มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน พ.ศ.2562: องค์ความรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา

เกือบ 20 ปี หากนับจากจุดเริ่มต้นโครงการวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พ.ศ.2546 (ดู  https://www.sac.or.th/databases/sac-research/research-item.php?ob_id=62) ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้ร่วมผลักดันและส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของพลังในการขับเคลื่อนชุมชน แม้ที่ผ่านมาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของหลายพิพิธภัณฑ์อาจทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงทิศทางและความยั่งยืนของการจัดการพิพิธภัณฑ์โดยท้องถิ่น แต่ในอีกด้านหนึ่งความสามารถในการดำรงอยู่และการขับเคลื่อนกิจการ กิจกรรม อย่างต่อเนื่องของหลายพิพิธภัณฑ์ก็กลายเป็นองค์ความรู้ชั้นดีที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ได้จัดเก็บรวบรวมไว้ ทั้งในรูปแบบรายงานการวิจัย (ดู https://www.sac.or.th/databases/sac-research/research-keyword.php?tag=พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น)  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย (ดู https://db.sac.or.th/museum/) ตลอดจนจดหมายข่าวศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวในแวดวงคนทำงานพิพิธภัณฑ์ให้สาธารณชนได้รับทราบอยู่เป็นระยะๆ (ดู https://www.sac.or.th/main/th/newsletter/index)

หนึ่งในกิจกรรมที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ มาอย่างต่อเนื่องก็คือ เทศกาลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งเคยจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ถึง 3 ครั้ง ก่อนที่กิจกรรมดังกล่าวจะขยับขยายออกไปในส่วนภูมิภาคด้วยความคิดริเริ่มของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา โดยเริ่มต้นจาก มหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา พ.ศ.2559 ในชื่องาน ศรัทธา สักการะ[1] ที่จัดขึ้น ณ อาคารปฏิบัติธรรม วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา และล่าสุดกับ มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน: ปาเจียงแสน    ปิ๊กบ้าน[2] ซึ่งจัดขึ้น ณ พื้นที่วัดเจดีย์หลวง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นในการดำเนินงานของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนาที่ช่วยทลายกำแพงมายาคติหลายประการเกี่ยวกับการจัดการพิพิธภัณฑ์

27 สิงหาคม พ.ศ.2562 บุคคลที่มีส่วนร่วมในการจัดงาน ‘มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน: ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน’ ประกอบด้วย พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ วัดธรรมิการาม จ.พะเยา, นเรนทร์ ปัญญาภู มิกกี้เฮาส์ จ.ลำพูน, ศุภชัย สิทธิเลิศ พิพิธภัณฑ์โฮงหลวงแสงแก้ว จ.เชียงราย, โกมล พานิชพันธ์ พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ จ.แพร่ และวีรวัฒน์ กังวานนวกุล โรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย ได้นำประสบการณ์อันเป็นประโยชน์มาร่วมแบ่งปันในงานเสวนาวิชาการ “เรื่องเล่าจากมหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน : ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน” ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

วงสนทนา มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน


มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน: “เราพยายามที่จะหนีกรอบเดิมๆ”

ปัจจุบันเมื่อพูดถึง “พิพิธภัณฑ์” ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าหมายถึง ตัวอาคารที่มีไว้จัดแสดงวัตถุมีค่า แต่สำหรับพระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ ประธานเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา กลับมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป

เราพยายามที่จะหนีกรอบเดิมๆ ที่เราจัดงานแบบกำหนดหัวข้อแล้วก็ให้แต่ละพิพิธภัณฑ์นำสิ่งของมาออกบูธจัดแสดงแล้วก็จบ เรามีแนวคิดว่าถ้าหากเราฉีกแนวคือทุกพิพิธภัณฑ์ที่เราเคยร่วมงานกันมาตั้งแต่จัดงานกับทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ถึง 3 ครั้ง แล้วก็ที่เราจัดกันเองอีกหนึ่งครั้ง (มหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา: ศรัทธา สักการะ วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา พ.ศ.2559) พอมาครั้งนี้ที่เราจะจัดที่เชียงแสน เราบอกว่าขอให้พวกเราทั้งหมดเนี่ยถอยมาเป็นพี่เลี้ยงได้ไหม ดังนั้นเราจะเห็นว่าในการออกบูธครั้งนี้ จึงไม่มีของหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำหรือของอาจารย์โกมล (โกมล พานิชพันธ์ พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ จ.แพร่) หรือว่าของเครือข่าย แต่จะเป็นน้องใหม่ทั้งหมด รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ เครือข่ายวัฒนธรรม เครือข่ายไทยวน  และหน่วยงานต่างๆ ในเมืองเชียงแสนพวกเราในฐานะที่เป็นเครือข่ายรุ่นพี่ พยายามที่จะไปผลักดันแล้วก็สร้างน้องใหม่ขึ้นมาในการทำงาน แล้วเราก็มีแนวคิดว่าจะหนีกรอบการจัดในพื้นที่อาคาร เราพยายามหนีกรอบการจัดในบล็อกสี่เหลี่ยมหรือพื้นที่ที่มีจำกัด ก็อยากจะจัดเอาเมืองเชียงแสนทั้งเมืองให้เป็นเมืองพิพิธภัณฑ์” พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ เล่าถึงแนวทางในการจัด มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน: ปาเจียงแสนปิ๊กบ้านที่พยายามข้ามพ้นพรมแดนของตัวอาคารและวัตถุ

แม้จะไม่ใช่เรื่องยากในการคิดออกจากกรอบเดิมๆ แต่ในทางปฏิบัติ การพยายามข้ามขีดจำกัดของพื้นที่และตัวอาคารเพื่อส่งเสริมให้เกิดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งจำต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ ศุภชัย สิทธิเลิศ ในฐานะประธานเครือข่ายพิพิธภัณฑ์จังหวัดเชียงราย ผู้ทำหน้าที่ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ ได้ให้ข้อมูลเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งแรกคือ เราต้องไปทำความรู้จักว่าเราเป็นคนทำพิพิธภัณฑ์ จะมาจัดงานที่นี่ จะมาทำอะไรบ้าง แรกเลยอย่างที่ท่านพระครูเรียนแล้ว เราไปขอความเมตตาจากพระพุทธิญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา ขอให้ท่านเป็นผู้นำจัดประชุม ทำให้มีทั้งส่วนราชการ ประชาชนเข้ามารับทราบ...จนถึงตอนที่เราทำกิจกรรมขึ้นมา ตอนนั้นกำลังเลือกสถานที่ตอนแรกเราจะเอาหลายๆ ที่ให้คนไปดูที่นั่นที่นี่ ตอนหลังมาดูแล้วบอกว่าสงสัยจะไม่ไหวคงต้องเลือกที่ไหนที่หนึ่งที่เป็นศูนย์กลางเมือง ควรจะเป็นที่ที่คนเข้าถึงได้ อยู่กลางเมือง แล้วก็มีสถานที่จอดรถ มาสรุปได้ว่าเป็นที่วัดเจดีย์หลวง เพราะวัดนี้เป็นวัดสำคัญที่สุดของเชียงแสน”

พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ ช่วยเสริมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่วัดเจดีย์หลวงเพื่อรองรับ มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน ซึ่งต้องอาศัยความเสียสละและทุ่มเทของหลายภาคส่วน “การเลือกสถานที่นี่สำคัญมาก เพราะว่านอกจากพื้นที่ที่เราจะจัดแล้ว บริเวณที่เราจะจัดต้องมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ในการจัดงานครั้งนี้เบื้องหลังมีอะไรยุ่งยากมาก หลายท่านไปอาจจะเห็นห้องน้ำเรียบร้อย แท้จริงแล้วเกิดจากป้าพัชรี (พัชรี ศรีมัธยกุล พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น จ.เชียงราย) ต้องไปออกเงินซึ่งไม่ใช่เงินโครงการไปสร้างห้องน้ำให้วัดใหม่ แล้วก็เนื่องจากพื้นที่วัดเขามีพื้นที่กว้าง เราต้องไปปรับพื้นที่ทั้งหมด ที่พวกท่านเห็นภาพออกมาสวยงาม เบื้องหลังนี่สนุกมาก” รอยยิ้มของประธานเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา สะท้อนให้เห็นความเหน็ดเหนื่อยที่ถูกถ่ายเทหลังสิ้นสุดนิทรรศการ

ขณะที่ โกมล พานิชพันธ์ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดนิทรรศการนอกพื้นที่ตัวอาคารว่า “จุดหนึ่งของการจัดสถานที่ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ออกมาเป็นงานแฟร์ งานขายสินค้า ซึ่งเราจะต้องระวังมาก แล้วจะทำยังไงให้ภูมิทัศน์ทั้งหมดภาพรวมทั้งหมดสวยงาม สิ่งที่เกลียดที่สุดในชีวิตผมคือไวนิลกับเต๊นท์แต่ก็ขาดไม่ได้ แต่จะทำยังไงให้ไวนิลกับเต๊นท์พวกนี้กลมกลืนกับธรรมชาติ เราก็พยายามปรับเอาของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ ซึ่งพอดีทางเชียงรายจะมีอุปกรณ์ที่เขาเรียกว่าแผงยาเพราะเป็นเมืองที่ทำไร่ยาสูบเยอะ เพราะฉะนั้นแผงยาก็จะเป็นไม้ไผ่สานเราก็ใช้งานไม้ไผ่พวกนี้มาปกปิดเท่าที่จะทำได้

“เบื้องหลังอีกอย่างการจัดเวทีการแสดง พอดีผมอยู่จังหวัดแพร่ต้องไปศึกษาพื้นที่ที่เชียงราย พอเราจะทำเวทีปุ๊บสิ่งที่เราต้องคิดครั้งแรก บางทีงานทุกงานสำเร็จหมดสวยหมด ทำเวทีสวยหมด ถ่ายรูปแล้วไม่สวย คืองานนั้นไม่สำเร็จแล้วครับ ทำสื่อไม่ได้ บังเอิญวันนั้นผมไปทำเวทีเสร็จตอนเช้า พอช่วงบ่ายที่จะเปิดงาน โห...พระอาทิตย์มาข้างหลังพอดี ปรากฏว่าก่อนจะเปิดงานย้ายเวที 3 ครั้งนะครับ อันนี้เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่อยากจะให้หลายท่านศึกษาเพราะว่าจะใช้ไฟอะไรมาช่วยก็สู้แสงธรรมชาติไม่ได้ มันประหยัด ตรงนี้ก็เป็นสิ่งแรกที่ละเอียดอ่อนมากที่เราควรจะช่วยกันศึกษานิดนึง” ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ อธิบายถึงบางแง่มุมที่ผู้จัดนิทรรศการนอกพื้นที่ตัวอาคารอาจละเลย


กว่าจะเป็นมหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์

ขณะที่หน้าฉากความสำเร็จของ มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน อาจแสดงผ่านนิทรรศการชั่วคราวเพียง 3 วัน แต่เบื้องหลังในการดำเนินงานกลับเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของหยาดเหงื่อและความทุ่มเทของคณะผู้ดำเนินการที่ใช้เวลาถึง 1 ปี โดยหนึ่งในโครงการย่อยที่สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการเก็บข้อมูลก็คือ โครงการภาพถ่ายเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงแสน ที่มี นเรนทร์ ปัญญาภู ผู้ก่อตั้งมิกกี้เฮ้าส์ จ.ลำพูน เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

“ถ้าผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพี่พัชรี (พัชรี ศรีมัธยกุล พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น จ.เชียงราย) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ผมเข้าไปหาถึงแหล่งข้อมูลภาพถ่ายได้ยากมาก เพราะเจ้าของพื้นที่จะรู้ว่าใครมีภาพหรือไม่มีภาพ” นเรนทร์ ปัญญาภู ชี้ให้เห็นความสำคัญของ คนในในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทางด้านวัฒนธรรม ก่อนบอกเล่าถึงอุปสรรคในช่วงแรกของการดำเนินงานว่า

“โดยส่วนตัวแล้วมองว่า การเอาภาพถ่ายไปพูดคุยกับคนในพื้นที่มันน่าจะได้ประโยชน์ในเรื่องของการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว เพราะว่ามันกลับค้นพบว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยอยากจะให้รูปภาพกับเรา มันมีปัญหาเหมือนกับทุกที่ เขาจะบอกว่าหลายหน่วยงานมาทำกับเขาเรื่องรูปภาพไม่ว่าจะงานวิจัย งานวิชาการ หรือแม้กระทั่งองค์กรท้องถิ่น มาเอารูปของเขาไปแล้วก็ไม่คืน แม้จะรับปากกับเขาว่าเอาไปจัดงานแล้วเดี๋ยวจะมาคืนก็ไม่มาคืน” นั่นคืออุปสรรคแรกที่ นเรนทร์ ได้นำเสนอกับที่ประชุมเครือข่ายฯ ก่อนคิดหากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อบรรลุผลสำเร็จในการดำเนินงาน"

เขาเล่าต่อไปว่า “ก็กลับมาคุยกับที่ประชุมหลายครั้งว่าผมเจอปัญหาอะไร ผมก็เลยว่าถ้าอย่างนั้น นอกจากคนในพื้นที่แล้วก็ต้องหาทีมงานเพิ่ม ก็มาเจออาสาสมัครที่เป็นพิพิธภัณฑ์ใหม่ที่เข้ามาร่วมจาก พิพิธภัณฑ์วัดแสนเมืองมา (จ.พะเยา) น้องเก่ง (ชานน ปัญจศรี) เดิมเป็นคนเชียงแสน แต่ย้ายไปอยู่ที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาก็เข้ามาบอกว่าพี่ผมทำด้วย...ก็เริ่มจะเข้าไปหาผู้คนในพื้นที่ในเรื่องภาพถ่ายแล้วจะทำยังไงในเมื่อเขาไม่เปิดใจรับเรา ก็คุยกับเก่ง เก่งก็ว่าเอาอย่างนี้ไหมพี่ เอาภาพที่เรามี ก็เริ่มดำเนินการโดยที่เราไปเอาภาพเชียงแสนจากส่วนกลาง ผมไปได้ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติแล้วก็ภาพบางส่วนที่เขาเคยลงในหนังสือเกี่ยวกับเชียงแสนเป็นภาพเก่า ก็เอามาอัดแล้วทำเป็นสมุดเล่มใหญ่ แล้วก็ใช้วิธีเดินตามบ้านไปพูดคุยว่าภาพนี้มันเป็นอย่างนี้ๆ นะ

“ก็เริ่มพูดคุย เริ่มได้ภาพจากบางบ้านที่พี่พัชรีแนะนำ อาจจะเป็นเครือญาติหรือคนรู้จักเขาก็ให้ ผมก็อัดรูปนั้นมาแปะในสมุดเล่มสีดำ แต่สังเกตดูว่าอัลบั้มผมจะไม่มีข้อมูล เพราะผมต้องการให้เขาเห็นภาพแล้วต้องการให้เขาเล่าเรื่องว่าในภาพนี้เป็นภาพอะไรเกี่ยวกับเชียงแสน มันเกิดอะไรขึ้น เขาก็เล่า เล่าเรื่องการเดินทางทางเรือ เรื่องเกาะกลางน้ำ เรื่องอาชีพของเขา เรื่องไหนที่ไม่มีอย่างเช่นกรณีเรื่องการจับปลาบึก มันไม่มีการถ่ายรูป เราก็ให้น้องเก่งที่ตามผมไปเป็นคนสเก็ตช์ภาพตามที่คนเล่าเรื่องบอกว่าเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ผมก็ได้ข้อมูลจากภาพทั้งหมด พอเขาเปิดใจเขาก็จะให้รูปมา ผมก็ไปอัดมาแปะในเล่มเพิ่มขึ้น มันก็ได้ผลเวลาที่เราไปบ้านอีกท่านหนึ่ง อ้าว...ยายลีให้รูปมาแล้วเหรอ ของฉันก็มี ก็กลายเป็นเริ่มทวีเรื่องของภาพมาเรื่อยๆ รู้ว่าตรงนั้นก็มีตรงนี้ก็มี” นเรนทร์ อธิบายถึงกระบวนการในการเก็บข้อมูลภาพถ่ายเก่าที่จำเป็นต้องปรับวิธีการในการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากภาพถ่ายเก่าจะเป็นแหล่งข้อมูลในตัวของมันเองและเป็นเครื่องมือที่ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำจากผู้คนในพื้นที่แล้ว กระบวนการในการดำเนินงานของ นเรนทร์ ตลอดระยะเวลา 1 ปียังทำหน้าที่เป็นสื่อในการสื่อสารกิจกรรม มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน ให้กับคนในท้องถิ่นรับทราบ ขณะเดียวกัน นเรนทร์ และทีมงานก็ไม่ได้มองข้ามพลังของสื่อใหม่ๆ อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ที่กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ทำให้ค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายเก่า

“ภาพที่ได้มาแต่ละครั้งนอกจากที่เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลที่คนเขาให้มาลงในเพจแล้ว ก็ยังมีคนที่ติดตามในเพจของเราเข้ามาให้ข้อมูลอีกว่า จริงๆ ในภาพนี้ มันเกิดขึ้นตรงนั้นๆ นะ รูปของเขาก็มีนะ บางคนก็ให้ภาพมากับทางเพจของเราบ้าง” นเรนทร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากช่องทางการสื่อสารออนไลน์

ด้าน วีรวัฒน์ กังวานนวกุล ผู้รับผิดชอบโครงการคลินิกพิพิธภัณฑ์ ได้กล่าวถึงความประทับใจที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับ มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน และบทเรียนที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจในงานพิพิธภัณฑ์ว่า “เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากตั้งแต่ตอนที่ทางเครือข่ายตัดสินใจไปจัดงานที่เชียงแสน ความรู้สึกส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าเครือข่ายตัดสินใจที่จะทำก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา พวกเรารู้ว่าต้องเหนื่อย แต่ว่าเราจะทำงานอย่างไรให้เหนื่อย สนุก และไม่ทำลายมิตรภาพ ภายใต้งานที่เราเห็น 3 วัน เราเตรียมงานมา 365 วัน...อย่างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนาผมว่าปีหนึ่งเราเจอกันมากกว่าหนึ่งครั้ง แล้วเราไม่ใช่แค่เจอกันแบบพูดคุยกันอย่างเดียว ทุกการทำงานร่วมกันทำให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจ เรื่องการสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนทำงานพิพิธภัณฑ์ก้าวไปพร้อมๆ กันเป็นสิ่งที่ศูนย์มานุษฯ บอกเรามาแล้วก็ชวนเราคิดเสมอ...แน่นอนครับว่างานพิพิธภัณฑ์มีองค์ประกอบเยอะมาก ไม่ใช่แค่ตัววัตถุ มีทั้งเบื้องหลังของงานวัตถุ งานนำเสนอ งานบริหารจัดการทั้งพื้นที่ คนทำงานพิพิธภัณฑ์อาจไม่ต้องถนัดทุกเรื่อง แต่ต้องรู้ว่าเราถนัดเรื่องอะไร แล้วถ้าเป็นไปได้เรารู้ว่าเราไม่ถนัดอะไรเนี่ยจะดีมากๆ เครือข่ายจะเข้ามาช่วยกันตรงนั้น


ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยอาจวัดความสำเร็จของนิทรรศการหนึ่งๆ จากจำนวนผู้ชมที่เข้าร่วมงาน แต่สำหรับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ‘มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสน: ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน’ กลับแตกต่างออกไป ดังที่ พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “จนทุกวันนี้กิจกรรมปาเจียงแสนปิ๊กบ้านยังไม่จบ เด็กยังทำงาน คนในท้องถิ่นยังเก็บข้อมูล นักเรียนแล้วก็คนในท้องที่ยังมีความกระตือรือร้นในการที่จะสร้างเมืองเชียงแสนของเขา อันนั้นก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของคนทำงานอย่างหนึ่งในการกระตุ้นให้คนเชียงแสนได้รับรู้ความเป็นตัวตนของเขา”

แม้ข้อมูลเกี่ยวกับ มหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์เชียงแสนอาจดูเป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆ สำหรับผู้คนนอกแวดวงพิพิธภัณฑ์ แต่สำหรับใครที่มีโอกาสได้ติดตามความเคลื่อนไหวของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาจะทราบว่า กิจกรรมและคำบอกเล่าจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา สะท้อนให้เห็นถึงพลังของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และพลังของเครือข่ายคนทำงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่กำลังก้าวไปไกลเกินกว่าความหลงใหลในความงดงามของมรดกวัฒนธรรม หากแต่พลังเหล่านี้ยังสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นกลไกในการขับเคลื่อนโครงสร้างต่างๆ ภายในท้องถิ่นและสังคม เพียงแต่ว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบนโยบายจำต้องเล็งเห็นถึงคุณค่าจากองค์ความรู้ที่ได้รับจากเครือข่ายคนทำงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และส่งเสริมสนับสนุนตามแนวทางที่ทุกๆ ฝ่ายเห็นว่าเหมาะสมตามสมควร


[1] นวลพรรณ บุญธรรม, (กรกฎาคม - กันยายน 2559), มหกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นล้านนา ศรัทธา สักการะ ความเชื่อ ภูมิปัญญา สู่วิถีชีวิตล้านนา, จดหมายข่าวศูนย์มานุษยวิทยา (องค์การมหาชน), 18(90), สืบค้นจาก https://www.sac.or.th/main/th/newsletter/details/29#book/7

[2] จดหมายข่าวศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน),21(102), สืบค้นจาก https://www.sac.or.th/main/th/newsletter/details/174#book/


วันที่เผยแพร่ครั้งแรก: 24 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่แก้ไข: 24 กุมภาพันธ์ 2569