ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

เคี่ยวมันเดือนสิบ

ภาค : ใต้

เคี่ยวมันเดือนสิบ

เทศกาลวันสารทเดือนสิบของปักษ์ใต้เป็นงานประเพณีใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง ถือปฏิบัติกันในหมู่พุทธศาสนิกชนทุกครัวเรือน เพื่อทำบุญอุทิศแก่ดวงวิญญาณบรรพบุรุษและสรรพสัตว์ที่ล่วงลับไปแล้ว ในเทศกาลนี้จะมีการทำขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมเมซำและทอดมัน ตลอดจนอาหารอื่นๆ ซึ่งจะต้องใช้น้ำมันประมาณ ๓-๕ ขวด (ขนาดขวดแม่โขงกลม) น้ำมันที่ใช้เป็นน้ำมันมะพร้าว ซึ่งต้องเคี่ยวเอง น้ำมันขวดหนึ่งต้องใช้มะพร้าว ๗-๑๐ ผล แล้วแต่ขนาดของผลมะพร้าวเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำมันมะพร้าวตามต้องการจึงต้องใช้มะพร้าวหลายสิบลูก มักต้องวานเพื่อนบ้านมาช่วยทำตั้งแต่เริ่มปอกมะพร้าวขูดมะพร้าวคั้นกะทิจนกระทั่งเคี่ยวน้ำมัน ทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องกันจนเสร็จ เรียกว่า "เคี่ยวมัน"

    การเกี่ยวมันเดือนสิบจะทำก่อนวันสารทประมาณ ๕-๑๕ วัน โดยแต่ละครัวเรือนจะหามะพร้าวสะสมไว้ให้ได้จำนวนตามต้องการโดยทั่วไปก็ไม่น้อยกว่า ๓๐ ผล ในหมู่บ้านหนึ่งๆเขาจะตกลงนัดแนะกันว่าเรือนใดจะเคี่ยวมันวันใด เพื่อจะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน จะได้ช่วยกันทำได้เต็มกำลัง เมื่อถึงวันกำหนดพวกผู้ชายจะช่วยกัน "ลิด" คือปอกมะพร้าว ผ่าวางคว่ำไว้การลิดมะพร้าวนิยมทำตอนบ่าย พอตกค่ำทั้งหญิงและชายจะนำเหล็กขูด (กระต่าย) มาช่วยกันขูด การขูดมะพร้าวโดยมากจะเป็นพวกหนุ่มสาว โดยนั่งล้อมวงกันขูดเป็นที่ครึกครื้น บางแห่งเล่นชนเหล็กขูดกันหลังจากขูดมะพร้าวเสร็จก็มี (ดู เหล็กขูด)เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับเรือน เช้าวันรุ่งขึ้นจะช่วยกันคั้นกะทิถ้าปริมาณมะพร้าวขูดไม่มากนักก็นิยมคั้นด้วยมือ โดยมอบให้เป็นภาระของผู้ชาย เมื่อคั้นรั้งแรกผ่านไปซึ่งเรียกว่า "คั้นน้ำหัว"หรือ "คั้นหัวทิ" เสร็จแล้วก็นำมะพร้าวที่คั้นแล้วมาตำโขลกด้วยครกตำข้าว โดยมอบเป็นภาระของผู้หญิง เสร็จแล้วก็โดยให้ผู้ชายคั้นอีก โดยผสมน้ำอุ่นลงเล็กน้อยเพื่อให้คั้นง่ายกะทิที่ได้จากการคั้นครั้งที่สองนี้เรียกว่า "น้ำปลาย" แต่ถ้าปริมาณมะพร้าวขูดมีมาก ก็นิยมคั้นโดยใช้กรามช้าง (ดูกรามช้าง) เสร็จแล้วนำกะทิที่คั้นได้มากรองด้วยกระชอนขนาดใหญ่ลงเคี่ยวในกระทะใบบัว สำหรับกระทะที่ใช้เคี่ยวมันด้องขัดถูสะอาดจริงๆ เพื่อมิให้น้ำมันที่เคี่ยวได้มีสิ่งสกปรกหรือสนิมเจือปน ซึ่งจะทำให้เสียเร็ว กระทะนี้จะวางบนเตาดินซึ่งก่อขึ้นเป็นการเฉพาะ

   ในการเคี่ยวมันแต่ละกระทะจะใช้เวลา ๕-๓๗ ชั่วโมงในระยะ ๔ ชั่วโมงแรกเคี่ยวให้กะทิเดือดไปเรื่อย ๆ โดยใช้ไม้พายขนาดใหญ่และยาวกวนอยู่เรื่อยๆ มิให้เปือกกะทิล้นกระทะและกรังกันกระทะ หลัง ๔ ชั่วโมงไปแล้วกะทิจะแห้งลงมากและเริ่มแตกมัน มีขี้มันค่อยจับตัวกันเป็นก้อนสีขาวขุ่นเรียกว่าเป็น "ลำเลิก" (บางถิ่นออกเสียงเป็น "ลำเลอะ")ขั้นนี้ต้องกวนตลอดเวลา ไฟต้องโหมให้แรง กวนไปจนกระทั่งน้ำมันเริ่มเหลืองก็ซาไฟลง กวนต่อไปจนน้ำแห้งระเหยไปหมดซึ่งสังเกตได้จากน้ำมันจะไม่พลุ่งเป็นเปือกและไม่ปะทุอย่างเวลาที่น้ำผสมกับน้ำมัน สีของน้ำมันจะใสอมเหลืองเล็กน้อยลำเลิกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม เรียกว่า "ขี้มัน" เมื่อถึงขั้นน้ก็เอาไม้ฟื้นออกหมด คงไว้แต่ถ่านไฟเล็กน้อย ให้คนหนึ่งกวนอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ขีมันไหม้ คนหนึ่งตักน้ำมันใส่ภาชนะและตักขี้มันใส่ผ้าด้ายดิบราว ๑-๒ จวัก รวบชายผ้าทั้งสี่มุมเข้าด้วยกันนำห่อขี้มันไปหนีบเอาน้ำมันออก โดยใช้ไม้กลมขนาดโตกว่าหัวแม่เท้าเล็กน้อย ยาวราว ๑ ศอก จำนวน ๒ อัน เรียกว่า"ไม้หีบมัน" หนีบห่อผ้าขี้มัน การหนีบจะมีผู้จับปลายไม้ด้านละคนใช้ไม้หนีบไป มือข้างหนึ่งของคนที่จับห่อขี้มันก็บิดชายห่อผ้าไปหนีบจนกระทั่งน้ำมันออกเกือบหมดก็เทขี้มันไว้ต่างหาก ทำเช่นนี้จนขี้มันหมดกระทะเป็นอันเสร็จภารกิจที่เพื่อนบ้านจะช่วยเหลือ เจ้าบ้านจะแบ่งขี้มันห่อใบตองให้ผู้มาช่วยเคี่ยวมันพากลับบ้านคนละห่อ

    น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวได้ หลังจากทิ้งให้เย็นแล้วจะใส่ขวดไว้ใช้ น้ำมันที่เคี่ยวเองนี้ ถ้าเคี่ยวน้ำแห้งสนิทจะเรียกว่า"มันแท้" เมื่อนำไปทำขนมดังกล่าวข้างต้น สามารถเก็บขนมไว้ได้นานโดยไม่มีกลิ่นหืน น้ำมันก็เก็บไว้ได้นานเช่นเดียวกันถ้าเคี่ยวน้ำแห้งไม่สนิทจะเรียกว่า "มันไม่แท้" จะเก็บไว้ได้ไม่นานทำให้ขนมเสียเร็ว น้ำมันที่ซื้อจากตลาดมักมีข้อเสียเช่นนี้ชาวบ้านจึงเคี่ยวมันใช้เองจนเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบมา

    ปัจจุบันนี้การเคี่ยวมันเดือนสิบไม่ค่อยทำกันมากนักส่วนมากมักซื้อน้ำมันจากตลาด ความคลี่คลายของกิจกรรมทางสังคมอันนี้สืบเนื่องมาจากภารกิจของแต่ละครัวเรือนมีมากขึ้น ความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะไมตรีสัมพันธ์ลดน้อยลง ต่างคนต่างเห็นความสำคัญของตนเองมากกว่าส่วนรวม ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็เป็นดัชนีบอกคุณธรรมด้าน"สามัคคีธรรม" ในสังคมได้แง่หนึ่ง (อุดม หนูทอง)

ดูเพิ่มเติมที่ : เหล็กขูด