เอกสารโบราณในประเทศไทย

Manuscripts of Thailand

Total : 62 pages , Total amount : 1,968 Records , Total amount : 2 Resources.

จุนทสุกริตสูตต์
วัดน้ำจำ ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จุนทสุกริตสูตต์
CMRU-CM-06-A-050-1จุนทสุกริตสูตต์
พระไตรปิฎก - พระสุดตันตปีฎก

สระเด็จแล้วยามแตรขึ้นสู่เที่ยงแล จักบิดเบี่ยงกินทอน นามกรข้าชื่อว่าอินทปัญญาภิกขุ ลิกขิตฺตะเขียนทังปลายแล ฯ จุฬสักกราชได้ 1289 ตัว ปลีเมืองเหม้า เข้ามาในเดือน ๓ ขึ้น 11 ฅ่ำ พร่ำว่าได้วัน 7 ไทยเต่าสัน รืิกฏ์ได้ 27 ตัวแล ฯ กุสลส่วนบุญข้าได้เขียนธัมม์นี้ขอหื้อมีประหญาปัญญาดีวิดว่อง ยามเมื่อเทียวแห่งห้องโลกา ขอหื้อมีจักขุหูตาดีเสมอดั่งแก้ว หื้อเปนที่แล้วแห่งฅวามเจโตปันนิธาแท้ดีหลี ข้าใจคลี่กว้างยินดี ปิบติมีบังเกิด ข้าได้เขียนธัมม์ดัวงประเสิฏชื่อว่าจุนทะเลิดโกสถา ขอหื้อข้ามีวิตซาปันญาอันแรบแด่เทอะ ฯ ขอหื้อมัคคผละหน้าบุญอันนี้ค้ำชูตนตัวแห่งข้า ฅลูบาอาจานตนสอนคองปฏิบัตแห่งผู้ข้าแลพ่อแม่พี่น้องชู่ฅนๆ แด่เทอะ ฯ (หน้าทับ) หน้ารับธัมม์จุนทสุกกริกกสูตต์ ธัมม์วัดน้ำชำแก้วกว้างแดนแต่ท้างพิงไช ตัวก็ไม่ดี พิจจรณาไปเทอะภะนายทุนาย ฯ “อินทปัญญาภิกฺขุ ลิกฺขิตฺต” (อักษรธรรมล้านนาใส่ลวดลาย) “ขอท่านผู้วิญูพิจรณาทรงไว้โดยยุกติเทอญ ตัวผมก็ไม่งามด้วย” “ของอินต๊ะปัญาเป็นผู้เขียนทั้งายแลย” (อักษรไทย) อินทปัญญาภิกขุเขียน

จุฬวา อัฏฐะกะถา ปาฬิ
คอลเลกชั่นพิเศษของ ดร. อนาโตล เป็ลติเยร์ จุฬวา อัฏฐะกะถา ปาฬิ
SAC001-019จุฬวา อัฏฐะกะถา ปาฬิ
ธรรมคดี

คัมภีร์ปริวาร คือคัมภีร์ประกอบหรือคู่มือ บรรจุคำถามคำตอบสำหรับซ้อมความรู้พระวินัย อยู่ในพระวินัยปิฎก แบ่งอีกแบบหนึ่ง เป็น 5 คัมภีร์เหมือนกัน คือ 1. มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ (ศีล 227 ข้อ) ฝ่ายภิกษุสงฆ์ 2. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ (ศีล 311 ข้อ) ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ 3. มหาวรรค 4. จุลวรรค 5. ปริวาร ศักราช จ.ศ. 1242 (พ.ศ. 2423) เดือน 4 แรม 9 ค่ำ วันอังคาร สภาพของเอกสาร มีไม้ประกับ ฉบับลานดิบ รหัสเอกสารเดิม อักษรพม่า 20 ที่มาเอกสาร ดร.อนาโตล เป็ลติเยร์มอบให้

จูฬวา ปาฬิ นิสสยะ และอภิธาน ปาฬิ นิสสยะ
คอลเลกชั่นพิเศษของ ดร. อนาโตล เป็ลติเยร์ จูฬวา ปาฬิ นิสสยะ และอภิธาน ปาฬิ นิสสยะ
SAC001-007จูฬวา ปาฬิ นิสสยะ และอภิธาน ปาฬิ นิสสยะ
ธรรมคดี

- คัมภีร์อภิธานหรือคัมภีร์พจนานุกรม เป็นคัมภีร์ว่าด้วยศัพท์ที่เป็นนามบัญญัติของเนื้อความที่มีปรากฏอยู่ในโลก มนุษย์ บนสวรรค์ ใต้บาดาล และอบายภูมิ ได้แก่ คัมภีร์นิฆัณฏุ คัมภีร์อมรโกสะ คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา เป็นต้น - คัมภีร์อภิธานที่รวบรวมคำศัพท์ที่จารึกอยู่ในคัมภีร์ไตรเวทและคัมภีร์เวทางค์ เป็นภาษาสันสกฤต เช่น คัมภีร์นิฆัณฏุ คัมภีร์อมรโกสะ ต่อมา มีการรจนาคัมภีร์อภิธานเป็นภาษาบาลีขึ้น คือ คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา รวบรวมคำศัพท์ในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ไว้อย่างสมบูรณ์ และมีคัมภีร์อธิบายอีกหลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาฎีกา คัมภีร์อภิธานสูจิ คัมภีร์อภิธานนิสสยะ เป็นต้น ศักราช จ.ศ.1268 (พ.ศ.2449) เดือน 2 แรม 7 ค่ำ วันศุกร์ สภาพเอกสาร มีผ้าห่อ ไม้ประกับ มีรอยการตัดขอบลานด้านยาว ร่องรอยว่าเป็นฉบับทองทึบ รหัสเอกสารเดิม อักษรพม่า 8 ที่มาเอกสาร ดร.อนาโตล เป็ลติเยร์ มอบให้

ฉกษัตริย์
วัดเจ็ดริ้ว ฉกษัตริย์
SKN001-171ฉกษัตริย์
วรรณคดี

กัณฑ์ฉกษัตริย์ เป็น กัณฑ์ที่ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญี ภาพสลบลงเมื่อได้พบหน้า ณ อาศรมดาบสที่เขาวงกตพระ เจ้ากรุงสญชัยใช้เวลา 1 เดือน กับ 23 วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโห่ร้องของทหารทั้ง ๔ เหล่า พระเวสสันดรทรงคิดว่าเป็นข้าศึกมารบนครสีพี จึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูที่ยอดเขา พระนางมัทรีทรงมองเห็นกองทัพพระราชบิดาจึงได้ตรัสทูลพระเวสสันดรและเมื่อหก กษัตริย์ได้พบหน้ากันทรงกันแสงสุดประมาณ รวมทั้งทหารเหล่าทัพ ทำให้ป่าใหญ่สนั่นครั่นครืนท้าวสักกะเทวราชจึงได้ทรงบันดาลให้ฝนตกประพรมหก กษัตริย์และทวยหาญได้หายเศร้าโศก ----------- เวสสันดรชาดก. จาก https://www.watbuddha.org/th/maha-vessantara-jataka/

ฉกษัตริย์
วัดเจ็ดริ้ว ฉกษัตริย์
SKN001-170ฉกษัตริย์
วรรณคดี

กัณฑ์ฉกษัตริย์ เป็น กัณฑ์ที่ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญี ภาพสลบลงเมื่อได้พบหน้า ณ อาศรมดาบสที่เขาวงกตพระ เจ้ากรุงสญชัยใช้เวลา 1 เดือน กับ 23 วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโห่ร้องของทหารทั้ง ๔ เหล่า พระเวสสันดรทรงคิดว่าเป็นข้าศึกมารบนครสีพี จึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูที่ยอดเขา พระนางมัทรีทรงมองเห็นกองทัพพระราชบิดาจึงได้ตรัสทูลพระเวสสันดรและเมื่อหก กษัตริย์ได้พบหน้ากันทรงกันแสงสุดประมาณ รวมทั้งทหารเหล่าทัพ ทำให้ป่าใหญ่สนั่นครั่นครืนท้าวสักกะเทวราชจึงได้ทรงบันดาลให้ฝนตกประพรมหก กษัตริย์และทวยหาญได้หายเศร้าโศก ----------- เวสสันดรชาดก. จาก https://www.watbuddha.org/th/maha-vessantara-jataka/

ชนสันธะ ผูก 4
วัดใหม่นครบาล ชนสันธะ ผูก 4
RBR003-367ชนสันธะ ผูก 4
ธรรมคดี

หน้าต้น ระบุ “ชนสันธะ ผูก ๔ แล” / ลานแรก หัวลาน ระบุ “ชนสันธะ ผูก ๔” ท้ายลาน ระบุ “ชนสนฺธชาตกํ สมตฺตํ สํวณฺณนา ชนสนฺธชาตก อันมีในทวาทสนิบาต ก็สมเร็จเสด็จแล้วเท่านี้ก่อนแล ฯฯ:๛ รัสสภิกขุบุร (บุญ?) บ้านเค้าม่วงเขียน ปางเมื่ออยู่วัดน้อยแคทราย แลนายเหย ข้าเขียนบ่ดีสักน้อย ลางตัวก็ใหญ่ ลางตัวก็น้อย บ่เท่ากันสักตัว แลนาท่านเหย ข้าขอกุศลนาบุญหื้อข้าจิ่มเทอะเนอ กับทั้งเจ้าของใบลานจิ่มเนอ แล้วอย่าไปด่าข้าอยากใคร่ได้บุญเต็มทีแลพี่น้องบ้านทั้งทั้งหลายทั้งศรัทธาตาปู่เหย เอาบุญกับข้าเนอ แล้วข้าขอแผ่ผายไปหาบิดามารดาข้าจิ่มเทอะ ๛ เสด็จปีมะเส็ง เดือน ๖ แรม ๖ ค่ำ วันสี่ ธงชัย แลนาท่านเหย หน้าทับเค้า ชนสันธะ ผูกถ้วน ๔ แแล นายเหย ๚ ๛ จบแล้วเท่านี้ก่อนแลนา”

ชนสันธะ ผูกต้น
วัดใหม่นครบาล ชนสันธะ ผูกต้น
RBR003-364ชนสันธะ ผูกต้น
ธรรมคดี

หน้าต้น เขียนอักษรไทย ด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน “จะนะสันทะ ผูก ๑” หน้าต้น ระบุ “ ชนสันธะ ผูกต้น มี ๔ ผูกกับกัน หนังสือวัดหนองบัวแล ๛” ลานแรก หัวลาน ระบุ “ชนสันธะ ผูกต้นแล” ท้ายลาน ระบุ “ชนสันธะ ผูกต้น ก็สมมุติด้วยเวลาเท่านี้ก่อนแล ๚ ชนสันธะ ผูกต้น หนังสือวัดหนองบัวแลท่านเหย ถ้วนถี่อาละเนอ ต้องพิจารณาดูหื้อถี่ถ้วนจริง จักรู้ได้เล่าพู้นเล่าเพ้ บ่รู้เรื่องราวดอกท่านเหย เป็นคำสอนถ้วนถี่ นักปราชญ์ผู้รู้ว่าม่วนเต็มทีเป็นร้างเป็นสาวฟังบ่ม่วนสักน้อย เขาบ่ชอบใจเขานา ฯฯ” หน้าปลาย เขียนอักษรไทย ด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน “วัดหนามพุงดอ”

ชมพูปติสูตร
วัดเจ็ดริ้ว ชมพูปติสูตร
SKN001-121ชมพูปติสูตร
ธรรมคดี

พระยาชมพูบดีเป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการ มีฤทธิ์เพราะมีศรวิเศษปราบได้ทั่วหล้า ด้วยพลังอำนาจนี้ทำให้พระยาชมพูบดีถือตนว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ทุกพระองค์ในชมพูทวีป ครั้งหนึ่งพระยาชมพูเหาะผ่านปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร เห็นแสงของปราสาทส่องสว่างก็ไม่พอพระทัย ใช้พระบาทถีบยอดปราสาท แต่ก็ไม่อาจทำอันตรายยอดปราสาทได้เพราะอำนาจพระพุทธคุณที่คุ้มครองปราสาท แม้พระขรรค์ก็ไม่อาจทำลายยอดปราสาทได้ เมื่อพระยาชมพูกลับมาถึงเมืองจึงใช้ศรวิเศษไปเสียบพระกรรณของพระเจ้าพิมพิสาร ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารเห็นพระยาชมพูพยายามทำลายยอดปราสาทก็เกิดความกลัว หนีไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ศรของพระยาชมพูตามพระเจ้าพิมพิสารมายังเชตวันวิหาร พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตจักรขับไล่ศรของพระยาชมพู พระยาชมพูกริ้ว สั่งให้ฉลองพระบาทไปจับตัวพระเจ้าพิมพิสาร ฉลองพระบาทแปลงเป็นนาคราชไปยังเชตวันมหาวิหาร พระพุทธเจ้าบันดาลพญาครุฑไล่จับนาค นาคก็ชำแรกดินหนีกลับไปหาพระยาชมพู พระพุทธเจ้าให้พระอินทร์ไปเชิญพระยาชมพูมาเฝ้า พระยาชมพูดื้อดึง พระอินทร์ปราบพยศพระยาชมพูและบังคับให้พระยาชมพูมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้สามเณรอรหันต์นำพระยาชมพูเข้ามาในเมือง พระยาชมพูและเหล่าอำมาตย์ไม่เคยเห็นเมืองที่มั่งคั่งและประชาชนที่งดงามดังเทวดา ก็ละอายยอมละทิฐิ ยอมออกบวชเป็นภิกษุ นางกาญจเทวีชายากับโอรสของพระยาชมพูได้ฟังเทศนาของพระพุทธเจ้าก็เกิดความเลื่อมใสออกผนวช สุดท้ายทุกคนก็สำเร็จอรหันตผล (ข้อมูลจาก https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/detail.php?meta_id=332)

ชมพูปติสูตร
วัดเจ็ดริ้ว ชมพูปติสูตร
SKN001-032ชมพูปติสูตร
ธรรมคดี

พระยาชมพูบดีเป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการ มีฤทธิ์เพราะมีศรวิเศษปราบได้ทั่วหล้า ด้วยพลังอำนาจนี้ทำให้พระยาชมพูบดีถือตนว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ทุกพระองค์ในชมพูทวีป ครั้งหนึ่งพระยาชมพูเหาะผ่านปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร เห็นแสงของปราสาทส่องสว่างก็ไม่พอพระทัย ใช้พระบาทถีบยอดปราสาท แต่ก็ไม่อาจทำอันตรายยอดปราสาทได้เพราะอำนาจพระพุทธคุณที่คุ้มครองปราสาท แม้พระขรรค์ก็ไม่อาจทำลายยอดปราสาทได้ เมื่อพระยาชมพูกลับมาถึงเมืองจึงใช้ศรวิเศษไปเสียบพระกรรณของพระเจ้าพิมพิสาร ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารเห็นพระยาชมพูพยายามทำลายยอดปราสาทก็เกิดความกลัว หนีไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ศรของพระยาชมพูตามพระเจ้าพิมพิสารมายังเชตวันวิหาร พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตจักรขับไล่ศรของพระยาชมพู พระยาชมพูกริ้ว สั่งให้ฉลองพระบาทไปจับตัวพระเจ้าพิมพิสาร ฉลองพระบาทแปลงเป็นนาคราชไปยังเชตวันมหาวิหาร พระพุทธเจ้าบันดาลพญาครุฑไล่จับนาค นาคก็ชำแรกดินหนีกลับไปหาพระยาชมพู พระพุทธเจ้าให้พระอินทร์ไปเชิญพระยาชมพูมาเฝ้า พระยาชมพูดื้อดึง พระอินทร์ปราบพยศพระยาชมพูและบังคับให้พระยาชมพูมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้สามเณรอรหันต์นำพระยาชมพูเข้ามาในเมือง พระยาชมพูและเหล่าอำมาตย์ไม่เคยเห็นเมืองที่มั่งคั่งและประชาชนที่งดงามดังเทวดา ก็ละอายยอมละทิฐิ ยอมออกบวชเป็นภิกษุ นางกาญจเทวีชายากับโอรสของพระยาชมพูได้ฟังเทศนาของพระพุทธเจ้าก็เกิดความเลื่อมใสออกผนวช สุดท้ายทุกคนก็สำเร็จอรหันตผล (ข้อมูลจาก https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/detail.php?meta_id=332)