| ตัวอย่าง | ปรากฏใน | ด/บ | จังหวัด | ผู้ให้ความหมาย |
|---|---|---|---|---|
| : , , ., 2569, :<br> , , 2 : 12-21 ( : , 2559), 112. | ปัลลวะ | คณะทำงานโครงการสำรวจจารึกในประเทศไทย สำนักหอสมุดแห่งชาติ ทำสำเนาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2556 | 101.56040833708644 | |
| ปัลลวะ | ||||
| ปัลลวะ |
ข้าพระ คือ คนที่มีผู้อุทิศให้วัด เพื่อรักษาวัด พระพุทธรูป และพระสงฆ์ เป็นต้น ในปัจจุบันไม่มีข้าพระแล้ว |
|||
| ปัลลวะ | ||||
| : (2564), , ., : <br> . , , 2559 (online). 29 2564 https://db.sac.or.th/inscriptions/articles/detail/16884. | ปัลลวะ |
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศ และถนนพระสุเมรุ ในท้องที่แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อว่า "วัดใหม่" อยู่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาสที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2366 ซึ่งต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าร่วงโรยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกับวัดบวรนิเวศวิหารเสีย เมื่อ พ.ศ. 2458 ในปัจจุบันยังคงเรียกส่วนที่เป็นวัดรังษีสุทธาวาสมาเดิมว่า "คณะรังษี" วัดบวรนิเวศวิหารนี้ได้รับการทำนุบำรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุ อยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เสด็จมาครอง เมื่อ พ.ศ. 2375 ทำให้วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และเสริมสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย ต่อมาได้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 ตลอดถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวชเกือบทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน จารึกตำรายาของวัดบวรนิเวศนั้นได้ผนึกอยู่ในช่องที่ผนังในศาลาฤาษีด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ข้างศาลาการเปรียญ) เป็นจารึกสร้างด้วยศิลา ทรงห้าเหลี่ยม จารด้วยอักษรและภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อหาว่าด้วยโรคและการรักษาด้วยตำรับยาแผนไทย เทียบอายุได้ใกล้เคียงกับจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเนื่องจากสร้างในรัชสมัยเดียวกันคือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. 3) ประกอบกับเนื้อหาจารึกและตำรับยาทั้ง 5 แผ่นนี้มีความคล้ายคลึงกับ ‘จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม’ มาก สันนิษฐานว่าน่าจะคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน แม้จะมีความแตกต่างบ้างเล็กน้อยในส่วนของการสะกดคำ ชื่อเรียกสมุนไพร และชื่อเรียกเครื่องยาอื่นๆ |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) | |
| ปัลลวะ | ||||
| : (2564), , ., : <br> . , , 2559 (online). 29 2564 https://db.sac.or.th/inscriptions/articles/detail/16884. | ปัลลวะ |
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศ และถนนพระสุเมรุ ในท้องที่แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อว่า "วัดใหม่" อยู่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาสที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2366 ซึ่งต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าร่วงโรยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกับวัดบวรนิเวศวิหารเสีย เมื่อ พ.ศ. 2458 ในปัจจุบันยังคงเรียกส่วนที่เป็นวัดรังษีสุทธาวาสมาเดิมว่า "คณะรังษี" วัดบวรนิเวศวิหารนี้ได้รับการทำนุบำรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุ อยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เสด็จมาครอง เมื่อ พ.ศ. 2375 ทำให้วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และเสริมสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย ต่อมาได้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 ตลอดถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวชเกือบทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน จารึกตำรายาของวัดบวรนิเวศนั้นได้ผนึกอยู่ในช่องที่ผนังในศาลาฤาษีด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ข้างศาลาการเปรียญ) เป็นจารึกสร้างด้วยศิลา ทรงห้าเหลี่ยม จารด้วยอักษรและภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อหาว่าด้วยโรคและการรักษาด้วยตำรับยาแผนไทย เทียบอายุได้ใกล้เคียงกับจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเนื่องจากสร้างในรัชสมัยเดียวกันคือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. 3) ประกอบกับเนื้อหาจารึกและตำรับยาทั้ง 5 แผ่นนี้มีความคล้ายคลึงกับ ‘จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม’ มาก สันนิษฐานว่าน่าจะคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน แม้จะมีความแตกต่างบ้างเล็กน้อยในส่วนของการสะกดคำ ชื่อเรียกสมุนไพร และชื่อเรียกเครื่องยาอื่นๆ |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) | |
| ปัลลวะ |
กรมศิลป์ร่วมชุมชนมะลิกาขยายผลการศึกษาโบราณคดีให้สมบูรณ์ อนุรักษ์พัฒนามรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทรงคุณค่าของท้องถิ่น |
|||
| ปัลลวะ | ||||
| : , , ., 2554, : <br> 1) () ( : , 2516), 5-8<br> 2) () , . 4 2527 ([..], 2527), 103-105. | ปัลลวะ |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระยาบำเรอราชแพทยา นำตำรายามาจารึกบนแผ่นหินแล้วติดไว้ตามศาลารายหลังต่างๆ ดังปรากฏหลักฐานในโคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ความตอนหนึ่งว่า ๏ พระยาบำเรอราชผู้ แพทยา ยิ่งฤๅ รู้รอบรู้รักษา โรคฟื้น บรรหารพนักงานหา โอสถ ประสิทธิ์เอย จำหลักลักษณะยาพื้น แผ่นไว้ทานหลัง |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) | |
| : , , ., 2554, : <br> 1) () ( : , 2516), 5-8<br> 2) () , . 4 2527 ([..], 2527), 103-105. | ปัลลวะ |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระยาบำเรอราชแพทยา นำตำรายามาจารึกบนแผ่นหินแล้วติดไว้ตามศาลารายหลังต่างๆ ดังปรากฏหลักฐานในโคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ความตอนหนึ่งว่า ๏ พระยาบำเรอราชผู้ แพทยา ยิ่งฤๅ รู้รอบรู้รักษา โรคฟื้น บรรหารพนักงานหา โอสถ ประสิทธิ์เอย จำหลักลักษณะยาพื้น แผ่นไว้ทานหลัง |
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) | |
| ปัลลวะ | ||||
| ปัลลวะ |
21ก.ค.63-นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการขุดแต่งโบราณสถานโคกแจง ตำบลทุ่งน้อย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี ก่อด้วยอิฐ ขนาดความกว้างฐานด้านละ 7.20 เมตร และมีบันไดที่กึ่งกลางทั้ง 4 ด้าน นับเป็นโบราณสถานที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับโบราณสถานสำคัญหลายแห่งในเมืองโบราณนครปฐมที่เคยพบก่อนหน้า จากการขุดแต่งพบว่าด้านบนสุดของโบราณสถานที่ชำรุดหักพัง มีลักษณะของหลุมที่กรุผนังด้วยแผ่นอิฐ นักโบราณคดีจึงขุดตรวจสอบลงไปจนถึงระดับความลึกที่ 1.20 เมตร ได้พบโบราณวัตถุที่น่าสนใจ คือ แผ่นดินเผาทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26.2 เซนติเมตร หนา 1.2 เซนติเมตร วางอยู่ในตำแหน่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายในพื้นที่กรอบอิฐ แผ่นดินเผานี้มีการขีดช่องตารางคล้ายกับดวงฤกษ์แบ่งเป็น 12 ช่องตามแนวรัศมี และขีดเส้นวงกลมซ้อนชั้นจากแกนกลางออกมาเป็นระยะ เกิดเส้นซ้อนทับกันเป็นช่องตารางย่อย ในแต่ละช่องตารางพบตัวอักษรจารกำกับอยู่เกือบทุกช่อง รวมถึงที่ขอบของแผ่นดินเผาก็ได้พบตัวอักษรจารึกเช่นกัน นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตะวันออก (ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร) และนางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ ได้พิจารณารูปอักษรในเบื้องต้นพบว่า มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มอักษรสมัยหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 อย่างไรก็ตาม การอ่านแปลและวิเคราะห์สาระในจารึก จำเป็นต้องพิจารณาจากอักษรที่มีทั้งหมด ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายหลังจากโบราณวัตถุได้ผ่านกระบวนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์ให้มีความแข็งแรง การค้นพบในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เป็นการค้นพบแผ่นฤกษ์ทรงกลมที่มีการจารึกตัวอักษรในวัฒนธรรมทวารวดีในประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมเคยได้พบหลักฐานแผ่นอิฐที่สันนิษฐานว่าเป็นอิฐฤกษ์ที่เจดีย์จุลประโทน จ.นครปฐม เป็นอิฐที่มีการทำลวดลายพิเศษ และที่เจดีย์หมายเลข 1 เมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นอิฐที่ตกแต่งด้วยการเขียนสีเป็นลวดลาย การค้นพบแผ่นฤกษ์มีตัวอักษรที่ใจกลางโบราณสถานโคกแจง จึงเป็นหลักฐานใหม่ที่จะช่วยให้การศึกษาทางโบราณคดีในส่วนของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ปัจจุบันสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้เคลื่อนย้ายแผ่นดินเผานี้ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ดำเนินการอนุรักษ์ตามกระบวนการ หลังจากนั้นจะได้นำไปศึกษาวิเคราะห์รูปแบบอักษรที่จารึก และการศึกษาด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่มา : ไทยโพสต์ 21 กรกฏาคม 2563 |
|||
| ปัลลวะ |
วันที่ 20 เม.ย. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร ค้นพบจารึกอักษรโบราณใหม่ จำนวน 2 หลัก โดยจารึกหลักแรกพบจากการดำเนินการขุดแต่งโบราณสถาน วัดเขาพระบาทใหญ่ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพระบาทใหญ่ นอกกำแพงเมืองสุโขทัย ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบจารึกหินชนวนลักษณะเป็นแผ่นใบเสมา สภาพสมบูรณ์ มีขนาดสูง 31 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร และหนา 5 เซนติเมตร ส่วนหลักที่ 2 พบจากการสำรวจโบราณสถานวัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตก ลักษณะของจารึกเป็นหินชนวนแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สภาพชำรุด มีขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 37 เซนติเมตร หนา 4.5 เซนติเมตร มีการจารึกเพียงด้านเดียว ลักษณะเป็นวงกลมล้อมรอบดอกไม้แปดกลีบ นายประทีป กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กรมศิลปากรให้ความสำคัญกับการอ่านเอกสารและจารึกโบราณประเภทต่างๆ ซึ่งผู้อ่านจะต้องมีความพร้อมทางด้านความรู้เกี่ยวกับ เรื่อง ประเภทของจารึกโบราณ ประเภทของรูปลักษณ์อักษร เนื้อหาในเรื่องต่างๆ และคําศัพท์ที่ปรากฏในจารึก นอกจากนี้ ยังจําเป็นต้องใช้ประสบการณ์ในการทํางานที่เชี่ยวชาญอย่างมากจึงได้มอบหมายให้ น.ส.พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) พร้อมด้วย นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณ และคณะจากกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เข้าสำรวจเก็บข้อมูล เพื่อเก็บหลักฐานโดยละเอียดและนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบอ้างอิงกับยุคสมัยของจารึกดังกล่าว จากนั้น จะทำการอนุรักษ์ตามหลักการและถอดอักษรจารึก เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี อักษรศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ต่อไป ที่มา : ไทยโพสต์ 20 เมษายน 2564 |
|||
| ปัลลวะ | ||||
| : , , ., 2568, :<br> , 5, 1 : 11-14 ( : , 2559), 228-230. | ปัลลวะ | เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทำการขุดตรวจคูเมืองด้านทิศตะวันตกและบริเวณสระแก้วได้พบจารึกนี้ จึงขอความอนุเคราะห์สำนักหอสมุดแห่งชาติอ่าน แปลตามหนังสือที่ วธ 0418.04/473 วันที่ 24 มิถุนายน 2555 | 15.47011022 | |
| : , , ., 2569, :<br> , 3, 2 : 12-21 ( : , 2559), 89-90. | ปัลลวะ |
จารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 3 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา หรือกลีบบัว มีสันตรงกลาง วัดนำมาปักรวมกับแผ่นศิลารูปใบเสมาอื่น ๆ เรียงเป็นแถวอยู่ที่สนามข้างโบสถ์ จำนวนรวม 13 แผ่น ที่มีอักษรจารึกปรากฏอยู่เพียง 6 แผ่น กลุ่มจารึกเหล่านี้มีสภาพชำรุดมาก บางส่วนเนื้อศิลาแตก หัก และเส้นอักษรจารึกส่วนใหญ่ลบเลือน ตามหลักฐานที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ไม่มีรายละเอียดว่าแผ่นศิลารูปใบเสมาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด คงมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่านำมาจากพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดนั้นเอง |
ไม่ปรากฏหลักฐาน | |
| : , , ., 2569, :<br> , 2, 2 : 12-21 ( : , 2559), 85-88. | ปัลลวะ |
จารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 2 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา หรือกลีบบัว มีสันตรงกลาง วัดนำมาปักรวมกับแผ่นศิลารูปใบเสมาอื่น ๆ เรียงเป็นแถวอยู่ที่สนามข้างโบสถ์ จำนวนรวม 13 แผ่น ที่มีอักษรจารึกปรากฏอยู่เพียง 6 แผ่น กลุ่มจารึกเหล่านี้มีสภาพชำรุดมาก บางส่วนเนื้อศิลาแตก หัก และเส้นอักษรจารึกส่วนใหญ่ลบเลือน ตามหลักฐานที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ไม่มีรายละเอียดว่าแผ่นศิลารูปใบเสมาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด คงมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่านำมาจากพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดนั้นเอง |
ไม่ปรากฏหลักฐาน | |
| : , , ., 2569, :<br> , 1, 2 : 12-21 ( : , 2559), 81-84. | ปัลลวะ |
จารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 1 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา หรือกลีบบัว มีสันตรงกลาง วัดนำมาปักรวมกับแผ่นศิลารูปใบเสมาอื่น ๆ เรียงเป็นแถวอยู่ที่สนามข้างโบสถ์ จำนวนรวม 13 แผ่น ที่มีอักษรจารึกปรากฏอยู่เพียง 6 แผ่น กลุ่มจารึกเหล่านี้มีสภาพชำรุดมาก บางส่วนเนื้อศิลาแตก หัก และเส้นอักษรจารึกส่วนใหญ่ลบเลือน ตามหลักฐานที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ไม่มีรายละเอียดว่าแผ่นศิลารูปใบเสมาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด คงมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่านำมาจากพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดนั้นเอง |
ไม่ปรากฏหลักฐาน | |
| : , , ., 2569, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 365-367. | ปัลลวะ | เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี พบจารึกที่วัดหนองม่วง หมู่ 3 ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาชาวบ้านได้ย้ายมาไว้ที่วัดบ้านหว้าน ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่สำนักหอสมุดแห่งชาติเดินทางไปสำรวจเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 | ไม่ปรากฏหลักฐาน | |
| ปัลลวะ |
ทับหลัง – เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยได้มอบหมายให้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการติดตามโบราณวัตถุของไทยกลับคืนสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ที่จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยกรมศิลปากรได้ประสานงานอย่างเป็นทางการผ่านกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ส่งหนังสือติดตามทวงคืนโบราณวัตถุถึงสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations) และส่งข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการสำรวจของกรมศิลปากร ตัวอย่างเอกสารอนุญาตในการส่งออกโบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวน ยืนยันว่าโบราณวัตถุนั้นมีถิ่นกำเนิดในไทย และได้ถูกลักลอบนำออกไปโดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย นายประทีปกล่าวอีกว่า ล่าสุด ได้รับแจ้งข้อมูลจาก กต.อย่างไม่เป็นทางการว่า สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้มไปในทางที่ดี โบราณวัตถุชุดแรกที่ดำเนินการติดตาม ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ที่จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum นครซานฟรานซิสโก ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ และทางพิพิธภัณฑ์ฯ ยอมรับว่าทับหลังทั้ง 2 รายการ เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายไทย ปัจจุบันได้นำทับหลังทั้ง 2 ชิ้น ออกจากห้องจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มาจัดเก็บในห้องคลัง เพื่อรอขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในกระบวนการส่งคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง คาดว่ากระบวนการทางกฎหมายจะแล้วเสร็จราวเดือนมีนาคม 2564 ![]() ![]() ![]() ![]() “กรมศิลปากรได้รายงานความคืบหน้านี้ถึงนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อรายงาน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อทราบแล้ว ทั้งนี้ หากกรมศิลปากรได้รับหนังสือจาก กต.แจ้งเรื่องการส่งคืนโบราณวัตถุอย่างเป็นทางการแล้ว จะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการ วธ.เพื่อรายงานนายกฯ อย่างเป็นทางการ” นายประทีป กล่าว ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 24 สิงหาคม 2563 |
|||
| : , , ., 2569, :<br> , 2, 2 : 12-21 ( : , 2559), 94-95. | ปัลลวะ | ข้อความจารึกมีอยู่สองบรรทัด หากแต่คงเหลือชัดเจนเพียงบรรทัดแรก ส่วนบรรทัดที่สองเลือนรางจนมิอาจอ่านได้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ยังพอจับความได้โดยสังเขปว่า จารึกนี้กล่าวถึงการประกอบกุศลของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งมิปรากฏนามแน่ชัด | ไม่ปรากฏหลักฐาน | |
| ปัลลวะ | ||||
| ปัลลวะ |