| ตัวอย่าง | ปรากฏใน | ด/บ | จังหวัด | ผู้ให้ความหมาย |
|---|---|---|---|---|
| : , , ., 2569, :<br> , , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 362-364. | ปัลลวะ | นางสาวพิมพ์นารา กิจโชติประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มงานโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด นำคณะนักภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ เดินทางไปสำรวจเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 จารึกหลักนี้ปักอยู่ในที่นาของนางประพาส ศรีเครือ บ้านโนนสูง ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าของที่นาเล่าว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2553 ได้ใช้รถแมคโครไถปรับหน้าดินในพื้นที่นา แล้วพบใบเสมาศิลาล้มอยู่จึงตั้งขึ้นไว้ในบริเวณที่พบ จากจุดที่พบใบเสมาห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 50 เมตร มีเนินดิน และใบเสมาศิลา 4 ใบ ปักล้อมรอบอยู่ทั้ง 4 ทิศ ปัจจุบันใบเสมาทั้งหมดอยู่ ณ ที่เดิม | 16.66147712110071 | |
| : , , ., 2569, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 356-359. | ปัลลวะ |
จารึกพระพิมพ์ดินเผาบ้านคูบัวนี้เป็นของนายรีชา ประสพสุวรรณ เจ้าหน้าที่กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอยืมมาจัดแสดงนิทรรศการถาวร ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และได้ส่งมาให้เจ้าหน้าที่กองหอสมุดแห่งชาติ อ่าน วิเคราะห์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2533 ข้อความที่จารึกเป็นคาถา เย ธมฺมาฯ เฉพาะ 2 วรรคแรก และไม่จบสมบูรณ์ เนื่องจากวัตถุจารึกชำรุดหักหายไป จารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุรูปอักษรราวพุทธศตวรรษที่ 14 จารึกที่เป็นคาถาเย ธมฺมาฯ อย่างนี้พบมากบริเวณภาคกลางของประเทศแถบจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และลพบุรี เป็นต้น ซึ่งเป็นภาษาบาลีทั้งสิ้น ส่วนพระพิมพ์ดินเผาบ้านคูบัวชิ้นนี้เป็นภาษาสันสกฤต เช่นเดียวกับที่พบในภาคใต้ของประเทศ คือ จารึกเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีข้อความเต็มว่า “เย ธรฺมา เหตุปฺรภวา เยสํเหตุํ ตะถาคะโต อาห เต สญฺจ โย นิโรโธ เอวํ วาที มหาสมโณฯ” |
13.541085148039707 | |
| : , , ., 2569, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 312-315. | ปัลลวะ | นายวรวิทย์ หัสภาค นักโบราณคดี นำศิลาจารึกมาให้ทำสำเนาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ลัักษณะของจารึกเป็นเศษชิ้นส่วนศิลาที่แตกออกมาตรงมุมด้านใดด้านหนึ่งของหลักจารึกทำให้เห็นว่ามีอักษร 2 ด้าน ลักษณะเส้นอักษรเป็นลายมือที่แตกต่างกันแต่เมื่อพิจารณาแล้วสันนิษฐานได้ว่าน่าจะจารึกขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 | 12.585216858760077 | |
| : , , ., 2569, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 143-144. | ปัลลวะ |
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับมาจากจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อพุทธศักราช 2527 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรนำสำเนาจารึกและคำอ่าน คำแปลมาเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบชำระหนังสือจารึกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2558 และคณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาคำอ่าน คำแปลแล้ว |
13.750960729305199 | |
| : , , ., 2569, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 170-171. | ปัลลวะ | สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ส่งแผ่นอิฐมาให้ นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ นักอักษรศาสตร์เชี่ยวชาญ อ่านแปล ศึกษาวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2540 | 14.372863493054924 | |
| : , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 203-204. | ปัลลวะ | เจ้าหน้าที่โครงการสำรวจจารึกในประเทศไทย กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติพบขณะสำรวจจารึกในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2546 | 15.22483269 | |
| : , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 201-202. | ปัลลวะ | เจ้าหน้าที่โครงการสำรวจจารึกในประเทศไทยสำรวจพบจารึกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2547 | 17.017794629245675 | |
| : , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 143-144. | ปัลลวะ | ศิลาจารึกหลักนี้เป็นเศษชิ้นส่วนที่ชาวบ้านจังหวัดเพชรบูรณ์ซื้อมา จึงไม่ทราบแหล่งที่พบ | 14.800499616818731 | |
| : , , ., 2568, :<br> 1) , 1, 1 : 11-14 ( : , 2559), 101-103.<br> 2) , 1 : 11-14 ( : , 2559), 126-127. | ปัลลวะ | จารึกหลักนี้พบในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา สภาพจารึกชำรุดมากมีรูปอักษรบรรทัดสุดท้ายเห็นเพียงเล็กน้อย ลักษณะเป็นรูปอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตข้อความเหมือนกับจารึกวัดสุปัฏนาราม 1 (อบ. 4) | 15.22483269 | |
| : , , ., 2568, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 107-109. | ปัลลวะ |
จารึกหลักนี้ เนื้อศิลาแตกหายไปเหลือเพียงบางส่วน มีข้อความ 3 บรรทัด ตั้งไว้ภายในศาลหลักเมืองสุรินทร์ รวมอยู่กับโบราณวัตถุหลายชิ้นบริเวณอาคารด้านหน้าทางขวาของศาลหลักเมือง มีการวางกระถางธูปและดอกไม้ธูปเทียนบูชาเป็นจำนวนมาก จารึกหลักนี้ตั้งหันข้อความด้านบนที่ชำรุดออกข้างนอก ตัวหนังสือจึงกลับหัว เนื้อความของจารึกส่วนที่เหลือเหมือนกับจารึกฐานรูปแหล่งโบราณคดีดอนขุมเงิน จังหวัดร้อยเอ็ด ตรงบาทสุดท้ายของบรรทัดที่ 2 และ 3 อย่างไรก็ดีจารึกหลักนี้แม้จะมีข้อความเหลือเพียง 2 บาทสุดท้าย แต่ก้มีรูปลักษณะตัวอักษรเหมือนกับกลุ่มจารึกของพระเจ้าจิตรเสน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในจารึกฐานรูปเคารพแหล่งโบราณคดีดอนขุมเงิน รอ. 6) |
14.884574385645802 | |
| ปัลลวะ | ||||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 35 นี้แบ่งเป็น 2 ท่อน คือท่อนบนและท่อนล่าง ท่อนบนด้านซ้ายสุดเป็นรูปเทวดา 2 ตน สวมชฎาสีแดง ห่มสไบ และนุ่งโจงกระเบนยาวครึ่งแข้ง งดงามด้วยลวดลายสีสันสดใส ลักษณาการของทั้งคู่คือลอยเคียงกัน ต่างยกแขนหนึ่งข้าง ที่มือหยิบชูลูกกลม ๆ คล้ายลูกแก้วตนละ 1 ลูก ส่วนท่อนบนขวาของภาพ ปรากฏชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาล ยืนอยู่หลังอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง รูปทรงคล้ายเตา หรือหม้อหลอม มือทั้ง 2 ข้างของชายผู้นี้ดึงไม้ที่ใช้กวนหรือคนของเหลวในอุปกรณ์นั้นขึ้น-ลง ภาพล่างเป็นภาพเสือ 2 ตัว และหนู 1 ตัว ที่แปลกคือเหมือนเสือวิ่งหนีหนูด้วยอาการหวาดกลัว ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 35 ![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “โยคาวจร พิจารณาจะฆ่าโทโสเสีย จิตมโนหราชาเมือดิถีกุลนั้นแล จิตมโนหรราช เมื่อราบทั้ง 14 เสีย คือ โมหา อหิริกํ อโนตตัปปํ อุทัจจํ โลโภ ทิฐิ มาโน โทโส อิสสา มัจฉรียํ กุกกุจจํ ถีน มิททํ วิจิกิจฉา เสือ คือ โทโส หนู คือ อิสสา” คำอ่าน โยคาวจร พิจฺจารณาจข้าโทโสเสฺีย ๏ จิตฺรมโนหรราชาเมฺือดิถีกุลนั้นแล จิตฺรมโนหรราช เมฺือราบทั้งฺ 14 เสฺีย คฺือโมหา อหิริกํ อโนตตปฺปํ อุทจฺจํ โลโภ ทิฐิมาโน โทโส อิสฺสา มจฺฉริยํ กุกฺกุจจํ ถินมิทฺทํ วิจิกิจฺฉา เสฺือคฺือโทโส หฺนูคฺืออิสฺสา คำปริวรรต โยคาวจร พิจารณาจะฆ่าโทโสเสีย ๏ จิตมโนหรราชาเมื่อดิถีกุลนั้นแล จิตมโนหรราช เมื่อราบทั้ง 14 เสีย คือ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิมานะ โทสะ อิสสะ มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถินมิททะ วิจิกิจฉา เสือคือโทสะ หนูคืออิสสะ (อิจฉา) คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้ท่อนแรกมีการกล่าวถึง “จิตมโนหร” "จิต" หมายถึง ใจหรือความคิด "มโน" มาจาก มนะ หมายถึง ใจ หรือ ความรู้สึก และ "หรราช" น่าจะเป็นคำที่มาจาก "หร" คือ สิ่งเสพ หรือ กิเลส + "ราช" คือ ราชา หัวหน้า ผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้น คำนี้อาจหมายถึง จิตที่ปล่อยให้กิเลสครอบงำและเป็นใหญ่ ภาพท่อนบนที่เป็นรูปเทวดาและชายหนุ่มมีคำบรรยายกำกับ กล่าวถึงการพิจารณาว่าจะฆ่าหรือกำจัดโทสะ และ/หรือสิ่งที่เรียกว่าจิตมโนหรราชดังกล่าวข้างต้น ภาพท่อนล่างอธิบายถึงจิตมโนหรราชที่ประกอบไปด้วย 14 สิ่งได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิมานะ โทสะ อิสสะ มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถินมิททะ วิจิกิจฉา โทสะ อิสสะ ล้วนเป็นกิเลส ในภาพ เสือคือโทสะ และหนูคือ อิสสะ ความอิจฉาริษยาไล่กวดโทสะซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่า เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| : (2568), , ., :<br> 1) , , 38, 7 ( 2560) : 44-47.<br> 2) , (.. 1918), : ( : , 2561), 102-108. | ปัลลวะ |
ศิลาจารึกหลังพระพุทธรูปปางลีลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เป็นจารึกด้านหลังพระพุทธรูปปางลีลา ที่แกะสลักบนแผ่นหินรูปใบเสมาขนาดใหญ่ พระพุทธรูปองศ์นี้ในจารึกเรียกว่า พระเจ้าจงกรม มีประวัติว่า พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์ พ.ศ. 2414-2479) ได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่อยุธยาพิพิธภัณฑ์ หรือปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2547 ได้มีการขออนุญาตนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และพบว่าที่ด้านหลังของพระพุทธรูปปางลีลานี้มีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย สมัยอยุธยา จำนวน 20 บรรทัด และเนื่องจาก ณ เพลานั้น ยังไม่พบว่ามีการพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับศิลาจารึกหลักนี้มาก่อน รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ ซึ่งได้รับมอบหมายให้นำเสนอเรื่อง “จารึกในสมัยอยุธยาที่ยังไม่เคยอ่านและอ่านใหม่จากแผ่นทองวัดมหาธาตุและแผ่นดีบุกวัดราชบูรณะ” ในงาน “เฉลิมฉลอง 666 ปี กรุงศรีอยุธยา 25 ปี มรดกโลก : พัฒนาการตามรอยทางของพระยาโบราณราชธานินทร์” โดยสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 นั้น จึงได้ขออนุญาตทำสำเนาศิลาจารึกหลักนี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 เพื่อนำมาศึกษาและเผยแพร่ |
14.365624299356996 | |
| ปัลลวะ | ||||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 33-34 นี้เป็นภาพชุดที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน ภาพที่ 33 หรือภาพแรกของชุดนี้จะประกอบไปด้วยภาพชายแต่งตัวคล้ายฤษี 2 ตน พระภิกษุ 2 รูป ชายฆราวาส 2 คน และซากศพ 1 ซาก โดยจะขอให้พิจารณาเริ่มจากซ้ายบนสุด ลำดับแรกเป็นชายแต่งตัวคล้ายฤษีผมยาวสีขาวเกล้าเป็นมวยสูง ไม่สวมเสื้อ คลุมผ้าที่หลัง-ไหล่สีเขียวอ่อน นุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลลายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสีขาว มือขวาถือดอกบัว ถัดมาเป็นพระภิกษุนั่งขัดสมาธิอยู่บนธรรมาสน์สูงใหญ่ ถัดมาเป็นแจกันดอกบัวที่ตั้งอยู่กลางธรรมาสน์ และอีกด้านหนึ่งงของธรรมาสน์มีพระภิกษุอีกหนึ่งรูปนั่งขัดสมาธิอยู่เช่นเดียวกัน ถัดมาที่พื้นมีชายฆราวาสหนึ่งคน นั่งพับเพียบไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนสีแดง มือขวาถือดอกบัว ถัดลงมาทางขวาของภาพเป็นชายแต่งตัวคล้ายฤษี ผมยาวสีขาวเกล้าเป็นมวยสูง ท่อนบนคลุมผ้าสีเนื้อ นุ่งโจงกระเบนสีแดง มือขวาถือดอกบัว ถัดมาตรงกลางส่วนล่างของภาพ ซึ่งเป็นบริเวณในหรือใต้ธรรมาสน์[1] มีชายฆราวาสหนึ่งคน ไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนสีครีมลายดอกดวงสีชมพู นั่งขี่ซากศพที่ห่อลำตัวท่อนล่างด้วยผ้าสีน้ำตาล อยู่บนพื้นผิวสีน้ำเงิน ซึ่งน่าจะหมายถึงน้ำทะเล อุปมาว่าขี่ซากศพลอยทะเลไป นอกจากนั้น ที่ขวาบนของภาพยังมีวงกลมที่มีนกสีฟ้าอ่อนอยู่ข้างใน 5 ตัว โดยอยู่ในวงกลมวงเล็กตรงกลาง 1 ตัว และอีก 4 ตัวอยู่ในช่องที่แบ่งเป็น 4 ช่องในวงกลมวงนอก ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 33 ![]() คำอ่านตามรูปอักษร[2] ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 34 ![]() คำอ่านตามรูปอักษร[3] ในหนังสือ สมุดข่อย[4] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “โยคาวจร สมาธิ สมาธิ อริยโคตร อันธพาลคนหาปัญญาบมิได้ หลงอยู่ในสังสารเสมอด้วยพราหมณ์เลี้ยงไก่นี้แล” คำอ่าน โยคาวจร สมาธิ สมาธิ อริยโคตฺร สํสารทุกฺข ญาณ ตฺรผีบฺบ ปญฺญาเหนฺทุกฺข อริยโคตฺร ปุถุชนเสฺีย อันฺธพาล อนฺธพาล อนฺธพาล ๏ คนฺหาปญฺญามิไฑ้หฺลงอฺยู่ในสํสารเสฺมอพฺราหฺมณ เลฺี้ยงไก่นี้แล คำปริวรรต โยคาวจร สมาธิ สมาธิ อริยโคตร สังสารทุกข์ ญาณ ตระผีบ(?)[5] ปัญญาเห็นทุกข์ อริยโคตร ปุถุชนเสีย อันธพาล อันธพาล อันธพาล ๏ คนหาปัญญามิได้หลงอยู่ในสงสารเสมอพราหมณ์ เลี้ยงไก่นี้แล คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพทั้ง 2 ภาพมีการอธิบายในหนังสือ สมุดข่อย แบบรวม ๆ ต่อเนื่องเป็นเนื้อความเดียวกัน เหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งที่จริงแล้วสามารถแยกกันอธิบายได้สั้น ๆ โดยภาพที่ 33 อธิบายว่า “โยคาวจร สมาธิ สมาธิ อริยโคตร” และภาพที่ 34 อธิบายว่า “คนหาปัญญามิได้หลงอยู่ในสงสารเสมอพราหมณ์เลี้ยงไก่นี้แล” ซึ่งก็เท่ากับว่า 2 ภาพนี้อาจเป็นคนละเรื่องกันก็ได้ กล่าวคือ ภาพที่ 33 อธิบายถึงความสำคัญของปัญญาที่จะทำให้แคล้วคลาดในสถานการณ์ต่าง ๆ ส่วนภาพที่ 34 อธิบายถึง ความหลง ความหลงมีหลายรูปแบบ ชายที่อุ้มงูก็หลงผิดคิดว่างูเป็นปลา ชายที่จูงไก่ก็หลงรักไก่ที่เลี้ยงไว้ฝึกชนให้เก่ง ส่วนชายที่อยู่กลางภาพนั้นขี่ยักษ์ซึ่งก็เปรียบเหมือนอวิชชา หากเขามีอาวุธที่เปรียบเสมือนปัญญาก็จะสามารถปราบยักษ์ได้ เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ [1] ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ใน หรือ ใต้ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ภาพต้องการสื่อ
[2] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[3] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[4] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 279.
[5] คำ “ตฺรผีบฺบ” ปรากฏในเอกสารสมุดไทยหน้านี้ แต่ผู้เขียนไม่สามารถปริวรรตหรือตีความได้ว่าคือคำใดในความหมายปัจจุบัน
|
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 31-32 นี้เป็นภาพชุดที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน ภาพที่ 31 หรือภาพแรกของชุดนี้จะแบ่งภาพเป็น 2 ท่อน คือท่อนบนและท่อนล่าง ท่อนบนด้านซ้ายสุดเป็นรูปชายคนหนึ่ง ผิวเหลือง ผมดำยาวปลายงอน ไม่สวมเสื้อ สวมเครื่องประดับที่ศีรษะ คอ แขน และศีรษะ นุ่งผ้าโจงกระเบนยาวสีแดงลายรูปกากบาทแบบหนาสีดำมีขอบขาว ชายผ้าแหลม มือข้างซ้าย(ของเขา)ยกขึ้นเหมือนโบกมือ(ลา)ให้ผู้ที่ตามมาข้างหลัง ถัดมากลางค่อนไปทางขวาของภาพ มีรูปกลุ่มชาย 5 คน สีผิว สีผม และสีผ้าแตกต่างกัน ที่เหมือนกันคือต่างถืออาวุธคนละอย่าง มีทั้งหอก ดาบ โล่ ชายกลุ่มนี้มีลักษณาการเหมือนไล่ล่าชายคนที่ยืนด้านซ้าย แต่ชายคนด้านซ้ายไม่มีอาการหวาดกลัว กลับยืนโบกมือให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คงจะเป็นทำนองเดียวกันกับภาพท่อนล่าง ชายคนขวาสุดที่มีผิวสีเหลือง ผมดำยาวปลายงอน ไม่สวมเสื้อ สวมเครื่องประดับที่ศีรษะ คอ แขน และศีรษะ นุ่งผ้าโจงกระเบนยาวสีแดงทับผ้าชั้นในสีเขียว ชายผ้าแหลมปลิวไสว ยืนกางแขน ตั้งวง ยกขา งอเข่า อากัปกิริยาเหมือนกำลังร่ายรำ สายตาทอดมองไปยังชายคนหนึ่งด้านซ้ายของภาพที่กำลังว่ายน้ำฝ่าคลื่นสูงที่มีกำลังแรง ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 31 ![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 32 ![]() ในหนังสือ สมุดข่อย[3] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ สังขารขันธ์ โยคาวจรเจ้าเห็นขันธ์ทั้ง 5 เป็นอนิจจํ 5 ทุกขํ อนัตตา จะใคร่จากเสียแล โยคาวจรเห็นว่ายน้ำอยู่คือคนหลงในสังสารภพ คนหาบน้ำคือรูปขันธ์ ลิงคือเจตนารมณ์ ผู้ยิงลิงนั้นคือโยคาวจรเจ้า ตั้งสมาธิจึ่งระงับอารมณ์นั้นได้แล” คำอ่าน รูปขนฺธ เวทนาขนฺธ สญฺญาขนธ สํขารขนฺธ วิญฺญาณขนฺธ คนฺหาบฺน้ำคฺือรูปขนฺธ ลิงฺคฺือเจตนารมฺณ ผู้ยิงฺลิงฺนั้นคฺือโยคาวจรเจ้า ตั้งฺสมาธิจึ่งฺรงับฺอารมฺณนั้นไฑ้แล คำปริวรรต รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คนหาบน้ำคือรูปขันธ์ ลิงคือเจตนารมณ์ ผู้ยิงลิงนั้นคือโยคาวจรเจ้า ตั้งสมาธิจึ่งระงับอารมณ์นั้นได้แล คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้ท่อนแรกมีการกล่าวถึงขันธ์ 5 ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความไม่เที่ยงแท้ ไม่คงทน และว่างเปล่า เปรียบเหมือนกลุ่มชายถืออาวุธที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสกับชายที่ยังว่ายน้ำสู้กับคลื่นทุกข์ โยคาวจรผู้เห็นได้ดังนี้จึงระงับได้และเลี่ยงเสียไม่ต้องทุกข์ เช่นเดียวกับลิงในภาพล่างซึ่งเป็นตัวแทนของเจตนารมณ์ที่ปั่นป่วนก่อกวนไปทั่ว โยคาวจรผู้ยิงลิงนั้นคือผู้ระงับได้นั่นแล เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
![]() เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) เขตพระนคร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดเวทีแถลงข่าว ‘ค้นความหลากหลาย ไท-ไทย’ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ซึ่งก่อร่างมาเป็นประเทศไทย ตลอดจนลดอคติทางวัฒนธรรม อันเป็นสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งหลายประการในสังคมไทย บรรยากาศเวลา 10.00 น. มีการเสวนา ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และชาติพันธุ์ของผู้คนในดินแดนไทย’ ซึ่งเป็นการเปิดผลการวิจัยล่าสุด ได้แก่ การค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพันธุกรรมศาสตร์ทางโบราณคดี สอดคล้องสัมพันธ์กับการศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่ดำเนินการโดยสาขาวิชาต่างๆ ของคณะฯ ซึ่งช่วยตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คนบนดินแดนไทย สะท้อนว่า ไทยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และ วัฒนธรรมเป็นอย่างมาก มีการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่แตกต่าง ซึ่งหลอมรวมทางวิถีชีวิตมาร่วมกันอย่างยาวนาน โดยนำเสนอมุมมองทั้ง 4 ด้านดังนี้ ด้านโบราณคดีโดย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช และอาจารย์ ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ จากภาควิชาโบราณคดี, ด้านภาษาและจารึก โดย ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา ภาควิชาภาษาตะวันออก, ด้านมานุษยวิทยา โดย ผศ.ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์ ภาควิชามานุษยวิทยา, ด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะ โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ดำเนินรายการโดย น.ส.วรรณศิริ ศิริวรรณ ผู้ประกาศข่าวสำนักข่าวไทย (อสมท.) อดีตศิษย์เก่า ![]() ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.กังวลกล่าวว่า ในเรื่องเกี่ยวกับตัวอักษรและจารึก ได้สนับสนุนผลการวิจัยของ ศ.ดร.รัศมี ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือช่วงก่อนที่จะมีตัวอักษรใช้ ส่วนช่วงประวัติศาสตร์ เมื่อมีตัวอักษรใช้ในการบันทึก ![]() ทฤษฎีที่ว่ากันต่อมา คือเรารับตัวอักษรมาใช้ช่วงประมาณปี 1,000 อักษรแบบ ‘ปัลลวะ’ หลังศึกษา มีข้อมูลประกอบมากขึ้น พบว่ามีตัวอักษรที่เก่าไปกว่านั้นคือมากกว่า 1,000 ปี ภาษาที่เราพบสมัยแรกๆ มีการหยิบยืมตัวอักษรจากอินเดียมา ซึ่งต้องพัฒนาหลายร้อยปี จึงจะเขียนภาษาของตัวเองได้ ภาษาแรกๆ ที่รับมา นอกจากสันสกฤตแล้ว ยังมีมอญโบราณ และเขมรโบราณ ซึ่งยังไม่ได้มีแค่นั้น จากงานวิจัยที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เราไม่สามารถสืบย้อนการใช้ภาษาไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ เพราะจำกัดอยู่เท่าที่มีหลักฐาน การศึกษาด้านโบราณคดีหรือจารึกจะต้องมีหลักฐาน แม้จะมีการกล่าวอ้างว่า ตัวอักษรแบบกระเบื้องจาน สามารถย้อนได้ไปถึง 6,000-8,000 ปี แต่ว่ามันไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับภาษาในปัจจุบันได้ ![]() “การที่คณะโบราณคดีบอกว่าจารึกแบบนี้อ่านแล้วแปลแบบนี้ แน่ใจได้อย่างไรว่าอ่านถูก ไปเข้าทรงมาหรือ จริงๆ แล้วพิสูจน์ง่ายมาก ของที่ขุดค้นพบใหม่ มันถูกทับถมหลายร้อยพันปี ถ้าเราไปค้นพบตัวอักษรหรือจารึก แล้วมันสอดคล้องกับสิ่งที่เราได้เรียนได้สอนในปัจจุบัน เท่ากับว่า มันถูกต้องแล้ว แต่ถ้าขุดไปเจอตัวอักษรประหลาดๆ อ่านไม่ได้ นั่นแสดงว่าที่เราสอนนั้นผิด หลายสิบปีที่ผ่านมา มีการขุดค้นพบหลักฐาน ใหม่ๆ และสอดคล้องกับหลักฐานที่เราแปลได้ แสดงว่ามันค่อนข้างถูกต้อง 99%” ![]() “ผมว่าตัว ‘จารึก’ จะบอกความรู้สึกนึกคิด ที่เขาคิดในขณะนั้นได้ดีที่สุด จารึกที่ถูกเขียนไว้บ่งบอกว่าเรื่องนั้นๆ เขากำลังคิดอะไร เช่น เราเจอกรุพระ ที่เขียนว่า ‘ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค’ ตอนแรกไม่เข้าใจว่าเขียนเพื่ออะไร แล้วเราไปเห็นว่าเขาเอาไปฝังรวมกลุ่มกัน เราก็ตีความว่ามันอาจจะเป็นการสืบทอดศาสนาหรือเปล่า ตีความจากเนื้อหาที่เขาเขียนด้วยส่วนหนึ่ง” “เขารู้สึก คิด และมีความตั้งใจเกี่ยวกับโลกหน้า เขียนเพื่อการบุญตามความเชื่อตามศาสนา ที่ว่าพุทธศาสนาจะมีอายุ 5,000 ปี เขาอาจจะเขียน เพื่อให้คนรุ่นหลัง พบว่า บริเวณนี้เคยมีพุทธศาสนาปรากฏอยู่ ที่ชัดเจนมากคือเรื่องโลกนี้-โลกหน้า ภาษาสันสกฤตในจารึกโบราณ สมมติเขาทำบุญถวายสิ่งนี้ เขาจะเขียนบอกเล่าว่าเขาเป็นใคร ไม่ได้เขียนว่าทำบุญด้วยสิ่งนี้ 1 ชิ้น เขาจะเล่าเลยว่า ตั้งแต่ต้นวงศ์เป็นใคร ครองเมืองเรื่อยมา เหมือนอย่างปราสาทสด๊กก๊อกธม ก็เล่าว่าใหญ่มาจากไหน เล่าย้อนไป 250 ปี” ผศ.ดร.กังวลกล่าวต่อว่า ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ร่วมสมัย ‘ทวารวดี’ เวลาเขียน เขียนแต่คาถา ส่วนตัวสันนิษฐานว่ากลัวพุทธศาสนาจะหายไปหรือไม่ ไม่ได้เขียนถึงกษัตริย์แม้แต่พระองค์เดียว จนกระทั่งปัจจุบันเราจึงเขียนถึงประวัติศาสตร์ทวารวดีไม่ได้เลย ![]() “ข้อจำกัดก็มี คือเข้าไม่ได้เขียนทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ฉะนั้น ข้อความที่เขียนบอกเล่าเรื่องราว มันจะบอกทุกโจทย์ที่เราศึกษาได้ ศิลปะแบบนี้ปรากฏช่วงไหน ความคิดเหล่านี้ได้จากศิลาจารึกเป็นส่วนมาก” ผศ.ดร.กังวลกล่าวด้วยว่า ค่อนข้างชัดว่า คนเมื่อ 1,000-2000 ปีที่แล้ว คิดถึงเรื่องความตายชัดเจน ปรากฏในคำสาปแช่งที่ว่า ขอให้มันผู้นั้นตกนรก แล้วบอกชื่อขุมนรกด้วย ความเชื่อสะท้อนออกมา ‘ถ้าเกิดมันผู้นี้ เอาของ…ไปใช้ ก็ขอให้มันตกนรก ถ้าช่วยดูแลทะนุบำรุง ขอให้ขึ้นสวรรค์’ ![]() “มันมีคำสาปแช่งด้วยว่า ‘ขอให้ตกนรก ตราบเท่าที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังมีอยู่’ ที่น่าสนใจ ที่ปราสาทตาเมือนธม มันมีคำสาปแช่งไว้ว่า ‘ขอให้ตกนรกตราบเท่าที่พระศิวะยังมี 3 ตา พระนารายณ์ยังมี 4 มือและพระพรหมยังมี 4 หน้า’ แต่มีจารึกอีก 2 หลักที่ไม่แน่ใจว่าสัมพันธ์กันอย่างไรอันหนึ่งที่กัมพูชา และที่พม่า พูดคำสาปแช่งเหมือนกัน คือ ‘ขอให้มันพร้อมกับเผ่าพงศ์ จงตกนรก พอหมดกรรม ขอให้ไปเป็นหนอนในกองขี้หมา'” ผศ.ดร.กังวลเผย ผศ.ดร.กังวลกล่าวว่า สำหรับคนรุ่นหลัง ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองว่า เมื่อเรียน เข้าใจแล้วว่ากว่าจะมาเป็นเรา ต่อไปจะเป็นอย่างไร คนไทยมาจากไหน เราถามเยอะแล้ว แต่คนไทยจะไปไหน ? เรื่องเกี่ยวกับศิลาจารึก กว่าจะมาเป็น ก. ไก่ ในปัจจุบันเป็นมาอย่างไร บางครั้งตัวหลักฐานที่จะพบใหม่เริ่มน้อยลงๆ แต่สิ่งที่เราสนใจตอนนี้ คือ ที่ผ่านมาเราดูรอบด้านหรือยัง ลองวิเคราะห์จากหลักฐานเก่าที่มี “เอาง่ายๆ จารึกวัดพระงาม ที่ จ.นครปฐม มีคำว่า ‘โจตะกา’ ของทวาย แปลว่า นกคุ่ม ผมตื่นเต้น คนเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว เขาปล่อยนกปล่อยปลา แต่หลังจากที่มีการเผยแพร่ไปแล้ว เมื่อมานั่งคิดใหม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่า มันเลือนหายไปนิดเดียว ถ้าไม่มีสระโอ แต่เป็นสระเอ ‘เจตะกา’ ความหมายเปลี่ยนเลย มันแปลว่า ข้ารับใช้ หรือทาส ![]() ดังนั้น เป็นความรับผิดชอบของคนที่จะศึกษา รุ่นใหม่ๆ เดิมที่เคยเชื่ออย่างนั้น เพราะมันมีหลักฐานแค่นั้น เราจึงต้องใช้หลายแนวคิด” ผศ.ดร.กังวลกล่าว ในช่วงท้าย ผศ.ดร.กังวลกล่าวเสริมถึงความรู้เรื่อง การสืบทอดทางฝ่ายผู้หญิง ซึ่งในตัวจารึกเอง เวลาจะ ‘ถวายข้าทาส’ มักจะบอกว่าเป็นลูกของนางอะไร ไม่ได้บอกชื่อผู้ชาย เราเห็นถึงความเข้มแข็งของการสืบทอดทางฝ่ายผู้หญิงในจารึก กระทั่งในหมู่พราหมณ์ “การอ้างสิทธิ์สืบทอดราชสมบัติ นอกจากจะอ้างฝ่ายพ่อแล้ว เขาจะต้องอ้างฝ่ายแม่ด้วย เช่นในอดีต รุ่นทวดของแม่เคยเป็นน้องของกษัตริย์องค์นี้ แล้วก็ไล่สายมาจนถึงสิทธิที่เขาจะได้ขึ้นครองราชย์ หรืออย่างเรื่องในปราสาทสด๊กก๊อกธม คนที่จะทำพิธีกรรมได้ ต้องเป็นผู้ชาย ต้องบวชเป็นพราหมณ์ แต่วิธีการสืบทอดถ้าเชื่อแบบพราหมณ์ ใครก็ตามที่ไม่มีลูกชาย จะต้องตกนรก แต่พอมาเป็นบ้านเรา คนที่สืบทอด ต้องเป็นลูกชายของพี่สาวหรือน้องสาวเท่านั้น วิธีสืบทอดไม่เหมือนกับทางอินเดีย วิธีการของบ้านเรา มีการสืบทอดทางฝ่ายหญิงเป็นใหญ่ ซึ่งเข้าไปมีอิทธิพล แม้กระทั่งในแง่รัฐศาสนา” ผศ.ดร.กังวลกล่าว ข่าวและภาพจาก มติชนออนไลน์ https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_4895608 |
|||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 30 นี้แบ่งเป็น 2 ท่อน คือท่อนบนและท่อนล่าง ท่อนบนด้านซ้ายสุดเป็นรูปพระภิกษุสงฆ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนธรรมาสน์ ถัดมากลางภาพเป็นรูปงู 4 ตัวที่ลำตัวรัดเกี่ยวกันอยู่ หันหน้าไปทางขวา และขวาสุดของภาพเป็นรูปชายคนหนึ่งซึ่งแต่งกายเป็นฆราวาส ผิวเหลือง ผมดำยาว ไม่สวมเสื้อ สวมเครื่องประดับที่ศีรษะ คอ และแขน นุ่งผ้าโจงกระเบนยาวสีแดงลายรูปวงกลมและข้าวหลามตัดขาวดำ ชายผ้าแหลมพลิ้วไสว มือข้างขวา(ของเขา)ถือดาบ มืออีกข้างหนึ่งเท้าสะเอว ใบหน้าดูดุดันด้วยเรียวหนวดที่เหนือริมฝีปาก หันหน้าไปมองงู ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 30 ![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “พระโยคาวจรเจ้า เห็นภัยในวัฏฏสังสาร ตัดธาตุทั้ง 4 นี้เสียแล พระขรรค์คือปัญญา พระสงฆ์ใดตรัสรู้พระอริยสัจ โยคาวจรเจ้าเห็นธาตุทั้ง 4 นี้แล คนอันธพาลบมิเห็นธาตุทั้ง 4 คืองู คนอวิชชาหลงในวัฏฏสังสารแล” คำอ่าน โยคาวจรเจ้า เหนฺภยฺยในวฏฺฏสํสารตัตฺธาตุทั้งฺ 4 นี้เสียฺแล ปถวิ อาโป เตโช วาโย พฺรขนฺธคือฺปญฺญา ๏ พฺรสงฺฆไฑ้ ตฺรัสรู้พฺรอริยสจฺจ โยคาวจร เหนฺธาตุทั้งฺ 4 นี้แล คนฺอนฺธพาลปิมฺเหนฺธาตุทั้งฺ 4 คือฺงู คนฺอวิชฺชาหฺลงในวฏฺฏสงฺสารแล คำปริวรรต โยคาวจรเจ้า เห็นภัยในวัฏสงสาร ตัดธาตุทั้ง 4 นี้เสียแล ปฐพี อาโป เดโช วาโย พระขรรค์คือปัญญา ๏ พระสงฆ์ได้ตรัสรู้พระอริยสัจ โยคาวจร เห็นธาตุทั้ง 4 นี้แล คนอันธพาลบ่มิเห็นธาตุทั้ง 4 คืองู คนอวิชชาหลงในวัฏสงสารแล คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้ท่อนแรกมีการกล่าวถึง “ภัยในวัฏสงสาร” และคำว่า “ตัด” สอดคล้องกับภาพชายถือมีดดาบหรือ “พระขรรค์” ที่ทำท่าจะตัดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ได้แก่ งู ทั้ง 4 ตัว ที่มีข้อความกำกับว่า ปฐพี (ดิน) อาโป (น้ำ) เตโช (ไฟ) วาโย (ลม) ซึ่งก็คือ ธาตุทั้ง 4 ผู้มีปัญญาจะเห็นภัยในวัฏสงสารนี้และตัดเสียได้ ผู้ไม่มีปัญญาหรืออันธพาลผู้ไม่อาจเห็นได้ก็จะถูกภัยนั้นร้อยรัดจนดิ้นไม่หลุด เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 29 นี้เป็นภาพวงกลมวงใหญ่ซึ่งมีวงกลมวงเล็กซ้อนอยู่ข้างในอีกวง ข้างในวงกลมแต่ละวงมีรูปคนและข้อความอธิบายกำกับ วงกลมวงเล็ก (ใน) แบ่งเป็น 4 ห้อง ในห้องทั้ง 4 ที่อยู่ในวงกลมวงเล็กนั้น มีรูปชาย 4 คน ไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนยาวถึงครึ่งแข้ง โดยคนที่ 1 (นับจากด้านซ้าย-บน เวียนตามเข็มนาฬิกา) นุ่งโจงกระเบนสีม่วง คนที่ 2 นุ่งโจงกระเบนสีกรมท่า คนที่ 3 นุ่งโจงกระเบนสีพีชอ่อนไล่สี คนที่ 4 นุ่งโจงกระเบนสีดำลายริ้วแดง-ขาว ทั้ง 4 คนอยู่ในท่วงท่าแหวกว่ายหกคะเมนตีลังกาไม่ซ้ำกัน และในช่องระหว่างวงกลมวงใหญ่ (นอก) และวงกลมวงเล็ก (ใน) ก็เช่นเดียวกัน มีรูปชาย 6 คน ไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนยาวถึงครึ่งแข้ง คนที่ 1 (นับจากกลาง-บนสุด เวียนตามเข็มนาฬิกา) นุ่งโจงกระเบนสีแดงลายจุดขาว คนที่ 2 นุ่งโจงกระเบนสีแดงอมส้ม คนที่ 3 นุ่งโจงกระเบนสีดำลายดอกดวงขาว-แดง คนที่ 4 นุ่งโจงกระเบนสีเขียวตองอ่อน คนที่ 5 นุ่งโจงกระเบนสีเนื้อลายดอกดวงสีขาว คนที่ 6 นุ่งโจงกระเบนสีส้ม ทุกคนอยู่ในท่วงท่าอาการเหมือนแหวกว่ายอยู่ในห้วงน้ำ ![]() ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “อวิชชาโลกยสังสารจักรภพ เวียนไปมามิรู้แล้ว... ดังนั้นแล กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ราคะโลภะกง (กง คือ วงล้อ) ชาติ ชรา มรณะ เป็นกง” คำอ่าน อวิชฺชาโลกยสํสารจักฺรภพฺพ เวียฺนไปมามิรู้แล้วฺอฺยู่ฑังฺนั้นแล กามโอฆภวโอฆทิฏฺฐิโอฆอวิชฺชา โอฆราคโลภกงฺ ชาติเปนฺกงฺ ชราเปนฺกงฺ มรณเปนฺกงฺ ชาติเปนฺกงฺ ชราเปนฺกงฺ มรณเปนฺกงฺ ราค โลภ โทส โมห คำปริวรรต อวิชชาโลกยสังสารจักรภพ เวียนไปมามิรู้แล้วอยู่ดังนั้นแล กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฺฐิโอฆะ อวิชฺชาโอฆะราคโลภะ กง ชาติเป็นกง ชราเป็นกง มรณเป็นกง ชาติเป็นกง ชราเป็นกง มรณเป็นกง ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้กล่าวถึง อวิชชาโลกยสังสารจักรภพ ซึ่งก็คือ อวิชชาหรือความไม่รู้อันใดเป็นความไม่รู้ในทุกข์ เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความไม่รู้ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ที่เวียนไปมาไม่จบสิ้น หมายรวมถึงกิเลสอันเป็นดุจกระแสห้วงน้ำที่ท่วมทับพัดพาสัตว์ให้พลัดตกลงไปในความพินาศ อันได้แก่ ความใคร่ในกาม ความใคร่ในภพ มิจฉาทิฏฐิ และความไม่รู้ในอริยสัจ 4 คือไม่รู้อดีตไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ฯลฯ พร้อมทั้งไม่รู้หลักแห่งปัจจยาการหรือสภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำท่วมใจสัตว์[3] เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 26-28 นี้เป็นภาพชุดที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน ภาพที่ 26 หรือในที่นี้จะกำหนดเป็นภาพที่ 1 จะเป็นภาพรวมของปริศนาธรรมข้อนี้ ส่วนภาพที่ 27 และ 28 ซึ่งในที่นี้จะกำหนดเป็นภาพที่ 2 และ ภาพที่ 3 จะเป็นเหมือนภาพขยายหรือซูมให้เห็นรายละเอียดของภาพที่ 1 เป็นส่วน ๆ ไป ภาพที่ 1 ของชุดนี้ แบ่งเป็น 2 ท่อน คือท่อนบนและท่อนล่าง ท่อนบนถ้ามองเผิน ๆ จะเห็นเป็นภาพนกอยู่บนกอต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีใบสีเขียวและมีข้อของลำต้นเป็นปล้อง ๆ มีหนู 4 ตัวล้อมเฝ้าอยู่ และเมื่อเพ่งดูภาพอย่างละเอียดอีกครั้งจะพบว่า ในตัวนกอ้วนสีเขียวอ่อนขนปุยนั้น มีลำตัวอันยาวของงูสีกรมท่านอนขดเป็นวงกลมอยู่ และภายในวงขดของงูนั้นก็มีกบตัวสีเหลืองที่ในท้องมีช้างสีเผือกที่มีวงกลมเล็ก ๆ 3 วงอยู่ในท้องอีกที และในทำนองเดียวกัน ท่อนล่างของภาพเหมือนเป็นภาพขยายให้เห็นรายละเอียดส่วนหนึ่งของภาพท่อนบน คือภาพของวงขดของงูสีกรมท่าท้องแดง ในวงขดนั้นมีกบตัวอ้วนพองสีเหลืองและในท้องกบก็มีช้างสีเผือกตัวเล็กอยู่ข้างใน ภาพที่ 2 เป็นภาพขยายบางส่วนของภาพที่ 1 แบ่งเป็น 2 ท่อนคือท่อนบนและท่อนล่างเช่นเดียวกัน ท่อนบนเป็นรูปกบตัวสีเหลือง ภายในท้องมีช้างสีเผือกหนึ่งตัว ภาพท่อนล่างเป็นภาพขยายรายละเอียดจากภาพท่อนบน คือภาพช้างสีดำ-ท้องหูงางวงสีขาวที่มีวงกลมสามวงอยู่ในท้อง ในวงกลมแต่ละวงนั้นมีลวดลายของเกลียวคลื่นเขียนด้วยลายเส้นสีส้มแดง และภาพที่ 3 ซึ่งเป็นภาพสุดท้ายของชุดนี้ เป็นภาพช้างสีดำ-ท้องหูงางวงสีขาว ยืนอยู่ข้างหลังวงกลมสามวง ภายในวงกลมมีรูปดอกบัวสีส้มและใบบัวสีเขียวในเกลียวคลื่นเป็นเส้นสีส้มแดง ซึ่งก็คือภาพขยายให้เห็นรายละเอียดของช้างที่อยู่ในท้องนกตั้งแต่ภาพแรกนั่นเอง ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 26![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 27 คำอ่านตามรูปอักษร[2] ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 28![]() คำอ่านตามรูปอักษร[3] ในหนังสือ สมุดข่อย[4] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมทั้ง 3 ภาพนี้ไว้ว่า “นกกลืนงูคือโมหะ งูกลืนกบคือโลภะ กบกลืนช้างคือชาติ ตัณหาทั้งหลายคือต้นอ้อ คือรูปกายนี้แล หนู 4 ตัวกัดรากอ้อ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ทั้งหลายนั้นแล งูกลืนกบ กบกลืนช้าง ช้างกลืนกินน้ำสามสระ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา งูคือโทโสแล กบกลืนช้าง ช้างกลืนน้ำสามสระ กบคือโลภะแล ช้างสารคือชาติ กลืนน้ำสามสระ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาแล” คำอ่าน ๏ นกกฺลืนงู คฺือโมห งูกฺลืนกบฺ คฺือโลภ กบฺกฺลืนช้างฺ คฺือชาติ ตณฺหาทั้งฺสามฺคฺือต้นฺอฺ้อ คฺือรูปกายฺนี้แล หฺนู 4 ตัวกัดฺรากฺอฺ้อ คฺือชาติทุกฺข ชราทุกฺข พฺยาธิทุกฺข มรณทุกฺขทั้งฺหฺลายฺแล ๏ งูกฺลืนกบฺ ๆ กฺลืนช้างฺ ๆ กฺลืนน้ำสามฺสฺระ คฺือกามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา งูคฺือโทโสแล ๏ กบฺกฺลืนช้างฺ ช้างกฺลืนน้ำสามฺสฺระ คฺือกามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา กบฺคฺือโลภแล ๏ ช้างฺสารคฺือชาติ กฺลืนน้ำสามฺสฺระ คฺือกามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหานิ้แล กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา คำปริวรรต ๏ นกกลืนงู คือโมหะ งูกลืนกบ คือโลภะ กบกลืนช้าง คือชาติ ตัณหาทั้งสามคือต้นอ้อ คือรูปกายนี้แล หนู 4 ตัวกัดรากอ้อ คือชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกขทั้งหลายแล ๏ งูกลืนกบ ๆ กลืนช้าง ๆ กลืนน้ำสามสระ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา งูคือโทโสแล ๏ กบกลืนช้าง ช้างกลืนน้ำสามสระ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กบคือโลภแล ๏ ช้างสารคือชาติ กลืนน้ำสามสระ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหานี้แล กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ชาติ คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพทั้งสามนี้กล่าวถึง ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งก็คือ องค์ประกอบแห่งชีวิต เป็นวงจรความทุกข์ ทั้ง 12 ข้อ ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องกันตามลำดับ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา การแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นการแสดงให้เห็นความเกิดขึ้นแห่งธรรมต่าง ๆ โดยอาศัยปัจจัยสืบทอดกันไปอย่างนี้[5] อย่างในปริศนาธรรมสามภาพนี้ก็ได้กำหนดตัวสัตว์ต่าง ๆ ได้แก่ นก งู กบ ช้าง ที่กลืนกินกันเป็นทอด ๆ และอธิบายด้วยข้อความให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ [1] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[2] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[3] อ่านโดยผู้เขียน - นวพรรณ ภัทรมูล, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
[4] บุญเตือน ศรีวรพจน์ และประสิทธิ์ แสงหับ, สมุดข่อย (กรุงเทพฯ : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, 2542), 275-276.
[5] https://th.wikipedia.org/wiki/ปฏิจจสมุปบาท
|
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 25 นี้แบ่งเป็น 2 ท่อน คือท่อนบนและท่อนล่าง ท่อนบนประกอบไปด้วยภาพชาย 2 คน และร่างคน 1 ร่าง (ร่างเปลือยไม่บ่งบอกเพศ) ชายคนทางซ้ายผิวขาว ผมสั้นเกรียนสีดำสนิท ไม่สวมเสื้อ สวมเครื่องประดับเป็นริ้วเส้นสามเส้นที่คอ นุ่งโจงกระเบนยาวเลยเข่าสีแดงลายประสีขาว ยืนยกมือทั้งสองสูงระดับศอกเหมือนกำลังอธิบายความ ชายคนทางขวา ผิวเหลือง ผมสีดำยาว ไม่สวมเสื้อแต่มีผ้าคลุมไหล่สีแดง นุ่งโจงกระเบนปล่อยชายยาวสีแดงยาวเลยเข่าลายตารางสลับสีขาวและดำ ยืนและยกมือข้างหนึ่งชี้ไปที่ร่างที่นอนอยู่ตรงกลางภาพ ร่างนั้นเปลือยเปล่า ไม่ทราบเพศ ผิวเหลือง ศีรษะโล้น เมื่อพิจารณาจากข้อความที่จารไว้มีการกล่าวถึงการเกิด การตาย จึงคาดว่าร่างนี้อาจจะเป็นร่างเด็กทารก แต่แปลกตรงที่สัดส่วนความยาวของร่างกลับเหมือนผู้ใหญ่ย่อส่วน ซึ่งการคาดเดานี้ก็อาจใช่หรือไม่ไช่ก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้สนใจจะตีความ ท่อนล่างของภาพก็เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน กล่าวคือ ในภาพประกอบไปด้วยชาย 3 คน และร่าง (ศพ) 1 ร่าง ชายคนทางซ้ายผมสั้นสีดำสนิท ผิวเหลือง ยืนยกมือทั้งสองสูงระดับศอกเหมือนกำลังอธิบายความซึ้นเป็นลักษณาการเหมือนกันชายคนทางซ้ายท่อนบนของภาพ แต่ที่ปลายนิ้วของมือทั้งสองข้างมีการระบายเส้นสีส้มจนดูเหมือนมีเปลวเพลิงอยู่ที่มือ น่าจะตรงกับข้อความที่จารไว้ตอนต้นว่า “ไฟลุกอยู่ในมือคือราคชาติแล” ประกอบกับข้อความที่ระบุไว้ข้างบนศีรษะว่า “ไฟราคชาติ” เส้นสีส้มที่ปลายนิ้วจึงน่าจะใช้แทนเปลวไฟนั้น ชายคนนี้ไม่สวมเสื้อและนุ่งโจงกระเบนยาวเลยเข่าสีแดงลายตารางสีดำ ถัดมาเป็นร่างเปลือยของชายคนหนึ่ง ผิวคล้ำเข้ม นอนตะแคงเหยียดยาวลักษณะเหมือนเป็นซากศพที่เน่าแล้ว แต่กลับลืมตาโต ที่อยู่ทางปลายเท้าของซากศพเป็นภาพชายชราผมสั้นสีน้ำตาล ผิวสีขาวซีด สวมกางเกงสีเนื้อจาง ๆ สั้นเหนือเข่า ยืนตัวงอ มือข้างหนึ่งชี้ไปที่ซากศพ และถัดมา ชายคนทางขวาสุดของภาพท่อนล่างซึ่งมีรูปร่างและท่าทางเหมือนกับชายคนทางขวาของภาพท่อนบนเช่นกัน ชายคนนี้ผมสีดำยาว ไม่สวมเสื้อแต่มีผ้าคลุมไหล่สีกรมท่า นุ่งโจงกระเบนปล่อยชายยาวสีแดงยาวเลยเข่าลายตารางสีดำ ยืนและยกมือข้างหนึ่งชี้ไปที่ซากศพเช่นเดียวกันกับชายชรา ![]() ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 25 ![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “ไฟลุกอยู่ในมือนั้นคือราคชาติแล อุทัยยภัยยญาณ โยคาวจรเจ้าพิจารณาเห็นภัยในสังสารว่า ภพเพลิง หน่ายเพลิง กลัวนักหนาแลใคร่จะพ้นจากนักหนาแล โยคาวจรเจ้าพิจารณาสมถวิปัสสนา เห็นชาติ ชรา มรณะในสังขาร ก็แลดูนิพพานเนือง ๆ” คำอ่าน ไฟลุกอฺยู่ในมฺือนั้นคฺือราคชาติแล อุทยฺยภยฺยญาณ โยคาวจรเจ้าพิจฺจารณาเหนฺ ภายฺในสงฺสารวาภพฺพเพฺลีงฺหฺนายเพฺลีงกฺลัวนักฺหฺนา แลจะใคร่พ้นฺจากฺนักฺหฺนาแล ไฟราคชาติ คนฺแก่ชรา โยคาวจร โยคาวจรเจ้า พิจฺจารณาสมถวิปสฺสนา เหนฺชาติชรา มรณในสงฺสาร ก็แลดูนิพฺพานเนฺือง ๆ คำปริวรรต ไฟลุกอยู่ในมือนั้นคือราคชาติแล อุทัยยภัยยญาณ โยคาวจรเจ้าพิจารณาเห็น ภายในสงสารว่าภพเพลิงหน่ายเหลิงกลัวนักหนา แลจะใคร่พ้นจากนักหนาแล ไฟราคชาติ คนแก่ชรา โยคาวจร โยคาวจรเจ้า พิจารณาสมถวิปัสนา เห็นชาติชรา มรณในสงสาร ก็แลดูนิพพานเนือง ๆ คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้กล่าวถึง ภัยในสงสาร หรือ ภัยในสังสารวัฏ โดยรวม ๆ ก็จะหมายถึงการพิจารณาของโยคาวจร ซึ่งก็คือ ภิกษุ มีความหมายหนึ่งว่าเป็น “ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร มีรูปวิเคราะห์ คือ วฏฺฏสํสาเร ภยํ อิกฺขตีติ ภิกฺขุ กล่าวคือ พระภิกษุเป็นผู้เห็นทุกข์โทษภัยของการเวียนว่ายตายเกิด มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากของรัก หรือประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก เป็นต้น” [3] โยคาวจรพิจารณาเห็นว่าไฟที่อยู่ในมือนั้นเปรียบเสมือน ราคชาติ หรือ การเกิดของราคะ ที่ลุกโชนเผาไหม้จนยากจะหลุดพ้น และเมื่อโยคาวจรพิจารณาด้วยสมถวิปัสสนาก็จะเห็นว่า การเกิด แก่ ตายก็เป็นสังสารวัฏนั่นแล เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 24 นี้แบ่งเป็น 2 ท่อน คือท่อนบนและท่อนล่าง ท่อนบนประกอบไปด้วยภาพชาย 4 คน คนทางซ้ายสุดยืนคนเดียว ฝั่งขวายืนด้วยกัน 3 คน คนทางซ้ายมีอักษรกำกับกับข้าง ๆ ว่า ‘โยคาวจร’ ยืนชี้นิ้วไปยังกลุ่มชายด้านขวาของภาพ ส่วนกลุ่มชายทั้ง 3 คนด้านขวานั้นถือมีดดาบกวัดแกว่งราวกับจะเข้าไปทำร้ายโยควจรนั้น มีอักษรกำกับด้านข้างของแต่ละคนว่า ‘โลภภัย’ ‘โทสภัย’ และ ‘โมหภัย’ สำหรับรูปพรรณสัณฐานของชายทั้ง 4 ในภาพก็จะมีความคล้ายคลึงกัน คือไม่สวมเสื้อ และนุ่งผ้าลาย ที่แตกต่างกันคือชายที่เป็นโยคาวจรนั้นสวมกระบังหน้าสีแดง สวมเครื่องประดับเป็นริ้วเส้นที่แผงอก ต้นแขน และข้อมือ ส่วนชาย 3 คนที่ถือดาบนั้นไม่มีเครื่องประดับ แผงอกและท่อนแขนเปล่าเปลือย มีใบหน้าดูดุดันด้วยเรียวหนวดที่เหนือริมฝีปาก ท่อนล่างของภาพก็เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน ทางซ้ายมีภาพร่างคนเปลือยกายผิวขาวซีด พุงป่องเล็กน้อย ลักษณะน่าจะเป็นศพเพราะมีอักษรกำกับข้าง ๆ ว่า ‘นี้คนตาย’ ส่วนทางขวาของภาพมีชายคนหนึ่ง ผมสีดำยาว ไม่สวมเสื้อ คลุมไหล่ด้วยผ้าสีเหลือง นุ่งผ้าสีแดง ยืนชี้นิ้วไปที่ศพ มีอักษรกำกับกับข้าง ๆ ตัวว่า ‘โยคาวจร’ ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 24![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “โยคาวจรพิจารณาเห็นภยญาณ เห็นภัยในสังสารคือ โลภะ โทสะ โมหะ ไล่ฆ่า ไล่ฟันกันเอง โยคาวจร พิจารณากันตญาณ เห็นภัยในสังสาร แลดูนิพพานอยู่เนือง ๆ นั้นแล” คำอ่าน โยคาวจร โยคาวจร พิจฺจรณาถึงฺภยฺยญาณ เหนฺไภยฺในสงฺสาร คือฺโลภ โทส โมห ไล่ข้า ไล่ฟันฺ กันฺเองฺ โลภภยฺย โทสภยฺย โมหภยฺย โยคาวจร พิจฺจารณากนฺตญาณเหนฺภยฺยในสงฺสารก็แลฑูนิพพาน อฺยู่เนฺืองฺๆ นั้นฺแล โยคาวจร นี้คนฺตายฺ คำอ่าน โยคาวจร โยคาวจร พิจารณาเห็นภยญาณ เห็นภัยในสงสาร คือ โลภะ โทสะ โมหะ ไล่ฆ่า ไล่ฟันกันเอง โลภภัย โทสภัย โมหภัย โยคาวจร พิจารณากันตญาณ เห็นภัยในสงสาร ก็แลดูนิพพานอยู่เนือง ๆ นั้นแล โยคาวจร คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้ท่อนแรกมีการกล่าวถึง “ภยญาณ” หรือ “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ปัญญาที่กำหนดพิจารณาเห็นรูปนามว่าเป็นของน่ากลัว ซึ่งเมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนี้แล้ว คิดได้ว่าสังขารทั้งปวงก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องแตกสลายไปทั้งสิ้นเป็นสำคัญ[3] ส่วนข้อความในภาพนี้ท่อนหลังมีการกล่าวถึง “กันตญาณ” หรือ “กตญาณ” คือ ญาณที่หยั่งรู้ว่าได้ทำกิจที่ควรทำได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว และทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว[4] เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 23 นี้แบ่งเป็น 2 ท่อน บนและล่าง ท่อนบนด้านซ้ายมีราชสีห์สีแดงประกอบด้วยลวดลายเป็นวง ๆ สวยงามที่ลำตัว กำลังยืนมองไปที่กลางภาพ (บน) ที่มีภาพร่างคนเปลีอยกายผิวขาวซีด พุงป่องเล็กน้อย ลักษณาการน่าจะเป็นศพหรือคนที่ตายไปแล้ว ส่วนทางขวาของภาพ (บน) มีชายคนหนึ่งผิวสีเหลือง ผมสีดำยาว สวมกระบังหน้าสีแดง ไม่สวมเสื้อ ที่แผงอก ต้นแขน และข้อมือสวมเครื่องประดับเป็นริ้วเส้น นุ่งโจงกระเบนยาวลายดอกเหลี่ยม ๆ สีแดง-ดำ-ขาว ชายผ้าลายริ้วสีดำ-ขาว กำลังยืนมองไปที่ศพ เอามือทาบอกเป็นเหมือนตกใจ ท่อนล่างด้านซ้ายเป็นภาพศาลาหรือเรือนขนาดเล็ก บนหลังคาเป็นภาพเส้นริ้ว ๆ สีแดงเหมือนเปลวเพลิง 3 เปลว ด้านขวาของภาพ (ล่าง) มีชายผู้หนึ่ง ผมดำยาว ผิวขาว สวมเครื่องประดับเป็นริ้วเส้นที่แผงอก ต้นแขน และข้อมือ ไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบนยาวลายสีดำ ขาว และแดง ชายผู้นี้ยืนชี้มือไปยังศาลาเพลิงนั้น ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 23 ![]() ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “โยคาวจรพิจารณาถึงนิพพิทาญาณ ก็หน่ายในท้องแม่ โยคาวจรกลัวอคคีราคะคือราชสีห์ เข้าท้องแม่ฉิบหาย ดุจดังราคตัณหาแล โยคาวจร พิจจารณาถึงนิพพิทาญาณ เห็นโทษแห่งเรือนไฟ คืออาตมาภาวนี้” คำอ่าน โยคาวจร พิจฺจารณาถึงฺนิพฺพิทาญาณก็หฺน่ายฺในโทงฺแม่ โยคาวจร กฺลัวอคฺคีราค คือฺราชสีห เข้าโทงฺแม่ฉิบฺหายฺ ฑุจฺจ ราคตณฺหาแล โยคาวจร พิจฺจารณาถึงฺนิพฺพิทาญาณเหนฺโทษฺแห่งฺ เรือฺนไฟ คือฺอาตฺมาภาวนี้แล โยคาวจร คำปริวรรต โยคาวจร พิจารณาถึงนิพพิทาญาณ ก็หน่ายในท้องแม่ โยคาวจร กลัวอัคคีราคะ คือราชสีห์ เข้าท้องแม่ฉิบหาย ดุจ ราคะตัณหาแล โยคาวจร พิจารณาถึงนิพพิทาญาณเห็นโทษแห่ง เรือนไฟ คืออาตมาภาวนี้แล โยคาวจร คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง “นิพพิทาญาณ” เป็นสำคัญ นิพพิทาญาณ คือ ญาณที่พิจารณารูปนามโดยอาการเบื่อหน่าย เหมือนโยคาวจรที่พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงเต็มไปด้วยโทษอย่างในภาพปริศนาธรรมนี้น่าจะแทนด้วยภาพของซากศพ จิตก็จะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากได้รูปได้นามไม่อยากกลับมาเกิดอีก ไม่รักใคร่อาลัยอาวรณ์ในโลกสันนิวาสนี้อีกต่อไป อุปมาได้เหมือนสิ่งเหล่านี้ คือ - เหมือนนกที่ถูกจับมาขังไว้ในกรงอันสวยงามมีค่า นกนั้นก็ไม่ปราถนาอยู่ มุ่งหน้าหาหนทางหนีออก - เหมือนพระยาหงส์ทองยินดีอยู่ในสระทั้ง ๗ เชิงเขาจิตรกูฏ ไม่ยินดีในหลุมน้ำโสโครกใกล้บ้านคนจัณฑาล - เหมือนพระยาราชสีห์ ไม่ยินดีให้ถูกจับขังไว้ในกรงทองคำ ยินดีแต่การอยู่ในป่าหิมพานต์กว้าง - เหมือนพระยาช้างตระกูลฉัททันต์ ไม่ยินดีอยู่กลางเมือง ยินดีอยู่แต่ในป่าหิมพานต์ใกล้สระน้ำ[3] เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล | ||
| ปัลลวะ |
ภาพปริศนาธรรมจากสมุดภาพวัดพระรูป ภาพที่ 22 นี้เป็นภาพของยักษ์ 1 ตน และชาย 1 คน ยักษ์นั้นอยู่ทางฝั่งซ้ายของภาพ มีร่างกายใหญ่โต สีกายน้ำเงินสด ดวงตากลมเล็ก ริมฝีปากสีแดงสด ฟันและเขี้ยวสีขาว สวมกระบังหน้าสีเหลืองทองประดับด้วยพลอยสีชมพูสลับน้ำเงิน ในภาพปรากฏเพียงท่อนบนคือตั้งแต่ศีรษะถึงข้อศอก ลักษณาการของยักษ์คือนอนคว่ำไปกับพื้น ส่วนศีรษะและคอตั้งขึ้น อ้าปากกว้างคาบวัตถุทรงกลมสีเหลืองไว้ โดยมีข้อศอกทั้งสองและฝ่ามือที่ค้ำประคองวัตถุกลมนั้น
ภาพปริศนาธรรม ภาพที่ 22
![]() คำอ่านตามรูปอักษร[1] ในหนังสือ สมุดข่อย[2] ได้อธิบายภาพปริศนาธรรมภาพนี้ไว้ว่า “๏ โยคาวจรเจ้า พิจารณาถึงปฏิสังขารญาณ มีอุบายใคร่จะพ้นจากตัณหา ดุจดังพระจันทร์จะใคร่พ้นจากปากราหูอสุรินทานี้แล” คำอ่านตามรูปอักษร ๏ โยคาวจรเจ้า พิจฺจารณาเถึงฺปฏิสงฺขารญาณ มีอุบายฺจไคฺร่พ้นฺจากฺตณฺหา ฑุจฺจฑังฺพฺรจนฺทฺรจไคฺร่พ้นฺจากฺปากราหูอสุรินฺทฺรนี้แล คำอธิบายเพิ่มเติม ข้อความในภาพนี้มีการกล่าวถึง “ปฏิสังขารญาณ” เป็นสำคัญ ปฏิสังขาญาณ เป็นญาณที่ 10 แห่งโสฬสญาณ เป็นญาณที่ 7 แห่งวิปัสสนาญาณ 9 และอยู่ในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งเป็นวิสุทธิมัคคลำดับที่ 6 แห่งวิสุทธิ 7 เป็นญาณที่ หาอุบายให้พ้น จากรูปนาม หาทางหนีให้พ้นจากสังขาร เมื่อปรารถนาจะพ้นจากสังขารนั้น รูปนามก็พยายามเจริญภาวนาโดยไม่ยั้งหยุด ด้วยการเพ่งไตรลักษณ์ เพ่งความเกิดดับของรูปนาม ก็จะเกิดปัญญาแจ้งขึ้นมาเองว่า จะต้องหาอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง และดำเนินการตามอุบายนั้น จึงจะพ้นได้ ปัญญานี่แหละเรียกว่า ปฏิสังขาญาณ ปฏิสังขา มาจากคำว่า ปฏิสังขรณ์ แปลว่า การซ่อมแซม การตกแต่ง คือตกแต่งซ่อมแซมความปรารถนาที่จะพ้นจากสังขารรูปนามนั้นให้สมบูรณ์ จนเป็นผลขึ้นมา ถึงกระนั้นในขณะนี้ก็ยังมองไม่เห็นอุบายที่จะทำให้พ้นจากรูปนามนั้นได้ แต่ก็ไม่วายที่จะไตร่ตรองมองหาอุบายอยู่ [3] จากในภาพ ชายผู้นั้น ซึ่งก็คือโยคาวจร ได้ยืนมองไปที่ยักษ์ตนนั้นซึ่งระบุไว้ในข้อความจารว่าเป็นราหูอสุรินอย่างพินิจพิจารณาและมิรู้ว่าจะทำเช่นไรดี เกี่ยวกับสมุดภาพวัดพระรูป จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 2 สมุดภาพปริศนาธรรมของวัดพระรูปเล่มนี้ เป็นสมุดไทยขาว อักษรขอม เขียนด้วยหมึกสีดำ ข้อความเป็นภาษาบาลีและภาษาไทย ขนาด ยาว 41.4 เซนติเมตร กว้าง 14.8 เซนติเมตร หนา 4.7 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระรูป อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สมุดภาพเล่มนี้มีจำนวน 76 หน้า เขียนเป็นภาพปริศนาธรรมจำนวน 38 ภาพ โดยภาพ 1 ภาพเขียนบนหน้า 2 หน้า ในการเขียนไม่ลงสีพื้น ภาพจึงมีความสวยงามเรียบง่ายแบบฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน จึงไม่ทราบรายละเอียดของผู้เขียนและอายุของสมุดภาพเล่มนี้ แม้จะพบว่าลักษณะกลวิธีการเขียนหลายอย่างมีลักษณะคล้ายภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยา เช่น นิยมใช้สีสดสว่าง รูปแบบการเขียนภาพคลื่นกระแสน้ำมีความคล้ายคลึงกับที่พบในสมุดภาพฉบับวัดลาด จังหวัดเพชรบุรี เล่มที่ 1 และสมุดภาพฉบับวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1 อีกทั้งในส่วนของภาษาก็มีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึง หล่ม) มีเมียเยียชู้ สเภา (หมายถึง สำเภา) เป็นต้น แต่ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาโบราณก็ยังเห็นว่าทั้งเทคนิคการเขียนภาพและความเก่าของภาษาดังกล่าวมานั้นยังมิใช่หลักฐานที่จะมีน้ำหนักพอที่จะกำหนดสมัยของสมุดภาพเล่มนี้ได้ |
นวพรรณ ภัทรมูล |