ประวิน

27 ม.ค. 1969 ประวินเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปว่าความในคดีทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อเสาโทรเลข 30 ม.ค. 1969 ทวีเล่าว่าประวินเป็นทนายความคนเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีรูปแบบการทำงานเหมือนกับบรรดาทนายความที่ทำงานในกรุงเทพฯ เขาชอบจ้างทนายความหนุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์มาทำงานให้เขา 4 ธ.ค. ดร.เพ็ญทิพย์เล่าว่าจังหวัดเชียงใหม่มีทนายความไม่มากนักจึงทำให้ทนายความหนึ่งคนรับว่าความหลายคดีซึ่งทำให้เราพบเขาที่ศาลได้เป็นประจำ ผิดกับทนายความที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับค่าจ้างมากกว่าและไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอที่ศาล

สัมภาษณ์บดินทร์

22 ก.พ. 1969 มอร์แมนสัมภาษณ์ถึงประวัติส่วนตัว ก่อนจะประกอบอาชีพเป็นทนายความ บดินทร์เคยมีอาชีพเป็นครูมาก่อน เขาเล่าถึงการทำงานของพวกนายหน้าที่มีอาชีพค้าความ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพวกที่ชอบเตร็ดเตร่อยู่ตามศาล) กลุ่มคนเหล่านี้จะพาลูกความมาพบกับทนายความแล้วหักค่านายหน้าจากลูกความหรือทนายความ

สัมภาษณ์สุธรรม

12 มี.ค. สุธรรมมีสำนักงานทนายความของตนอยู่ที่จังหวัดแพร่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเลือกประกอบอาชีพทนายความเพราะจังหวัดแพร่ไม่มีทนายความที่เป็นคนท้องถิ่น ในฐานะคนท้องถิ่นที่เข้าใจปัญหาและภาษาเขาต้องการเป็นตัวแทนให้กับชาวบ้านเหล่านี้ นอกจากนี้เขาคิดว่าขั้นตอนการสืบสวนและการจับกุมผู้ต้องหาควรจะแยกอออกจากกันเพื่อป้องกันมิให้ตำรวจเรียกรับสินบนได้

สัมภาษณ์สุนันท์ ยิ่งสังข์

13 มี.ค. 1969 มอร์แมนสัมภาษณ์สุนันท์ถึงประวัติส่วนตัวและประวัติการทำงานของเขา ตัวเขาเองยังมีประสบการณ์ในการทำงานไม่มากนักจำเป็นต้องมีอุทุมคอยเป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยในการเขียนสำนวนคดีต่างๆ โดยส่วนตัวเขาคิดว่าขั้นตอนในการสืบสวนควรแยกออกจากการทำงานของตำรวจและควรที่จะมีการจัดตั้งหน่วยงานสำหรับการสืบสวนขึ้นมาต่างหากเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้คอยตรวจสอบซึ่งกันและกันได้

ม.ร.ว.เจริญสุข สุขสวัสดิ์

21 ก.พ. 1969 บดินทร์สัมภาษณ์ ม.ร.ว.เจริญสุขถึงประวัติส่วนตัวและการทำงานที่ผ่านมาของเขา เช่น คดีหมอดูฉ้อโกง คดีขับรถชนคนตายลูกความที่มาให้เขาว่าความมี 3 ประเภท คือ 1) พวกที่นายหน้า (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) แนะนำมาซึ่งเขาต้องจ่ายค่านายหน้าให้กับกลุ่มคนพวกนี้ประมาณ 30% 2) พวกที่มาพบเขาด้วยตนเอง กลุ่มคนพวกนี้ส่วนใหญ่แล้วมาหาเขาเพราะได้รับการบอกเล่าแบบปากต่อปากจากลูกความที่เขาเคยว่าความให้ 3) พวกที่บังเอิญเจอกันที่ศาลนอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานอยู่ที่ศาลก็ยังทำหน้าที่เป็นนายหน้าเหมือนกลุ่มคนประเภทที่ 1 โดยส่วนตัวเขาคิดว่าขั้นตอนในการสืบสวนควรแยกออกจากการขั้นตอนในการจับกุมเพราะคนที่จับกุมอาจสร้างหลักฐานต่างๆ ให้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาได้

สีทน อินทราวุธ

20 ก.พ. 1969 บดินทร์สัมภาษณ์สีทนถึงประวัติส่วนตัวและการทำงานที่ผ่านมาของเขาโดยเน้นการสัมภาษณ์ไปที่รายได้ที่เขาได้รับจากการว่าความในแต่ละครั้ง

มารุต

4 ก.พ. 1969 มารุตดำรงตำแหน่งนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยเขาคาดหวังให้สมาคมนี้เป็นศูนย์กลางการพบปะทางสังคมระหว่างผู้พิพากษากับทนายความเพราะโดยส่วนลึกแล้วกลุ่มคนทั้งสองมีความขัดแย้งกันอยู่ ตามความเห็นของมารุตการว่าความในศาลเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพราะทนายความที่เก่งจะต้องรู้ว่าควรจะถามอะไรและควรจะถามเมื่อไหร่หรือควรจะหยุดถามตอนไหน

ปัณ ณ ลำพูน

20 ก.พ. 1969 บดินทร์สัมภาษณ์ปัณถึงประวัติส่วนตัวและการทำงานที่ผ่านมาของเขา เช่น คดีฆาตกรรมเด็กนักเรียนและแฟนสาวเพื่อชิงรถจักรยานยนต์ ตามความเห็นของปัณ ผู้พิพากษาควรที่จะมีการสืบสวนคดีด้วยตนเองเพราะตำรวจต้องการเพียงแค่จับกุมผู้ต้องหาให้ได้จำนวนมากเพื่อนำมาทำการพิจารณาคดีโดยไม่ใส่ใจว่าผู้ต้องหาคนนั้นจะบริสุทธิ์หรือไม่ อย่างไรก็ดี ตามความเห็นส่วนตัวของบดินทร์ปัณเป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้คุย

ดำรง ร่มพล

19 ก.พ. 1969 บดินทร์สัมภาษณ์ดำรงค์ถึงประวัติส่วนตัวและการทำงานที่ผ่านมาของเขา ตามความเห็นของเขาการว่าความในศาลจำเป็นต้องมีชั้นเชิงนอกเหนือจากการต่อสู่ในชั้นศาลแล้วเขายังช่วยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายประนีประนอมยอมความกันด้วย ลูกความที่มาให้เขาว่าความมี 2 ประเภท คือ 1) กลุ่มคนที่เพื่อนของเขาแนะนำมาให้ 2) กลุ่มที่ที่ติดต่อเขาเองโดยตรงส่วนพวกนายหน้า (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) ทางสำนักงานจำเป็นต้องแบ่งค่านายหน้าให้ด้วยเช่นกันแต่ทั้งนี้ส่วนแบ่งที่จะให้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีความ