พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง


ชื่อเรียกอื่น:
-
ที่อยู่:
ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี ต.ในเมือง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น 40150
โทรศัพท์:
0043-438204, 043-438206
โทรสาร:
043-438204
วันและเวลาทำการ:
วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์ (ยกเว้นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้บริการตามปกติ)
ค่าเข้าชม:
คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท, ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็ก 30 บาท
เว็บไซต์ / FB:
อีเมล:
-
ปีที่ก่อตั้ง:
2544
ของเด่น:
กระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทย, หุ่นขยับตัวได้ในสวนไดโนเสาร์

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

โดย:

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555

ไม่มีข้อมูล

ตะลุยโลกล้านปีเยือนถิ่นไดโนเสาร์ที่"ภูเวียง"...

ชื่อผู้แต่ง: | ปีที่พิมพ์: 3/6/2548

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

ตามไปดูไดโนเสาร์ภูเวียง...

ชื่อผู้แต่ง: | ปีที่พิมพ์: 11/30/2546

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

ไดโนเสาร์เมืองไทย...

ชื่อผู้แต่ง: กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม | ปีที่พิมพ์: -

ที่มา: กรุงเทพฯ: สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

ขบวนการค้ากระดูกไดโนเสาร์ ดองก.ม. ฟอสซิลเอาใจนักกา...

ชื่อผู้แต่ง: ทีมข่าวรายงานพิเศษ | ปีที่พิมพ์: 3/1/2548

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

สยามโอไทแรนนัส ดังกระฉ่อนโลก แต่พิพิธภัณฑ์ ภูเวียง...

ชื่อผู้แต่ง: เสาวลักษณ์ คงภัคพูน | ปีที่พิมพ์: 27/06/2539

ที่มา: มติชนรายวัน

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

ท่องแดนจูลาสิคปาร์คที่ "ภูเวียง"...

ชื่อผู้แต่ง: | ปีที่พิมพ์: 17-09-2550 (หน้า38)

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

แวะพิพิธภัณฑ์ภูเวียง ชมแหล่งพบไดโนเสาร์แห่งแรกของไ...

ชื่อผู้แต่ง: | ปีที่พิมพ์: 24/02/2552

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 13 มีนาคม 2555

อัศจรรย์อีสาน ถิ่นไดโนเสาร์อันน่าทึ่ง...

ชื่อผู้แต่ง: ปิ่น บุตรี | ปีที่พิมพ์: 9 มิ.ย. 2554;2011-06-09

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

แหล่งค้นคว้า: ศมส.

โดย: ศมส.

วันที่: 09 กรกฎาคม 2557


ไม่มีข้อมูล

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

           
บนภูเขาในอุทยานแห่งชาติภูเวียง ปีพ.ศ.2519 ได้มีการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอตโดยบังเอิญจากคณะสำรวจแร่ยูเรเนียม  ต่อมาคณะทำงานจากกรมทรัพยากรธรณีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสได้ทำการขุดค้นศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง  ทำให้มีการค้นพบไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลก และได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์อีกเป็นจำนวนมากในอีกหลายจังหวัด  ในปีพ.ศ.2544 ทางกรมทรัพยากรธรณี จึงได้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ที่นี่จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย
         
ผู้นำชมพิพิธภัณฑ์คือคุณวุฒิพงษ์ สุขใจ เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์  คุณวุฒิพงษ์อธิบายว่า การจัดแสดงของที่นี่เน้นเนื้อหาความเชื่อมโยงของเรื่องราว การอธิบายช่วงแรกใช้แบบจำลอง ภาพ ข้อความและวีดีโอสั้นๆเริ่มจากเรื่องที่กว้างใหญ่ในระบบสุริยะจักรวาล  แล้วมายังกำเนิดโลก กำเนิดสิ่งมีชีวิต  ส่วนจัดแสดงตรงนี้ให้แสงในบรรยากาศจำลองเหมือนนอกโลก มีภาพจำลองของดวงดาว องค์ประกอบของโลก   
           
กำเนิดสิ่งมีชีวิต เริ่มต้นมาจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกไซแอโนแบคทีเรียที่สังเคราะห์แสงได้ ทำให้โลกมีออกซิเจนเพิ่มขึ้น นำไปสู่กำเนิดสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ช่วงเวลาที่น่าสนใจเริ่มที่มหายุคพาลีโอโซอิก(545-248 ล้านปีมาแล้ว) ยุคนี้เริ่มมีฟอสซิลให้ทำการศึกษาได้ เพราะสิ่งมีชีวิตเริ่มมีโครงสร้างร่างกายแข็งแรงขึ้น ต่างจากยุคก่อนนี้ที่มักมีโครงสร้างอ่อนนิ่ม ย่อยสลายไปได้ง่าย ฟอสซิลที่พบได้แก่ แมงป่องน้ำยักษ์ ยุคนี้เป็นยุคของปลา  พวกสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังเกิดขึ้นมาครอบครองทะเล พวกพืชจะมีพวกหวายทะนอย พลับพลึงทะเล

ในเวลาต่อมาจึงเข้าสู่มหายุคเมโสโซอิก(248-65 ล้านปีมาแล้ว) สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มต่างๆ จึงเป็นยุคของไดโนเสาร์ มหายุคนี้แบ่งเป็น 3 ยุค ได้แก่ ยุคไทรแอสซิก (248-205 ล้านปีมาแล้ว) เป็นช่วงเริ่มต้นของไดโนเสาร์ พืชยังไม่มีดอก ไม่มีหญ้า มีแต่เฟิร์นกับต้นหางม้า  ยุคจูแรสซิก (205-144 ล้านปีมาแล้ว) ไดโนเสาร์ยุคนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีไดโนเสาร์คอยาว กินพืชเป็นอาหาร  ยุคครีเทเชียส (144-65 ล้านปีมาแล้ว) เป็นยุคสุดท้ายของไดโนเสาร์ ก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปจากข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ว่าเกิดมาจากมีอุกาบาตรจากนอกโลกเข้ามาชนโลกที่อ่าวแม็กซิโก  ทำให้เกิดฝุ่นละอองมหาศาลปกคลุมทั่วทั้งบรรยากาศของโลก ทำให้แสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ได้ ต้นไม้ตายเพราะสังเคราะห์แสงไม่ได้ ทำให้ไดโนเสาร์กินพืชตัวใหญ่ๆตายลงไปพร้อมกับไดโนเสาร์กินเนื้อ จนกระทั่งเกิดการสูญพันธุ์
           
มาถึงบริเวณโถงกลางส่วนจัดแสดงเรื่องราวของการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ เน้นว่าเป็นไดโนเสาร์ที่ค้นพบในประเทศไทย  และไดโนเสาร์แห่งเทือกเขาภูเวียง ในประเทศไทยค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ 8 สายพันธุ์ พบที่ขอนแก่น 4 สายพันธุ์  ที่เด่นสะดุดตาเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์จำลองตัวขนาดใหญ่นำมาเรียงต่อกันให้เห็นโครงร่างทั้งตัว  มีการจำลองหลุมขุดค้นให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพของกระดูกไดโนเสาร์ขณะที่เปิดหน้าดิน ในตู้กระจกจัดแสดงฟอสซิลชิ้นส่วนเล็กๆ แต่สำคัญมากต่อความรู้ด้านโบราณชีววิทยา เพราะทำให้ผู้เชี่ยวชาญระบุได้ว่า ได้ค้นพบไดโนเสาร์สกุลและชนิดใหม่ๆในประเทศไทย  มีตู้หนึ่งเขียนว่า ฟันไดโนเสาร์ยูฮีโลโปดิด ยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงยุคครีเทเชียสตอนต้น ประมาณ 150 ล้านปี พบที่จังหวัดมุกดาหารและกาฬสินธุ์
           
คุณวุฒิพงษ์  ได้พาไปดูกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของประเทศไทย ซึ่งปรากฏเป็นรายงานการค้นพบไดโนเสาร์ฉบับแรกของไทย  ในพ.ศ.2519  โดยนายสุธรรม แย้มนิยม จากคณะสำรวจแร่ยูเรเนียม เป็นผู้ค้นพบ กระดูกท่อนนี้มีขนาดประมาณ 1 ฟุต สถานที่พบอยู่ที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น  นักโบราณชีววิทยาให้ความสนใจกระดูกท่อนนี้มาก เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอต(ไดโนเสาร์คอยาว) ในเวลาต่อมาจากกระดูกชิ้นนี้ ได้ทำให้มีการขุดค้นจนพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์อีกเป็นจำนวนมาก  ทำให้มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังโดยคณะสำรวจไทย-ฝรั่งเศส ใช้เวลาเกินกว่า 10 ปี ในหัวข้อเรื่อง ไดโนเสาร์ซอโรพอต ยุคครีเทเชียสตอนต้นของประเทศไทย โดยมีดร.อิริก บุฟโตและนายวราวุธ  สุธีธร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  รายงานวิจัยชิ้นนี้สำเร็จเมื่อปีพ.ศ.2537 มีการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสผลการศึกษาซากดึกดำบรรพ์จากภูเวียงในหลุมขุดค้นที่หนึ่ง เรียกกันว่าภูประตูตีหมา  ได้พบไดโนเสาร์สกุลใหม่ ชื่อของสายพันธุ์นี้ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  มาเป็นชื่อไดโนเสาร์ ได้ชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน
           
การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ในหลายจังหวัดในประเทศไทย  คุณวุฒิพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเทียบจำนวนฟอสซิลที่พบในภูเวียงกับที่พบในจังหวัดกาฬสินธุ์  ที่มีการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สิรินธร อุทยานโลกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์  ที่นั่นขุดค้นพบฟอสซิลได้จำนวนมากกว่าและเป็นศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  แต่ที่ภูเวียงจะเพิ่มมาที่มีหลักฐานสภาพแวดล้อมความหลากหลายทางชีวภาพที่มีมากกว่า มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตร่วมยุคกับไดโนเสาร์ เป็นพวกเต่า จระเข้ ปลาโบราณ หอย ปะการัง

นอกจากนี้ที่ภูเวียงยังมีเส้นทางเดินป่าท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม  ช่วงเดือนธันวาคม ป่าจะเปลี่ยนสีเห็นใบไม้สีเหลือง ชมพู น้ำตาล แดง ร่วงหล่นบนพื้นดิน ทางเดินที่ทำไว้จะพาผู้เข้าชมเดินไปยังหลุมขุดค้นแต่ละแห่งที่ได้จัดแสดงจำลองไว้เหมือนกับตอนขุดค้นจริง แต่ละแห่งมีอาคารมีหลังคาคลุม มีภาพและรายละเอียดอธิบายไว้ ชื่อของหลุมขุดค้นทั้ง 9 จุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ ภูประตูตีหมา ถ้ำเจีย  ห้วยประตูตีหมา  โนนสาวเอ้  ซำหญ้าคา  ดงเค็ง  ภูน้อย  หินลาดป่าชาด  หินลาดยาว ทางเดินป่าจะไปหลุมขุดค้นเหล่านี้อยู่ห่างจากตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ไปตามถนนเข้าอุทยานแห่งชาติภูเวียงประมาณ 3 กม.
           
เรื่องราวของที่นี่ในช่วงของการขุดค้นกระดูกไดโนเสาร์  ช่วงปลายปีพ.ศ.2537 ได้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ เนื่องจากคณะทำงานได้ไปขุดค้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์  จึงไม่มีใครดูแลบริเวณการขุดค้นที่ภูเวียง ได้มีคนบุกรุกเข้าไปขุดเอากระดูกไดโนเสาร์สร้างความเสียหายกับทุกหลุมที่ได้สำรวจไว้ จุดประสงค์คือการนำเอากระดูกไดโนเสาร์ไปแกะสลักเป็นพระ เพื่อนำไปจำหน่ายตามความเชื่อเรื่องของขลัง
           
ปัจจุบันได้มีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551  ปัญหาจึงคลายไป แต่ที่ยังเป็นปัญหาอยู่สำหรับความก้าวหน้าในการวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์คือ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านนี้มีน้อยคน คุณวุฒิพงษ์พูดติดตลกว่า ตอนเป็นเด็กทุกคนชอบไดโนเสาร์ แต่โตมามีคนเรียนน้อยมาก
           
ติดกับโถงห้องจัดแสดง  มองผ่านกระจกไป เราจะเห็นห้องปฏิบัติการของนักวิจัย มีกระดูกไดโนเสาร์แยกวางเป็นกอง  จุดประสงค์เพื่ออยากให้ผู้เข้าชมได้เห็นขบวนการทำงานของนักวิจัย ถ้าคณะเข้าชมอยากเข้าไปชมใกล้ชิดห้องปฏิบัติการในทุกขั้นตอน สามารถทำเรื่องขออนุญาตจากผู้บริหารให้พิจารณาได้
           
และแล้วได้มาถึงส่วนจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับผู้เข้าชม สวนไดโนเสาร์  ในห้องนี้ได้จำลองสภาพป่าดึกดำบรรพ์มาไว้ที่นี่ ทันทีที่เปิดประตูกระจกก้าวเข้าไป ผู้เข้าชมจะได้ยินเสียงร้องของไดโนเสาร์ พร้อมกับได้ยินเสียงน้ำตก ช่วงแรกมีทางเดินผ่านโถงถ้ำมืดๆ แล้วมีสะพานให้เดินชมไดโนเสาร์ที่ขยับตัวได้ ส่งเสียงร้องได้ ขนาดตัวเท่าตัวจริง ไดโนเสาร์ทุกตัวในนี้เป็นชนิดที่ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย ให้สังเกตที่ชื่อไดโนเสาร์  ตัวที่เป็นสกุลและชนิดใหม่ ชื่อมักจะมีชื่อเดิมของไทยคือ สยาม ถิ่นที่พบคือ ภาคอีสาน และชื่อไทยของบุคคลสำคัญในแวดวงไดโนเสาร์
         
เจ้าตัวโตตัวแรก ท่าทางน่ากลัว ขยับตัวไปมาร้องเสียงดัง ทำเอาเด็กบางคนลังเลใจที่จะเข้าใกล้   ตัวนี้คือ สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis) เป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ ญาติกับพวกทีเร็กซ์ที่เรารู้จักกันดี เดิน 2 ขา กินเนื้อเป็นอาหาร ใกล้กันเป็นไดโนเสาร์ปากนกแก้ว ชื่อว่าชิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กิ(Psittacosaurus sattayaraki) เป็นไดโนเสาร์กินพืช  ตัวใหญ่ที่มีแผงหลังชื่อว่า สเตโกซอรัส(Stegosaurus)
           
ตัวใหญ่ที่มีส่วนหัวคล้ายจระเข้ มีชื่อว่า สยามโมซอรัส สุธีธรนิ(Siamosaurus suteethorni) ตัวนี้คณะสำรวจไทย-ฝรั่งเศส พบฟอสซิลฟันที่แตกต่างจากฟันไดโนเสาร์เทอโรพอตทั่วๆไป ตัวนี้ฟันกลมไม่มีรอยหยักเหมือนพวกกินเนื้อ ลักษณะปากแคบยาว จึงเป็นพวกกินปลาเป็นอาหาร จัดว่าเป็นสกุลและชนิดใหม่ที่พบในไทย  มาถึงไดโนเสาร์ตัวสำคัญ ที่เป็นกำเนิดเรื่องราวการค้นพบไดโนเสาร์ในประเทศไทย  ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน(Phuwiangosaurus sirindhornae) เป็นไดโนเสาร์กินพืช  ตัวใหญ่มาก คอยาวไดโนเสาร์อีกตัวหนึ่งคือ กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซิส(Kinareemimus Khonkaenesis) รูปร่างคล้ายนกกระจอกเทศ ขนาดยาวประมาณ 3 เมตร กินทั้งพืชและสัตว์
           
ส่วนเจ้าตัวเล็กๆ ทำท่าวิ่งที่พื้น ดูเผินๆอาจเข้าใจว่าเป็นลูกไดโนเสาร์ จริงๆแล้วคือ ไดโนเสาร์พันธุ์เล็ก ชื่อว่า คอมพ์ซอกนาซัส(Compsognathus) ขนาดตัวเท่าไก่  ยาวประมาณ 70 ซม.น้ำหนักประมาณ 3.5 กก. หัวยาวคอเรียว วิ่งสองขาหลังได้อย่างรวดเร็ว กินสัตว์ขนาดเล็ก
           
มาถึงส่วนจัดแสดงชั้นสอง ลักษณะเป็นกึ่งชั้นลอยที่ยังมองเห็นส่วนจัดแสดงชั้นล่างได้ชัดเจน ระหว่างทางขึ้นมีภาพประกอบเรื่องราวของยุคหลังจากไดโนเสาร์สูญพันธุ์  ในเวลาต่อมาเป็นยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิวัฒนาการต่อมาเป็นลำดับ ชั้นนี้ให้ความรู้ด้านธรณีวิทยา เพราะการจะทราบว่าควรจะขุดซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่ตรงไหน  เบื้องต้นต้องมีการสำรวจชั้นหินในมหายุคในช่วงที่มีไดโนเสาร์  มีการจัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆของนักธรณีวิทยาที่ใช้ในงานสำรวจ   นอกจากนี้ยังมีความรู้เรื่องการตรวจสอบแร่  การปิโตรเลียม  ธรณีพิบัติภัยต่างๆ
           
ห้องต่อมาเป็นห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่มีต่องานศึกษาวิจัยไดโนเสาร์คุณวุฒิพงษ์ สุขใจ เล่าไปด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในช่วงเวลาที่เสด็จฯมาที่ภูเวียง  หลังจากวันนั้นคนในชุมชนได้มีโอกาสที่ดีหลายเรื่องในชีวิต ทั้งเรื่องการพัฒนาท้องถิ่นและการเป็นแหล่งการเรียนรู้ นอกเหนือไปจากการจัดกิจกรรมในรอบปี ได้แก่ วันปีใหม่ วันเด็ก วันแม่ วันพ่อ วันสัปดาห์วิทยาศาสตร์ อีกหนึ่งหน้าที่ของการต่อยอดองค์ความรู้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีการเข้าไปจัดกิจกรรมที่โรงเรียนเป้าหมาย  มีการจัดค่ายเยาวชน ค่ายวิทยาศาสตร์ จัดให้มีฐานการเรียนรู้  ในกิจกรรมชุมนุมอาสาสมัครยุวมัคคุเทศก์(มัคคุเทศก์น้อย) ของโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม  ทางโรงเรียนได้ทำหนังสือขอให้นักเรียนเข้ามาฝึกทักษะการนำชมพิพิธภัณฑ์ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์  จัดว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ดีมากสำหรับเด็กและเยาวชน
 
----------------------------------------------------

สาวิตรี  ตลับแป้น  / ผู้เขียน 
สำรวจข้อมูลภาคสนาม วันที่ 20 ธันวาคม 2558


----------------------------------------------------

การเดินทาง :  จากตัวเมืองขอนแก่นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12(ขอนแก่น-ชุมแพ) ประมาณ 48 กม.จะถึงทางแยกเลี้ยวขวาไป อ.ภูเวียง สามารถมองเห็นรูปปั้นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ทางซ้ายมือ  ให้เลี้ยวขวาไปอีก 25 กม. จะถึงพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จากที่นี่อีกเพียง 3 กม.จะถึงอุทยานแห่งชาติภูเวียง(ปัจจุบันที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์อยู่ในเขต อ.เวียงเก่า เนื่องจากมีการแยกเขตการปกครองออกไปจากอ.ภูเวียง ตั้งเป็นอำเภอแห่งใหม่)

-----------------------------------------------

บรรณานุกรม
วราวุธ สุธีธรและ น.ท.เสริมสกุล โทณะวณิก. ไดโนเสาร์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2553.
ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์. ยุคของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์(ออนไลน์) แหล่งที่มา http://www.lesa.biz/earth/lithosphere/geologic-time/fossil(10 มีนาคม 2559).
ชื่อผู้แต่ง:
-

รีวิวของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

ฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทยพบที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี 2519 โดยนายสุธรรม แย้มนิยม อดีตนักธรณีวิทยาของกรมทรัพยากรธรณี ขณะสำรวจแร่ยูเรเนียม ในหมวดหินเสาขัว ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง บริเวณห้วยประตูตีหมา กระดูกชิ้นนี้มีความกว้างยาวประมาณ 1 ฟุต จากการเปรียบเทียบพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับไดโนเสาร์ซอโรพอด ซึ่งมีขนาดใหญ่ยาวประมาณ 15 เมตร และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นส่วนปลายล่างสุดของกระดูกต้นขาของไดโนเสาร์จำพวก กินพืช การสำรวจไดโนเสาร์ที่ภูเวียงได้เริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2524 โดยนายเชิงชาย ไกรคง นักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณี ได้พาคณะสำรวจโบราณชีววิทยาไทยและฝรั่งเศสขึ้นไปสำรวจกระดูกไดโนเสาร์ บริเวณยอดห้วยประตูตีหมา อำเภอภูเวียง คณะสำรวจพบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชขนาดใหญ่ รวมทั้งฟันจระเข้ กระดองเต่า ฟันและเกล็ดปลาโบราณ และจากการสำรวจในเวลาต่อมาได้พบกระดูกไดโนเสาร์อีกหลายชนิด 

ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงจัดตั้งขึ้น โดยความร่วมมือของกรมทรัพยากรธรณี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการ สำหรับให้การศึกษาแก่เยาวชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่น

ภายหลังจากการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกแล้ว ต่อมาได้มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลรวมถึงรอยเท้าไดโนเสาร์ รวม 9 หลุม ดังนี้ หลุมที่ 1 (ประตูตีหมา) พบกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่จำนวนมากเรียงรายอยู่ในชั้นหิน หลุมที่ 2 (ถ้ำเจีย) พบกระดูกส่วนคอของไดโนเสาร์ซอโรพอดเรียงต่อกัน จำนวน 6 ชิ้น

หลุมที่ 3 (ห้วยประตูตีหมา) พบกระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครงหลายชิ้น ของไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่

หลุมที่ 4 (โนนสาวเอ้) พบฟอสซิลกระจายเป็นบริเวณกว้างกว่า 10 ตารางเมตร ประกอบด้วยกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอดขนาดใหญ่ และที่อยู่ในวัยเยาว์ นอกจากนั้นยังพบเกล็ดปลาเลปิโดเทสและกระดองเต่าหลุมที่ 5 (ซำหญ้าคา) หลุมที่ 6 (ดงเค็ง) และหลุมที่ 7 (ภูน้อย) พบไดโนเสาร์ทั้งขนาดใหญ่และที่ยังเยาว์ และยังพบฟอสซิลของจระเข้ขนาดเล็กอีกด้วย หลุมที่ 8 (หินลาดป่าชาด) พบรอยเท้าไดโนเสาร์ มากกว่า 60 รอยใน 10 แนวทางเดิน เป็นของไดโนเสาร์พวกกินเนื้อขนาดเล็ก ซึ่งเดินด้วย 2 ขาหลังหลุมที่ 9 (หินลาดยาว)

พบกระดูกสันหลังหลายชิ้นโผล่มาจากชั้นหินทรายสีแดงของหมวดหินเสาขัว และยังพบส่วนของสะโพกด้านซ้ายและกระดูกส่วนหางกว่า 10 ชิ้น ของพวกไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 6.5 เมตร

ศูนย์ศึกษาวิจัยแลพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติภูเวียง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยอยู่ห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่นไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทางประมาณ 87 กิโลเมตร การเข้าถึงพื้นที่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 ซึ่งเป็นถนนสายยาว ติดต่อจากจังหวัดตากทางด้านทิศตะวันตกผ่านจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก อำเภอหล่มสัก อำเภอชุมแพไปสิ้นสุดที่จังหวัดขอนแก่น โดยหากเริ่มจากจังหวัดขอนแก่นให้ใช้เส้นทางไปชุมแพ และแยกขวาเข้าอำเภอภูเวียง ตามเส้นทางหลวงสาย 2038 ซึ่งปากทางเข้าอยู่เลยอำเภอหนองเรือไปเล็กน้อย หรือหากเริ่มต้นจากอำเภอชุมแพให้ไปทางขอนแก่นแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางหลวง สาย 2038 เช่นเดียวกัน เมื่อเลยอำเภอภูเวียงเล็กน้อยให้ใช้เส้นทางตรงไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง ศูนย์ศึกษาวิจัยฯ ก่อนถึงอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร

เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 8.30-17.00 น. โทร. (043) 438204-6 ประชาชนสามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ภายในอาคารส่วนหนึ่งจัดแสดงเรื่องราวของการขุดค้นพบไดโนเสาร์ ที่จังหวัดขอนแก่นและใกล้เคียง เพื่อเผยแพร่ผลงานของกรมทรัพยากรธรณีให้กับนักท่องเที่ยว ส่วนที่เหลือจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดโลก กำเนิดหิน แร่ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และสิ่งสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และทางธรรมชาติของจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ความรู้กับเยาวชน และผู้ที่สนใจ 

ข้อมูลจาก: http://www.dmr.go.th/service/museum3.htm [accessed 2008110]

ชื่อผู้แต่ง:
-

แวะพิพิธภัณฑ์ภูเวียง ชมแหล่งพบไดโนเสาร์แห่งแรกของไทย

มีใครทราบบ้างว่า เราขุดพบ "ไดโนเสาร์" ในเมืองไทยครั้งแรกมานานกว่า 30 ปีแล้ว และหุบเขาใน "ภูเวียง" แห่งเมืองขอนแก่น ก็คือสถานที่แรกที่ยืนยันว่า ในอดีตการแผ่นดินอีสานแห่งนี้เคยเป็นสถานที่โลดแล่นของสัตว์เลื้อยคลายยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ ระหว่างเดินทางไปเยี่ยมชมธุรกิจนวัตกรรมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เมื่อต้นเดือน ก.พ.52
ชื่อผู้แต่ง:
-

อัศจรรย์อีสาน ถิ่นไดโนเสาร์อันน่าทึ่ง

แม้“ไดโนเสาร์”จะสูญพันธุ์จากโลกนี้ไป 65 ล้านปีแล้วก็ตาม แต่ไดโนเสาร์ยังคงเป็นสัตว์ที่มนุษย์เราทุกวันนี้รู้จักกับมันเป็นอย่างดี ปานประหนึ่งว่าเจ้าสัตว์โลกล้านปีที่เป็นเจ้าโลกเมื่อครั้งอดีตกาลยังคงอยู่คู่กับยุคสมัย ยังไม่ได้ล้มหายตายไปจากโลกของเรา ทำให้วันนี้เรื่องราวของไดโนเสาร์ยังคงมีการถ่ายทอดนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ ภาพยนตร์ การ์ตูน สารคดี
ชื่อผู้แต่ง:
-

ชื่อผู้แต่ง:
-

ชื่อผู้แต่ง:
-