ศาสนสถานและศาลสิ่งศักดิ์สิทธิ์
44 แห่ง
วัดน่วมกานนท์ เดิมเรียกว่าวัดท่าหิน ปัจจุบันเป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกาย ไม่ปรากฏหลักฐานการก่อสร้างที่แน่ชัดว่าสร้างสมัยใด ตามเอกสารประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร ระบุว่าตั้งเมื่อ พ.ศ.2460 (รัชกาลที่ 6) ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2510 (กองพุทธศาสนสถาน 2545 : 31) เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีถนน เวลาปลูกบ้านชาวบ้านจะบรรทุกหินทรายมาไว้ที่หน้าวัด แล้วจึงค่อยทยอยขนไป ชาวบ้านเลยเรียกวัดนี้ว่า “วัดท่าหิน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดน่วมกานนท์ ตามชื่อและนามสกุลของผู้ถวายที่ดินให้วัด คือ นายตั๋ง(น่วม) กานนท์ เดิมเป็นวัดเล็กๆ ชำรุดทรุดโทรม หลังคามุงจาก ปัจจุบันวัดได้รับการบูรณะและสร้างเสนาสนะขึ้นมาใหม่แทบทั้งสิ้นวัดได้พัฒนาเจริญรุ่งเรืองในสมัยพระครูสาครพัฒนวิธาน (ต่วน เตชธโร) หรือหลวงพ่อต่วน ท่านเรียนวิชาความรู้จากหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน หลวงปู่ต่วนสร้างวัตถุมงคลหลายชนิด ได้แก่ ตะกรุดคู่ชีวิต และ ยันต์ 3 หัวใจ ปูชนียสถานวัตถุสำคัญของทางวัดคือ "หลวงพ่อหาย" และ "พระพุทธชัยมงคล" พระนอนองค์ใหญ่ที่สุดในสมุทรสาคร หลวงพ่อหาย มีประวัติความเป็นมาคือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2548 มีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้นำเอาพระพระพุทธรูปยืนองค์หนึ่งเป็นไม้แกะยืนเท่าคนจริงมาฝากพระครูสาครพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดน่วมกานนท์ เนื่องจากกำลังปลูกบ้าน เมื่อบ้านเสร็จก็จะมารับคืน ด้วยความคุ้นเคยกันพระครูจึงรับฝากไว้ แต่หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ ตัวสามีได้ป่วยหนัก พระครูจึงได้แนะนำให้ถวายพระองค์ที่ฝากไว้แก่วัด เนื่องจากพระครูเห็นว่าพระองค์นี้มีขนาดใหญ่เท่าคนจริง ประทับยืนปางเปิดโลก แกะด้วยไม้มงคลเก่าแก่อายุประมาณ 200 กว่าปีในความเห็นของพระครู ซึ่งตามโบราณว่าพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณนั้น คนที่มีบุญบารมีวาสนาเท่านั้นถึงจะครอบครองได้และต้องเป็นในลักษณะให้คนได้กราบไหว้ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้สามีภรรยาคู่นั้นจึงถวายพระพุทธรูปองค์นี้ให้กับทางวัด วันรุ่งขึ้นอาการป่วยหนักก็ดีขึ้นตามลำดับหลังจากนั้นก็เป็นที่ทราบกันปากต่อปาก ชาวบ้านมากราบไหว้ขอพร โดยเฉพาะให้หายจากป่วยไข้ เมื่อสมหวังสมปรารถนาก็จะนำของมาถวาย เช่น ไข่ต้ม กล้วย และผลไม้ต่างๆ
วัดน้อยนางหงส์ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่ม ทางด้านตะวันออกติดกับคลองสุนัขหอน มีเนื้อที่ตั้งวัดประมาณ 25 ไร่ เป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกาย วัดน้อยนางหงษ์ เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2323 (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2560) หรือสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ "วัดตากแดด" ต่อมาในสมัยพระปลัดเซ่ง เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดน้อยนางหงส์" และในสมัยพระอธิการชุ่ม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดหงส์อรุณรัศมี" แต่ชาวบ้านยังคงนิยมเรียกวัดน้อยนางหงส์อยู่ (สุริยา สุดสวาท และเดชา สุดสวาท 2553 : 65) ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2429 ผูกพัทธสีมาหลังใหม่ พ.ศ. 2559สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ อุโบสถ อุโบสถหลังปัจจุบันเป็นอุโบสถใหม่ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ พ.ศ. 2559 โดยได้รื้ออุโบสถหลังเก่าออกเพื่อก่อสร้างอุโบสถหลังปัจจุบันนี้ อุโบสถหลังใหม่อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่บนยกพื้นสูง 2 ชั้น ชั้นล่างลักษณะเป็นใต้ถุน มีพื้นที่ใช้สอย ทางขึ้นสู่ชั้นบนที่เป็นที่ตั้งของตัวอาคารอุโบสถอยยู่ทางด้านหน้า หรือทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือหันหน้าออกสู่คลองสุนัขหอน อุโบสถเป็นสีขาวทั้งหลัง ศิลปะไทยประเพณีประยุกต์ หลังคาทรงจั่วลดชั้น 2 ชั้น มุงกระเบื้องซ้อนกัน 2 ตับ มีช่อฟ้าและหางหงส์ หน้าบันด้านหน้าเป็นปูนปั้นลวดลายพระพุทธรูปใต้ต้นโพธิ์ ล้มอรอบด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา หน้าบันด้านหลังเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา เสารองรับหลังคาเป็นเสาสี่เหลี่ยม มีบัวหัวเสา ประตูทางเข้าอยู่ทางด้านหน้าช่องทางเดียว ช่องหน้าต่างที่ด้านข้างทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 5 ช่อง ด้านนอกประดิษฐานเสมา และมีลานประทักษิณโดยรอบ เหนือกำแพงแก้วล้อมรอบลานประทักษิณทำเป็นลวดลายพญานาค อุโบสถหลังเก่าลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจั่วเครื่องไม้มุงกระเบื้อง มีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบทั้ง สี่ด้าน มีเสาคอนกรีตสี่เหลี่ยมรองรับโครงหลังคา ช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น ช่อฟ้าและหางหงส์ป็นรูปเศียรนาค หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังป็นปูนปั้นระบายสีลายพันธุ์พฤกษา ประกอบด้วย ดอกไม้และใบไม้ ในส่วนของดอกไม้และกรอบหน้าจั่วประดับด้วยเครื่องถ้วยลายครามและจาน ชามเบญจรงค์ ผนังอุโบสถก่ออิฐถือปูนมีประตูทางเข้าออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านละ 2 ประตู ลานประตูเป็นไม้มีภาพจิตรกรรมเป็นรูปทวารบาลแบบไทย ผนังด้านหน้ามีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ปางประทานอภัย ซึ่งสันนิษฐานว่าคงมีการสร้างต่อเติมขึ้นใหม่ในภายหลัง เหนือซุ้มพระพุทธรูปมีอักษรสลักในแผ่นหินติดอยู่ที่ผนัง คำว่า "วัดรัศมี" และ "WAT RASMI" ผนังอุโบสถด้านข้างมีช่องหน้าต่างด้านละ 3 ช่อง บานหน้าต่างเป็นไม้มีภาพจิตรกรรมรูปเทวดายืนพนมมือ ภายนอกอุโบสถมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนเตี้ยๆ ล้อมรอบ ในเขตกำแพงแก้ว มีซุ้มเสมาทรงปราสาทก่ออิฐถือปูนประดิษฐานใบเสมาซึ่งทำมาจากหินแกรนิต (สุริยา สุดสวาท และเดชา สุดสวาท 2553 : 66)เจดีย์บรรจุอัฐิ ตั้งอยู่ด้านหน้าของอุโบสถ ติดกับคลองสุนับหอน สร้างเป็นรูปเรือสำเภา โดยมีเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงระฆังขนาดเล็กอยู่ภายในลำเรือจำนวน 3 องค์ แลละเจดีย์ก่ออิฐถือปูนย่อมุมไม้สิบสองตั้งอยู่ที่มุมอุโบสถด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้หอระฆัง ลักษณะเป็นสถานปัตกรรมผสมผสานนกันระหว่างไทยและยุโรป เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็กสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องขนาดเล็ก มีประตูทางเข้ารูปทรงโค้ง มีบันไดทางขึ้นลงก่ออกมาจากตัวอาคารทางด้านข้าง ชั้นเป็นอาคารโปร่งมีระเบียงขนาดเล็กโดยรอบ ผนังด้านข้างเป็นช่องโปร่ง ลักษณะคล้ายซุ้มส่วนยอดโค้งแหลมแบบศิลปะกอธิค หลังคาของหอระฆังก่ออิฐถือปูนซ้อนกันเป็นชั้นๆ ส่วนบนสุดคล้ายปล้องไฉน ผู้ก่อสร้างคงจะออกแบบใหคล้ายเป็นยอดเจดีย์ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 (สุริยา สุดสวาท และเดชา สุดสวาท 2553 : 66)อนุสรณ์สถานท่านลี เป็นสถานที่ฝังศพ ก่อสร้างแบบสถานปัตยกรรมยุโรป มระเบียงล้อมรอบ และทางเข้าทั้งสี่ด้าน ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนสองงชั้น ชั้นล่างตกแต่งด้วยซุ้มโค้ง ภายในที่ฝังศพเป็นหีบก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนเป็นทรงสามเหลี่ยม ชั้นบนตกแต่งด้วยซุ้มโค้งแบบยุโรป ส่วนยอดเป็นยอดแหลมมีทั้งหมด 5 ยอด ยอดตรงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด พื้นที่ใกล้เคียงกันพบที่ฝังศพอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ลักษณะเป็นแท่นก่ออิฐถือปูนมีระเบียงล้อมรอบ และมีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน ในแต่ละด้านจะมีซุ้มโค้งด้านบนมีลวดลายปูนปั้นเป็นตราสัญลักษณ์แบบยุโรป บนแท่นตรงกลางมีปีบศพก่ออิฐถือืปูนแปดเหลี่ยมประดับด้วยลวดลายปูนปั้นรูปใบไม้ และงูหรือพญานาคแบบศิลปะยุโรป นอกจากนั้น เสนาสนะสำคัญอื่นๆ ภายในวัด ได้แก่ - ศาลาการเปรียญหลังเก่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2516 - อาคารไม้ทรงไทย หลังใหม่สร้าง พ.ศ. 2556-2560 - กุฏิสงฆ์เป็นอาคารไม้ - วิหารเป็นทรงไทยมะลิลาสร้าง พ.ศ.2544 - ศาลาอเนกประสงค์ อาคารไม้ทรงไทย สร้าง พ.ศ.2534 - ศาลาบำเพ็ญกุศล คอนกรีตเสริมเหล็ก - เจดีย์รามัญ สร้างเมื่อ พ.ศ.2549 - ศาลาฉันและหอสวดมนต์จากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างที่ยังคงปรากฏอยู่ในวัด สันนิษฐานในเบื้องต้นว่า วัดยน้อยนางหงส์ น่าจะเริ่มก่อสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายหรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นลำดับเจ้าอาวาส 1.พระน้อย 2.พระปลัดเซ่ง 3.พระทับ 4.พระชุ่ม 5.พระบาง 6.พระครูสาครธรรมกิจ 7.พระมหาชาญณรงค์ นรปญฺโญ เจ้าอาวาสปัจจุบันพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ คือ พระประธานประจำอุโบสถ พระเกจิอาจารย์สำคัญ คือ หลวงปู่เซ่ง ประเพณี/งานประจำปี ได้แก่ วันที่ 13-15 เมษายน ทำบุญ ตักบาตร วันสงกรานต์ และวันสำคัญทางศาสนา
ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2338 อาคารเสนาสนะสำคัญคือ อุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ.2467
วัดบางน้ำวน เป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกาย ไม่มีประวัติการก่อสร้างที่แน่ชัด เรื่องประวัติวัดในจังหวัดสมุทรสาคร (ม.ป.ป. : 5) ระบุว่าเป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกาย ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2357 ตามประวัติกล่าวว่า มีชาวรามัญได้โยกย้ายมาอยู่ตำบลนี้ ได้สร้างวัดขึ้นเป็นที่บำเพ็ญกุศล เจ้าอาวาสองค์แรกคือ หลวงพ่อแค เจ้าอาวาสองค์ต่อมาคือ หลวงพ่อรอด พุทธสฺณโท กล่าวกันว่าบรรดาถาวรวัตถุทั้งหลายทั้งปวงที่สร้างขึ้นในวัด สร้างในสมัยหลวงพ่อรอดทั้งสิ้น เช่น พ.ศ.2461 สร้างพระอุโบสถ พ.ศ.2464 สร้างศาลาการเปรียญ พ.ศ.2473 สร้างศาลาปูนหน้าวัด พ.ศ.2478 สร้างมณฑปพระบาท (สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี 2553 : 125)พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคามุงเครื่องไม้กระเบื้องซีเมนต์ ซ้อนกัน 3 ตับ เครื่องลำยองช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ไม้แกะสลักประดับกระจก หน้าบันทั้งสองด้านเป็นรูปเทพพนม ประดับตกแต่งด้วยลายก้านขด ปิดทองประดับกระจก ด้านล่างมีลายกระจังและประจำยามรองรับ หน้าบันปีกนกเป็นรูปลายก้านขด มีสาหร่ายรวงผึ้งด้านล่าง เสาที่รองรับโครงหลังคา เป็นเสาก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีบัวหัวเสาปูนปั้นทาสีประดับ มีประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้านละ 2 ประตู บานประตูเป็นไม้แกะสลักลายก้านขด ตรงกลางเป็นลายเทพพนม แทรกภาพสัตว์ต่างๆ ผนังด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ 3 ช่อง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย บนเพดานมีไม้แกะสลักทาสีเป็นรูปดาวเพดานติดประดับไว้ (สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี 2553 : 126) บริเวณลานรอบอุโบสถมีใบเสมาปักอยู่บนแท่นฐาน ลักษณะเป็นหินทรายแดงขนาดเล็ก ถัดออกมามีกำแพงแก้วล้อมรอบ ทำเป็นซุ้มประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน ลักษณะเป็นซุ้มยอดคล้ายยอดเจดีย์ จำนวน 3 ยอด ตั้งเรียงกัน ยอดตรงกลางมีขนาดสูงสุด ซุ้มด้านหน้าพระอุโบสถมีตัวอักษร “พ.ศ. 2461” ซึ่งตรงกับปีที่สร้างพระอุโบสถนี้กลุ่มเจดีย์ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าวัด ประกอบด้วยเจดีย์ทรงรามัญ 2 องค์ และเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดเล็กจำนวน 2 องค์ และเสาหงส์ อันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นวัดของชุมชนชาวรามัญ เสาหงส์ที่วัดบางน้ำวนนี้เป็นเสาหงส์ไม้ ตัวหงส์บนยอดเสาเป็นหงส์แกะจากไม้ประดับกระจกสี (สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี 2553 : 126)
วัดบางปิ้ง เป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกาย ตั้งเมื่อ พ.ศ.2414 เดิมชื่อ "วัดหัวป่า" ในสมัยนั้นบริเวณรอบวัดเป็นป่า ส่วนมากจะมีต้นปิ้งจำนวนมาก ใช้ทำประโยชน์ได้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดบางปิ้ง เดิมมีพระอุโบสถหลังแรก ผู้สร้างคือ เถ้าแก่หวานและนางจันทร์ ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถ ต่อมาพระอุโบสถหลังเดิมทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ นายพุ่ม-นางรอด จันจู ได้บริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เป็นเงินหนึ่งแสนสามหมื่นบาทถ้วน วัดได้รับการบูรณะและพัฒนามาโดยตลอด (กองพุทธศาสนสถาน 2545 : 42) อุโบสถหลังปัจจุบันได้รับการบูรณะใหม่ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2536 พระประธานในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “หลวงพ่อปู่ทองคำ” เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่และพุทธลักษณะสวยงามมาก ประวัติความเป็นมาของพระประธานในอุโบสถ ผู้แก่ผู้เฒ่าเล่าว่า “มีนายโต๊ะ นายยัง แจวเรือไปขายของที่บางกอก กรุงเทพฯ แถวบางกอกน้อย สมัยที่ยังไม่เจริญ ไปพบพระพุทธรูปตั้งอยู่กลางป่าเป็นวัดร้างสมัยนั้น ปัจจุบันนี้คือวัดสังข์กระจายในสมัยปัจจุบัน นายโต๊ะและนายยัง จึงขอชาวบ้านมา โดยการใช้กระดานท้องเรือรองใต้ฐานและเอาเชือกขว้างแล้วล่มเรือให้น้ำเข้า เอาพระลงเรือ แล้วก็วิดน้ำออก แล้วก็แจวเรือกลับมายังบางปิ้ง ที่ฐานพระมีชื่อพรหมมาทองคำ จึงเรียกติดปากกันมาว่า “‘หลวงปู่ทองคำ’ อายุราว 300 ปี สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย”วิหารหลวงปู่ชิต เป็นวิหารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ปูนปั้นทับสันหลังคา มีประตูทางเข้าด้านหน้าด้านเดียว ผนังด้านข้างเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 2 ช่อง ภายในวิหารประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่ชิต หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ หลวงปู่ชิตเป็นหลวงพ่อที่เคารพนับถือกันมาก เพราะเมื่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นอาจารย์ที่โด่งดังในการสักยันต์ มีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นทหารจำนวนมาก และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยาแผนโบราณ ใครเจ็บไข้ได้ป่วยสมัยนั้นมักจะมาให้หลวงพ่อรักษาอยู่เป็นประจำ
วัดบางหญ้าแพรก อยู่บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน มีอายราว 184 ปี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2542 วัดแห่งนี้ไม่มีหลักฐานในการสร้างวัด คาดว่าสร้างต้นสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นวัดของชาวรามัญ (มอญ) ดั้งเดิมมีหมู่บ้านชุมชนชาวมอญอาศัยอยู่วัดบางหญ้าแพรก ไม่ปรากฏหลักฐานการก่อสร้างที่แน่ชัด จากเอกสารประวัติวัดในจังหวัดสมุทรสาครระบุว่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2375 ประมาณรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นของชาวรามัญดั้งเดิม มีรูปหงส์เป็นสัญลักษณ์ กล่าวกันว่าแต่เดิมวัดนี้เป็นที่จารึกอักขระภาษารามัญลงในใบลานเป็นพระอภิธรรมคัมภีร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2542ลำดับเจ้าอาวาส 1.พระเยอะ พ.ศ.2375-2405 2.พระเฒ่า ปกครองตั้งแต่ พ.ศ.2405-2437 3.พระหล่าย พ.ศ.2437-2488 4.พระครูสาครอรรถโกวิท พ.ศ.2494-2518 5.พระปลัดพรหมจริยวัฒน์ พ.ศ.2518 อาคารเสนาสนะในวัด - อุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2520 - ฌาปนสถาน สร้างประมาณปี พ.ศ. 2542 คอนกรีตเสริมเหล็ก - วิหารหลวงพ่อองค์ดำ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2544 - หอฉัน สร้างปี พ.ศ. 2530 - ศาลาบำเพ็ญกุศล สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2542 - เจดีย์ชเวดากองจำลอง - หอระฆังสร้างประมาณ พ.ศ. 2554 - กุฏิสงฆ์ สร้างประมาณ พ.ศ. 2555พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ได้แก่ หลวงปู่ใหญ่ในพระอุโบสถเก่า เกจิอาจารย์ ได้แก่ หลวงปู่ล่าย หลวงพ่อมาลัย ประเพณี/งานประจำปี ได้แก่ งานประเพณีปิดทองหลวงปู่ใหญ่เดือนพฤศจิกายนของทุกปี และงานฉลองครบรอบวันเกิดหลวงพ่อมาลัยทุกปี
วัดบ้านไร่เจริญผล เป็นวัดราษฎร์ สังกัดธรรมยุต ตั้งเมื่อ พ.ศ.2414 เดิมมีเนื้อที่ 25 ไร่ แต่เนื่องจากอยู่ริมคลองจึงถูกน้ำกัดเซาะไปเสียจำนวนมาก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2542 รายนามเจ้าอาวาสรูปแรก คือ พระจุ๊, รูปที่ 2 พระตั้ว, รูปที่ 3 พระเร, รูปที่ 4 พระมหาแน๊ต, รูปที่ 5 พระวงศ์, รูปที่ 6 พระเครื่อง, รูปที่ 7 พระมาก, รูปที่ 8 พระเอม, รูปที่ 9 พระเชิญ, รูปที่ 10 พระครูรัตนธรรมโสภณ (พ.ศ. 2509-ปัจจุบัน) (กองพุทธศาสนสถาน 2545 : 46) อาคารเสนาสนะต่างๆส่วนใหญ่ได้รับการซ่อมแซมและสร้างขึ้นใหม่ในสมัย พระครูรัตนธรรมโสภณพระอุโบสถเก่า สร้างเมื่อ พ.ศ.2485 เป็นอาคารเครื่องไม้หลังคาซ้อนชั้น 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์สีแดงใช้ปูนปั้นทับสันหลังคา ช่อฟ้าใบระกาปั้นปูนเป็นรูปหงส์ทาสีทอง มีประตูทางเข้าทั้งสองด้านด้านละ 2 ประตู ผนังอุโบสถไม้ทำเป็นช่องหน้าต่างด้านละ 5 ช่อง ทาสีขาว ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิเป็นพระประธาน ปัจจุบันทางวัดกำลังดำเนินการปรับดีดยกอุโบสถให้สูงขึ้น
วัดปัจจันตาราม เป็นวัดราษฎร์ สังกัดมหานิกาย ตั้งเมื่อ พ.ศ.2460 ตามคำบอกเล่ามาว่า ชาวรามัญร่วมกับคนไทยที่อยู่ในละแวกบ้านนั้นตั้งชื่อว่า “วัดพรมแดน” เพราะอยู่ระหว่างเขตแดนจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมาท่านเจ้าคุณสุนทรคุณากร ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดปัจจันตาราม” จนกระทั่งปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2492 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร อาคารเสนาสนะส่วนใหญ่เป็นอาคารสมัยใหม่ที่มีการก่อสร้างเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบันมีการดำเนินการบูรณะซ่อมแซมวิหารหลวงพ่อพุทธศิลาแดง(หลวงพ่อแดง) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลาสีแดง มีประวัติความเป็นมาว่า สร้างมาจากหินศิลาสีแดง สร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง อายุราว 400-500 ปี ชาวอยุธยานำมาถวาย เพื่อเป็นพระประธานในอุโบสถ ต่อมา พ.ศ.2523 สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ นิมิตว่า หลวงพ่อพุทธศิลาแดง ให้ท่านช่วยแจ้งเจ้าอาวาส ว่าหลวงพ่อต้องการประดิษฐานภายนอกอุโบสถ เพื่อต้องการให้ประชาชนและชาวบ้านได้สักการะ สมเด็จจึงแจ้งเจ้าอาวาส ต่อมาทางวัดจึงนำหลวงพ่อประดิษฐานไว้ที่วิหารทรงไทยจัตุรมุข หลวงพ่อศิลาแดง เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดงปางสมาธิ
วัดปากบ่อ เดิมเป็นสำนักสงฆ์ขนาดเล็ก เรียกว่าสำนักสงฆ์สามง่าม สร้างขึ้นในราวพ.ศ.2424 ต่อมาได้มีชาวบ้านจากชุมชนวัดบางกระเจ้า ได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ได้ตั้งและพัฒนาเป็นวัดเมื่อพ.ศ.2455 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2489 โดยมีพระครูเหลือง ธมฺมโชโต เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกปัจจุบันภายในวัดมีเจดีย์มอญสูง 20 เมตร อยู่ด้านหน้าโบสถ์ไม้สักทอง โบสถ์แห่งนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2558 เริ่มสร้างในสมัยเจ้าอาวาสพระครูวิบูลธรรมโกวิท (ทองอยู่ อู่เจริญ) ภายในอุโบสถมีหลวงพ่อใหญ่ สรรเพชร ศรีชัยมงคล ประดิษฐานอยู่ วัตถุมงคลของวัด ได้แก่เหรียญพระครูวิบูลธรรมโกวิท ปัจจุบัน วัดอนุญาตให้แรงงานมอญจากพม่าเข้ามาทำกิจกรรมทางศาสนาอาคารเสนาสนะในวัด - อุโบสถ เป็นอาคารไม้สักทรงไทย สร้างเมื่อปี พ.ศ.2546 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2558 ยังไม่ได้ผูกพัทธสีมา - ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารไม้ทรงไทย สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2552 - เจดีย์ ชเวดากองจำลอง สร้างเมื่อปีพ.ศ.2544 - กุฏิเจ้าอาวาส อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2539 - กุฏิสงฆ์ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2532 และมีการสร้างต่อเนื่องเรื่อยมา - หอฉัน/หอสวดมนต์ กว้าง 10.95 เมตร ยาว 37.85 เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2535 - ศาลาบำเพ็ญกุศล เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างประมาณปี พ.ศ. 2543-2544 - เมรุ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทยประยุกต์ สร้างประมาณปี พ.ศ.2535-2539 - โรงครัวด้านข้างศาลาบำเพ็ญกุศล อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว สร้างประมาณปี พ.ศ.2543-2544 - ศาลาอเนกประสงค์ โครงเหล็ก เมทัลชีท สร้างเมื่อปี พ.ศ.2559 - ศาลพ่อปู่เทพารักษ์ ศาลาไม้ทรงไทยขนาดย่อม สร้างเมื่อปี พ.ศ.2559 ภายในประดิษฐานพ่อปู่เทพารักษ์ - ศาลาท่าน้ำ อาคารไม้ทรงไทย สร้างเมื่อปี พ.ศ.2529 - ศาลาประดิษฐานหลวงพ่อโต, หลวงพ่อพุทธอนัตะชินะชัยมงคล, รูปหล่อจำลองอดีตเจ้าอาวาสวัดปากบ่อ หลวงพ่อเหลืองและ หลวงพ่อทองอยู่ อาคารเปิดโล่ง โครงเหล็ก หลังคาเมทัลชีท สร้างเมื่อปี พ.ศ.2556พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ - หลวงพ่อใหญ่ สรรเพชร ศรีชัยมงคล พระประธานประจำอุโบสถ - หลวงพ่อโต (หลวงพ่อพุทธอนันตะชินะมงคลชัย) สร้างเมื่อปีพ.ศ.2556 - หลวงพ่อพุทธอนัตะชินะชัยมงคล สร้างเมื่อปีพ.ศ.2556 - รูปหล่อจำลองอดีตเจ้าอาวาสวัดปากบ่อ หลวงพ่อเหลืองและ หลวงพ่อทองอยู่ ประเพณี/งานประจำปี - งานประเพณีประจำปีวันลอยกระทง