ศัพทานุกรมจารึก

The Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre

ศัพทานุกรมจารึก

ผลลัพท์การค้นหา

""

จำนวน 8071 รายการ

ตัวอย่าง ปรากฏใน ด/บ จังหวัด ผู้ให้ความหมาย
: , , ., 2569, :<br> , , 2 : 12-21 ( : , 2559), 112. ปัลลวะ คณะทำงานโครงการสำรวจจารึกในประเทศไทย สำนักหอสมุดแห่งชาติ ทำสำเนาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2556 101.56040833708644
ปัลลวะ
ปัลลวะ

      ข้าพระ คือ คนที่มีผู้อุทิศให้วัด เพื่อรักษาวัด พระพุทธรูป และพระสงฆ์ เป็นต้น ในปัจจุบันไม่มีข้าพระแล้ว 
     จารึกหลักที่ 107 จังหวัดแพร่ พ.ศ. 1882 เจ้าเมืองตรอกสลอบอุทิศ “คนครอกหนึ่งให้ดูพระ” จารึกหลักที่ 9 จังหวัดสุโขทัย พ.ศ. 1902 พระมหาธรรมราชาลิไทไปรบเมืองแพร่ แล้วเอา “คนสิบห้าเรือน” อุทิศให้วัดป่าแดง ศรีสัชชนาลัย จารึกหลักที่ 38 จังหวัดสุโขทัย พ.ศ. 1940 กล่าวถึงชีบาพระอุปัธยาจารย์
     คำว่า “ข้าพระ” ปรากฏในจารึกผ้าขาวทอง จังหวัดสุโขทัย พ.ศ. 1965 ผ้าขาวทองอุทิศเมียและลูกเป็นข้าพระ คำ “ข้าพระ” ยังปรากฏในจารึกหลักที่ 100 จังหวัดพะเยา พ.ศ. 2035 พระมหาเทวีราชเจ้าให้คนขอครัวรักษาพระพุทธรูป และพระมหาเถรเจ้า ใครอย่ารบกวนข้าพระเหล่านี้ และคำ “ข้าพระ” ปรากฏในจารึกเชียงราย 5 พ.ศ. 2045 เจ้าพันนาหวังให้ลูกเป็นข้าพระ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ให้เอาเงินค่าตัวไถ่ได้ ส่วนจารึกวัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2223 พระราชทานข้าพระไว้สำหรับพระอาราม ข้าพระได้แตกฉานซ่านเซ็นไปจึงถวายคนใหม่แทนตามเดิม ถ้าผู้ใดเอาไปใช้ราชการหรือทำเรื่องอื่น ขอให้ไปตกนรก  
     ตามศิลาจารึก ปรากฏว่า มีการอุทิศคน หุงจังหัน และตีระนาดบำเรอพระพุทธรูปเฝ้าอุโบสถพระอาราม และพระศรีรัตนธาตุ
     จารึกหลักที่ 10 จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 1947 ผู้ที่ถูกอุทิศให้วัดจะต้องทำหน้าที่ในศาสนาไปตลอดจนถึงลูกถึงหลานเหลนสืบสายไป ข้อความอย่างเดียวกันปรากฏในจารึกหลักที่ 73 จังหวัดลำพูน พ.ศ. 2055
     จารึกหลักที่ 69 จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2039 พระเจ้าแผ่นดินปลงอาชญาให้หลาบคำ (สุพรรณบัฏ) ไว้คนสิบครัว
     จารึกหลักที่ 104 จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2099 ห้ามมิให้นำข้าพระไปทำศึก แม้ข้าศึกมาประชิดเมืองก็จะเกณฑ์ข้าพระไปรักษาเมืองไม่ได้ อย่าเรียกเก็บส่วยไร อย่าให้ไปราชการทางน้ำทางบก อย่าเกณฑ์ให้เกี่ยวหญ้าช้างม้า จารึกหลักที่ 92 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2301 กล่าวถึงข้าพระ ในกฎหมายตราสามดวง พ.ศ. 2347 ยังกล่าวถึงข้าพระในพระราชกำหนดเก่าข้อ 9.

    
๏ ขุดคำ ~ ค้นความ โดย :
ประเสริฐ ณ นคร ในสารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2541) หน้า 447-448.

ปัลลวะ
: (2564), , ., : &nbsp;<br> . , , 2559 (online). 29 2564 https://db.sac.or.th/inscriptions/articles/detail/16884. ปัลลวะ วัดบวรนิเวศวิหาร   เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก   ชนิดราชวรวิหาร  ฝ่ายธรรมยุต  ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศ  และถนนพระสุเมรุ  ในท้องที่แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร   เดิมชื่อว่า "วัดใหม่"      อยู่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาสที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2366 ซึ่งต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าร่วงโรยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกับวัดบวรนิเวศวิหารเสีย เมื่อ พ.ศ. 2458  ในปัจจุบันยังคงเรียกส่วนที่เป็นวัดรังษีสุทธาวาสมาเดิมว่า "คณะรังษี"
วัดบวรนิเวศวิหารนี้ได้รับการทำนุบำรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุ อยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เสด็จมาครอง เมื่อ พ.ศ. 2375 ทำให้วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และเสริมสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย ต่อมาได้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4,  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  7 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่  9   ตลอดถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวชเกือบทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4  ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน 
จารึกตำรายาของวัดบวรนิเวศนั้นได้ผนึกอยู่ในช่องที่ผนังในศาลาฤาษีด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ข้างศาลาการเปรียญ) เป็นจารึกสร้างด้วยศิลา ทรงห้าเหลี่ยม จารด้วยอักษรและภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อหาว่าด้วยโรคและการรักษาด้วยตำรับยาแผนไทย เทียบอายุได้ใกล้เคียงกับจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเนื่องจากสร้างในรัชสมัยเดียวกันคือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. 3) ประกอบกับเนื้อหาจารึกและตำรับยาทั้ง 5 แผ่นนี้มีความคล้ายคลึงกับ ‘จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม’ มาก สันนิษฐานว่าน่าจะคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน แม้จะมีความแตกต่างบ้างเล็กน้อยในส่วนของการสะกดคำ ชื่อเรียกสมุนไพร  และชื่อเรียกเครื่องยาอื่นๆ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
ปัลลวะ
: (2564), , ., : &nbsp;<br> . , , 2559 (online). 29 2564 https://db.sac.or.th/inscriptions/articles/detail/16884. ปัลลวะ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศ และถนนพระสุเมรุ ในท้องที่แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อว่า "วัดใหม่" อยู่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาสที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2366 ซึ่งต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าร่วงโรยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกับวัดบวรนิเวศวิหารเสีย เมื่อ พ.ศ. 2458  ในปัจจุบันยังคงเรียกส่วนที่เป็นวัดรังษีสุทธาวาสมาเดิมว่า "คณะรังษี"
วัดบวรนิเวศวิหารนี้ได้รับการทำนุบำรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุ อยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เสด็จมาครอง เมื่อ พ.ศ. 2375 ทำให้วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และเสริมสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย ต่อมาได้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  7 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่  9   ตลอดถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวชเกือบทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4  ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน 
จารึกตำรายาของวัดบวรนิเวศนั้นได้ผนึกอยู่ในช่องที่ผนังในศาลาฤาษีด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ข้างศาลาการเปรียญ) เป็นจารึกสร้างด้วยศิลา ทรงห้าเหลี่ยม จารด้วยอักษรและภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เนื้อหาว่าด้วยโรคและการรักษาด้วยตำรับยาแผนไทย เทียบอายุได้ใกล้เคียงกับจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเนื่องจากสร้างในรัชสมัยเดียวกันคือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. 3) ประกอบกับเนื้อหาจารึกและตำรับยาทั้ง 5 แผ่นนี้มีความคล้ายคลึงกับ ‘จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม’ มาก สันนิษฐานว่าน่าจะคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน แม้จะมีความแตกต่างบ้างเล็กน้อยในส่วนของการสะกดคำ ชื่อเรียกสมุนไพร และชื่อเรียกเครื่องยาอื่นๆ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
ปัลลวะ

กรมศิลป์ร่วมชุมชนมะลิกาขยายผลการศึกษาโบราณคดีให้สมบูรณ์ อนุรักษ์พัฒนามรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทรงคุณค่าของท้องถิ่น

นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ได้รายงานผลการขุดแต่งทางโบราณคดีโบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สุดในแอ่งที่ราบฝาง พบหลักฐานยืนยันอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัยที่แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนล้านนาโบราณเมื่อกว่า 600 ปีมาแล้ว




การดำเนินโครงการขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก ปีงบประมาณ 2564 ต่อจากระยะแรกปี 2558 ในขณะนี้มีโบราณสถานที่ดำเนินการขุดค้นแล้ว ได้แก่ เจดีย์ประธานทรงระฆังมีช้างล้อมรอบฐาน วิหารขนาดใหญ่ ซึ่งพบร่องรอยการปฏิสังขรณ์ 3 ครั้ง ซุ้มประตูโขงและอาคารใหญ่น้อยอีกประมาณ 10 หลัง พบโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ พระพิมพ์เนื้อชินมีจารึกคาถา “จะภะกะสะ” ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฏในคัมภีร์วิชรสารัตนสังคหะ รจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระภิกษุในนิกายวัดสวนดอกเมื่อ พ.ศ. 2078 นอกจากนี้ยังพบจารึกอักษรฝักขามบนแผ่นอิฐหน้าวัวและอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งที่จารเป็นอักษร 1 – 2 ตัว และเป็นข้อความหรือภาพลายเส้นเป็นลวดลายต่างๆ มากกว่า 200 ก้อน จนอาจกล่าวได้ว่าวัดส้มสุกเป็นวัดที่มีจารึกมากที่สุดในประเทศไทย




เบื้องต้นนักโบราณคดีได้จำแนกจารึกบนก้อนอิฐที่พบออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เขียนเป็นข้อความส่วนใหญ่ระบุชื่อบุคคลที่อาจหมายถึงผู้ปั้นหรือผู้บริจาคอิฐก้อนนั้นๆ และกลุ่มที่เขียนเป็นตัวอักษร 1 – 2 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่พบบนอิฐหน้าวัวที่ประกอบกันเป็นเสาอาคาร มีข้อสังเกตว่าในเสาต้นเดียวกันส่วนใหญ่จะเป็นการจารึกตัวอักษรตัวเดียวกัน เบื้องต้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการให้รหัสสำหรับการก่อสร้าง หรือเทคนิคการผลิต หรืออาจหมายถึงกลุ่มบุคคล กลุ่มข้าวัด หัววัด หรือศรัทธาวัดแต่ละหมู่บ้าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันซ่อมสร้างวัดโบราณแห่งนี้ขึ้น อย่างไรก็ตามจารึกทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ซึ่งจะมีสรุปรายงานผลการศึกษาทั้งหมดอย่างเป็นทางการต่อไป



การขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและชุมชนในตำบลมะลิกาที่ต้องการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของท้องถิ่น โดยในปีงบประมาณเดียวกันนี้ กรมศิลปากรยังได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1.1 ล้านบาท สำหรับการขุดค้นและดำเนินการทางโบราณคดีให้ครบถ้วน เพื่อขยายผลการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งจะนำไปสู่การต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชาวอำเภอแม่อายได้ต่อไปในอนาคต

ที่มา สยามรัฐ 1 กันยายน 2564

ปัลลวะ
: , , ., 2554, :&nbsp;<br> 1) () ( : , 2516), 5-8<br> 2) () , . 4 2527 ([..], 2527), 103-105. ปัลลวะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดให้พระยาบำเรอราชแพทยา  นำตำรายามาจารึกบนแผ่นหินแล้วติดไว้ตามศาลารายหลังต่างๆ  ดังปรากฏหลักฐานในโคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ความตอนหนึ่งว่า  
๏   พระยาบำเรอราชผู้           แพทยา  ยิ่งฤๅ
รู้รอบรู้รักษา                     โรคฟื้น 
บรรหารพนักงานหา              โอสถ  ประสิทธิ์เอย 
จำหลักลักษณะยาพื้น             แผ่นไว้ทานหลัง 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
: , , ., 2554, :&nbsp;<br> 1) () ( : , 2516), 5-8<br> 2) () , . 4 2527 ([..], 2527), 103-105. ปัลลวะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดให้พระยาบำเรอราชแพทยา  นำตำรายามาจารึกบนแผ่นหินแล้วติดไว้ตามศาลารายหลังต่างๆ  ดังปรากฏหลักฐานในโคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ความตอนหนึ่งว่า  
๏   พระยาบำเรอราชผู้           แพทยา  ยิ่งฤๅ
รู้รอบรู้รักษา                     โรคฟื้น 
บรรหารพนักงานหา              โอสถ  ประสิทธิ์เอย 
จำหลักลักษณะยาพื้น             แผ่นไว้ทานหลัง 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)
ปัลลวะ
ปัลลวะ      21ก.ค.63-นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการขุดแต่งโบราณสถานโคกแจง ตำบลทุ่งน้อย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี ก่อด้วยอิฐ ขนาดความกว้างฐานด้านละ 7.20 เมตร และมีบันไดที่กึ่งกลางทั้ง 4 ด้าน นับเป็นโบราณสถานที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับโบราณสถานสำคัญหลายแห่งในเมืองโบราณนครปฐมที่เคยพบก่อนหน้า จากการขุดแต่งพบว่าด้านบนสุดของโบราณสถานที่ชำรุดหักพัง มีลักษณะของหลุมที่กรุผนังด้วยแผ่นอิฐ นักโบราณคดีจึงขุดตรวจสอบลงไปจนถึงระดับความลึกที่ 1.20 เมตร ได้พบโบราณวัตถุที่น่าสนใจ คือ แผ่นดินเผาทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26.2 เซนติเมตร หนา 1.2 เซนติเมตร วางอยู่ในตำแหน่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายในพื้นที่กรอบอิฐ แผ่นดินเผานี้มีการขีดช่องตารางคล้ายกับดวงฤกษ์แบ่งเป็น 12 ช่องตามแนวรัศมี และขีดเส้นวงกลมซ้อนชั้นจากแกนกลางออกมาเป็นระยะ เกิดเส้นซ้อนทับกันเป็นช่องตารางย่อย ในแต่ละช่องตารางพบตัวอักษรจารกำกับอยู่เกือบทุกช่อง รวมถึงที่ขอบของแผ่นดินเผาก็ได้พบตัวอักษรจารึกเช่นกัน



    นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาตะวันออก (ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร) และนางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ ได้พิจารณารูปอักษรในเบื้องต้นพบว่า มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มอักษรสมัยหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14  อย่างไรก็ตาม การอ่านแปลและวิเคราะห์สาระในจารึก จำเป็นต้องพิจารณาจากอักษรที่มีทั้งหมด ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายหลังจากโบราณวัตถุได้ผ่านกระบวนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์ให้มีความแข็งแรง





    การค้นพบในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เป็นการค้นพบแผ่นฤกษ์ทรงกลมที่มีการจารึกตัวอักษรในวัฒนธรรมทวารวดีในประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมเคยได้พบหลักฐานแผ่นอิฐที่สันนิษฐานว่าเป็นอิฐฤกษ์ที่เจดีย์จุลประโทน จ.นครปฐม เป็นอิฐที่มีการทำลวดลายพิเศษ และที่เจดีย์หมายเลข 1 เมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นอิฐที่ตกแต่งด้วยการเขียนสีเป็นลวดลาย การค้นพบแผ่นฤกษ์มีตัวอักษรที่ใจกลางโบราณสถานโคกแจง จึงเป็นหลักฐานใหม่ที่จะช่วยให้การศึกษาทางโบราณคดีในส่วนของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง  ปัจจุบันสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้เคลื่อนย้ายแผ่นดินเผานี้ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ดำเนินการอนุรักษ์ตามกระบวนการ หลังจากนั้นจะได้นำไปศึกษาวิเคราะห์รูปแบบอักษรที่จารึก และการศึกษาด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : ไทยโพสต์ 21 กรกฏาคม 2563
ปัลลวะ         วันที่ 20 เม.ย. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร ค้นพบจารึกอักษรโบราณใหม่ จำนวน 2 หลัก โดยจารึกหลักแรกพบจากการดำเนินการขุดแต่งโบราณสถาน วัดเขาพระบาทใหญ่  ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพระบาทใหญ่ นอกกำแพงเมืองสุโขทัย ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบจารึกหินชนวนลักษณะเป็นแผ่นใบเสมา สภาพสมบูรณ์ มีขนาดสูง 31 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร และหนา 5 เซนติเมตร ส่วนหลักที่ 2 พบจากการสำรวจโบราณสถานวัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตก ลักษณะของจารึกเป็นหินชนวนแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สภาพชำรุด มีขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 37 เซนติเมตร หนา 4.5 เซนติเมตร มีการจารึกเพียงด้านเดียว ลักษณะเป็นวงกลมล้อมรอบดอกไม้แปดกลีบ  



       นายประทีป กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กรมศิลปากรให้ความสำคัญกับการอ่านเอกสารและจารึกโบราณประเภทต่างๆ ซึ่งผู้อ่านจะต้องมีความพร้อมทางด้านความรู้เกี่ยวกับ เรื่อง ประเภทของจารึกโบราณ ประเภทของรูปลักษณ์อักษร เนื้อหาในเรื่องต่างๆ และคําศัพท์ที่ปรากฏในจารึก นอกจากนี้ ยังจําเป็นต้องใช้ประสบการณ์ในการทํางานที่เชี่ยวชาญอย่างมากจึงได้มอบหมายให้ น.ส.พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) พร้อมด้วย นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณ และคณะจากกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เข้าสำรวจเก็บข้อมูล เพื่อเก็บหลักฐานโดยละเอียดและนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบอ้างอิงกับยุคสมัยของจารึกดังกล่าว จากนั้น จะทำการอนุรักษ์ตามหลักการและถอดอักษรจารึก เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี อักษรศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ต่อไป  

ที่มา :  ไทยโพสต์  20 เมษายน 2564
ปัลลวะ
: , , ., 2568, :<br> , 5, 1 : 11-14 ( : , 2559), 228-230. ปัลลวะ เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทำการขุดตรวจคูเมืองด้านทิศตะวันตกและบริเวณสระแก้วได้พบจารึกนี้ จึงขอความอนุเคราะห์สำนักหอสมุดแห่งชาติอ่าน แปลตามหนังสือที่ วธ 0418.04/473 วันที่ 24 มิถุนายน 2555 15.47011022
: , , ., 2569, :<br> , 3, 2 : 12-21 ( : , 2559), 89-90. ปัลลวะ จารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 3 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา หรือกลีบบัว มีสันตรงกลาง วัดนำมาปักรวมกับแผ่นศิลารูปใบเสมาอื่น ๆ เรียงเป็นแถวอยู่ที่สนามข้างโบสถ์ จำนวนรวม 13 แผ่น ที่มีอักษรจารึกปรากฏอยู่เพียง 6 แผ่น กลุ่มจารึกเหล่านี้มีสภาพชำรุดมาก บางส่วนเนื้อศิลาแตก หัก และเส้นอักษรจารึกส่วนใหญ่ลบเลือน
ตามหลักฐานที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ไม่มีรายละเอียดว่าแผ่นศิลารูปใบเสมาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด คงมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่านำมาจากพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดนั้นเอง
ไม่ปรากฏหลักฐาน
: , , ., 2569, :<br> , 2, 2 : 12-21 ( : , 2559), 85-88. ปัลลวะ จารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 2 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา หรือกลีบบัว มีสันตรงกลาง วัดนำมาปักรวมกับแผ่นศิลารูปใบเสมาอื่น ๆ เรียงเป็นแถวอยู่ที่สนามข้างโบสถ์ จำนวนรวม 13 แผ่น ที่มีอักษรจารึกปรากฏอยู่เพียง 6 แผ่น กลุ่มจารึกเหล่านี้มีสภาพชำรุดมาก บางส่วนเนื้อศิลาแตก หัก และเส้นอักษรจารึกส่วนใหญ่ลบเลือน
ตามหลักฐานที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ไม่มีรายละเอียดว่าแผ่นศิลารูปใบเสมาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด คงมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่านำมาจากพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดนั้นเอง
ไม่ปรากฏหลักฐาน
: , , ., 2569, :<br> , 1, 2 : 12-21 ( : , 2559), 81-84. ปัลลวะ จารึกวัดพระธาตุหนองสามหมื่น 1 เป็นศิลาจารึกรูปใบเสมา หรือกลีบบัว มีสันตรงกลาง วัดนำมาปักรวมกับแผ่นศิลารูปใบเสมาอื่น ๆ เรียงเป็นแถวอยู่ที่สนามข้างโบสถ์ จำนวนรวม 13 แผ่น ที่มีอักษรจารึกปรากฏอยู่เพียง 6 แผ่น กลุ่มจารึกเหล่านี้มีสภาพชำรุดมาก บางส่วนเนื้อศิลาแตก หัก และเส้นอักษรจารึกส่วนใหญ่ลบเลือน
ตามหลักฐานที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ไม่มีรายละเอียดว่าแผ่นศิลารูปใบเสมาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด คงมีข้อมูลคร่าว ๆ ว่านำมาจากพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดนั้นเอง
ไม่ปรากฏหลักฐาน
: , , ., 2569, :<br> , , 1 : 11-14 ( : , 2559), 365-367. ปัลลวะ เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี พบจารึกที่วัดหนองม่วง หมู่ 3 ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาชาวบ้านได้ย้ายมาไว้ที่วัดบ้านหว้าน ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่สำนักหอสมุดแห่งชาติเดินทางไปสำรวจเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ไม่ปรากฏหลักฐาน
ปัลลวะ ทับหลัง – เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยได้มอบหมายให้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการติดตามโบราณวัตถุของไทยกลับคืนสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ที่จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยกรมศิลปากรได้ประสานงานอย่างเป็นทางการผ่านกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ส่งหนังสือติดตามทวงคืนโบราณวัตถุถึงสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations) และส่งข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการสำรวจของกรมศิลปากร ตัวอย่างเอกสารอนุญาตในการส่งออกโบราณวัตถุ เป็นต้น เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวน ยืนยันว่าโบราณวัตถุนั้นมีถิ่นกำเนิดในไทย และได้ถูกลักลอบนำออกไปโดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย
นายประทีปกล่าวอีกว่า ล่าสุด ได้รับแจ้งข้อมูลจาก กต.อย่างไม่เป็นทางการว่า สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้มไปในทางที่ดี โบราณวัตถุชุดแรกที่ดำเนินการติดตาม ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ที่จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum นครซานฟรานซิสโก ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ และทางพิพิธภัณฑ์ฯ ยอมรับว่าทับหลังทั้ง 2 รายการ เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายไทย ปัจจุบันได้นำทับหลังทั้ง 2 ชิ้น ออกจากห้องจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มาจัดเก็บในห้องคลัง เพื่อรอขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในกระบวนการส่งคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง คาดว่ากระบวนการทางกฎหมายจะแล้วเสร็จราวเดือนมีนาคม 2564




“กรมศิลปากรได้รายงานความคืบหน้านี้ถึงนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อรายงาน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อทราบแล้ว ทั้งนี้ หากกรมศิลปากรได้รับหนังสือจาก กต.แจ้งเรื่องการส่งคืนโบราณวัตถุอย่างเป็นทางการแล้ว จะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการ วธ.เพื่อรายงานนายกฯ อย่างเป็นทางการ” นายประทีป กล่าว


ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 24 สิงหาคม 2563
 
: , , ., 2569, :<br> , 2, 2 : 12-21 ( : , 2559), 94-95. ปัลลวะ ข้อความจารึกมีอยู่สองบรรทัด หากแต่คงเหลือชัดเจนเพียงบรรทัดแรก ส่วนบรรทัดที่สองเลือนรางจนมิอาจอ่านได้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ยังพอจับความได้โดยสังเขปว่า จารึกนี้กล่าวถึงการประกอบกุศลของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งมิปรากฏนามแน่ชัด ไม่ปรากฏหลักฐาน
ปัลลวะ
ปัลลวะ