ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ

ภาค : ใต้

งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ

   งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ เป็นชื่องานประเพณีทำบุญเดือนสิบที่ชาวภาคใต้ ๑๔ จังหวัดทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงได้ร่วมกันจัดขึ้นในนามของกลุ่ม "สหภูมิภาคทักษิณ" (ส.ภ.ท.) โดยจัดขึ้นที่วัดพิชัยญาติการาม วงเวียนเล็ก กรุงเทพมหานครมาแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๘ และถือปฏิบัติต่อกันมาจนเป็นประเพณีถึงปัจจุบันนี้ งานนี้แม้จะจัดให้มีขึ้นในท้องถิ่นซึ่งไม่ใช่ภาคใต้แต่ก็แสดงให้เห็นชัดถึงความยึดมั่นในประเพณีทำบุญเดือนสิบของชาวภาคใต้

     ความเป็นมาของการจัด "งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ"เป็นผลเนื่องมาจากการรวมกลุ่มของชาวภาคใต้จัดตั้ง "สหภูมิภาคทักษิณ" ประการหนึ่ง และความยึดมั่นในวัฒนธรรมประเพณีของชาวภาคใต้อีกประการหนึ่งกล่าวคือในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ได้มีพระภิกษุสามเณรชาวภาคใต้ที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ได้ปรารภกันถึงความว้าเหว่และวิตกกังวลที่ต้องมาพักอยู่ไกลมาตุภูมิ ไร้ญาติขาดความอบอุ่นทั้ง ๆ ที่ชาวภาคใต้ต่างก็มีความรู้สึกรัก ห่วงใยและอยากช่วยเหลือคนภาคใต้ด้วยกันเองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่สามารถทำได้พระภิกษุสามเณรกลุ่มนี้จึงคิดจัดตั้งศูนย์รวมแห่งพระภิกษุสามเณรชาวภาคใต้ขึ้น ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า "สหภูมิภาคทักษิณ" ใช้ชื่อย่อว่า "ส.ภ.ท." โดยมีวัตถุประสงค์คือ

  ๑. เพื่อสงเคราะห์และอนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน

  ๒. เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา

  ๓. เพื่อส่งเสริมการศึกษา

  ๔. เพื่อประสานงานและส่งเสริมความสามัคคี

   หลังจากนั้นจึงได้นัดประชุมพระภิกษุสามเณรชาวภาคใต้ที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงเท่าที่สามารถติดต่อได้เพื่อแจ้งให้ทราบวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้วเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภูมิภาคทักษิณสืบมาคณะกรรมการบริหารแต่ละชุดได้พยายามหาทุนมาสงเคราะห์ซึ่งกันและกันตามควรแก่กรณี ในระยะแรก ๆ กระทำโดยวิธีจัดให้มีการเทศน์ปุจฉาวิสัชนาในช่วงเข้าพรรษา จนมาถึงปี พ.ศ.๒๕๐๘ เมื่อพระวิสุทธิวงศาจารย์ได้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม เห็นว่าวัดนี้มีสถานที่เหมาะสมจะจัดงานใหญ่ได้ จึงนัดประชุมคณะกรรมการ ส.ภ.ท. เพื่อปรึกษาหารือในการจัดงานหาทุนให้เป็นการเหมาะสมกว่าที่เคยทำมาแล้วคณะกรรมการได้ปรึกษากันโดยพยายามที่จะจัดงานที่เป็นประเพณีสำคัญและสืบต่อกันมาช้านานของชาวภาคใต้ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่มาทำที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ชาวภาคใต้ที่มีภารกิจมากไม่สามารถกลับภาคใต้ในช่วงประเพณีนั้นได้ ได้มีโอกาสปฏิบัติประเพณีนั้นด้วย ในที่สุดที่ประชุมตกลงกันให้จัดงานประเพณีทำบุญวันสารท (ประเพณีทำบุญเดือนสิบ) ขึ้นด้วยเห็นว่าเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่งของชาวภาคใต้เพราะเป็นประเพณีการทำบุญที่อุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติ ๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว อันแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษและยังเป็นการเกื้อกูลให้ชาวภาคใต้ได้ร่วมกันรักษาประเพณีและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาวภาคใต้ไว้เป็นมรดกของลูกหลานสืบไป เมื่อมีการประชุมตกลงเช่นนั้นจึงเชิญคฤหัสถ์ชาวภาคใต้ที่อยู่ในส่วนกลางมาร่วมเป็นกรรมการจัดงานด้วย ในปีแรกนั้นคณะกรรมการได้เชิญนายสุรเดชโชติกะ เป็นประธานการจัดงาน ในปีนั้นมีเพียงวันเดียว คือเฉพาะในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เท่านั้น หลังจากนั้นก็มีการจัดประเพณีนี้ที่วัดพิชัยญาติการามติดต่อกันมาทุกปี ในปีที่ ๒ และปีที่ ๔ นายประศาสน์ ประทีป ณ ถลาง เป็นประธานในช่วงนี้เองที่ประชุมได้ตกลงให้เรียกชื่องานนี้ว่า "งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ" ด้วยเห็นว่ากลุ่ม "สหภูมิภาคทักษิณ" เป็นผู้ริเริ่มความคิด และเป็นชื่อที่มาความสัมพันธ์กับชาวภาคใต้ดีอยู่แล้ว ชื่องานนี้จึงเป็นที่เรียกขานกันมาจนทุกวันนี้นอกจากนั้นแล้วในการจัดงานครั้งนั้นได้มีการขยายงานออกเป็น ๓ วัน ๓ คืน โดยให้มีศิลปะการแสดงพื้นเมืองภาคใต้คือโนราและหนังตะลุงมาเล่นในงานด้วย เป็นการจัดงานรื่นเริงควบคู่ไปกับงานทำบุญประเพณี ก่อให้เกิดบรรยากาศแบบภาคใต้มากยิ่งขึ้น ปรากฏว่ามีชาวใต้ให้ความสนใจกันมาก

    ในการประชุมกรรมการจัดงานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณปีที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๑๒) ที่ประชุมมีมติให้คัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการจัดงานทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ทุกแผนกของงานที่กำหนดขึ้นเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและให้เลือกคฤหัสถ์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดหนึ่งจังหวัดใดของภาคใต้ และเป็นผู้มีเกียรติกว้างขวางในวงสังคมพอสมควรเป็นประธานกรรมการจัดงานแต่ละปีร่วมกับประธานจัดงานฝ่ายสงฆ์ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์นั้นควรคัดเลือกหมุนเวียนกันไปให้ครบทั้ง ๑๔ จังหวัด แล้วจึงมาเวียนขึ้นรอบใหม่ เว้นไว้แต่บางจังหวัดหาตัวบุคคลไม่ได้ ก็ให้คัดเลือกจากจังหวัดอื่นได้ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่างานนี้เป็นของชาวภาคใต้ทั้ง ๑๔ จังหวัดอย่างแท้จริง ส่วนกรรมการจัดงานแผนกต่าง ๆ ให้เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละคน (พรศักดิ์ พรหมแก้ว)