ขุดคำ-ค้นความ

The Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
  • images

สํนุ

สํนุ

QR-code edit Share on Facebook
เวลาที่โพส

โพสต์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 15:53:26

บทความโดย : ทีมงาน

คำ “สํนุ” ที่ยกมาเป็นชื่อเรื่องนี้ อยู่ในร่ายบทต้น ลิลิตยวนพ่าย จะยกข้อความในตอนนั้นมาแสดงให้เห็นพร้อมทั้งถอดความตามตัวดังนี้ 

“ทสนัขสมุชลิต สิบนิ้วอันชัชวาล
วิกสิสิตโรโชดม บานแย้มดั่งสโรชอันอุดม
บรมนบอภิวาท นอบนบถวายอภิวาท
บาทรโชพระโคดม แต่ละอองพระบาทพระโคตรมะ
สํนุพระสัทธรรมาทิตย์ ..............................................”

วรรคสุดท้ายที่ว่า “สํนุพระสัทธรรมาทิตย์” นี้ ยังตีความกันไม่ออกมาจนบัดนี้ เพราะติดอยู่ที่ “สํนุ” (สมนุ) ข้าพเจ้าเองก็ติดที่คำนี้มาหลายปี เคยสงสัยว่าจะคัดลอกและพิมพ์ออกมาผิดพลาดฟั่นเฝือ ได้สอบดูจาก ยวนพ่ายสมุดไทยดำตัวรง ซึ่งมีอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติสามฉบับ ฉบับสมุดไทยดำตัวรง มีคำแปลในหอสมุดกลางจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยฉบับหนึ่ง ฉบับพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษฉบับหนึ่ง ฉบับโรงพิมพ์ไทย พ.ศ. 2456 ซึ่งหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรถึก) ตรวจทานฉบับหนึ่ง ยวนพ่ายฉบับมีคำแปล กรมาหลวงพรหมวรานุรักษ์โปรดให้พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2464 ฉบับหนึ่ง และฉบับโรงพิมพ์ศรีหงส์ พ.ศ. 2477 อีกฉบับหนึ่ง รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ ปรากฏว่าเขียน “สํนุ” เหมือนกันทุกฉบับ
เมื่อเป็นดังนี้ก็ต้องยอมรับว่า “สํนุ” นั้นเขียนถูกต้องมาแต่โบราณ แต่จะแปลว่ากระไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าคลำอยู่นาน เคยคิดว่า บางที “สํนุ” จะแยกได้เป็น “สํ” คำหนึ่ง กับ “นุ” คำหนึ่ง นั้นเห็นจะเป็นคำเดียวกับที่กวีชอบใช้ในวรรณคดีประเภทฉันท์แต่โบราณเพื่อให้เสียงสละสลวย หรือบางที่ก็เพื่อให้ได้ครุลหุต้องตามลักษณะฉันท์ทำนองเดียวกับคำ “นิ” ใน สมุทรโฆษคำฉันท์ก็มีใช้อยู่บ่อยๆ เช่น

“ลืมแลดูพระพธูธนุบง กชแก้วอันโสภา”

แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ยังแปลเอาความร่ายวรรคนี้ไม่ได้ เลยทอดอาลัยร้างมาจนลืม จนกระทั่งได้อ่านศิลาจารึกเขมรที่นครวัด จารึกเมื่แ พ.ศ. 2123 ได้พบคำ “สํนุ” ในจารึกนั้น ในความตอนหนึ่งที่ว่า

“เทพฺพ จฺยุต โมก อุตฺปตฺต
เทพ จุติ มาอุบัติ
ไอ ต มาตฺโรทร ไน สํเตจ
ณ ซึ่ง มาตโรทร ใน สมเด็จ
พระ ราชเทพีทิพฺย ต มาน ปุณฺย
ภุล พฺระราชบุตร โกปฺรนุ สกฺส อุตฺตํ
ประสูตร พฺระราชปุตร กอปรด้วย ลักษณะ อุดม
สํนุ พฺระ ลัคนา ราสิติถี
พร้อมทั้ง พระ ลัคนา ราสิดิถี
สฺยง อนุกูล ปริปูรฺณ
ซึ่ง อนุกูล บริบูรณ์”

“สํนุ” ในจารึกนี้ ข้าพเจ้าแปลว่า “พร้อมทั้ง” ที่แปลออกก็เพราะรู้อยู่ว่าเป็นภาษาเขมร ก็แปลอย่างเขมร คำนี้แยกออกได้เป็น สํ + นุ 
สํ แปลว่า พร้อม, รวม เติม อุปสรรค ผ ได้เป็น ผสํ (ผสม) นักภาษาว่ามาจาก สํ ในภาษาสันสกฤต
นุ แปลว่า ด้วย, ทั้ง, และ
สํนุ แปลได้ว่า พร้อมทั้ง, พร้อมด้วย, รวมทั้ง แล้วแต่จะเลือกแปลให้เหมาะกับความหมายในภาษาไทย คำ สํนุ ที่พบในจารึกนี้เป็นจารึกใน พ.ศ. 2123 หลังจากที่ไทยเราแต่งยวนพ่ายแล้วถึงราว 100 ปี จึงยังไม่เป็นหลักฐานที่ดีพอนัก ได้ลงมือค้นหาต่อไปก็ได้พบคำว่า “สํนุ” ในจารึกเขมรสมัยพระนครหลวงอีกหลายแห่งล้วนแปลความหมายอย่างเดียวกันทั้งสิ้น เช่น จารึกที่ปราสาทตาคม ลงศักราช 884 (พ.ศ. 1505) อันเป็นหลักฐานแน่นอนว่า “สํนุ” เป็นคำที่เขมรใช้มาแต่สมัยพระนครหลวง และยังใช้รูปนี้มาจนถึงศตวรรษที่ 22 เราคงยืมมาใช้คราวที่แต่งยวนพ่าย (ต้นศตวรรษที่ 21) นี้เอง
คราวนี้ลองแปล “สํนุ” ในยวนพ่ายในความหมายอย่างเดียวกับภาษาเขมรก็จะได้ความชัดเจนบริบูรณ์ดังนี้

“บรมนบอภิวาท นอบนบถวายอภิวาท
บาทรโชพระโคดม แต่ละอองพระบาทพระโคตรมะ
สํนุ พระสัทธรรมาทิตย์ ..............................................”
(พร้อมทั้ง พระสัทธรรมอันใสสุกประหนึ่งดวงอาทิตย์)

คำ “สํนุ” เขียนได้หลายรูป มี สํนู บ้าง สํนุวฺ บ้าง ในภาษาเขมรปัจจุบันใช้รูป “สํนูว” ตัว “ว” ที่เพิ่มเข้ามานั้น เป็นเพราะอำนาจของสระ อุ อู อันเกิดร่วมฐานกับ “ว” คำที่ผสมด้วยสระอุ อู ในสมัยพระนครหลวงตกลงมาถึงสมัยปัจจุบันเพิ่ม “ว” เข้าข้างท้ายมีอยู่มากคำด้วยกัน ที่ไทยยืมมาใช้และยังคงรูปโบราณอยู่ก็มี เช่น ผลู ที่แปลว่า หนทาง เรารับเอารูปคำเขมรโบราณมาใช้แต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา มีตัวอย่างใน มหาชาติคำหลวง เป็นต้น ปัจจุบัน ผฺลู แปรรูปเป็น ผฺลูว ในภาษาเขมร ปีฉลู เขมรโบราณเขียน ฉฺลู รับมาใช้แต่สมัยสุโขทัย ปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัย เป็นต้น ปัจจุบันเขมรใช้ ฉฺลูว
คำที่มีเสียง “ว” ตามมานี้ ไทยเราก็มีเหมือนกัน แต่มักเป็นคำในสมาส เช่น สุคนธ์ เป็น สุวคนธ์ สวยม3ญาณ (มหาชาติคำหลวงกุมาร น.233) เป็น สวยมภูวญาณ หรือ สยมภูวญาณ, เสาภาคย์ (กำสรวล) เป็น เสาวภาคย์ แต่พวก อุ อู อยู่ท้ายคำแล้วเกิดเสียง “ว” สำกด อย่าง ผลู เป็น ผลูว ของเขมร ยังไม่เคยพบในภาษาไทย (อาจมีแต่ข้าพเจ้านึกไม่ออก).

๏ ขุดคำ ~ ค้นความ
จิตร ภูมิศักดิ์ ใน ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน, 2548)หน้า 43 – 49.

คำ “สํนุ” ปรากฏในข้อมูล ศิลาจารึกนครวัด จารึกเลขที่ 3 บรรทัดที่ 53.