ศัพทานุกรมจารึก

The Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre

ศัพทานุกรมจารึก

ผลลัพท์การค้นหา

""

จำนวน 8071 รายการ

ตัวอย่าง ปรากฏใน ด/บ จังหวัด ผู้ให้ความหมาย
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 21 นี้เป็นภาพคน 3 คน ชาย 2 หญิง 1 ด้านซ้ายมือชายผิวสีชมพูอ่อน ผมสั้นหยักศกสีดำ ไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนยาวลายสีส้ม-เหลือง-ขาว-ดำ กำลังยืนโอบกอดหญิงสาวผิวขาวเหลือง ผมสั้นสีดำทรงมหาดไทย ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าถุงยาวสีเขียว หญิงสาวชี้มือไปที่ชายอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านขวา ชายคนนั้นผิวขาวเหลือง ผมยาว เกล้าผม มีเครื่องประดับเป็นวงครอบบริเวณหน้าผากขาว-แดง ปลายด้านบนหยักแหลมเป็นแฉก ๆ ผ้าถุงยาวมีลวดลายสีแดง-ส้ม-ดำ-เขียว เขายืนหันหน้ามองไปทางหญิงชายที่ยืนโอบกอดกันด้านซ้ายนั้น ยกมือข้างหนึ่งทาบไปที่อกหรือบริเวณหัวใจของตน
                             

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 21


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
๏ โยคาวจรเจ้า พิจารณาถึงสังขารุเปกขาญาณ มีเมียเยียชู้ จึงมิได้รักมิได้ชังกว่านั้นเลย ชื่ออุเบกขาญาณ

คำอ่านตามรูปอักษร
๏ โยคาวจรเจ้า พิจฺจารณาถึงฺxขxสงฺขารูเปกฺขาญาณ มีเมียฺเยียฺชู้จึงฺมิได้รักฺมิได้ชังฺกฺว่านั้นฺเลยฺชื่อฺอุเบกฺขาญาณ

คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง “สังขารุเปกขาญาณ” เป็นสำคัญ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรค[3] จากในภาพ ชายผู้เห็นภรรยาของตนมีชู้ต่อหน้าแต่เมื่อพิจารณาด้วยแนวทางของสังขารุเปกขาญาณแล้วยังให้เกิดการวางเฉย ไม่รักไม่ชัง

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 273.
[3] https://uttayarndham.org/node/6513
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 20 นี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนบนและส่วนล่าง ภาพบนประกอบด้วยชาย 1 คน และกวาง 1 ตัว ชายผู้นั้นผิวกายขาว ผมยาวสีดำ เกล้าผมเป็นมวยสูงด้านบน มีเครื่องประดับเป็นวงครอบบริเวณหน้าผาก ปลายด้านบนหยักแหลมเป็นแฉก ๆ สีแดง ไม่สวมเสื้อ สวมผ้านุ่งยาวมีลวดลายประกอบด้วยสีแดง-ขาว-ส้ม มีเครื่องประดับสีทองที่คอ ต้นแขน และข้อมือ ยืนเหลียวหลังมองไปทางกวางสีเนื้อที่ติดแร้วอยู่ ด้วยสีหน้าเศร้าสลด ดวงตาหลุบต่ำ

ภาพล่างประกอบด้วยชาย 3 คน ชายคนด้านซ้ายผิวกายขาว ผมยาวสีดำ เกล้าผมเป็นมวยสูงแหลม มีเครื่องประดับเป็นวงครอบบริเวณหน้าผาก ปลายด้านบนหยักแหลมเป็นแฉก ๆ สีแดง ไม่สวมเสื้อ สวมผ้านุ่งยาวมีลวดลายประกอบด้วยสีแดง-ขาว-ดำ-ส้ม มีเครื่องประดับสีส้ม-แดงที่คอ สีทองที่ต้นแขนและข้อมือ ยืนหันหน้ามองและชี้มือไปทางชายคนกลางที่กำลังก้มตัวจับสุ่มดักปลา ชายคนกลางนี้ผิวขาว ผมสั้นหยักศกสีดำ ไม่สวมเสื้อ สวมผ้านุ่งสั้นแค่เข่ามีลวดลายประกอบด้วยสีดำ-ขาว-แดง สวมเครื่องประดับแบบเรียบ ๆ ที่ต้นแขนและข้อมือ แขนข้างหนึ่งมีงูพันอยู่ ส่วนชายคนด้านขวาผิวเหลือง ผมยาวสีขาว เกล้าผมเป็นมวยสูง มีเครื่องประดับเป็นวงครอบบริเวณหน้าผากสีแดง ปลายด้านบนหยักแหลมเป็นแฉก ๆ สีขาว ไม่สวมเสื้อ สวมผ้านุ่งยาวมีลวดลายประกอบด้วยสีดำ-แดง-ขาว-ฟ้า มีเครื่องประดับสีส้ม-แดงที่คอ สีทองที่ต้นแขนและข้อมือ ยืนหันหน้าไปอีกทางไม่มองชายคนกลาง ลักษณาการคล้ายเดินหนี


ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 20


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจร พิจารณาเห็นปฏิสังขารญาณนั้น กระทำอุบายใคร่จะพ้นจากสังสารทุกข์ ดุจดังเนื้อติดแร้วนั้น แลจะใคร่พ้นจากแร้วมีฉันใดไส้ อันว่าโยคาวจรจะใคร่พ้นจากทุกข์ในสังสารดุจดังเนื้อติดแร้วนั้นแล   
โยคาวจร พิจารณาถึงมุญจิตุกามยตาญาณ คือเห็นบุรุษสุ่มปลาแลได้งู กลัวคือได้แก่อาตมาภาวะยินดีว่าปลา ครั้นได้อาตมาภาวะก็ฉิบหาย ดุจบุรุษสุ่มปลาฉะนั้น

คำอ่าน
โยคาวจร พิจฺจารณาเหนฺปฏิสงฺขารญาณนั้น กฺทำอุบายจไคฺร่พ้นฺจากฺสงฺสารทุกฺข ฑุจฺจเนื้อฺติดฺแร้วฺนั้น
แลจไคฺร่พ้นฺจากฺแร้วฺแลมีฉันฺใฑไส่ อันฺว่าโยคาวจร
จไคฺร่พ้นฺจากทุกฺขในสงฺสาร ฑุจฺจฑังฺเนื้อฺติดฺแร้วฺนั้นแล
โยคาวจร พิจฺจรณา ถึงฺมุญฺจิตุกามฺยตาญาณ คือฺเหนฺบุรุศ
สุ่มปฺลา แลไฑ้งูกฺลัว คือฺไฑ้ แก่อาตฺมาภาว
ยินฺฑีว่าปฺลา ครั้นไฑ้อาตฺมาภาว ก็ฉิบฺหายฺฑุจฺจบุรุศสุ่มปฺลา
นั้นแล โยคาวจร
มหาบุรุศ คือฺพฺระจบอกฺ  ว่างูบฺมิให้สุ่มแล

คำปริวรรต
โยคาวจร พิจารณาเห็นปฏิสังขารญาณนั้น กระทำอุบายจะใคร่พ้นจากสังสารทุกข์ ดุจดังเนื้อติดแร้วนั้น แลจะใคร่พ้นจากแร้วแลมีฉันใดไซร้ อันว่าโยคาวจรจะใคร่พ้นจากทุกข์ในสังสารดุจดังเนื้อติดแร้วนั้นแล
โยคาวจร พิจารณาถึงมุญจิตุกามยตาญาณ คือเห็นบุรุษสุ่มปลาแลได้งู กลัวคือได้แก่อาตมาภาวะยินดีว่าปลา ครั้นได้อาตมาภาวะก็ฉิบหาย ดุจบุรุษสุ่มปลานั้นแล
โยคาวจร มหาบุรุษ คือพระจะบอก ว่างูบ่มิให้สุ่มแล”

คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง ปฏิสังขารญาณ หรือ ปฏิสังขาญาณ กับ มุญจิตุกามยตาญาณ หรือ มุญจิตุกัมยตาญาณ
ปฏิสังขารญาณ คือ ญาณพิจารณาเห็นนามรูปโดยขะมักเขม้น[3] ในญาณนี้จะหาทางว่าทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นไปได้ จึงพิจารณาหาทางออกจากทุกข์ เหมือนกวางที่ติดแร้วอยู่ ยังไม่อาจหลุดพ้น ส่วน มุญจิตุกามยตาญาณ ที่อยู่ในภาพล่างนั้น คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย, ความหยั่งรู้ที่ทำให้ต้องการจะพ้นไปเสีย คือ ต้องการจะพ้นไปเสียจากสังขารที่เบื่อหน่ายแล้ว เป็นญาณที่มีความปราถนาใคร่จะพ้นจากนามรูป[4] โดยที่ได้พิจารณาเห็นนามรูปเป็นของน่ากลัว มีทุกข์ มีโทษต่าง ๆ จิตก็เกิดความเบื่อหน่าย อยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้น จากสังขารธรรม อยากพ้นจากสังสารวัฏ ในภาพน่าจะตรงกับชายคนขวาที่เดินหนีใคร่จะพ้นไปเสียจากสิ่งที่น่ากลัว
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 272.
[3] https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=23220
[4] https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=23097
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 19 นี้เป็นภาพชาย 2 คน และสัตว์ 2 ชนิดคือ ไก่ และปลา ภาพแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนบนและส่วนล่าง ภาพบนเป็นรูปชายผู้หนึ่ง ผิวขาว ผมยาวสีดำรวบไว้ด้วยเชือก ไม่สวมเสื้อ สวมผ้านุ่งยาวมีลวดลายประกอบด้วยสีแดง-ขาว-ฟ้า มีเครื่องประดับแบบเรียบ ๆ ที่คอ ต้นแขน และข้อมือ ยืนยกมือชี้ไปยังไก่สีแดงส้มที่อยู่ในกรง ด้วยสีหน้าเศร้าสลด ดวงตาหลุบต่ำ
               ในทำนองเดียวกัน ภาพล่างก็มีชายผู้หนึ่ง ผิวเหลือง ผมยาวสีขาวรวบไว้ด้วยเชือก ไม่สวมเสื้อ สวมผ้านุ่งยาวมีลวดลายประกอบด้วยสีแดงและขาว มีเครื่องประดับแบบเรียบ ๆ ที่คอ ต้นแขน และข้อมือ ยืนยกมือชี้ไปยังปลาสีส้มเหลืองที่โดนเบ็ดเกี่ยวขึ้นมา ด้วยสีหน้าเศร้าสลด ดวงตาหลุบต่ำ เช่นเดียวกับภาพบน ต่างกันเพียงรายละเอียดของคนในภาพกับชนิดของสัตว์


ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 19


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจรเจ้า พิจารณาเห็นทุกข์ในสังสาร แลจะใคร่พ้นจากสังสารดุจดังไก่เถื่อนอันขังอยู่ในกรง และจะใคร่พ้นจากกรง แลมีฉันใด โยคาวจรเจ้าจะใคร่พ้นจากสังสารทุกข์ดุดังไก่เถื่อนนั้น   
โยคาวจร พิจารณาทุกข์ในสังสารแอันว่าโยคาวจรใครพ้นจากทุกข์ ดุจดังปลาอันติดเบ็ดนั้นแล

คำอ่าน
๏ โยคาวจรเจ้า พิจฺจารณาเหนฺทุกฺขในสงฺสาร แลจไคฺร่พ้นฺจากฺสงฺสาร ฑุจฺจฑังฺไก่เถฺื่อฺนอันฺขังฺอฺยู่ในกฺรง แล
จไคฺร่พ้นฺจากฺกฺรงแลมีฉนฺใฑ โยคาวจรเจ้าจไคฺร่พ้นฺจากฺสงฺสารทุกฺข ฑุจฺจฑังฺไก่เถฺื่อฺนนั้น
โยคาวจรเจ้า พิจฺจารณาเหนฺทุกฺขในสงฺสาร
แลจไคฺร่พ้นฺจากฺสงฺสารทุกฺข ฑุจฺจฑังฺปฺลาอันฺติดฺเบดฺ
แลจไคฺร่พ้นฺจากฺเบดฺแลมีฉนฺใฑ อันฺว่าโยคาว
จรจไคฺร่พ้นฺจากฺทุกฺข ฑุจฺจฑังฺปฺลาอันฺติดฺเบดฺนั้นฺแล

คำปริวรรต
๏ โยคาวจรเจ้า พิจารณาเห็นทุกข์ในสงสาร แลจะใคร่พ้นจากสงสาร ดุจดังไก่เถื่อนอันขังอยู่ในกรง แลจะใคร่พ้นจากกรงแลมีฉันใฑ โยคาวจรเจ้าจะใคร่พ้นจากสงสารทุกข์ดุจดังไก่เถื่อนนั้น
โยคาวจรเจ้า พิจารณาเห็นทุกข์ในสงสาร แลจะใคร่พ้นจากสงสารทุกข์ ดุจดังปลาอันติดเบ็ด แลจะใคร่พ้นจากเบ็ดแลมีฉันใด อันว่าโยคาวจรจะใคร่พ้นจากทุกข์ดุจดังปลาอันติดเบ็ดนั้นแล

คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง ทุกข์ในสังสารวัฏ หรือ สงสารทุกข์ คือ ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ความทุกข์ที่เกิดแก่สัตว์โลกในสงสาร ในภาพจะเห็นว่าสัตว์เช่น ไก่ และ ปลา กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์ และชายทั้งสองที่มองดูความทุกข์ของสัตว์ทั้งสองนั้นด้วยความเศร้าใจ อย่ากระนั้นเลย แม้ชายทั้งสองนั้นก็หาได้พ้นทุกข์ใม่  ทุกชีวิตต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดเช่นเดียวกัน

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า  ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 272.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 18 นี้เป็นภาพกลุ่มบุคคลบนเรือสำเภา ชายที่อยู่หัวเรือไม่สวมเสื้อ สวมแต่โจงกระเบน ที่ศีรษะมีเครื่องสวมเป็นหยัก ๆ  คล้ายมงกุฎ มีเครื่องประดับที่คอ ต้นแขน และข้อมือ ยืนยกมือชี้ไปยังหน้าผาสีแดงเพลิงที่ด้านหน้าของลำเรือ (ด้านซ้ายของภาพ) เบื้องบนมีพานทอง  1 ใบ และมีลูกกลม ๆ สีเหลืองทอง 3 ลูกอยู่บนพาน ที่กลางลำเรือมีหญิงและชายรวม 5 คน ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้า ไม่สวมเสื้อ สวมแต่โจงกระเบน ยืนยกมือพนมไหว้สูงเหนือศีรษะ ชายและหญิงอีก 4 คนที่ยืนอยู่ด้านหลังแต่งกายแบบตะวันตก ชายสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หญิงสวมชุดกระโปรงยาว ที่ท้ายเรือเป็นที่นั่งสูงมีหลังคา ข้างในมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ ผมสีอ่อน สวมเสื้อแขนยาว คอปิด
               กลางลำเรือมีเสาสูง 3 ต้น เสาต้นหนึ่งมีนกตัวใหญ่ 1 ตัว เกาะอยู่บนหัวเสา ด้านหลังของลำเรือ (ด้านขวาของภาพ) มีหน้าผาหินสีน้ำเงิน เบื้องบนมีเปลวเพลิงสีแดงกำลังลุกไหม้            



ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 18



คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
มหานิพพาน    สเภาคืออาตมภาวะ    นกคืออนุโลมญาณ    ภูเขาไฟคือสังสาร   
๏ โยคาวจร     พิจารณาถึงอนุโลมญาณ    ดุจดังนกสมุทรกากี    คือนายสำเภานั้นแล
คำอ่าน
มหานิพฺพาน    สเภาคฺืออาตฺมภาวะ    นกคฺืออนุเลามญาณ    ภูเขาไฟคฺือสงฺสาร   
๏ โยคาวจร พิจฺจารณาถึงฺอนุเลามญาณ   ฑุจฺจฑังฺนกฺสฺมุทกากี  คฺือนายฺสมฺเภานั้นแล

คำปริวรรต
มหานิพพาน สำเภาคืออาตมภาวะ นกคืออนุโลมญาณ ภูเขาไฟคือสงสาร
โยคาวจรพิจารณาถึงอนุโลมญาณดุจดังนกสมุทรกากีคือนายสำเภานั้นแล

คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง “อนุโลมญาณ” เป็นสำคัญ อนุโลมญาณ เป็นญาณที่ 12 แห่งโสฬสญาณ เป็นญาณที่ 9 คือ ญาณสุดท้ายแห่งวิปัสสนาญาณ 9 และเป็นญาณสุดท้ายของปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นลำดับที่ 6 แห่งวิสุทธิ 7[3]  โดยเปรียบเทียบเรือสำเภาคืออาตมภาวะ และนกคืออนุโลมญาณ และภูเขาที่มีเปลวไฟนั้นคือสังสารวัฏ

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 271.
[3] http://abhidhamonline.org/aphi/p9/095.htm
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 17 นี้เป็นภาพชายผู้หนึ่งไม่สวมเสื้อ สวมแต่โจงกระเบน มีเครื่องสวมศีรษะเป็นหยัก ๆ  คล้ายมงกุฎ ประกอบกับเครื่องประดับที่คอ แขน และข้อมือ ชายผู้นี้นั่งขัดตะหมาดบนธรรมาสน์ทรงเตี้ย ชื้มือข้างหนึ่งไปยังบุษบกสีทองแกะสลัก ภายในบุษบกประดิษฐานพานทอง  1 ใบ และมีลูกกลม ๆ สีเหลืองทอง 3 ลูกอยู่บนพาน เมื่อพิจารณาจากคำอธิบายประกอบภาพแล้ว เข้าใจว่า ลูกกลม ๆ ที่อยู่บนพานนี้น่าจะเป็นสัญลักษณ์แทน “นิพพาน” ซึ่งมี 3 ระดับคือ ตทังคนิพพาน วิกขัมภนนิพพาน และสมุทเฉทนิพพาน (หรือ ปรินิพพาน)          

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 17



คำอ่านตามรูปอักษร
[1]


ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจร พิจารณาโคตรภูญาณ หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ จะใคร่เข้าสู่อริยโคตรแล
คำอ่าน
โยคาวจร พิจฺจารณาโคตฺรภุญาณหฺนฺ่วฺงเอานิพฺพานเปนฺอารมณไคฺร่เข้าสู่อริยโคตฺร+
                                                                                                                              แล

คำปริวรรต
โยคาวจร พิจารณาโคตรภูญาณ หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ จะใคร่เข้าสู่อริยโคตร+
                                                                                                                                แล


คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง “โคตรภูญาณ” เป็นสำคัญ พระเทพวิสุทธิมุนี วิ. ผู้อำนวยการสถาบันวิปัสนาธุระ ได้บรรยายเกี่ยวกับ โคตรภูญาณ ไว้ในบทความเรื่อง โสฬสญาณ (ญาณ 16) อย่างละเอียด และผู้เขียนพิจารณาแล้วเห็นว่าคำบรรยายของพระอาจารย์มีความสอดคล้องกับข้อความในภาพ จึงได้ขอยกคำบรรยายนั้นมาประกอบเนื้อหาให้เห็นชัดเจนขึ้นดังนี้ “โคตรภูญาณ : เป็นญาณที่ข้ามเขตปุถุชนเข้าสู่อริยชน เป็นด่านที่สลัดอารมณ์โลกิยะ เสนอแนะนิพพานให้เป็นอารมณ์ของจิตในเวลาปฏิบัติจริง อนุโลมญาณกับโคตรภูญาณจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในขณะจิตดวงเดียวกัน โดยอนุโลมญาณจะเกิดขึ้นก่อนโคตรภูญาณสองถึงสามครั้ง เพื่อทำตัวให้เข้มแข็ง ที่สามารถไล่ความมืดคือโมหะออกไป ในญาณนี้ผู้ปฏิบัติยังคงกำหนดรูปนามต่อไปเมื่อโคตรญาณเกิดขึ้น จิตของผู้ปฏิบัติจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ ข้ามโคตรปุถุชน บรรลุถึงอริยชน โดยไม่หวนกลับมาอีก”[3]

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 271.
[3] chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://plan-vipassana.mcu.ac.th/wp-content/uploads/2021/07/โสฬสญาณ-16และววิสุทธิ7.pdf
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ วันศุกร์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ นายปริวรรษ เจียมจิตต์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ดำเนินการเคลื่อนย้ายจารึกบ้านดงคล้อ ๑, จารึกบ้านดงคล้อ ๒ และโกลนหินทราย จำนวน ๒ ชิ้น นำมาเก็บรักษาและอนุรักษ์เบื้องต้นไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 



จารึกบ้านดงคล้อ ๑ และจารึกบ้านดงคล้อ ๒ ถูกค้นพบเมื่อ ๑๓ ปีมาแล้ว ตามรายงานกล่าวว่า 
ในวันศุกร์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ได้รับการแจ้งขอให้ตรวจสอบการค้นพบศิลาจารึกที่บ้านดงคล้อ หมู่ที่ ๖ ตำบลวังกวาง อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ คณะสำรวจจากกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ประกอบด้วย นางสาวภัคพดี อยู่คงดี นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ นายเจตน์กมล วงษ์ท้าว นักโบราณคดีชำนาญการ นายธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ และคณะ  จึงได้เดินทางไปตรวจสอบกรณีดังกล่าว พบว่าบริเวณที่พบจารึกมีสภาพภูมิประเทศเป็นเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ ของภูเขาสูง ในเทือกเขาเพชรบูรณ์อันเป็นเขตรอยต่อกับจังหวัดเลย พบศิลาจารึกที่ต่อมาเรียกว่า “จารึกบ้านดงคล้อ ๑” ตั้งอยู่ในเพิงที่ชาวบ้านทำไว้เป็นการชั่วคราว และคณะสำรวจทำการตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมพบศิลาจารึกอีกหลักหนึ่ง “จารึกบ้านดงคล้อ ๒” วางนอนอยู่ในป่าบริเวณใกล้เคียง ต่อมาจารึกทั้ง ๒ หลักนี้ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษา และจัดแสดงไว้ที่อาคารชั้นล่างของฐานพระพุทธรัตนศรีกยมุนีวิสุทธิมงคลประชาสามัคคี หน้าที่ว่าการอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์



การศึกษาอ่านแปลของคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ  กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ พบว่าศิลาจารึกทั้ง ๒ หลัก มีลักษณะเป็นแท่งหินทรายสีแดงรูปใบเสมาหรือทรงกลีบบัว รายละเอียดของจารึกบ้านดงคล้อ ๑ ขนาดกว้าง ๕๓ เซนติเมตร สูง ๑๔๖ เซนติเมตร หนา ๑๕ เซนติเมตร มีตัวอักษรเพียงด้านเดียว จำนวน ๘ บรรทัด ด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต-มอญโบราณ (พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕) คำอ่านแปล “ศรีมาโสชาคยการติง (ชื่อคน) ผู้รักษาทรัพย์อันมีค่าตลอดเวลาที่มีพระจันทร์ส่องสว่าง ในการที่พระเจ้าแผ่นดินได้บริจาคทรัพย์อันมีค่าแก่สามัญทั่วไป คนหูหนวกซึ่งเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ บุญนี้ผู้อาวุโสกระทำด้วยความรัก ในบริเวณเสมาเจดีย์ เพื่อให้อยู่ร่วมกันด้วยความสวัสดี .....” 



จารึกบ้านดงคล้อ ๒  ขนาดกว้าง ๕๓ เซนติเมตร สูง ๑๔๖ เซนติเมตร หนา ๑๕ เซนติเมตร มีตัวอักษรด้านเดียว เดิมมีหลายบรรทัดแต่ที่เห็นรูปอักษรมีจำนวน ๓ บรรทัด เป็นอักษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลี-มอญโบราณ (พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕)  คำอ่านแปล “ ผลแห่งบุญนี้ (อุทิศให้แก่) ลูกที่จากไป ... _________ บุญ ...”  

นอกจากจารึกสองหลักที่กล่าวมาแล้วในพื้นที่บริเวณจุดเดียวกันยังพบจารึกเพิ่มเติมอีก ๓ หลัก แต่สูญหายไป ๑ หลัก ปัจจุบันเหลือเพียง ๒ หลัก คือ จารึกบ้านดงคล้อ ๓ อักษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลี-มอญโบราณ (พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕) และจารึกบ้านดงคล้อ ๔ อักษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลี-มอญโบราณ (พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕) การพบหลักฐานศิลาจารึกจำนวนมากในเขตบ้านดงคล้อและข้อความที่ปรากฏในจารึก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ซึ่งอาจเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีการปักหลักหินเพื่อแสดงเขตสำหรับเคารพบูชา ทำหน้าที่คล้ายสถูปเจดีย์  หรือพื้นที่บริเวณนี้อาจตั้งอยู่ในเส้นทางโบราณที่ใช้ติดต่อกันระหว่างชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับชุมชนในเขตลุ่มน้ำป่าสัก ในช่วงสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕)

ภาพและข่าวจาก Facebook กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี 
https://www.facebook.com/profile.php?id=61553887600995
 
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 16 นี้ ในภาพมีพระสงฆ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนธรรมาสน์เรียงกัน 3 รูป พระสงฆ์รูปกลางปรากฏให้เห็นเห็นเต็มรูป ส่วนอีก 2 รูปคือซ้ายและขวาปรากฏให้เห็นครึ่งรูปคือส่วนซีกซ้ายและซีกขวาของลำตัว


ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 16


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจร พิจารณาถึงญาณทัศนะ เห็นแจ้งแต่สองกองคือนามแลรูปทั่วไตรภพ ชื่ออนันตญาณ บังเกิดโสดามัคคญาณ เสียมิจฉาทิฐิ วิจิกิจฉา อันชื่อกัมมวามิตน แลสนเทหมิก่อ ก็พ้นจากจตุราบาย ชื่อว่าทิฐิศีลบริบูรณ์แล

คำอ่าน
(ข้อความล่าง 3 บรรทัด)
บ. 1        ๏ โยคาวจร พิจฺจารณาถึงฺญาณทสฺสนเหนฺแจ้งฺแต่โสงฺโกงฺ คือฺนามแลรรุปทั่วฺไตฺรภพ ชื่อฺอนนฺตญาณ
บ. 2        ปังฺเกีดฺโสฑามคฺคญาณเสียฺมิจฺฉาทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา อันฺชือฺกัมฺมิวามิตฺน แลสนฺเทหมิกอฺ ก็พ้นฺจากฺจตุราปายฺ
บ. 3        ชื่อฺว่าทิฏฺฐิสีลปริปุรณแล้วฺแล
(ข้อความกำกับภาพบรรทัดบนสุด)
มา ตฺต                   ญาณ
(ข้อความกำกับภาพบรรทัดถัดจากบรรทัดบนสุด)
นามธมฺม                รูปธมฺม

คำปริวรรต
(ข้อความล่าง 3 บรรทัด)
บ. 1        โยคาวจร พิจารณาญาณทัศนะ เห็นแจ้งแต่สองกอง คือนามแลรูปทั่วไตรภพ ชื่ออนันตญาณ
บ. 2        บังเกิดโสดามัคคญาณ เสียมิจฉาทิฐิ วิจิกิจฉา อันชื่อกัมมวามิตนะ แลสนเทหมิก่อ ก็พ้นจากจตุราบาย
บ. 3        ชื่อว่าทิฐิศีลบริบูรณ์แล้ว[3]แล
(ข้อความกำกับภาพบรรทัดบนสุด)
มาตตะ                   ญาณ
(ข้อความกำกับภาพบรรทัดถัดจากบรรทัดบนสุด)
นามธรรม               รูปธรรม

คำอธิบายเพิ่มเติม
ปริศนาธรรมภาพนี้ กล่าวถึง โสดามัคคญาณ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปริศนาธรรมภาพที่ 11[4] เรื่อง พระอริยบุคคล 4 ขั้น โดยในที่นี้จะเกี่ยวข้องกับพระอริยบุคคล ลำดับที่ 4 คือ พระโสดาบัน ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลผู้ละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ได้ 3 อย่าง ได้แก่ 1) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน) 2) วิจิกิจฉา (ความสงสัยว่าพระรัตนตรัยดีจริงหรือ) และ 3) ศีลพตปรามาส (การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์)[5]  ที่ในข้อความระบุว่า “เสียมิจฉาทิฐิ วิจิกิจฉา” นั้น หมายความถึงจิตที่คลายจากความเห็นผิดและความลังเลสงสัยนั่นเอง

หมายเหตุ
เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 270.
[3] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ไม่มี แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน แล้วฺชัดเจน จึงปริวรรตเป็น “แล้ว”
[4] https://db.sac.or.th/inscriptions/blog/detail/27133
[5] คำอธิบายเกี่ยวกับ “พระอริยบุคคล 4 ขั้น” เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลจาก :
สมบัติ จำปาเงิน. (2515). อริยบุคคล. ใน เปลื้อง ณ นคร (บ.ก.). ความรู้สารพัดชื่อ ด้านภาษา วัฒนธรรมไทย และ สังคมศึกษา. (น. 54-55). พระนคร : โอเดียนสโตร์.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 15 นี้ กลางภาพมีพระสงฆ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ 1 รูป ที่อาสนะมีลวดลายคล้ายใบหน้าสัตว์ในวรรณคดี ที่พื้นดินตั้งแต่ใต้อาสนะไปจนถึงด้านหลังมีลวดลายคล้ายรอยแหวกของแผ่นดินเป็นทางยาว รอบ ๆ บริเวณที่พระองค์เจ้านั่งอยู่นั้นมีต้นไม้ดอกไม้สวยงามทั้งซ้ายและขวา


ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 15


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจร พิจารณาถึงสกิทาคามัคคญาณ ระงับโทโส มานะ อุทัจจะ มิให้กล้าในอาตมาภาวะนี้ สัมมาทิฐิศีลบริบูรณ์แล
คำอ่าน
๏ โยคาวจร พิจฺจารณาถึงฺสกิทาคามคฺคญาณระงับฺ โทโส มานะ อุ(x)ทฺธจฺจ มิให้กล้าในอาตฺมาภาวนี้
สมฺมาทิฏฺฐิสีลปริปูรณแล

คำปริวรรต
โยคาวจร พิจารณาถึงสกิทาคามัคคญาณ ระงับโทโส มานะ อุธัจจะ มิให้กล้าในอาตมาภาวะนี้ สัมมาทิฐิศีลบริบูรณ์แล
คำอธิบายเพิ่มเติม
ปริศนาธรรมภาพนี้ กล่าวถึง สกิทาคามัคคญาณ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปริศนาธรรมภาพที่ 11[3] เรื่อง พระอริยบุคคล 4 ขั้น โดยในที่นี้จะเกี่ยวข้องกับพระอริยบุคคล ลำดับที่ 3 คือ พระสกิทาคามี ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลผู้ละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ได้ 3 อย่าง ได้แก่ 1) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน) 2) วิจิกิจฉา (ความสงสัยว่าพระรัตนตรัยดีจริงหรือ) 3) ศีลพตปรามาส (การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์) 4) กามราคะ (ความติดใจในกามารมณ์) 5) ปฏิฆะ (ความขัดเคืองใจ) พระสกิทาคามี และจิตคลายจากราคะ โทสะ และโมหะมากขึ้น[4]  

หมายเหตุ
เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 270.
[3] https://db.sac.or.th/inscriptions/blog/detail/27133
[4] คำอธิบายเกี่ยวกับ “พระอริยบุคคล 4 ขั้น” เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลจาก :
สมบัติ จำปาเงิน. (2515). อริยบุคคล. ใน เปลื้อง ณ นคร (บ.ก.). ความรู้สารพัดชื่อ ด้านภาษา วัฒนธรรมไทย และ สังคมศึกษา. (น. 54-55). พระนคร : โอเดียนสโตร์.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ
 
กลายเป็นประเด็นฮือฮาในโลกออนไลน์ที่มียอดแชร์ยอดไลค์นับพัน สำหรับข่าวสารที่ถูกระบุว่าเป็นการ ‘ค้นพบ’ ครั้งสำคัญหลังสูญหายนานเกือบ 4 ทศวรรษ นั่นคือ ‘จารึกประตูท่าแพ’ หรือ ‘จารึกเสาอินทขีล’ ประตูท่าแพจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ถูกหมกเม็ดไว้ที่ไหน หากแต่ยังอยู่ ณ ‘ประตูท่าแพ’ นั่นเอง

ความคืบหน้าการพบจารึกดังกล่าว ถูกเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของ ‘สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่’ กรมศิลปากร โดยเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าที่มาว่า ‘สังคมให้ความสนใจตามหา’ จารึกดังกล่าว โดยมีกลุ่มนักวิชาการบางส่วนให้ข้อมูลว่า จารึกที่ว่านี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

ร้อนถึง สำนักศิลปากรเชียงใหม่ ต้องออกมาไขข้อสงสัยให้กระจ่างชัด

เนื้อหาตอนหนึ่งระบุความว่า
‘เพื่อทำให้ประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงได้ประสานข้อมูลกับภาคส่วนต่างๆ จนทำให้เริ่มพบเบาะแสของจารึกประตูท่าแพ ซึ่งไม่มีผู้ใดพบเห็นเลย ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ

เพื่อไขปริศนาดังกล่าว 1 พฤศจิกายน 2566 สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ นำโดย นายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน พร้อมด้วย ผู้แทนเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้แทนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้แทนคณะวิจิตรศิลป์ ผู้แทนคลังข้อมูลจารึกล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิชาการท้องถิ่น ร่วมกันเปิดประตูห้องที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้เปิดมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และเข้าไปทำการสำรวจภายในจนพบว่า จารึกประตูท่าแพ หรือ ‘จารึกเสาอินทขีลประตูท่าแพ ยังคงปักยืนตระหง่าน ซ่อนตัวอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพ จนกระทั่งปัจจุบัน นำมาซึ่งความปิติของทีมผู้ร่วมค้นหาทุกท่าน’
 


สำนักศิลปากรเชียงใหม่ ระบุถึงความสำคัญของจารึกดังกล่าวไว้ว่า จารึกประตูท่าแพ เป็นหนึ่งในจารึกหลักสำคัญที่ฝังอยู่ร่วมกับประตูเมืองมาตั้งแต่อดีต ต่อมาราวช่วงปี พ.ศ.2529-2530 จารึกหลักนี้ถูกเคลื่อนย้ายในช่วงระยะเวลาที่มีการปรับปรุงประตูท่าแพให้เป็นแลนด์มาร์กของเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นจารึกประตูท่าแพตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี จนกระทั่งมีการตามหาจนพบในวันนี้’

สำหรับรายละเอียดในประเด็นคำอ่านจารึก จากการศึกษาของ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ผู้ล่วงลับ พบว่า เป็นจารึกอักษรธรรมล้านนา ตารางบรรจุตัวเลขและวงดวงชะตา ข้อความอักษรเมื่อถูกกลับให้ถูกทิศทางแล้ว ถอดความตามส่วนดังนี้ ข้างบนมีข้อความว่า ‘อินทขีล มังค (ล) โสตถิ’ ข้างซ้ายมีข้อความว่า ‘อินทขีล สิทธิเชยย’ ข้างขวามีข้อความว่า ‘อิน….’ และข้างล่างมีข้อความว่า ‘อินทขีล โสตถิ มังคล’ โดยคำสำคัญที่ปรากฏในจารึกหลักดังกล่าวว่า ‘อินทขีล’ เป็นภาษาบาลี แปลว่า เสาเขื่อน เสาหลักเมือง หรือธรณีประตู จึงสรุปนัยสำคัญได้ว่า จารึกหลักนี้มีความสำคัญในฐานะเสาประตูเมือง

นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว จารึกประตูท่าแพยังมีความพิเศษตรงที่ เทคนิคการทำจารึก ซึ่งแต่เดิมจารึกด้านที่ 1 ไม่มีผู้ใดสามารถอ่านได้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งในช่วง พ.ศ.2529 อ.เรณู วิชาศิลป์ แห่งวิทยาลัยครูเชียงใหม่ (ขณะนั้น) ได้ค้นพบและเสนอว่าเป็นจารึกตัวหนังสือกลับ คล้ายดังเป็นเงาในกระจก จึงสามารถอ่านจารึกประตูท่าแพได้
ในตอนท้าย สำนักศิลปากรเชียงใหม่ขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในการติดตาม
 


อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลข้างต้นเผยแพร่ออกไป นอกเหนือจากความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่เข้าไปร่วมยินดี ยังมีคอมเมนต์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดเกือบ 40 ปีจึงไม่มีใครรู้ว่าจารึกประตูท่าแพอยู่ที่ไหน ?

ไม่เพียงเท่านั้น หากพิจารณาจากโพสต์ของสำนักศิลปากรเชียงใหม่ ก็ดูจะมีเงื่อนปม ที่ชวนค้นต่อถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง
‘มติชนออนไลน์’ สืบค้นถึงที่มาที่ไปของโพสต์ที่ดูผิดแผกไปจาก ‘สไตล์’ กรมศิลป์ที่คุ้นเคย ได้ความว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากการถูกตั้งคำถามว่าจารึกประตูท่าแพอยู่ที่ไหน ดังเช่นถ้อยแถลงช่วงต้นของโพสต์ดังกล่าวซึ่งระบุถึงการที่มีนักวิชาการบางส่วนให้ข้อมูลว่า จารึกประตูท่าแพ ได้รับเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

แต่ข้อมูลนอกเหนือจากที่ปรากฏในโพสต์ของสำนักศิลปากรเชียงใหม่ คือการที่กรมศิลปากร โดยเฉพาะ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่’ ตกเป็นจำเลยในทำนองว่า ทำโบราณวัตถุสูญหายหรือไม่ ? ดังปรากฏในโพสต์ระบายความอัดอั้นตันใจของคนในวงการที่เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ที่ผ่านมา มีผู้ระบุว่า จารึกประตูท่าแพถูกมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เมื่อมีคณะวิจัยมาตามหา กลับไม่พบ

ในห้องจัดแสดงไม่มี แม้แต่ใน ‘คลัง’ ก็ไม่เจอ ค้นแล้วค้นอีก ก็ไม่มีแม้แต่เงา

กระทั่งกลายเป็นว่า ‘มีผู้มอบให้ แล้ว (กรมศิลป์/พิพิธภัณฑ์ฯ) ทำหาย’
 

นำไปสู่การ ‘พิสูจน์’ ว่า จารึกดังกล่าวอยู่ ณ แห่งหนตำบลใดกันแน่ ก่อนพบจารึกประตูท่าแพ ณ ประตูท่าแพ ซึ่งก็ไม่น่ายากเย็นเกินคาดเดา เพราะเมื่อย้อนสืบจาก ‘ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย’ ที่จัดทำโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งมี ‘สำเนาจารึก’ ประตูท่าแพ พร้อมคำอ่าน-ปริวรรต แสดงบนเว็บไซต์ ก็ระบุชัดเจนว่า จารึกดังกล่าวอยู่ที่ประตูท่าแพ เชียงใหม่

‘มติชนออนไลน์’ ยกหูสอบถามไปยัง ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร หัวหน้าโครงการดังกล่าวในขณะนั้น ได้ข้อมูลว่า โครงการฐานข้อมูลจารึกฯ เริ่มต้นราว พ.ศ.2545 ในยุคที่ ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

ส่วนข้อมูลต่างๆ ของจารึกประตูท่าแพ มีการดำเนินการขึ้นฐานข้อมูลโดย นวพรรณ ภัทรมูล นักวิชาการในโครงการ เมื่อ พ.ศ.2557 โดยอ้างอิงจากหนังสือและเอกสารต่างๆ ที่ตีพิมพ์ในช่วง พ.ศ.2551

สำหรับตัวสำเนาจารึกหลักนี้ ทำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เรณู วิชาศิลป์ เมื่อ พ.ศ.2529 ดังที่สำนักศิลปากรเชียงใหม่โพสต์ให้ข้อมูลไว้ โดยเป็นสมบัติของภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ครั้นเมื่อพิสูจน์พบแล้วว่า จารึกหลักนี้ยังอยู่ที่ประตูท่าแพ รองศาสตราจารย์ ดร.เรณู ผู้เชี่ยวชาญจารึกล้านนาและภาษา ‘ตระกูลไท’ อันดับต้นๆ ของประเทศ ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ย้อนเล่าถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2529 หรือเมื่อ 33 ปีก่อน
 


ความตอนหนึ่งว่า
‘16 ก.พ.2529 ได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ให้ไปทำสำเนาจารึกที่ประตูท่าแพขณะที่กำแพงเก่าถูกทุบทิ้งไปแล้ว คนงานกำลังนั่งร้านก่อกำแพงใหม่ครอบ ขณะนั้นได้ทำหลายสำเนาเพื่อส่งให้อาจารย์
ลอกสำเนามาอ่าน แรกๆ ก็อ่านไม่ออกหรอก มารู้ว่าตัวอักษรกลับ ก็ตอนวางผึ่งแดดเอาด้านในออก และยกส่องกับแดดแล้วอ่านได้ โชคดีที่บังเอิญ ทำเอาขนลุกด้วยความตื่นเต้น’

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์เรณูยังเผยผ่านโพสต์เดียวกันถึงการ ‘ไม่เห็น’ จารึกหลักนี้อีกในช่วงเกือบ 30 ปีต่อมา
ความตอนหนึ่งว่า
‘….หลังจากนั้นทางจังหวัดมายกไปไว้ที่หน่วยศิลปากร อีกเกือบ 30 ปีต่อมา ลูกศิษย์ชวนไปเยี่ยมจารึกหลักนี้ที่หน่วยก็ไม่เห็น ตามไปที่ประตูกำแพงก็หาคนเปิดกุญแจไม่ได้ ดีใจที่ได้รู้ว่าเขายังอยู่ดีมีสุขที่เดิม’

ทั้งนี้ กรณีโบราณวัตถุไม่ปรากฏตามพิกัดที่ถูกระบุไว้ในทะเบียนของกรมศิลปากร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏเป็นข่าว อย่างไรก็ตาม กรณีของจารึกประตูท่าแพ ดูเหมือนจะแตกต่างออกไป

เมื่อสังคมตั้งคำถาม กรมศิลป์พิสูจน์ทราบ ก็นับว่าต้องกดไลค์ เป็นอันสิ้นสุดสถานะ ‘จำเลย’ เมื่อ 1 พฤศจิกายน พุทธศาสนายุกาล 2566





ข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566
Link ข่าว https://www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_4263964
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 14 นี้ กลางภาพมีพระสงฆ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนธรรมาสน์ ด้านข้างทางซ้ายและขวาเป็นรูปกิ่งไม้และต้นไม้ ทางซ้ายเป็นกิ่งไม้มีดอกไม้บานเป็นพวงระย้า ทางขวาเป็นต้นไม้ไม่มีดอก มีแต่ใบหนาเป็นพุ่ม ลักษณะคล้ายต้นบอนไซหรือตะโกดัดที่มีใบเป็นพุ่มกลมและลำต้นหงิกงอ

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 14



คำอ่านตามรูปอักษร[1]



ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจร พิจารณาถึงอนาคามัคคญาณ เสียโทโส แลศีลบริบูรณ์แล
คำอ่าน
๏ โยคาวจร พิจฺจารณาถึงฺอนาคามคฺคญาณ เสียฺ โทโสแลสีลบริบุรณแล
คำปริวรรต
โยคาวจร พิจารณาถึงอนาคามัคคญาณ เสียโทโส แลศีลบริบูรณ์แล
คำอธิบายเพิ่มเติม
ปริศนาธรรมภาพนี้ กล่าวถึง อนาคามัคคญาณ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปริศนาธรรมภาพที่ 11[3] เรื่อง พระอริยบุคคล 4 ขั้น โดยในที่นี้จะเกี่ยวข้องกับพระอริยบุคคล ลำดับที่ 2 คือ พระอนาคามี ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลผู้ละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ได้ 5 อย่าง ได้แก่ 1) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน) 2) วิจิกิจฉา (ความสงสัยว่าพระรัตนตรัยดีจริงหรือ) 3) ศีลพตปรามาส (การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์) 4) กามราคะ (ความติดใจในกามารมณ์) 5) ปฏิฆะ (ความขัดเคืองใจ)[4] ที่ในข้อความระบุว่า “เสียโทโส” นั้น หมายความถึงจิตที่คลายจากโทสะนั่นเอง

หมายเหตุ
เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 269.
[3] https://db.sac.or.th/inscriptions/blog/detail/27133
[4] คำอธิบายเกี่ยวกับ “พระอริยบุคคล 4 ขั้น” เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลจาก :
สมบัติ จำปาเงิน. (2515). อริยบุคคล. ใน เปลื้อง ณ นคร (บ.ก.). ความรู้สารพัดชื่อ ด้านภาษา วัฒนธรรมไทย และ สังคมศึกษา. (น. 54-55). พระนคร : โอเดียนสโตร์.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 13 นี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือภาพด้านบนและด้านล่าง ภาพด้านบนประกอบไปด้วยภาพคนและสัตว์ ทางซ้ายเป็นภาพงูกำลังคาบหัวกบที่กางแข้งกางขาท่าทางตกอกตกใจ ทางขวามีชายคนหนึ่งยืนมองและเอามือชื้ไปที่งูและกบ ส่วนภาพด้านล่างเป็นภาพพระสงฆ์นั่งขัดสมาธิบนธรรมาสน์เตี้ยท่ามกลางกิ่งไม้และต้นไม้ที่มีดอกใบสวยงาม             

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 13


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
โยคาวจร พิจารณาเห็นภัยในสังสารแลกลัว จะใคร่พ้นจากสังสาร ดุจดังกบอันจะใคร่พ้นจากปากงูนั้นแล
โยคาวจร พิจารณาเห็นอรหัตตมัคคญาณ ละเสียซึ่งมานะ อุธัจจะ เสร็จแล้วถึงปัญญาบริบูรณ์แล

คำอ่าน
(ข้อความด้านบนซ้าย 2 บรรทัด)
บ. 1        ๏ โยคาวจรพิจฺจารณาเหนฺภยฺยในสงฺสารแลกฺลัว จไคฺร่พ้นฺจากฺสงฺสาร ฑุจฺจฑังฺกปฺ
บ. 2        อันฺจใคร่พ้นฺจากฺปากฺงูนั้นแล
(ข้อความด้านขวากลาง 3 บรรทัด)
บ. 1        โยคาวจรพิจฺจารณาเหนฺอรหตฺตมคฺค
บ. 2        ญาณ ลเสียฺชึ่งฺมานอุทฺธจฺจเสฺรจฺจแล้วฺ
บ. 3        จึ่งฺปญฺญาปริปูรณแล

คำปริวรรต
(ข้อความด้านบนซ้าย 2 บรรทัด)
บ. 1        โยคาวจรพิจารณาเห็นภัยในสังสารแลกลัว จะใคร่พ้นจากสังสารดุจดังกบ
บ. 2        อันจะใคร่พ้นจากปากงูนั้นแล
(ข้อความด้านขวากลาง 3 บรรทัด)
บ. 1        โยคาวจรพิจารณาเห็นอรหัตตมัคค-
บ. 2        ญาณ ละเสียซึ่งมานะ อุธัจจะ เสร็จแล้ว
บ. 3        จึ่ง[3]ปัญญาบริบูรณ์แล

คำอธิบายเพิ่มเติม
              ข้อความท่อนซ้ายบนกล่าวถึงความกลัวการเวียนว่ายในสังสารวัฏคล้าย ๆ กับปริศนาธรรมเรื่อง ภัยในสังสาร ภาพที่ 10[4] ซึ่งที่จริงก็มีการกล่าวถึงความกลัวลักษณะนี้ในอีกหลายภาพเพราะเป็นเนื้อหาหลักของภาพปริศนาธรรมชุดนี้ ส่วนข้อความท่อนขวากลางที่กล่าวถึง อรหัตตมัคคญาณ นั้นก็จะมีความเชื่อมโยงกับปริศนาธรรมภาพที่ 11[5] เรื่อง พระอริยบุคคล 4 ขั้น โดยในที่นี้จะเกี่ยวข้องกับพระอริยบุคคล ลำดับที่ 1 คือ พระอรหันต์ ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลผู้ละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ได้ 10 อย่าง ได้แก่ 1) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน) 2) วิจิกิจฉา (ความสงสัยว่าพระรัตนตรัยดีจริงหรือ) 3) ศีลพตปรามาส (การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์) 4) กามราคะ (ความติดใจในกามารมณ์) 5) ปฏิฆะ (ความขัดเคืองใจ) 6) รูปราคะ (ความติดใจในรูป เช่น ชอบของสวยงาม) 7) อรูปราคะ (ติดใจในของไม่มีรูป เช่น ความสรรเสริญ) 8) มานะ (ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น ติดในสมณศักดิ์) 9) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ไม่สงบใจ) และ 10) อวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจสี่)[6] โดยข้อความในภาพนี้มีกล่าวถึงคำว่า อุทธัจจะ ชัดเจน

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 269.
[3] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ใช้เป็น “ถึง” แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน จึ่งฺชัดเจน จึงปริวรรตเป็น “จึ่ง”
[4] https://db.sac.or.th/inscriptions/blog/detail/27132
[5] https://db.sac.or.th/inscriptions/blog/detail/27133
[6] คำอธิบายเกี่ยวกับ “พระอริยบุคคล 4 ขั้น” เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลจาก :
สมบัติ จำปาเงิน. (2515). อริยบุคคล. ใน เปลื้อง ณ นคร (บ.ก.). ความรู้สารพัดชื่อ ด้านภาษา วัฒนธรรมไทย และ สังคมศึกษา. (น. 54-55). พระนคร : โอเดียนสโตร์.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 12 นี้ประกอบไปด้วยภาพวงกลม 2 วง วงใหญ่กับวงเล็ก วงกลมวงใหญ่อยู่ด้านซ้าย ภายในแบ่งเป็น 4 ช่องเท่า ๆ กัน ในแต่ละช่องมีชาย 1 คน รวม 4 ช่องเท่ากับชาย 4 คน อยู่ในวงกลมด้วยอาการเหมือนหกคะเมนตีลังกา ชายทั้ง 4 มีลักษณะหน้าตาและการแต่งกายคล้าย ๆ กัน คือ ผมสั้น นุ่งโจงกระเบน และไม่สวมเสื้อ ที่ต่างกันคือสีผิว มีทั้งผิวเข้ม ผิวขาว ผิวเหลือง ส่วนในวงกลมวงเล็กที่อยู่ด้านขวา-ล่าง มีรูปปลา 4 ตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ เป็นปลาสีเข้ม 2 ตัว และปลาสีอ่อน 2 ตัว

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 12

คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
“วงกลม หมายถึง วัฏฏสงสาร คน 4 คน ในวงกลม ได้แก่ ราคะ โลภะ โทสะ และโมหะ
ปลา หมายถึง กิเลส ว่ายวนเวียนอยู่ด้วยกุศลกรรมและอกุศลกรรม”

คำอ่าน
(ข้อความเหนือวงกลมเล็ก ขวา-ล่าง)
บ. 1        ปฺลาหฺวายอฺยู่คือฺกิเลศเข้าสู่
บ. 2        กุสลกมฺมอกุสลกมฺม
(ข้อความในวงกลมใหญ่ กำกับรูปบุคคลทั้ง 4 เวียนขวา)
ราค
โลโภ
โทโส
โมโห

คำปริวรรต
(ข้อความเหนือวงกลมเล็ก ขวา-ล่าง)
บ. 1        ปลาว่ายอยู่คือกิเลสเข้าสู่
บ. 2        กุศลกรรมอกุศลกรรม
(ข้อความในวงกลมใหญ่ กำกับรูปบุคคลทั้ง 4 เวียนขวา)
ราคะ
โลภะ
โทสะ
โมหะ
 
ภาพและเนื้อหาในหน้านี้เป็นปริศนาธรรมดังคำอธิบายในหนังสือ สมุดข่อย[3] เปรียบคนที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ต่างประกอบด้วยกิเลสคือ ราคะ โลภะ โทสะ และโมหะ เช่นเดียวกับปลาซึ่งก็คือกิเลสที่เวียนว่ายอยู่ในกรรมและอกุศลกรรม

หมายเหตุ
เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 268.
[3] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 268.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 11 นี้ประกอบไปด้วยพระสงฆ์ 3 รูป นั่งขัดสมาธิบนธรรมาสน์แบบเตี้ย มีลวดลายแกะสลักสวยงาม ด้านซ้ายมีรูปดอกบัวเรียงกันเป็นชั้น ๆ ในแนวตั้ง 4 ดอก ดอกล่างสุดเป็นดอกบัวตูม และอีก 3 ดอกข้างบนเป็นดอกบัวบาน มีข้อความกำกับดอกบัวทั้งสี่ เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลทั้ง 4 ขั้น ได้แก่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์        

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 11

คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
ดอกบัวที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ด้านซ้ายของภาพ หมายถึง อริยมรรค อริยผล ดอกที่อยู่ล่างสุด หมายถึงพระโสดาบัน ดอกที่อยู่ลำดับที่ 2 หมายถึง พระสกิทาคามี ดอกชั้นที่ 3 หมายถึง พระอนาคามี และดอกบนสุด หมายถึง พระอรหันต์

คำอ่าน
(ข้อความกำกับอยู่เหนือดอกบัว 4 ดอก)
บ. 1        อรหตฺต
บ. 2        อนาคา
บ. 3        สกิทาคา
บ. 4        โสฑา

คำปริวรรต
(ข้อความกำกับอยู่เหนือดอกบัว 4 ดอก)
บ. 1        อรหันต์
บ. 2        อนาคา
บ. 3        สกิทาคา
บ. 4        โสดา

คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อความทั้งหมดเป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคล 4 ขั้น เรียงจากล่างขึ้นบนคือ โสดาบัน สกิทาคามี อริยบุคคล[3] หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ ทางพุทธศาสนาถือว่าความเป็นพระอริยบุคคลนั้น กำหนดได้ด้วยการละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ไว้ในภพ ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต่ำ เมื่อละได้มากก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์ สังโยชน์มี 10 อย่าง เทียบตามส่วนที่พระอริยบุคคล ละได้เป็นลำดับดังนี้

ลำดับ 4 พระโสดาบัน ละสังโยชน์ได้ 3 ได้แก่ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน) วิจิกิจฉา(ความสงสัยว่าพระรัตนตรัยดีจริงหรือ) และ ศีลพตปรามาส (การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์) เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบัน ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แล้วจะบรรลุนิพพาน คือพระอรหันต์

ลำดับ 3 พระสกิทาคามี ละสังโยชน์ทั้ง 3 ที่พระโสดาบันละได้ แต่จิตคลายจากราคะ โทสะ และโมหะมากขึ้น เมื่อบรรลุเป็นพระสกิทาคามี จะเกิดอีกครั้งเดียว

ลำดับ 2 พระอนาคามี ละสังโยชน์ได้ 5 ได้แก่ สังโยชน์ทั้ง 3 ที่พระโสดาบันและพระสกิทาคามีละได้ รวมกับอีก 2 ได้แก่ กามราคะ (ความติดใจในกามารมณ์) และปฏิฆะ (ความขัดเคืองใจ) เมื่อบรรลุเป็นพระอนาคามี จะเลิกครองเรือน ประพฤติพรหมจรรย์ ตายแล้วจะไปเกิดในพรหมโลก

ลำดับ 1 พระอรหันต์ คือพระอริยบุคคล ละสังโยชน์ได้ 10 ได้แก่ สังโยชน์ที่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามีละได้ รวมกับอีก 5 ได้แก่ รูปราคะ (ความติดใจในรูป เช่น ชอบของสวยงาม) อรูปราคะ (ติดใจในของไม่มีรูป เช่น ความสรรเสริญ) มานะ (ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น ติดในสมณศักดิ์) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ไม่สงบใจ) และ อวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจสี่) เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ หากสิ้นชีวิตแล้วจะไม่เกิดอีก[4]
เนื้อหาของปริศนาธรรมภาพนี้ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงลำดับขั้นของ พระอริยบุคคล ที่จะต้องละกิเลสที่ผูกมัดอยู่ได้ ละได้มากสุดจะอยู่ขั้นสูงสุด ละได้ไม่มากก็จะอยู่ในลำดับชั้นถัด ๆ ลงมา

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 268.
[3] https://www.lib.ru.ac.th/miscell2/?p=855
[4] คำอธิบายเกี่ยวกับ “พระอริยบุคคล 4 ขั้น” เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลจาก :
สมบัติ จำปาเงิน. (2515). อริยบุคคล. ใน เปลื้อง ณ นคร (บ.ก.). ความรู้สารพัดชื่อ ด้านภาษา วัฒนธรรมไทย และ สังคมศึกษา. (น. 54-55). พระนคร : โอเดียนสโตร์.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 10 นี้ประกอบไปด้วยภาพชาย 2 คน และราชสีห์ 1 ตัว ในภาพมีต้นไม้ โขดหิน และภูเขา จึงพออนุมานว่าน่าจะเป็นป่า ชายคนแรกผมสั้นสีดำทรงคล้าย ๆ ที่เรียกว่า ทรงมหาดไทย ผิวเข้ม(กว่าอีกคน) ไม่สวมเสื้อ สวมแต่กางเกงขาสั้นเหนือเข่าสีแดง ลักษณาการคล้ายวิ่งหนีตัวราชสีห์ที่ตามมาข้างหลัง ส่วนชายอีกคนคล้ายหลบราชสีห์อยู่หลังภูเขา ชายคนหลังนี้ผิวสีอ่อนกว่า ผมยาวสีดำรวบเป็นหางม้าอยู่ด้านบน ไม่สวมเสื้อ แต่มีผ้าคลุมไหล่สีแดง ยกมือข้างหนึ่งเหมือนชี้ไปข้างหน้า



ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 10


คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
““อันธการ ไปป่า อาศัยอยู่ในป่ากลัวมิคราช เข้าไปอาศัยอยู่ในป่า มิรู้ว่าราชสีห์ อยู่ในป่า ต่อรุ่งจึ่งรู้ โยคาวจรเจ้ากลัวภัยในสงสารดุจดังนั้นแล” (อันธการ หมายถึง ความมืด โยคาวจร หมายถึง พระภิกษุ)”
คำอ่าน
๏ อนฺธการไปป่าอาใสอฺยู่ในป่ากฺลัวมิคฺคราชเข้าไปอาใสในป่ามิรู้ว่าราชสีหอฺยู่ในป่าต่อฺรุ่งจึ่งฺรู้ โยคาวจรเจ้ากฺลัวภัยฺย ในสงฺสารดุจฺจฑังฺนั้นแล
คำปริวรรต
๏ อันธการไปป่าอาศัยอยู่ในป่ากลัวมิคราชเข้าไปอาศัยในป่ามิรู้ว่าราชสีห์อฺยู่ในป่าต่อรุ่งจึ่งรู้  โยคาวจรเจ้ากลัวภัย ในสังสารดุจดังนั้นแล

อธิบายเพิ่มเติม
อันธการ คือ ความมืด
มิคราช คือ ราชาแห่งเนื้อ (เนื้อ คือ สัตว์จำพวกกวาง)
ราชสีห์ คือ ราชาแห่งสิงห์
โยคาวจร คือ ผู้มีความเพียร ผู้เจริญภาวนา ในที่นี้หมายถึง พระภิกษุ
สังสาร คือ การเวียนว่ายตายเกิด
ด้วยความที่ข้อความประโยคนี้เป็นปริศนาธรรม คนที่ศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้งจึงจะเข้าใจได้ ผู้เขียนเองไม่ได้ศึกษาเรื่องธรรมแต่พยายามจะทำความเข้าใจอย่างที่สุด ซึ่งตีความอย่างไรก็ยังไม่ลงตัว พอจะแปลข้อความนี้แบบรวบ ๆ ว่า “ใด ๆ ก็ย่อมกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นในความมืด เหมือนกับที่ภิกษุกลัวการเวียนว่ายตายเกิดฉะนั้น”

อย่างไรก็ดี มีผู้รู้ผู้หนึ่งที่มีความสนใจในข้อความและภาพปริศนาธรรมภาพนี้ได้กรุณาให้ความเห็นและแสดงการอรรถาธิบายไว้ในอีกมุมมองหนึ่งว่า
ผู้ที่อยู่หน้าผาคือจิต หรือ วิญญาณ หรือทางสายวิปัสสนา เรียกว่า ผู้รู้
รุ่งอรุณ คือ ได้เห็นพระสัทธรรม จึงเห็นโทษ ของการยึดมั่นในขันธ์ 5 ฯลฯ
อนึ่ง สงฆ์ คือ คณะสงฆ์, ภิกขุสงฆ์ คือ พระภิกษุที่ได้รับการบวช, อริยสงฆ์ หมายรวมถึง ผู้ที่บวช(บรรพชา) หรือไม่ได้บวชแต่สำเร็จมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว[3]
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนัก
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 263.
[3] ขอขอบคุณ คุณ remi mington สำหรับคำอธิบายนี้
หมายถึง พระภิกษุ
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 9 นี้ประกอบไปด้วยภาพ 2 ภาพ เป็นภาพบนและภาพล่าง ภาพบนประกอบด้วยสุนัข ซากศพชายผู้หนึ่ง เต่า 4 ตัว และราชสีห์ ในภาพ สุนัขขึ้นไปเหยียบบนหน้าอกและหน้าท้องของศพ พร้อมยื่นหน้าขึ้นไปดมบริเวณหน้าผากของศพ  ถัดมาเป็นภาพเต่าทั้ง 4 ตัวว่ายอยู่ในน้ำ ส่วนราชสีห์ริมสุดนั้นยืนมองเต่า
              ส่วนภาพล่างประกอบไปด้วยผู้ชาย 2 คนและไก่แม่-ลูก ชาย 2 คนนั้นนั่งอยู่บนพูนดิน คนทางซ้ายผิวขาวยื่นมือเหมือนโปรยอาหารให้ไก่แม่-ลูก ส่วนคนทางขวาผิวสีเข้มนั่งก่อไฟหุงต้มอาหาร มีภาพก้อนเส้า 3 ก้อน หม้อใบใหญ่ทรงสูง และเปลวไฟแลบออกมาจากปากหม้ออยู่ข้างหน้า

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 9


คำอ่านตามรูปอักษร[1]


ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
หมา คือ สังสาร ราชสีห์ คือ ตัณหา จะใคร่เข้าสู่สมุทรสังสารทั้งหลายนี้ เต่า คือ คนทั้งหลายอันหลงอยู่ในสังสารนี้ เสมอสมุทรนี้แล
โมหะเลี้ยงเดียรัจฉาน คือ ไก่ โทษนรกประจำไฟ โทโสฟอนนรก

คำอ่าน
บ. 1        ๏ หฺมาคือฺสงฺสาร ราชสีหคือฺตณฺหาจไคฺร่เข้าสู่สมุทฺธสงฺสาร
บ. 2        ทั้งฺหฺลายนี้ เต่าคือฺคนฺทั้งฺหฺลายอันฺหฺลังอฺยุ่ในสงฺสารนี้ เสฺมอ
บ. 3        สมุทนี้แล
บ. 4        โมหเลฺี้ยงเฑฺียรฉานฺคือฺไก่ โฺทษนรกปฺระจำไฟ โทโสเผาน(x) [3]รก

คำปริวรรต
บ. 1        หมา คือ สังสาร ราชสีห์ คือ ตณหา จะใคร่เข้าสู่สมุทรสงสาร
บ. 2        ทั้งหลายนี้ เต่า คือ คนทั้งหลายอันหลงอยู่ในสงสารนี้ เสมอ
บ. 3        สมุทรนี้แล
บ. 4        โมหะเลี้ยงเดียรัจฉาน คือ ไก่ โทษนรกประจำไฟ โทโสเผานรก โมหเลฺี้ยงเฑฺียรฉานฺคือฺไก่ โฺทษนรกปฺระจำไฟ โทโสเผา[4]นรก
 
ภาพและเนื้อหาของปริศนาธรรมภาพนี้ ประกอบด้วยคนและสัตว์ที่ใช้เป็นบุคลาธิษฐานแทนการอธิบายถึงสังสารวัฏที่มีการตายการเกิด และการดำรงอยู่ โดยมีสิ่งปรุงแต่งได้แก่ตัณหา โทสะ โมหะ ซึ่งจะวนเวียนอยู่เป็นธรรมดาโลก

 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 267.
[3] อักษรตัวนี้ในหนังสือ สมุดข่อย อาจเป็นตัว “ก” หรือ “ค” ที่มีร่อยรอยการขีดถมทับ เดาว่าน่าจะเป็นการขีดฆ่าเพราะเขียนผิด
[4] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ใช้ว่า “ฟอน” แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน เผาชัดเจน
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                 ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 8 นี้ประกอบไปด้วยภาพ 2 ภาพ เป็นภาพบนและภาพล่าง ภาพบนประกอบด้วยผู้ชาย 4 คน นั่งเรียงกัน คนที่นั่งริมนอกทั้ง  2 ฝั่งซ้าย-ขวา เป็นชายผิวขาว ผมสีขาว ส่วนชายที่นั่งด้านใน 2 คน ผิวสีเหลือง ผมสีดำ ทั้ง 4 คนสวมเครื่องประดับศีรษะที่มียอดแหลมเป็นหยัก ๆ คล้ายมงกุฎ ไม่สวมเสื้อ มีเครื่องประดับที่คอ กรองคอ และแขนทั้งสอง ต่างนุ่งผ้าโจงกระเบนมีห้อยหน้าสองชายเหมือน ๆ กัน ชายทั้ง 4 นั่งท่าถวายบังคม หันหน้าเข้าหาตรงของกลางภาพซึ่งมีบัลลังก์ตั้งอยู่ บัลลังก์เป็นบัลลังก์เปล่า ๆ ไม่มีคนนั่ง ที่บริเวณเชิงบัลลังก์ 2 ด้าน ซ้าย-ขวามีลำตัวของเสือ 2 ตัวโผล่ออกมาตัวละครึ่งท่อน
                ส่วนภาพล่างประกอบไปด้วยผู้ชาย 2 คน คนทางซ้ายผิวขาวนุ่งกางเกงขาสั้นสีแดง กำลังจับต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ อาการคล้าย ๆ ลมพัดแรงและกำลังจะปลิว กับชายอีกคนผิวสีเข้ม มีผ้าคลุมตั้งแต่ศีรษะถึงหลัง นั่งตกปลาอยู่ริมน้ำ มีปลาตัวโตสีทองตัวหนึ่งกำลังกินเบ็ด

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 8


คำอ่านตามรูปอักษร[1]


ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
“บัลลังก์ที่สถิตของพระยาตัณหา บริวารคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
“อันธการ หลงอยู่ในสังสาร แลเห็นชาติปุถุชนอันหลงอยู่ในภวตัณหา บมิรู้จักพระจตุราริยสัจ”
อุปาทานปัญญา คือเทวดาถือพระขรรค์ อุบัติจากดอกบัว เป็นอุปาทานชาติปุถุชน บุรุษที่อยู่ตรงกลางคืออันธการ[3]

คำอ่าน
บ. 1    อาโป ปถวี พฺรยาตณฺหา เตโช วาโย
บ. 2 อันฺธการ อันฺหฺลังอฺยู่ในสงฺสาร แลเหนฺชาติ ปุถุชนอันฺหฺลัง
บ. 3 อฺยู่ในภวตณฺหา บิมฺรู้จักฺพฺระจตุราริยสัจฺจ
  
คำปริวรรต
บ. 1    อาโป ปฐพี พระยาตัณหา เตโช วาโย
บ. 2 อันธการ อันหลงอยู่ในสงสาร แลเห็นชาติ ปุถุชนอันหลง
บ. 3 อยู่ในภวตัณหา บมิรู้จักพระจตุราริยสัจ
                      
                ภาพและเนื้อหาด้านบนของหน้านี้ จะคล้ายกับ ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 3 https://db.sac.or.th/inscriptions/blog/detail/27125  แต่ภาพที่ 3 นั้นมีพระยาตัณหาอยู่ในภาพด้วย  “พระยาตัณหา” ในที่นี้เป็นบุคลาธิษฐานแทนสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ซึ่งในทางธรรมกล่าวถึง ตัณหา ไว้ว่า คือ ความอยาก ความใคร่ ความพอใจ ในรูป เสียง กลิ่น เป็นต้น ส่วน ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ หรือเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า  ดิน น้ำ ไฟ ลม นั้นเป็นองค์ประกอบของ มหาภูต 4 รูปใหญ่ หรือ มหาภูตรูป 4 ซึ่งก็คือ ธาตุ 4 ที่รู้จักกันทั่วไป
              ส่วนภาพล่างกล่าวถึงอันธการ ซึ่งก็คือความมืดมน ความมืดมนที่ทำให้ปุถุชนหลงอยู่ในภวตัณหา ซึ่งก็คือความอยาก อยากเกิด อยากมี อยากเป็น จนไม่อาจได้พบความจริงอันประเสริฐทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 266.
[3] ข้อความส่วนที่เป็นตัวเอียงนี้ ตั้งแต่คำว่า “อุปาทานปัญญา” ไปจนถึง “คืออันธการ” ปรากฏในหนังสือ สมุดข่อย แต่ไม่ปรากฏมีในภาพสมุดไทย ไม่แน่ใจว่าข้อความนี้มาจากตรงไหน หรือข้อความจะอยู่ด้านล่างของภาพและถูกตัดไป อันนี้ยังไม่อาจทราบได้  
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 7 นี้เป็นภาพวงกลมซ้อนกัน 4 วง มีงู 8 ตัวนอนทับเส้นวงกลมนั้น งูทุกตัวนอนอยู่ในอิริยาบถเหมือนเชือกผูกตัวเองด้วยการเอาส่วนหางลอดออกมาจากส่วนกลางของลำตัวที่ขดทำวงไว้ ในวงขดของงูมีคำเขียนไว้ 3 คำ คือ คาม นคร จักรวาล ด้านล่างของวงกลมที่งูตัวล่างสุดมีเส้นโยงและมีข้อความอธิบายที่ด้านนอกวงกลม

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 7

คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
“โยคีผู้ฉลาด ใช้ฌานเป็นนาค เกี่ยวสัตว์โลกา เกี่ยวทั้งแปดทิศ ด้วยฤทธิ์อัปปนา บ่ายหน้าเข้ามา ต่อตัวโยคี ละตัวแลสิบเอ็ดที ต้องโยคีเป็นโกลาหล ฝูงผีฝูงคนแตกกันบูชา เอาใจผูกเอาคามกับนครเข้าด้วยกันเป็นทีหนึ่ง ผูกเอานครกับจักรวาฬเข้าด้วยกันทีหนึ่ง

คำอ่าน
(3 บรรทัดด้านบน)
บ. 1        ๏ โยคีผู้ฉลาดใชฌาณฺเปนฺนาคเกฺิยวสัตฺวโลกา เกฺิยวทั้งฺแปตฺทิสฑฺ้วฺยริทฺธอปฺปนา ปายฺหฺน้าเขามาต่อฺฑฺ้วฺยตัวฺโยคี พ่นฺ
บ. 2        พิศฺมโอกมาลตัวฺแลสิปเอตฺที ตฺ้องโยคีเปนฺโกลาหนฺ ผูงผีผูงคนฺแตกฺกันฺปูชา ชื่อฺนาคปาตฺพฺรหฺมวิหาร เอาใจ
บ. 3        ผูกเอาคามกับฺนครเข้าฑฺ้วฺยกันฺที่หฺนึ่ง ผูกเอานครกับฺจักฺกวาฬเข้าฑฺ้วฺยกันฺที่หฺนึ่ง

(ข้อความในวงกลมวงเล็กสุดตรงกลางภาพ)
โยคี

(ข้อความในวงขดของงูทั้ง 8 ตัว เรียงจากด้านในไปยังด้านนอก-เหมือนกันทุกตัว)
คาม นคร จักฺกวาฬ

(ข้อความที่อยู่นอกวงกลมด้านล่างของภาพ ใช้อธิบายเส้นโยงความสัมพันธ์ของข้อความในวงขดของงู เป็นข้อความเดียวกัน เขียน 2 บรรทัด)
2 อันฺอปฺปนาหฺนึ่ง

คำปริวรรต
(3 บรรทัดด้านบน)
บ. 1        ๏ โยคีผู้ฉลาด ใช้ฌานเป็นนาค เกี่ยวสัตว์โลกา เกี่ยวทั้งแปดทิศ ด้วยฤทธิ์อัปปนา บ่ายหน้าเข้ามา ต่อด้วย[3]ตัวโยคี พ่น
บ. 2        พิษออกมา ละตัวแลสิบเอ็ดที ต้องโยคีเป็นโกลาหล ฝูงผีฝูงคนแตกกันบูชา ชื่อนาคบาศพรหมวิหาร เอาใจ
บ. 3        ผูกเอาคามกับนครเข้าด้วยกัน[4]ที่หนึ่ง ผูกเอานครกับจักรวาลเข้าด้วยกันทีหนึ่ง

(กลางวงกลมวงเล็กสุด)
โยคี

(ข้อความในวงขดของงูทั้ง 8 ตัว เรียงจากด้านในไปยังด้านนอก-เหมือนกันทุกตัว)
คาม นคร จักวาล

(ข้อความที่อยู่นอกวงกลมด้านล่างของภาพ ใช้อธิบายเส้นโยงความสัมพันธ์ของข้อความในวงขดของงู เป็นข้อความเดียวกัน เขียน 2 บรรทัด)
2 อันอัปปนาหนึ่ง
 
ข้อความในปริศนาธรรมหน้านี้ประกอบไปด้านกระบวนการเจริญฌานปฏิบัติกรรมฐาน ในที่นี้จะเน้นถึง อัปปนาสมาธิ ซึ่งก็คือ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงสมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌานขึ้นไป[5] ในภาพนี้จะกล่าวถึงการใช้ฌานเป็นนาค (งู) ลักษณะคือใช้นาคเกี่ยวสัตว์โลกทั้งแปดทิศ เอาจิตผูกคาม (หมู่บ้าน) กับนครเข้าด้วยกันทอดหนึ่ง แล้วไปผูกเอานครกับจักรวาลอีกทอดหนึ่ง
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 266.
[3] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ไม่มี แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน ฑฺ้วฺยชัดเจน จึงอ่านและปริวรรตเป็น “ด้วย”
[4] ตรงนี้ในหนังสือ สมุดข่อย มีคำว่า “เป็น” แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวไม่มีคำนี้
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 6 นี้เป็นภาพวงกลมซึ่งภายในมีกลีบดอกบัวซ้อนกัน 2 ชั้น วงกลมวงนอกซึ่งภายในมีกลีบบัวกลีบใหญ่ จะมีตัวเลขกำกับที่กลีบเป็นคู่ ๆ เหมือนและตรงกันกับตัวเลขที่กลีบดอกบัวในวงกลมวงเล็ก ด้านบนของภาพมีคำอธิบายเกี่ยวกับการเจริญฌานหรือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานด้วยกระบวนการจำเพาะตามที่ปรากฏในภาพ

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 6

คำอ่านตามรูปอักษร[1]

ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
“โยคีชมฌาน แก้วก่อห้องจักรวาฬ ให้รูปดอกบัว นั่งกลางฝักอ่อน คามเป็นเกสร นครเป็นกลีบกลาง ริมขอบจักรวาฬเป็นขอบนอกที่สุด ผุดขึ้นในสมุดคือโลกสัณฐาน โยคีผู้มีฌาน นั่งชมฌานในห้องดอกบัว ชมรสอัปปนาชื่อปทุมชาติพรหมวิหาร นิมิตจักรวาฬเป็นรูปดอกบัวด้วยเดชอัปปนา

คำอ่าน
(4 บรรทัดด้านบน)
บ. 1        ๏ โยคีชมฺฌานฺแกวฺกโห้งฺจักฺกวาฬให้รูปฑฺอกบัวฺ นั่งฺกฺลางผักฺโอ่นฺคามเปนฺเกษรนครเปนฺกฺลีบกฺลางริมฺโขบฺจักฺกวาฬเปนฺโขปฺโนกฺ
บ. 2        ที่สุต ผุตขึ้นฺในสมุทฺธคือฺโลกฺยสณฺฐาน โยคีผู้มีญาณนั่งฺชมฺฌานฺในโห้งฺฑฺอกบัวฺชมฺรสอปฺปนา ชื่อฺปทุม
บ. 3        ชาติพฺรหฺมวิหารนิมิตฺรจกฺกวาฬ เปนฺ
บ. 4        รูปฑฺอกบัวฺฑฺ้วยฺเฑชะอัปฺปนา

(ที่ขอบนอกของวงกลม-ด้านบน)
ปุรฏฺฐิมาย

(ตัวเลขที่ขอบนอกของวงกลม)
1             1             2             2             3             3             4             4
                                                                               
(ในกลีบดอกบัวด้านบน เยื้องซ้าย)
จกฺกวาฬ

(ในกลีบดอกบัวด้านล่าง เยื้องซ้าย)
นคร

(ที่เกสรบัว)
คาม

(ตัวเลขที่กลีบของดอกบัว 8 กลีบ เลขเดียวกันทั้งกลีบนอก-กลีบใน คู่กัน บน-ล่าง)
ปลายกลีบ
2            11          4            13          6            15          8            17
กลางกลีบ
10          3            12          5            14          9            16          1             

คำปริวรรต
(4 บรรทัดด้านบน)
บ. 1        ๏ โยคีชมฌาน แก้วก่อห้องจักรวาล ให้รูปดอกบัว นั่งกลางฝักอ่อน คามเป็นเกสร นครเป็นกลีบกลาง ริมขอบจักรวาล เป็นขอบนอก
บ. 2        ที่สุด ผุดขึ้นในสมุด คือโลกสัณฐาน โยคีผู้มีญาณ[3] นั่งชมฌานในห้องดอกบัว ชมรสอัปปนาชื่อปทุม-
บ. 3        ชาติพรหมวิหาร นิมิตจักรวาฬ เป็น
บ. 4        รูปดอกบัว ด้วยเดชอัปปนา

(ที่ขอบนอกของวงกลม-ด้านบน)
ปุรัฏฐิมายะ

(ในกลีบดอกบัวด้านบน เยื้องซ้าย)
จักรวาล

(ในกลีบดอกบัวด้านล่าง เยื้องซ้าย)
นคร

(ที่เกสรบัว)
คาม
 
ข้อความในปริศนาธรรมหน้านี้ประกอบไปด้านกระบวนการเจริญฌานปฏิบัติกรรมฐาน ในที่นี้จะเน้นถึง อัปปนาสมาธิ ซึ่งก็คือ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงสมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌานขึ้นไป[4] ในภาพนี้จะกล่าวถึงการนั่งชมฌานในห้องดอกบัว โดยเปรียบจักรวาลเหมือนเป็นเช่นดอกบัว
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 265.
[3] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ใช้ว่า “ฌาน” แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน ญาณชัดเจน จึงได้ปริวรรตเป็น “ญาณ”
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 5 นี้เป็นภาพวงกลมซ้อนกันเป็นชั้น ๆ 6 ชั้น และภายในตีเส้นแบ่งเป็น 8 ส่วน (หรือเรียกว่า 8 ทิศ) มีอักษรอธิบายภาพตั้งแต่ด้านบน ด้านข้าง ด้านใน และด้านนอกของวงกลมตามชั้นตามช่องนั้น

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 5

คำอ่านตามรูปอักษร[1]


ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
๏ โยคีอุดม แต่งตัวเป็นพรหม จำเริญเมตตา ในท้องจักวาฬ แต่ล้วนอัปนา ผู้มีปัญญา จึ่งรู้แห่งเอา โยคีชมฌาน ในพรหมวิหาร เสวยรสอัปนา มิรู้สิ้นสุด ที่จะหลุดเลยนา อัปปมัญญา แห่งพระสัพพัญญู พระผู้เป็นครูตรัสรู้แท้จริง อนันตโลกา แจ้งในปัญญา โยคาวจร แบ่งเป็นแปดทิศ ได้บนไว้ก่อน คำพระสั่งสอน ไว้เป็นกบวน จึงทิศแลอัน เป็น 5 ส่วน จัดตามกระบวน ในห้องอัปนาแล

คำอ่าน
(5 บรรทัดด้านบน)
. 1        ๏ โยคี อุดมแต่งฺตัวฺเปนฺพฺรหฺมจำเรีญฺญเมตฺตา ในโห้งฺจักฺกวาฬแต่ล้วนฺอปฺปนาผู้มีปญฺญาจึ่งฺรู้แห่งฺเอา โยคีชมฺฌาน ใน
บ. 2        พฺรหฺมวิหารเสฺวยรสอปฺปนา มิรู้สิ้นฺสุตที่จะยุตเลยฺนาคุณอปฺปมญฺญาแห่งฺพฺระสพฺพญฺญูพฺรผู้เปนฺคฺรูตฺรัสรู้แท้จิงฺ อนนฺต
บ. 3        โลกา แจ้งฺในปญฺญาโยคาวจรแบ่งฺเปนฺแปตฺทิศไฑ้บนฺไว้โกนฺคำ
บ. 4        พฺรสังฺโสนฺไว้เปนฺกะบวนจิงฺทิศแลอันฺแบ่งฺเปนฺ 5 สฺ่วน
บ. 5        จัตฺตามฺกฺรบฺวนในโห้งฺอปฺปนาแล

(5 บรรทัดด้านขวา-ล่าง)
. 1       อปฺนา 40
. 2 อนุโลมฺ 40
. 3 ปฏิโลมฺ   40
. 4 สปฺ 40
. 5 คืปฺ 40

(รอบวงนอกของวงกลม อ่านเวียนขวา)
1. ปุรฏฺฐิมายทิสฺสาย
2. 
ปุรฏฺฐิมาย อนุทิสฺสาย
3. ทกฺขิณายทิสฺสาย
4. ทกฺขิณาย อนุทิสฺสาย
5. ปจฺฉิมายทิสฺสาย
6. ปจฺฉิมาย อนุทิสฺสาย
7. อุตฺตราย อนุทิสฺสาย
8. อุตฺตรายทิสฺสาย


(ด้านในของวงกลม ด้านบนเยื้องไปทางซ้าย 5 บรรทัด เรียงตามชั้นของวงกลม จากขอบนอกถึงด้านใน)

. 1        อนนฺเตสุ
. 2        สฺมนฺตาจกวาเฬสุ
. 3        จกฺกวาเฬ(?)[3]ชนฺตุโน
. 4        ติโ(?)ปรญรฏฺเฐสุ
. 5        อิวมฺหิคามเขตฺตมฺหิ

(ด้านในของวงกลมวงเล็ก-ใจกลางวงกลม)
. 1        ฉากี
. 2        อตฺตสุกฺขี

(ด้านในของวงกลม ด้านล่างเยื้องไปทางขวา 5 บรรทัด เรียงตามชั้นของวงกลม จากขอบนอกถึงด้านใน)
. 1        อนนฺตจกฺกวาฬ
. 2        จกฺกวาฬโล้มฺ
. 3        จกฺกวาฬนี้
. 4        เมฺืองฺ
. 5        (???)

คำปริวรรต
(5 บรรทัดด้านบน)[4]
. 1        ๏ โยคีอุดม แต่งตัวเป็นพรหม จำเริญเมตตา ในห้วง[5]จักรวาล แต่ล้วนอัปนา ผู้มีปัญญา จึ่งรู้แห่งเอา โยคีชมฌาน ใน
บ. 2        พรหมวิหาร เสวยรสอัปนา มิรู้สิ้นสุด ที่จะหยุด[6]เลยนา คุณ[7]อัปมัญญา แห่งพระสัพพัญญู พระผู้เป็นครู ตรัสรู้แท้จริง อนันต-
บ. 3        โลกา แจ้งในปัญญา โยคาวจร แบ่งเป็นแปดทิศ ได้บนไว้ก่อน คำ-
บ. 4        พระสั่งสอน ไว้เป็นกระบวน จึงทิศแลอัน แบ่ง[8]เป็น 5 ส่วน
บ. 5        จัดตามกระบวน ในห้องอัปนาแล

(5 บรรทัดด้านขวา-ล่าง)
. 1 อัปนา 40
. 2 อนุโลม 40
. 3  ปฏิโลม   40
. 4 สุภะ 40
. 5 คืบ 40
                                        
(รอบวงนอกของวงกลม อ่านเวียนขวา)
1. ปุรัฏฐิมายะ ทิสสายะ
2. ปุรัฏฐิมายะ อนุทิสสายะ
3. ทักขิณายะ ทิสสายะ
3. ทักขิณายะ อนุทิสสายะ
4. ปัจฉิมายะ ทิสสายะ
5. ปัจฉิมายะ อนุทิสสายะ
6. อุตรายะ อนุทิสสายะ
7. อุตรายะ ทิสสายะ


ด้านในของวงกลม ด้านบนเยื้องไปทางซ้าย 5 บรรทัด เรียงตามชั้นของวงกลม จากขอบนอกถึงด้านใน)
. 1        อนันเตสุ
. 2        สมันตาจักรวาเลสุ
. 3        จักรวาเล(?)ชันตุโน
. 4        ติโ(?)ปรัญรัฏเฐสุ
. 5        อิวัมหิคามเขตตัมหิ

(ด้านในของวงกลมวงเล็ก-ใจกลางวงกลม)
. 1        ฉากี
. 2        อัตสุกขี

(ด้านในของวงกลม ด้านล่างเยื้องไปทางขวา 5 บรรทัด เรียงตามชั้นของวงกลม จากขอบนอกถึงด้านใน)
. 1        อนันตจักรวาล
. 2        จักรวาลล้อม
. 3        จักรวาลนี้
. 4        เมือง
. 5        (???)
 
ข้อความในปริศนาธรรมหน้านี้ประกอบไปด้านกระบวนการเจริญฌานปฏิบัติกรรมฐาน ในที่นี้จะเน้นถึง อัปปนาสมาธิ ซึ่งก็คือ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงสมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌานขึ้นไป[9]
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 265.
[3] เครื่องหมายคำถามในวงเล็บนี้คือ อักษรไม่ชัด ไม่แน่ใจว่าจะอ่านอย่างไร
[4] ลักษณะคำประพันธ์คือ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
[5] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ใช้ว่า “ท้อง” แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน โห้งฺชัดเจน จึงได้ปริวรรตเป็น “ห้อง”
[6] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ใช้ว่า “หลุด” แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน ยุตชัดเจน จึงได้ปริวรรตเป็น “หยุด”
[7] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ไม่มี แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน คุณชัดเจน จึงอ่านและปริวรรตเป็น “คุณ”
[8] คำนี้ในหนังสือ สมุดข่อย ไม่มี แต่ผู้อ่านพิจารณาแล้วเห็นว่าในสมุดไทยขาวเขียน แบ่งฺชัดเจน จึงอ่านเพิ่ม และปริวรรตเป็น “แบ่ง”
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 4 นี้แบ่งเป็นท่อนบนและท่อนล่าง ทั้ง 2 ท่อนประกอบไปด้วยภาพซากศพ 1 และชายคนหนึ่งยืนชี้นิ้วอยู่ที่บริเวณปลายเท้าของซากศพ ที่ภาพท่อนบน ซากศพที่นอนอยู่มีผิวสีคล้ำเล็กน้อย ส่วนภาพท่อนล่าง ซากศพที่นอนอยู่จะมีผิวสีคล้ำเข้มกว่ามาก ซายที่ยืนอยู่ปลายเท้ามีลักษณะสีผิว และการแต่งกายคล้ายกัน กล่าวคือ มีผมยาวที่มัดเป็นจุกอยู่กลางศีรษะ ผิวสีอ่อน ไม่สวมเสื้อแต่ใช้ผ้าคลุมไหล่ นุ่งโจงกระเบนลวดลายสวยงาม
              ส่วนร่างที่เป็นซากศพจะมีความบวมใหญ่กว่าร่างคนปกติอย่างเห็นได้ชัด

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 4



คำอ่านตามรูปอักษร[1]



ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
อุททมาทกํ คือซากผีอันเหลืองแลพองแล วินิลลกํ คือซากผีอันพองแลเขียวขึ้นมาแล

คำอ่าน
อุทฺทมาทกํ คือฺซากฺผีอันฺเหฺลฺืองฺแลโพงฺแล วินิลฺลกํ คือฺซากฺผีอันฺโพงฺแลเขฺียวขึ้นฺมาแล

คำปริวรรต
อุททมาทกำ คือซากผีอันเหลืองแลพองแล วินิลลกำ คือซากผีอันพองแลเขียวขึ้นมาแล

อธิบายเพิ่มเติม
สำหรับซากผีแบบ “อุททมาทกำ” กับ “วินิลลกำ” ที่กล่าวถึงในที่นี้ น่าจะตรงกับคำอธิบายในคัมภีร์พระวิสุทธิมรรค เล่ม 2 หน้า 7[3] ที่ว่า “อุทธุมาตกอสุภนั้น คือร่างกายผีอันพองขึ้นโดยลำดับ จำเดิมแต่วันสิ้นแห่งชีวิตพอบวมขึ้นบริบูรณ์ ไปด้วยลม วินีลกอสุภนั้น คือร่างผีอันมีสีต่าง ๆ คือสีแดงสีขาวสีเขียวเจือกัน มีสีอันแดงในที่อันมีเนื้อมาก มีสีขาวในที่ประกอบด้วยหนอง มีสีอันเขียวโดยมากดุจคลุมไปด้วยผ้าสาฎกอันเขียว อาศัยที่มีเขียวโดยมากจึงชื่อว่าวินีลกอสุภ” ทั้ง 2 นี้เป็นส่วนหนึ่งของ อสุภกรรมฐาน 10 ที่ประกอบไปด้วย อุทธุมาตกอสุภ 1 วินีลกอสุภ 1 วิปุพพกอสุภ 1 วิฉิททกอสุภ 1 วิกขายิตกอสุภ 1 วิกขิตตกอสุภ 1 หตวิกขิตกอสุภ 1 โลหิตกอสุภ 1 ปุฬุวกอสุภ 1 อัฏฐิกอสุภ 1 ที่อยู่ในลำดับกสิณนิเทศ ใช้สำหรับการเพ่งภาวนาปลงอสุภซาก


หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 264.
[3] http://www.larnbuddhism.com/visut/2.7.html
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 3 นี้ประกอบไปด้วยภาพชาย 5 คน ลักษณาการเหมือนลอยอยู่บนอากาศ ชายคนที่อยู่ตรงกลางร่างใหญ่กว่าเพื่อน สวมเครื่องประดับศีรษะที่มียอดแหลมคล้ายมงกุฎหรือชฎา ไม่สวมเสื้อ แต่มีเครื่องประดับที่คอ กรองคอ และแขนทั้งสอง นุ่งผ้าโจงกระเบนมีลวดลายสวยงาม ชายผ้าส่วนที่เรียกว่าห้อยหน้าหรือชายไหวมีลำตัวของสิงห์ 2 ตัวโผล่ออกมาตัวละครึ่ง เหมือนเป็นพาหนะ
              ส่วนชายทั้ง  4 ที่ลอยอยู่ด้านข้างนั้น ทำท่าเหมือนกันคือยกมือไหว้คนตรงกลาง ด้านซ้ายนอกเป็นชายผมสีขาว ผิวเข้ม ด้านซ้ายในเป็นชายผิวชาว ผมสีดำ ด้านขวานอกเป็นชายผิวสีอ่อน ผมสีขาว และด้านซ้ายในเป็นชายผิวเข้ม ผมสีดำ ทั้ง 4 คนผมยาว มัดเป็นจุกสูงกลางศีรษะ ไม่สวมเสื้อ และนุ่งโจงกระเบนเหมือน ๆ กัน

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 3


คำอ่านตามรูปอักษร[1]


ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
“พระยาตัณหา (กลาง) มีธาตุทั้ง 4 คือ อาโปธาตุ ปฐวีธาตุ วาโยธาตุ และเตโชธาตุ เป็นบริวาร”

คำอ่าน-ปริวรรต และอธิบายเพิ่มเติม
อาโป คือ อาโปธาตุ หมายถึงธาตุน้ำ
ปฐวี คือ  ปฐวีธาตุ หมายถึง ธาตุดิน
วาโย คือ วาโยธาตุ หมายถึง ธาตุลม
เตโช คือ เตโชธาตุ หมายถึง ธาตุไฟ
พฺรยาตณฺหา   คือ   พระยาตัณหา
                                 
“พระยาตัณหา” ในที่นี้ไม่น่าจะหมายถึงคน แต่เป็นบุคลาธิษฐานแทนสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ซึ่งในทางธรรมกล่าวถึง ตัณหา ไว้ว่า คือ ความอยาก ความใคร่ ความพอใจ ในรูป เสียง กลิ่น เป็นต้น ส่วน ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ หรือเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า  ดิน น้ำ ไฟ ลม นั้นเป็นองค์ประกอบของ มหาภูต 4 รูปใหญ่ หรือ มหาภูตรูป 4 ซึ่งก็คือ ธาตุ 4 ที่เราเคยได้ยินกัน สำหรับปริศนาธรรมข้อนี้ ตัณหาและธาตุทั้ง 4 มาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไรก็ชวนให้ขบคิดอยู่


 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
             สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
             สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 264.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ                ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 2 นี้ประกอบไปด้วยภาพชาย 2 คน และราชสีห์ 1 ตัว ในภาพมีต้นไม้ โขดหิน และภูเขา จึงพออนุมานว่าน่าจะเป็นป่า ชายคนแรกผมสั้นสีดำทรงคล้าย ๆ ที่เรียกว่า ทรงมหาดไทย ผิวเข้ม(กว่าอีกคน) ไม่สวมเสื้อ สวมแต่กางเกงขาสั้นเหนือเข่าสีแดง ลักษณาการคล้ายวิ่งหนีตัวราชสีห์ที่ตามมาข้างหลัง ส่วนชายอีกคนคล้ายหลบราชสีห์อยู่หลังภูเขา ชายคนหลังนี้ผิวสีอ่อนกว่า ผมยาวสีดำรวบเป็นหางม้าอยู่ด้านบน ไม่สวมเสื้อ แต่มีผ้าคลุมไหล่สีแดง ยกมือข้างหนึ่งเหมือนชี้ไปข้างหน้า



ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 2



คำอ่านตามรูปอักษร[1]


ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
““อันธการ ไปป่า อาศัยอยู่ในป่ากลัวมิคราช เข้าไปอาศัยอยู่ในป่า มิรู้ว่าราชสีห์ อยู่ในป่า ต่อรุ่งจึ่งรู้ โยคาวจรเจ้ากลัวภัยในสงสารดุจดังนั้นแล” (อันธการ หมายถึง ความมืด โยคาวจร หมายถึง พระภิกษุ)”
คำอ่าน
๏ อนฺธการไปป่าอาใสอฺยู่ในป่ากฺลัวมิคฺคราชเข้าไปอาใสในป่ามิรู้ว่าราชสีหอฺยู่ในป่าต่อฺรุ่งจึ่งฺรู้ โยคาวจรเจ้ากฺลัวภัยฺย ในสงฺสารดุจฺจฑังฺนั้นแล
คำปริวรรต
๏ อันธการไปป่าอาศัยอยู่ในป่ากลัวมิคราชเข้าไปอาศัยในป่ามิรู้ว่าราชสีห์อฺยู่ในป่าต่อรุ่งจึ่งรู้  โยคาวจรเจ้ากลัวภัย ในสังสารดุจดังนั้นแล
อธิบายเพิ่มเติม
อันธการ                                คือ          ความมืด
มิคราช                                  คือ          ราชาแห่งเนื้อ (เนื้อ คือ สัตว์จำพวกกวาง)
ราชสีห์                                  คือ          ราชาแห่งสิงห์
โยคาวจร                               คือ          ผู้มีความเพียร ผู้เจริญภาวนา ในที่นี้หมายถึง พระภิกษุ
สังสาร                                   คือ          การเวียนว่ายตายเกิด
ด้วยความที่ข้อความประโยคนี้เป็นปริศนาธรรม คนที่ศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้งจึงจะเข้าใจได้ ผู้เขียนเองไม่ได้ศึกษาเรื่องธรรมแต่พยายามจะทำความเข้าใจอย่างที่สุด ซึ่งตีความอย่างไรก็ยังไม่ลงตัว พอจะแปลข้อความนี้แบบรวบ ๆ ว่า “ใด ๆ ก็ย่อมกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นในความมืด เหมือนกับที่ภิกษุกลัวการเวียนว่ายตายเกิดฉะนั้น”
อย่างไรก็ดี มีผู้รู้ผู้หนึ่งที่มีความสนใจในข้อความและภาพปริศนาธรรมภาพนี้ได้กรุณาให้ความเห็นและแสดงการอรรถาธิบายไว้ในอีกมุมมองหนึ่งว่า
ผู้ที่อยู่หน้าผาคือจิต หรือ วิญญาณ หรือทางสายวิปัสสนา เรียกว่า ผู้รู้
รุ่งอรุณ คือ ได้เห็นพระสัทธรรม จึงเห็นโทษ ของการยึดมั่นในขันธ์ 5 ฯลฯ
อนึ่ง สงฆ์ คือ คณะสงฆ์, ภิกขุสงฆ์ คือ พระภิกษุที่ได้รับการบวช, อริยสงฆ์ หมายรวมถึง ผู้ที่บวช(บรรพชา) หรือไม่ได้บวชแต่สำเร็จมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว[3]
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 263.
[3] ขอขอบคุณ คุณ remi mington สำหรับคำอธิบายนี้
 
 
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ               ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 1 นี้ประกอบไปด้วยภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่กลางภาพ บนธรรมาสน์สูงประมาณไหล่ ที่ด้านซ้ายมีรูปชาย 2 คน ยืนอยู่ข้าง ๆ ธรรมาสน์ คนที่ยืนด้านซ้ายนอกเป็นฆราวาสชาย   ผมยาวสีดำ รวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง ไม่สวมเสื้อ สวมแต่กางเกงขาสั้นเหนือเข่า  มือหนึ่งถือวัตถุคล้าย ๆ กรงดักสัตว์   อีกมือหนึ่งถือดาบยาวคอนไว้ที่หัวไหล่ อีกคน (รูป) ที่ยืนด้านซ้ายในเป็นพระภิกษุ สวมจีวร ถือดาบยาวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
              ส่วนด้านขวา มีชาย 2 คน ยืนอยู่ข้าง ๆ อาสนะเช่นกัน ทั้งสองเป็นพระภิกษุ สวมจีวรทั้งคู่แต่ต่างสีกัน รูปหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านขวาใน สวมจีวรสีออกชมพูเรื่อ ถืออาวุธคล้าย ๆ หอก หันปลายชี้ไปทางองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุอีกรูปที่ยืนอยู่ด้านขวานอก สวมจีวรเหลือง คล้ายจะยืนแอบ ๆ อยู่ด้านหลังของอีกรูป ถือดาบยาวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 1


คำอ่านตามรูปอักษร[1]



ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า
“บุคคล 4 จำพวกที่จะทำลายศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พาลบัณฑิต ภิกษุโจร ภิกษุชั่ว และภิกษุพาล”

คำอ่าน-ปริวรรต และอธิบายเพิ่มเติม
พาลบณฺฑิต คือ  พาลบัณฑิต หมายถึง บัณฑิตที่มีนิสัยพาล
โจรภิกฺขุ คือ  โจรภิกษุ หรือ ภิกษุที่เป็นโจร ลักขโมยของ
ปาปภิกฺขุ คือ  บาปภิกษุ หรือ ภิกษุใจบาปที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย
พาลภิกฺขุ คือ  พาลภิกษุ หมายถึง ภิกษุที่มีนิสัยพาล เกเร
สมฺเฑจพฺรพุทฺธเจ้า     คือ  สมเด็จพระพุทธเจ้า
 
 
หมายเหตุ

เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2
              สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย  ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
              สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า   ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้
 
[1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 262.
นวพรรณ ภัทรมูล
ปัลลวะ