 ครั้งนั้น ชาวบ้านที่มาชุมชุมอยู่หน้าศาลหลักจารึกไม่อนุญาตให้คณะสำรวจฯ ดำเนินการใดๆ การลงทะเบียนจารึกจึงค้างมาจนถึงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 คณะสำรวจจารึกกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้เดินทางครั้งที่สอง โดยมี นายบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ นักโบราณคดี สำนักงานศิลปากรที่ 5 จังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้นำทาง การเดินทางไปคราวนี้ คณะสำรวจฯ ได้ดำเนินการทำสำเนา ถ่ายภาพ และจัดทำทะเบียนจารึก ทำให้ทราบว่าจารึกหลักนี้เป็นประกาศบอกว่า สระน้ำแห่งนี้ มรตาญโกลญวัลละผู้ยิ่งใหญ่ประดุจสิงห์ให้ขุดขึ้น
ไม่ปรากฏหลักฐาน
: , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 137-139. ปัลลวะ ตามหลักฐานเดิมกล่าวว่า ราษฎรบ้านเขามะกา พบจารึกขณะไถนาอยู่ในที่นาหน้าเขามะกา ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2528 และผู้พบจารึกได้นำจารึกไปถวายเจ้าอาวาสวัดศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ต่อมา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2531 พระครูศรีมหาโพธิคณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอศรีมหาโพธิ วัดใหม่กรงทอง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ได้ส่งสำเนาจารึกมาขอความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติอ่านแปล แต่สำเนาจารึกนั้นไม่ชัดเจน จึงยังไม่ได้อ่านแปล จนเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ส่งสำเนาจารึกหลักเดียวกันนี้มาขอความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติอ่านแปลอีกครั้ง แต่สำเนาที่ส่งมานั้นเป็นสำเนาที่ถ่ายเอกสาร จึงอ่านไม่ได้เช่นเดิม
ต่อมาเมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคม 2533 หอสมุดแห่งชาติจึงได้จัดส่งคณะสำรวจจารึกฯ เดินทางไปสำรวจจารึกดังกล่าว ตามหลักฐานที่แจ้งไว้เดิม ณ ศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว แต่ไม่พบศิลาจารึก ทางวัดแจ้งว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นำไปไว้ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี คณะสำรวจจารึกฯ ได้ตามไปที่ห้องรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี คณะสำรวจจารึกฯ ได้ตามไปที่ห้องรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี แต่ไม่พบศิลาจารึก ทราบจากเจ้าหน้าที่ห้องรองผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ได้ย้ายศิลาจารึกไปกรุงเทพฯ แล้ว การตามหาจารึกจึงต้องหยุดชะงักลงในคราวนั้น
การตามหาจารึกค้างอยู่จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2533 ผู้บันทึกจึงพบว่า จารึกหลักนี้ตั้งอยู่หลังพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพฯ จึงได้คัดจำลองอักษร และวัดขนาดจารึกไว้เป็นเบื้องต้น ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2550 สำนักโบราณคดีได้แจ้งให้กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ เดินทางไปสำรวจจารึกที่วัดบวรนิเวศวิหารอีกครั้งหนึ่ง จารึกยังอยู่ ณ ที่เดิมจนถึงปัจจุบัน
1
: , , ., 2569, :<br> , 1, 2 : 12-21 ( : , 2559), 121-122. ปัลลวะ ดอนเมืองเก่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุยาคู ภายในบริเวณเมืองฟ้าแดดสูงยาง ชาวบ้านใช้เป็นที่ฝังและเผาศพ (ป่าช้า) ปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์เข้าไปจำพรรษา นายสำเภา จันทรา ชาวบ้านเสมา ได้เข้าไปพัฒนาพื้นที่เพื่อปลูกต้นไม้ (ยาง) และได้พบใบเสมาหินทรายจำนวน 2 หลัก มีอักษรจารึก จึงได้นำขึ้นตั้งและใช้ปูนซีเมนต์โบกล้อมรอบส่วนฐานเสมาไว้ นายจำลอง นาชัยเลิศ ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศิลาจารึกที่พบนี้ ชาวบ้านข้าวหลามที่อยู่ใกล้เคียงได้เคยพบมาก่อนแล้วเมื่อประมาณ พ.ศ. 2518 จากการขุดหลุมเพื่อจะฝังศพลูกหลาน แต่ยังไม่ได้นำขึ้น ต่อมาเมื่อจะนำขึ้นตั้งก็หาไม่พบเนื่องจากบริเวณนี้เป็นป่ารก จนถึงพุทธศักราช 2544 จึงได้พบอีกครั้งหนึ่ง 16.315124