ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ทำบุญเดือนสิบ : ประเพณี

ภาค : ใต้

ทำบุญเดือนสิบ : ประเพณี

       ทำบุญเดือนสิบ เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวภาคใต้ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบันทั้งนี้เนื่องมาจากความเชื่อทางพุทธศาสนาว่า ในปลายเดือน ๑๐ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีบาปตกนรกอยู่ซึ่งเรียกว่า "เปรต" จะได้รับการปล่อยตัวจากพญายมให้ขึ้นมาพบลูกหลานและญาติพี่น้องของตนในเมืองมนุษย์ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และให้กลับไปอยู่เมืองนรกดังเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ชาวบ้านจึงจัดให้มีการทำบุญเป็นประเพณีขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ครั้งหนึ่ง กับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ อีกครั้งหนึ่ง (บางท้องที่ทำในวันแรม ๑๔ ค่ำ) เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องตลอดจนบุคคลอื่นๆ ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นสำคัญ เพียงแต่ว่าการทำบุญใน ๒ วาระนี้ อาจมีวิถีปฏิบัติยิ่งหย่อนต่างกัน กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วจะกระทำกันอย่างจริงจังในวาระหลัง เพราะถือว่ามีความสำคัญกว่าในวาระแรก

       การทำบุญสารทเดือนสิบเป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางด้านจิตใจของผู้ปฏิบัติที่มีต่อบุรพชน อันเป็นค่านิยมที่สำคัญยิ่งของชาวใต้และของคนไทยทั่วไป ชาวภาคใต้จึงรู้สึกว่างานบุญนี้มีความสำคัญมากเมื่อใกล้ถึงวันทำบุญเดือนสิบทุกครอบครัวต่างก็ตระเดรียมข้าวของให้พร้อมเพื่อการทำบุญ ผู้ที่จากภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่นทั้งใกล้และไกล ก็จะเริ่มกลับสู่ถิ่นใต้บ้านเกิดเมืองนอนของตนเพื่อมาร่วมงานประเพณีโดยทั่วหน้ากันการทำบุญเดือนสิบจึงเป็นงานประเพณีที่ก่อให้เกิดการชุมนุมของเครือญาติได้อีกทางหนึ่งด้วย ชาวภาคใต้บางคนบางพวกที่ไม่อาจกลับสู่ภูมิลำเนาของตนได้ด้วยความจำเป็นบางประการก็พยายามหาโอกาสทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บุรพชนในวาระทำบุญวันสารท และถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็จะจัดประเพณีทำบุญนี้ขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งในแหล่งที่ไปอาศัยอยู่นั้น ดังเช่นการรวมกลุ่มกันของชาวภาคใต้ที่เข้าไปอยู่ในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง แล้วพร้อมใจกันจัดประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบขึ้นโดยให้ชื่อว่า "งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ" ซึ่งจัดขึ้นที่วัดพิชัยญาติการาม วงเวียนเล็ก ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๐๘ และได้จัดติดต่อกันมาทุกปี (ดู งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ) เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า การทำบุญเดือนสิบเป็นประเพณีสำคัญที่ฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของชาวใต้โดยทั่วไป

       ชื่อเรียกประเพณี

       ประเพณีทำบุญนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเป็นหลายชื่อโดยทั่วไปแล้วจะมีการกำหนดเรียก ๔ ลักษณะ คือ

       ๑. กำหนดเรียกตามเดือนที่ทำบุญประเพณี เนื่องจากประเพณีทำบุญนี้จัดให้มีขึ้นในเดือน ๑๐ ตามคติความเชื่อดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านจึงเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า "ประเพณีทำบุญเดือนสิบ"

       ๒. กำหนดเรียกตามประเพณี "สารท" ของอินเดียที่รับอิทธิพลเข้ามา คำว่า "สารท" เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า "สรท" (สันสกฤตว่า "ศารท") พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า "เกี่ยวกับหรือเกิดในฤดูใบไม้ร่วงเทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ" ในอินเดีย คำว่า "สารท" เป็นชื่อที่ใช้เรียกฤดูใบไม้ร่วง และมีประเพณีอันเกี่ยวเนื่องด้วยฤดูสารทนี้ คือเมื่อถึงฤดูสารท พืชพรรณธัญญาหารที่ปลูกไว้ให้ดอกผล ก็จะมีการเก็บเกี่ยวไปทำขนมเซ่นพลีบูชาผีปู่ย่า ตายายหรือเทพเจ้าที่ตนนับถือและแสดงความยินดีกัน ในสมัยก่อนพุทธกาลพวกพราหมณ์ก็มีธรรมเนียมการเช่นและทำทักษิณาอุทิศแก่ผู้ตายเรียกว่า "ศราทธะ" เช่นเดียวกัน ต่อมาถึงสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการทำบุญในลักษณะเช่นนี้เป็นการดี จึงทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนคงถือปฏิบัติเรื่อยมาจึงเป็นที่เชื่อกันว่าเราได้รับประเพณีนี้มาจากอินเดียและบางคนยังคงเรียกประเพณีนี้ว่า "สารท" ด้วย (ดู รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน "ความเป็นมาของประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ" ที่จะกล่าวถึงต่อไป) และในบางครั้งก็มีการเรียกควบคู่กับ "เดือนสิบ" ด้วย เช่น "ประเพณีทำบุญวันสารท" หรือ "ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ"

 

       ๓. กำหนดเรียกตามขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญของประเพณี ประเพณีนี้มีวิถีปฏิบัติหลายขั้นตอนที่สำคัญคือ การจัดหฺมฺรับการยกหฺมฺรับ และการชิงเปรต บางคนจึงเรียกประเพณีตามขั้นตอนปฏิบัติเหล่านี้ เป็น "ประเพณียกหฺมฺรับ" หรือ "ประเพณีชิงเปรต"

       ๔. กำหนดเรียกตามความมุ่งหมายหลักของประเพณี ประเพณีทำบุญนี้มีความมุ่งหมายหลักอยู่ที่การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าไปเป็น "เปรต" อยู่ในนรกและเชื่อว่าเปรตเหล่านี้จะได้รับการปล่อยตัวให้ขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานในเมืองมนุษย์ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และกลับสู่นรกตามเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ลูกหลานจึงต้องทำบุญในวันเวลาดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการ "รับ" และ "ส่ง" ตายาย ดังนั้นบางท้องถิ่นจึงเรียกประเพณีนี้ตามความมุ่งหมายนี้ว่า "ประเพณีทำบุญตายาย" หรือ "ประเพณีรับส่งตายาย"

ความเป็นมาของประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ

       ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่าประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบในภาคใต้มีมาแต่เมื่อใดและเริ่มมีขึ้นที่ไหนก่อน ทราบแต่ว่าเป็นประเพณีที่มีมาช้านานแล้ว และปฏิบัติกันทั่วไปในภาคใต้ เพียงแต่ยิ่งหย่อนต่างกันไปบ้างในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะในท้องถิ่นนครศรีธรรมราชมีการปฏิบัติประเพณีนี้กันอย่างจริงจังมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับได้มีการจัดงานรื่นเริงประจำปีที่ยิ่งใหญ่ คือ "งานเดือนสิบ" เคียงคู่กับประเพณีนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๖ แล้ว จึงทำให้ประเพณีทำบุญเดือนสิบที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่รู้จักและเลื่องลือกันมากกว่าในจังหวัดอื่น

       ทำบุญสารทเดือนสิบนี้สันนิษฐานกันว่าเป็นประเพณีที่เรารับมาจากอินเดียเช่นเดียวกับประเพณีอื่นๆ อีกหลายประเพณีและเนื่องจากนครศรีธรรมราชเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งสำคัญของพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ และมีความเจริญรุ่งเรืองมากในภาคใต้มาแต่อดีต จึงทำให้เชื่อกันว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่ง ที่มีการรับเอาวัฒนธรรมจากอินเดียแล้วแผ่กระจายไปยังแหล่งอื่น

       ได้กล่าวมาแล้วว่า คำว่า "สารท" นี้เป็นคำบาลี ซึ่งเรารับอิทธิพลมาจากอินเดีย ในอินเดียเขาใช้คำนี้เรียกฤดูใบไม้ร่วงและเขามีวิถีปฏิบัติเกี่ยวเนื่องกับฤดูนี้ ดังที่พระยาอนุมานราชธน นักปราชญ์ท่านหนึ่งของเมืองไทยได้กล่าวไว้ในสารานุกรมตอนหนึ่งว่า

       "สารท เป็นคำของอินเดีย ใช้เรียกชื่อฤดูใบไม้ร่วง หรือ Autumn ในภาษาอังกฤษ ฤดูสารทเป็นฤดูเก็บเกี่ยวพืชพรรณธัญญาหารของชาติที่อยู่ในดินแดนถัดเขตร้อนขึ้นไป เช่น ทวีปยุโรปตอนเหนือหรือประเทศจีน และประเทศอินเดียที่อยู่ทางเหนือ ส่วนประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนของโลก จึงไม่มีฤดูที่มีลักษณะอย่างฤดูสารท.ในประเทศที่อยู่ถัดเขตร้อนขึ้นไปดังกล่าวแล้ว ฤดูสารทนี้เป็นที่ยินดีปรีดาในหมู่ประชาชนของเขา เพราะพืชพรรณธัญชาติและต้นไม้ที่ปลูกไว้กำลังให้ผลเป็นครั้งแรกเขาจึงถือเป็นเทศกาลที่ควรรื่นเริงยินดี...ผลแรกได้ มนุษย์ในสมัยโบราณที่ทำกสิกรรมเป็นอาชีพจึงมีคติถือว่าเมื่อถึงฤดูสารทพืชพรรณธัญชาติที่ปลูกไว้ผลิดอกออกผลเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือผลไม้จะต้องเก็บเกี่ยวเอาไว้ไปทำขนม เซ่นพลีบูชาผีปู่ย่าตายายหรือเทพเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อขอบคุณเทพเจ้าที่บันดาลให้ตนเก็บเกี่ยวพืชผลได้ แล้วก็เลี้ยงดูกันในพวกตนเพื่อแสดงความยินดีที่ไม่อดตาย..."

       นอกจากการเรียกชื่อฤดูกาลและการปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องด้วยฤดูกาลดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏว่ามีประเพณีของอินเดียครั้งโบราณก่อนสมัยพุทธกาลที่ปฏิบัติกันในหมู่พราหมณ์เรียกว่า "ศราทธะ" ซึ่งมีความสอดคล้องกับประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบของไทยอีกด้วยทั้งด้านชื่อเรียก ความมุ่งหมายและวิถีปฏิบัติหลักดังที่พระมหากลีบ วรปญฺโญ ได้กล่าวไว้ในเรื่อง "ทำบุญวันสารทเพื่ออะไร" พิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ ครั้งที่ ๑๙ วันที่ ๕-๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ตอนหนึ่งว่า

       "พวกพราหมณ์มีธรรมเนียมการเช่นและทำทักษิณาอุทิศบุรพบิดาของเขา เรียกว่า "ศราทธะ" เนื่องในการเผาศพบ้างในวันครบรอบวันตายของบุรพบิดาบ้าง บุรพบิดาของเขามี ๓ ชั้นคือ บิดา ปู่ ทวด เมื่อเซ่นหรือทำทักษิณาแล้วก็กรวดน้ำไปให้การกรวดน้ำของเขานั้น เขาลงไปในแม่น้ำเอามือกอบน้ำขึ้นแล้วค่อยๆ ปล่อยให้รั่วลง นึกอุทิศถึงผู้ตายไปพลางว่า ขอให้น้ำนี้ระงับความกระหายของผู้นั้นๆ ส่วนอาหารที่เช่นแล้วนำโยนให้สัตว์ต่างๆ มี กา เป็นต้น

       การทำทักษิณาที่เรียกว่าศราทธะ ของเขานั้น คือเชิญพวกพราหมณ์มาเลี้ยงเสร็จแล้วแจกไทยธรรม ผ้าเป็นของขาดไม่ได้เขาถือเป็นธุระหนัก เพื่อไม่ให้บุรพบิดาของเขาหิวกระหายและเปลือยกาย

       เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว ธรรมเนียมดังกล่าวได้กลายไปโดยอนุโลม คือในวันสารท วันตรุษ วันสงกรานต์ผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้ทำบุญเลี้ยงพระ ถวายไทยธรรมถวายผ้าบังสุกุล และมีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่เปตชน

       ครั้งเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทำปุพพเปตพลีภายหลัง แต่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ทรงอนุโลมตามธรรมเนียมพราหมณ์ คือเลี้ยงพระและถวายไทยธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์แทนพราหมณ์ซึ่งเคยทำมาก่อน พระศาสดาทรงอนุโมทนาในการทำทักษิณา แต่ทรงขยายให้กว้างขวางจากบุรพบิดาสามชั้นจนถึงผู้ที่เป็นเพียงมิตรสหายก็ควรอุทิศไปให้ การทำทักษิณาอุทิศคนตายทั่วไปอย่างนี้เรียกว่า "ทักษิณานุปทาน" แปลว่าการตายเพิ่มให้ซึ่งทักษิณาบ้าง เรียกว่า "มตกทาน" แปลว่า ให้ทานอุทิศผู้ตายบ้าง ส่วนทักษิณาอุทิศเฉพาะบุรพบิดา เรียกว่าปุพพเปตพลี

       การทำปุพพเปตพลีย่อมบำรุงความรักความนับถือในบุรพบิดาของตนให้เจริญกุศล ส่วนกตัญญูกตเวทีธรรมเป็นทางมาแห่งความรุ่งเรืองแห่งสกุลวงศ์ บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงอนุโมทนา สรรเสริญ อันนี้เป็นที่มาของการทำบุญอุทิศเปตชนทั่วไป"

       สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงกล่าวไว้ในหนังสือพุทธประวัติ เล่ม ๒ มัชฌิมโพธิกาลปริจเฉทที่ ๙ ว่าพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงกระทำปุพพเปตพลีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนนำมาปฏิบัติได้เช่นเดียวกัน ดังความว่า

       "พระเจ้าพิมพิสารทรงกระทำปุพพเปตพลีภายหลังแต่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ชะรอยจะอนุโลมตามธรรมเนียมของพราหมณ์ จึงยกเป็นการเลี้ยงและถวายไทยธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์แทนทำแก่พราหมณ์ บางทีจะได้กราบทูลเรียนพระปฏิบัติแด่พระศาสดาแล้วก็ได้

       ในวันทรงกระทำบุญปูพพเปตพลี พระเจ้าพิมพิสารเชิญเสด็จพระศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ไปทรงอังคาสที่พระราชนิเวศน์ พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วทรงบริจาคไทยธรรมต่างๆ รวมทั้งผ้าแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วย แล้วทรงอุทิศบุรพบิดรพระศาสดาทรงอนุโมทนาด้วยคาถามีคำว่า "อทาสิ เม อกาสิ เม"เป็นต้น แปลความว่า ญาติก็ดี มิตรก็ดี รำลึกถึงอุปการะอันท่านทำแล้วในกาลก่อนว่า ท่านได้ให้แล้วแก่เรา ท่านเป็นญาติเป็นมิตรเป็นสาขาของเราพึงให้ทักษิณาเพื่อเปตชน ไม่พึงทำการร้องไห้เศร้าโศก รำพึงถึง เพราะการอย่างนั้นไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เปตชน ญาติทั้งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ส่วนทักษิณานี้ท่านทั้งหลายบริจาคทำให้ตั้งไว้ดีในสงฆ์ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปตชนนั้นโดยฐานะสิ้นกาลนาน ท่านทั้งหลายได้แสดงญาติด้วย ได้ทำบูชาเปตชนให้ยิ่งด้วย ได้เพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายด้วย เป็นอันได้บุญไม่น้อยเลย"

       จากหลักฐานต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบเป็นประเพณีที่เราได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอย่างเด่นชัด ทั้งจากวิถีปฏิบัติเนื่องในฤดูสารทของชาวอินเดียและประเพณี "ศราทธะ" และ "เปตพลี" ของพวกพราหมณ์แต่ครั้งสมัยก่อนพุทธกาล ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกันทั้งในด้านความมุ่งหมายและวิถีปฏิบัติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณี "เปตพลี" นั้น พวกพราหมณ์ได้กระทำกันเรื่อยมาแม้ถึงสมัยพุทธกาลแล้วมีพวกพราหมณ์จำนวนมากหันมานับถือพุทธศาสนาแต่ก็ยังคงถือปฏิบัติประเพณีนี้อยู่ พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าประเพณีนี้มีคุณค่าเพราะเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที ยังความสุขแก่ผู้ปฏิบัติ จึงทรงอนุญาตให้อุบาสกอุบาสิกาประกอบพิธีนี้ต่อไป ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบจึงเกิดขึ้นตามพุทธานุญาตด้วยเหตุนี้เองและได้ปฏิบัติประเพณีนี้สืบต่อกันมาจนทุกวันนี้เพียงแต่ว่าเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมพิธีกรรมไปบ้างเท่านั้นเอง

ความมุ่งหมายของประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ

       ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ตลอดจนญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ด้วยช่วงเวลาปฏิบัติและวิธีปฏิบัติของผู้ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน จึงทำให้ประเพณีนี้มีความมุ่งหมายอื่นๆ เข้าประกอบด้วยหลายประการ จึงอาจสรุปความมุ่งหมายของประเพณีนี้ในปัจจุบันได้ดังนี้

       ๑. เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอื่นที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยคติความเชื่อว่าผู้ตายไปแล้วเหล่านี้ซึ่งเป็น "เปรด" อยู่ในนรกจะได้รับการปล่อยตัวให้มาพบลูกหลานและญาติพี่น้องของตนในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และถูกเรียกตัวกลับไปอยู่นรกตามเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ดังกล่าวแล้ว ผู้ที่มีชีวิตอยู่ต่างก็พยายามหาอาหารไปทำบุญตามวัดต่างๆ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับ ทั้งที่เป็นญาติของตนและที่ไร้ัญาติซึ่งขึ้นมาจากนรกในช่วงเวลานี้ ด้วยเกรงว่าเปรตเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติๆ ของตนจะหิวโหย

       ๒. เป็นการทำบุญแสดงความชื่นชมยินดีในโอกาสที่ได้รับผลิตผลทางการเกษตร ในช่วงปลายเดือน ๑๐ ซึ่งตรงกับประเพณีสารทเป็นระยะที่พืชพันธุ์ต่างๆ กำลังให้ผล ชาวบ้านที่มีอาชีพเกษตรกรรมจะชื่นชมกับผลิตผลที่ตนสู้ลงทุนลงแรงมานานหลายเดือน การแสดงความชื่นชมยินดีที่นิยมกระทำกันลักษณะหนึ่งในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนคือ "การทำบุญ"โดยนำเอาพืชผลของตนทั้งในลักษณะที่ไม่แปรสภาพและแปรสภาพเป็นอาหารต่างๆ แล้วไปถวายพระสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว และเพื่อผลในการประกอบอาชีพต่อไป

       ๓. เพื่อเป็นการอำนวยประโยชน์ในด้านปัจจัยอาหารแก่ภิกษุสงฆ์ในช่วงฤดูฝน โดยการนำเอาพืชผลไม้และอาหารต่างๆซึ่งส่วนมากจะเป็นอาหารแห้งและอาหารสำเร็จรูปไปถวายพระสงฆ์สำหรับเก็บไว้เป็นเสบียงในระยะฤดูฝน ซึ่งจะเริ่มในตอนปลายของเดือน ๑๐ ด้วยเป็นฤดูกาลที่พระบิณฑบาตรได้ไม่สะดวก การจัดเสบียงอาหารดังกล่าวนี้จะจัดเป็นสำรับที่ชาวใต้เรียกว่า "จัดหฺมฺรับ" แล้วถวายโดยวิธีให้พระภิกษุจับสลากซึ่งเรียกว่า "สลากภัต" เมื่อพระภิกษุจับสลากได้แล้วก็ให้ศิษย์เก็บหฺมฺรับไว้ เพื่อนำมาประเคนถวายเป็นมื้อ ๆ เพราะภิกษุจะสะสมอาหารไว้ไม่ได้

       ๔. เพื่อเป็นการแสดงความสนุกสนานรื่นเริงประจำปีร่วมกันเนื่องในโอกาสประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ บรรดาญาติมิตรที่อยู่ใกล้ไกลจะกลับมาสู่ภูมิลำเนาค่อนข้างพร้อมหน้าพร้อมตากันและหลังจากที่ได้ทำบุญกันตามประเพณีแล้วต่างก็มีความภาคภูมิใจ สุขใจ จึงมักจะมีการจัดงานรื่นเริงเพื่อเฉลิมฉลองกันไปด้วย งานรื่นเริงสนุกสนานนี้อาจจัดขึ้นในลักษณะต่างๆ กัน และจัดเป็นงานเล็กใหญ่ต่างกันไปในแต่ละท้องที่ บางถิ่นเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีการจัดงานรื่นเริงควบคู่กับประเพณีทำบุญเดือนสิบเป็นงานใหญ่โดเรียกว่า "งานเดือนสิบ" (ดู งานเดือนสิบเมืองนครศรีธรรมราช) ซึ่งยังคงจัดมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดงานนึ่งของภาคใต้

วิถีปฏิบัติและพิธีกรรมในประเพณีสารทเดือนสิบ

       ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบจะเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พญายมปล่อยตัวผู้ที่ล่งลับไปแล้วที่เรียกว่า "เปรด" ให้ขึ้นมาจากนรก และจะเรียกตัวกลับไปนรกตามเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ การปฏิบัติของผู้มีชีวิตอยู่ในประเพณีจึงมีอยู่ ๒ ครั้ง คือ ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ครั้งหนึ่ง กับในวันแรม ๑๓ ค่ำ แรม ๑๔ ค่ำ และ แรม ๑๕ ค่ำ อีกครั้งหนึ่ง

       ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ ชาวบ้านโดยทั่วไปยังไม่ถือว่าเป็นวันสำคัญนัก (เมื่อเทียบกับวันแรม ๑๓ ค่ำ แรม ๑๔ ค่ำ และแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ดังนั้นการประกอบพิธีในวันนี้จึงเป็นไปอย่างง่ายๆ เพียงจัดภัดตาหารไปทำบุญที่วัดเป็นการต้อนรับญาติมิตรที่ขึ้นมาจากนรกเท่านั้น ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า"วันรับตายาย" และในบางท้องถิ่นบางแห่ง เช่น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเรียกวันนี้ว่า "วันหฺมฺรับเล็ก" (หฺมฺรับ เป็นภาษาถิ่นใต้ หมายถึง สำรับ) ในวันนี้บางคนก็ไม่ประกอบพิธีกรรมแต่อย่างใดด้วย จะยกไปประกอบพิธีในวันแรม ๑๓ ค่ำ แรม ๑๔ ค่ำ และแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งถือว่าเป็น "วันหมรับใหญ่" ในวันแรม ๑๓ ค่ำ แรม ๑๔ ค่ำ และแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ถือเป็นช่วงที่ต้องปฏิบัติที่สำคัญมาก มีขั้นตอนของการปฏิบัติตนและประกอบพิธีกรรมโดยทั่วไปดังนี้

       ๑. การเตรียมการ มีการจัดหาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆไว้ให้ครบถ้วนเพื่อการจัดหฺมฺรับ แต่ละบ้านแด่ละเรือนย่อมมีผลิตผลและสิ่งของต่าง ๆ ที่จะใช้ในการจัดหมรับไม่เหมือนกันเมื่อขาดเหลือสิ่งใดก็ต้องรีบซื้อหาในท้องตลาด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าซึ่งรู้ความต้องการของชาวบ้านในโอกาสนี้ดี ก็จะนำสิ่งของต่างๆซึ่งเป็นสิ่งของที่จะใช้จัดหฺมฺรับไปวางขายกันมากเป็นพิเศษในวันก่อนจัดหมรับ ต่อมามีการทำกันเป็นประเพณีทุกปีในวันแรม๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า "วันจ่าย"

       ๒. การจัดหฺมฺรับ ส่วนใหญ่จะจัดกันในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ การจัดหฺมฺรับแต่เดิมนิยมใช้กระบุงทรงเตี้ย ๆ สานด้วยตอกไม้ไผ่ขนาดเล็กใหญ่ตามความต้องการของผู้จัด แต่มาระยะหลังนี้ใช้ภาชนะจัดตามสะดวก เช่น กระจาด ถาดกะละมัง ถัง กระเชอ เป็นต้น สำหรับของที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับและลำดับการจัดของลงในหฺมฺรับนั้น ดิเรก พรตตะเสน ได้กล่าวไว้ใน "วิชชา" วารสารของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชปีที่ 6 ฉบับที่ ๑ พ.ศ.๒๕๑๙ ว่า ขั้นแรกใส่ข้าวสารรองกระบุงแล้วใส่หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล และบรรดาเครื่องปรุงรสอาหารที่จำเป็นจนครบ ต่อไปก็ใส่จำพวกอาหารแห้งเช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ผัก ผลไม้ สำหรับประกอบอาหารคาวหวานที่เก็บไว้ได้นานๆ เช่น มะพร้าว ฟัก มัน กล้วย (ที่ยังไม่สุก) อ้อย ข้าวโพด ข่า ตะไคร้ ขมิ้น และพืชผักอื่นๆ บรรดาที่มีในเวลานั้น นอกจากนั้นก็ใส่ของใช้ในชีวิตประจำวันเช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าด ได้ ไม้ขีด หม้อ กระทะ ถ้วย ชาม เข็ม ด้าย เครื่องเชี่ยนหมาก ได้แก่ หมาก พลู ปูน กานพลูการบูร พิมเสน สีเสียด ยาเส้น บุหรี่ ยาสามัญประจำบ้าน ธูปเทียน แล้วก็ใส่สิ่งอันเป็นหัวใจสำคัญของหฺมฺรับคือ ขนม ๕ อย่างซึ่งมีความหมายต่อการอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับและถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานบุญสารทเดือนสิบ คือ

       ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพสำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติทางพุทธศาสนา

       ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม

       ขนมกง (ขนมไข่ปลา) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ

       ขนมดีซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย

       ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้าสำหรับญาติผู้ตายจะได้ใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์

       ผู้สูงอายุบางคนกล่าวว่าขนมที่เป็นหัวใจของการจัดหฺมฺรับมี ๖ อย่าง โดยเพิ่มลาลอยมันซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนฟูกหมอนเข้าไปด้วย ขนมต่างๆ เหล่านี้เป็นขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นานไม่บูดเสียง่ายเหมาะที่จะเป็นเสบียงเลี้ยงสงฆ์ไปได้ตลอดฤดูฝน

       นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ใช้จัดหฺมฺรับยังมีเครื่องเล่นและของใช้ต่างๆ เครื่องเล่นต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นของพื้นเมือง เช่น นำเอาไม้เถียะ ไม้หยี ไม้ระกำ กระดาษ หรือใบลาน มาทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น นก ไก่ ปลา ช้าง ม้า ฯลฯ หรือทำเป็นรูปละครรำ รูปหนังตะลุง หรืออาวุธต่างๆ หรืออาจจะจัดเป็นกระถางต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ จำพวกของใช้ก็มีหลายอย่างเช่น กระชอน กระจ่า ตะกร้า ฯลฯ ผู้สูงอายุหลายท่านเล่าว่าเครื่องเล่นต่างๆ ที่นำไปถวายพระในวันสารทโดยวิธีติดหฺมฺรับจะต้องพิจารณาให้ถูกกับนิสัยของบุรพชนที่อุทิศให้ เช่น บุรพชนชอบดูละคร ชอบกัดปลา ชอบเล่นไก่ชน ชอบชนวัว ชอบเล่นนกเขา ฯลฯ ก็จัดทำเป็นรูปตุ๊กตานั้นๆ เชื่อว่าผู้จัดจะได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้น

       สำหรับรูปแบบของหฺมฺรับ แล้วแต่ว่าผู้จัดจะจัดเป็นแบบใดและประดับตกแต่งให้สวยงามอย่างไร การจัดหฺมฺรับอาจจะจัดกันเฉพาะครอบครัว หรือจัดกันในหมู่ญาติพี่น้อง หรือรวมกันจัดเป็นกลุ่มเป็นพวกระหว่างเพื่อนฝูงก็ได้นอกจากสิ่งดังกล่าวแล้วในหมรับจะด้องมีน้ำด้วย โดยจัดหาน้ำสะอาดใส่ภาชนะ เช่น ขัน หรือแก้ว ขวด ไว้สำหรับเป็นน้ำดื่มของบรรพชนด้วย (สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่ขาดไม่ได้)

       ๓. การยกหฺมฺรับ​​​​​​​และการถวายภัตตาหาร เมื่อจัดหฺมฺรับเรียบร้อยแล้วก็จะมีการยกหฺมฺรับไปวัด พร้อมทั้งถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์ด้วย แต่เดิมมาเขาจ่ายกันในวันแรม ๑๓ ค่ำ รุ่งขึ้น ๑๔ ค่ำ จัดหมรับถึงแรม ๑๕ ค่ำ จึงยกหมรับไปวัด ตั้งเปรตและบังสุกุลถึงบุรพชน แต่ในปัจจุบันวันปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างในแต่ละแห่ง คือบางแห่งยังคงปฏิบัติตามเวลาเดิมแต่บางแห่งจะยกหมรับไปวัดและตั้งเปรตในวันแรม ๑๔ ค่ำ วันแรม ๑๕ ค่ำ เป็นวันที่สวดอนุโมทนาและบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้บุรพชน ทั้งนี้เพื่อตัดพิธีกรรมสำหรับทายกทายิกาออกเสียบ้าง เพราะในวันแรม ๑๕ ค่ำ อันเป็นวันสิ้นเดือนสงฆ์ก็มีกิจของสงฆ์ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่มากเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่แล้วยังคงถือเอาวันแรม ๑๕ ค่ำ เป็นวันยกหฺมฺรับมากกว่าวันแรม ๑๔ ค่ำ

       ในการยกหฺมฺรับไปวัดจะมีการจัดภัตตาหาร ไปถวายพระด้วย จึงมักจะไปวัดกันในช่วงเช้าก่อนพระฉันเพล ผู้ยกหฺมฺรับไปวัดจะแต่งตัวอย่างสะอาดและสวยงาม เพราะถือว่าเป็นการทำบุญครั้งสำคัญ โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่เคยเผาบรรพบุรุษหรือวัดที่บรรพบุรุษเคยนิยมยกหฺมฺรับไปวัด อาจต่างครอบครัวต่างไปหรือจัดเป็นขบวนแห่ก็ได้ ถ้าเป็นหฺมฺรับใหญ่และมีการประกวดหฺมฺรับกันด้วยจะมีขบวนแห่ใหญ่โตเอิกเกริกผู้ร่วมขบวนแห่แต่งตัวสวยงามตามลักษณะขบวน อาจมีการแต่งเป็นเปรตหรืออื่น ๆ ตามแต่ความคิดของผู้ร่วมขบวน

       ๔. การฉลองหฺมฺรับ​​​​​​​และบังสุกุล กระทำในวันแรม ๑๕ ค่ำ ในวันนี้มีการทำบุญเพื่อเป็นการฉลองหุมรับเรียกว่า "วันหลองหฺมฺรับ" นอกจากนี้ก็มีการทำบุญเลี้ยงพระและบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้องและผู้อื่นที่ล่วงลับไปแล้วการทำบุญในวันนี้ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งเพราะถือว่าเป็นวันส่งญาติพี่น้องและผู้อื่นที่ล่วงลับไปแล้วกลับสู่เมืองนรกชาวบ้านจึงเรียกวันนี้ว่า "วันส่งตายาย" ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัดในวันนี้ เพื่อบรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วจะไม่อดอยากหิวโหยเมื่อกลับสู่นรกถ้าหากใครไม่ได้ไปทำบุญในวันส่งตายายนี้จะถูกมองว่าเป็นคนอกตัญญู

       ๕. การตั้งเปรต เมื่อยกหุมรับและถวายภัตตาหารพระภิกษุสงฆ์แล้วจะมีการตั้งเปรต แต่เดิมกระทำโดยเอาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามที่ต่างๆ ตรงทางเข้าวัดบ้าง ริมกำแพงวัดบ้าง หรือตามโคนต้นไม้บ้าง เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อมาในระยะหลังมีการสร้างร้านขึ้นสูงพอสมควรเรียกว่า "หลาเปรต" (หลา เป็นภาษาถิ่นใต้ หมายถึงศาลา ดังนั้น "หลาเปรต" จึงหมายถึงศาลาที่ใช้สำหรับตั้งเปรต)แล้วนำอาหารที่จะตั้งเปรตไปไว้บนหลาเปรตนั้น อาหารเหล่านี้จัดชนิดที่บุรพชนชอบอย่างละนิดอย่างละหน่อย และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ขนม ๕ อย่าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการทำบุญสารทเดือนสิบดังกล่าวแล้ว เมื่อตั้งอาหารบนหลาเปรตแล้วก็จะนำสายสิญจน์ที่พระสงฆ์จับเพื่อสวดบังสุกุลมาผูกไว้กับหลาเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปยังผู้ล่วงลับไปแล้ว เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์ก็เก็บสายสิญจน์ ผู้คนทั้งเฒ่าแก่ หนุ่มสาวและเด็กๆก็จะกรูกันเข้ามาแย่งชิงอาหารที่ตั้งไว้นั้นเรียกว่า "ชิงเปรต"เนื่องจากมีความเชื่อว่าของที่เหลือจากการเช่นไหว้บุรพชนถ้าใครได้กินก็จะได้กุศลแรงเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

ความคลี่คลายเปลี่ยนแปลง

       ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบยังคงปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่นมากในสังคมภาคใต้ มีความมุ่งหมายและวิถีปฏิบัติหลักตรงตามประเพณีที่เคยทำกันมา จะต่างกันไปบ้างก็ในข้อปลีกย่อยเท่านั้น ทั้งนี้เพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการเสริมให้ประเพณีนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวภาคใต้และเป็นการสนุกสนานรื่นเริงไปด้วย ดังเช่น บางแห่งกำหนดให้มี "วันจ่าย" เป็นที่แน่นอนในวันแรม ๑๓ ค่ำ และขยายให้เป็นงานใหญ่โตวันหนึ่งของประเพณีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการจ่ายเพื่อเตรียมหาของมาจัดหฺมฺรับเท่านั้น แต่เป็นวันจ่ายทั่ว ๆ ไป และเข้าใจกันว่าเป็นวันซื้อของให้ลูกให้หลานด้วย(ดู วันจ่าย) บางแห่งมีการจัดงานรื่นเริงควบคู่กับประเพณีอย่างเช่น การจัด "งานเดือนสิบ" ที่นครศรีธรรมราชซึ่งจัดขึ้นใหญ่โตทุกๆ ปี (ดู งานเดือนสิบเมืองนครศรีธรรมราช) และมีการจัดประกวดหฺมฺรับทำให้มีการจัดหฺมฺรับกันอย่างสวยงามและจัดขบวนแห่อย่างเอิกเกริก นอกจากนั้นแล้วในบางแห่งมีการเล่นสนุกในการชิงเปรดด้วย (ดู ชิงเปรต) เหล่านี้เป็นต้น

(พรศักดิ์ พรหมแก้ว)

 

 

 


การจัดหฺมฺรับเพื่อนำไปทำบุญที่วัด นอกเหนือจากของกินของใช้ต่างๆแล้ว ในปัจจุบันยังนิยมใส่เงินลงไปด้วย

 


จัดหฺมฺรับ

 

 

 


ขบวนแห่หฺมฺรับไปวัดของชาวบ้าน

 


ชาวบ้านในชนบทกำลังยกหฺมฺรับไปทำบุญที่วัด โดยการหามเดินไปตามคันนา

 

 


หฺมฺรับประเภทต่างๆภายในวัด

 


ทำบุญก่อนตั้งเปรต

 


ร่วมพิธีตั้งเปรตและชิงเปรต

 


เมื่อยังไม่ชักสายสิญจน์ ทุกคนไม่อาจชิงเปรตได้ ในภาพกำลังเตรียมการตั้งเปรต

 


การตั้งเปรตในเขตวัด


การตั้งเปรตนอกเขตวัด (อาจเป็นในเขตป่าช้า)

 


ร้านเปรตบางแห่งยกพื้นสูงมีเสาเดียว ที่เสาทาน้ำมันให้ลื่นจัดเพื่อเป็นที่สนุกทั้งผู้ปีนขึ้นชิงเปรตและผู้ร่วมกิจกรรม

 


การทำบุญอุทิศส่วนกุศลนอกบริเวณวัดด้วยความเชื่อที่ว่าเปรตบางจำพวกเข้าไม่ได้

 


ร้านเปรตทั่วๆไป นิยมยกพื้นเพียงเล็กน้อย พอวางของและชิงกันได้สะดวกทั้งเด็กและผู้ใหญ่

 


ชาวบ้านทยอยกันนำขนมและหฺมฺรับต่างๆ มาวางไว้ "ร้านเปรต"

 


เมื่อเสร็จพิธีต่างๆทางศาสนาแล้ว ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะร่วมกัน "ชิงเปรต" ด้วยความสนุกสนาน

 


ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างตั้งใจร่วมชิงเปรต เชื่อกันว่าเปรตตนใดลูกหลานไม่ร่วมชิงก็จะอดอยากไปตลอดปี การชิงเปรตจึงถือเป็นกรแสดงความกตัญญูต่อเปรตบรรพบุรุษ