ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

บวช : ประเพณี

ภาค : ใต้

บวช : ประเพณี

        พุทธศาสนิกชนภาคใต้เชื่อว่า การอุปสมบทเป็นทายาทในพระบวรพุทธศาสนาเป็นกุศลอย่างยิ่ง ทั้งแก่ผู้บวชและญาติมิตรทั้งมวล เหตุนี้เมื่อู้ใดมีบุตรชายจึงมักอธิษฐานว่าให้ได้มีโอกาส "เกาะชายผ้าเหลืองเข้าวัด" คือได้มีโอกาสร่วมพิธีบวชบุตรคนนั้น นอกจากนี้คนสมัยโบราณไม่นิยมที่จะให้บุตรีของตนแต่งงานกับชายที่ยังไม่ผ่านการอุปสมบท เพราะถือว่ายังเป็นคนดิบ ไม่ได้ผ่านการขัดเกลาจิตใจจากการบวชเรียนการอุปสมบทตามนัยนี้ หมายถึงบวชแล้วเข้าพรรษาอย่างน้อย ๑ พรรษา เพื่อจะได้ฝึกปฏิบัติธรรมนานพอ ผู้ที่ผ่านการบวชแล้วจะได้รับการยกย่องจากสังคม เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ โดยผู้ที่อาวุโสกว่าจะเปลี่ยนจาก "อ้าย" เป็น "เณร" ผู้ที่อายุน้อยกว่าจะเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจาก "บ่าว" เป็น "หลวง" เช่นเรียกว่า "พี่หลวง" "น้าหลวง" เป็นต้น แต่ถ้าผู้ใดอุปสมบทเพียงไม่กี่วันก็มักจะถูกล้อเลียนว่า "บวชผ้าเหลืองไม่ทันเมา" (สบง จีวร สียังไม่ทันเริ่มจืด) หรือ "บวชพอให้หลวงตา (พ่อตา) หลวงยาย (แม่ยาย) เรียกว่า เณร" หรือพูดง่ายๆ ก็คือบวชเพียงพอให้ได้ชื่อว่าบวชแล้ว

        ผู้ที่จะอุปสมบทได้ต้องมีอายุครบ ๒๐ ปี มีความศรัทธาที่จะบวช ไม่เป็นอภัพบุคคล คือคนที่ไม่คู่ควรแก่การอุปสมบท เช่น ทำผิดต่อศาสนาอย่างร้ายแรง ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าบิดามารดา เป็นต้น ไม่เป็นโรคติดต่อหรือโรคที่รักษาไม่หาย เช่น โรคเรื้อน ลมบ้าหมู ไม่เป็นคนพิการ คนง่อย คนเปลี้ย แก่หง่อม หรือทุพพลภาพ ไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการครองเรือน ไม่ถูกคดีอาญาและกำลังถูกสักหมายโทษไว้ ไม่เป็นผู้ประทุษร้ายต่อความสงบสุขของประชาชน และปราศจากผู้คัดค้านการบวช (เพราะมีอำนาจที่จะคัดค้าน เช่น เจ้าหนี้ หรือภรรยาลับ เป็นต้น)

        เมื่อผู้ใดศรัทธาและพร้อมที่จะขออุปสมบท ก็จะเข้าฝากตัวต่อเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่งที่ประสงค์จะบวช แต่โดยมากมักเป็นวัดที่บรรพบุรุษของตนได้เคยทำนุบำรุงมาก่อน การเข้าฝากตัวอาจมีผู้ใหญ่นำไปหรือไปเองก็ได้ บางรายอาจดูฤกษ์ดูยามจัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปเป็นเครื่องสักการะแก่เจ้าอาวาส แล้วก้มกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ แจ้งความประสงค์ที่จะขอบวชให้ท่านทราบ และขออยู่เป็นเด็กวัดประจำวัดนั้น ตามปกติในชนบทจะเข้ามอบตัวอยู่ประจำล่วงหน้าประมาณ ๑-๒ เดือนเพื่อศึกษาพระธรรม ฝึกซ้อมบทสวดมนต์จนจำได้แม่นยำ ฝึกปฏิบัติกิจของสงฆ์ เช่น ไม่ข้องแวะกับกิจของฆราวาสไม่กลับบ้าน ตามพระสงฆ์ออกบิณฑบาต เป็นต้น บางคนถึงกับโกนหัวห่มผ้าขาวก็มี ในช่วงที่เป็นเด็กวัดอยู่นี้ เจ้าอาวาสจะคอยชี้แนะดักเดือนเกี่ยวกับข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อจะได้นำไปประกอบศาสนกิจในขณะที่ได้อุปสมบท บางวัดเจ้าอาวาสเคร่งครัดมาก ต้องให้เขียนใบสมัครเพื่อขอบวชก็มี โดยให้ลงชื่อวันเดือนปีเกิด ที่อยู่ และให้มีผู้ปกครองเซ็นชื่อรับรอง ถ้าเป็นข้าราชการก็ต้องมีใบอนุญาตให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ บางรายผู้ประสงค์จะบวชมีภารกิจมาก เพียงแต่ไปแจ้งความประสงค์ขอบวชต่อเจ้าอาวาสแล้วรับตำราไปศึกษาด้วยตนเองที่บ้านแล้วไปให้เจ้าอาวาสทดสอบเป็นคราวๆ ก็มี

        การอุปสมบทเพื่อเข้าพรรษาจะต้องอุปสมบทก่อนวันเข้าพรรษา ส่วนจะเป็นวันใดนั้นแล้วแต่จะสะดวก และมักจะเลือกเอาวันที่เป็นมงคลตามความเชื่อทางโหราศาสตร์มาประกอบด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นวันที่อุปัชฌาย์ไม่มีภารกิจอื่น อาจจะบวชพร้อมกันหลายๆ คนในวันเดียวกันก็ได้

        การทำขวัญนาค ไม่ได้เป็นบทบัญญัติในพุทธศาสนาจะทำหรือไม่ก็ได้ เป็นเพียงอุบายที่จะแนะนำสั่งสอนให้เจ้านาครู้จักบุญคุณของบิดามารดา และเมื่อบวชแล้วจะได้ปฏิบัติตามระเบียบพระธรรมวินัยได้ดียิ่งขึ้น ทั้งได้ย้ำเตือนให้เจ้านาคตระหนักว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์และได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนานั้น นับว่าเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะถ้าขาดคุณสมบัติแล้ว ไม่ว่าจะศรัทธาแรงกล้าเพียงใดก็ไม่สามารถจะบวชได้ สาธกให้เห็นได้จากพญานาคตนหนึ่งที่ศรัทธาจะบวช สู้อุตส่าห์แปลงเพศเป็นมาณพแล้วก็ยังไม่ได้รับพุทธานุญาตให้บวช

        ที่ถูกจะเรียกผู้ขอบวชว่า "นาค" ก็ต่อเมื่อได้ทำพิธีปลงผม (โกนศีรษะและคิ้ว) เรียบร้อยแล้ว การปลงผมบางท้องถิ่นให้พราหมณ์โกนก่อน แต่ส่วนใหญ่นิยมให้พระภิกษุที่เป็นประธานแล้วจึงให้ญาติผู้ใหญ่ คือ บิดา มารดา ลุง ป้า น้า อา โกนคนละนิดแล้วจึงให้ผู้มีความชำนาญโกนจนเรียบร้อย พิธีทำขวัญนาคต้องทำเมื่อปลงผมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนิยมทำพิธีตอนกลางคืนก่อนวันบวช ๑ วัน (ดู ทำขวัญนาค)

        บางท้องถิ่นนิยมให้ผู้ขอบวชนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบขออโหสิกรรมต่อบรรดาญาติผู้ใหญ่เป็นรายบุคคล ก่อนจะทำพิธี "ปลงผม" หรือหลังปลงผมแล้ว การแต่งกายไปขออโหสิกรรมบางรายแต่งชุดเดียวกับที่จะใช้แต่งตอนแห่เข้าอุโบสถซึ่งในชนบทนิยมใช้ผ้าสีอ่อนนวลห่มเฉียงบ่า ใช้ผ้าไหมหรือผ้าทอพื้นเมืองที่มีสีอ่อนนวลนุ่งจีบแล้วใช้เข็มขัดคาดทับ

        การแห่นาคแต่ละจังหวัดมีขนบนิยมต่างกัน บางท้องถิ่นนิยมการแห่อย่างสงบ คือให้นาคเดินอย่างสำรวม บางท้องถิ่นนิยมใช้คานหามหรือให้ขี่ม้า ขี่ช้าง บางท้องถิ่นนิยมให้ขี่คอปัจจุบันบางท้องที่ใช้นั่งรถก็มี บางที่การแห่นาคกลายเป็นความสนุกรื่นเริงของบรรดาญาติมิตร มีขบวนร้องรำประกอบ มีการเล่นเพลงกล่อมนาค (ดู เพลงกล่อมนาค) มีการเล่นคำตักเป็นการตักเตือนสั่งสอนเจ้านาคไปในตัว (ดู คำตัก) ด้วยความเชื่อที่ว่าการได้เกาะชายผ้าเหลือง ตายแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์ เปรียบผู้บวชที่สละเพศคฤหัสถ์ไปสู่บรรพชิตเสมือนกับได้ออกจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งดีกว่าพวกที่แห่แหนนั้น จึงเท่ากับพวกที่ตามไปส่งให้สู่แดนอันประเสริฐจะพลอยได้รับบุญกุศลด้วย

        การแห่นาคก่อนเข้าอุโบสถจะเดินทำประทักษิณรอบอุโบสถ ๓ รอบ (เวียนขวา) โดยให้เจ้านาคเดินประนมมือถือเครื่องสักการะ (บางท้องถิ่นให้ชี่คอผู้อาสาด้วยศรัทธา มีผู้กั้นสัปทน หรืออาจใช้ร่มธรรมดากางให้) พร้อมด้วยเครื่องอัฐบริขาร (มีด้าย เข็ม ธมกรก สบง รัดประคด จีวร สังฆาฏิ บาตร) เครื่องใช้ที่เรียกว่า อดิเรกลาภ เช่น เสื่อ หมอน มุ่ง กาน้ำ เป็นต้น โดยมีบรรดาญาติมิตรเดินถือและเดินตาม ที่เวียนเป็นทักษิณาวรรตนี้ก็เพื่อคารวะพระประธานในอุโบสถ ขณะทำประทักษิณเจ้านาคต้องระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณตลอดเวลา

        ขณะเมื่อเข้าอุโบสถ ญาติมิตรจะพยายามช่วยอุ้มเจ้านาคเพื่อมิให้เหยียบธรณีประตู ซึ่งชาวภาคใต้เรียกว่า "หัวหนาม" เพราะตรงจุดธรณีประตูจะฝังลูกนิมิตด้วยจุดหนึ่ง ชาวบ้านิยมใส่เข็มหรือหนามลงไปด้วย โดยเชื่อว่าจะทำให้ฉลาดหลักแหลมถ้าเจ้านาคเหยียบหัวหนามเชื่อว่าจะทำให้อายุสั้น เมื่อเจ้านาคเข้าอุโบสถเรียบร้อยแล้ว ต้องจุดธูปเทียนบูชาพระประธานในอุโบสถ เมื่อบิดามารดาของเจ้านาคมอบไตรครองให้เจ้านาคเจ้านาครับแล้วนำไปถวายพระอุปัชฌาย์ แล้วกราบ ๓ ครั้งถวายดอกไม้ธูปเทียนซึ่งเรียกว่า กรวยอุปัชฌาย์ พร้อมทั้งถวายพระคู่สวด คือพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ ท่านละ ๓ กรวย แล้วนมัสการพระสงฆ์ที่นิมนต์มาร่วมพิธี

        พิธีกรรมตามศาสนบัญญัติจะต้องมีพระอุปัชฌาย์เป็นผู้บวชให้ ต้องมีพระคู่สวด ๒ รูป และมีพระนั่งหัตถบาสตามสมควร แต่สังฆกรรมทั้งหมดต้องเป็นไปตามมติแห่งสงฆ์ กล่าวอย่างง่ายก็คือพระอุปัชฌาย์เป็นผู้บวชให้ แต่อยู่ภายใตด้การควบคุมของชุมนุมสงฆ์

        เมื่อเจ้านาคนมัสการพระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์แล้วพระอุปัชฌาย์จะเรียกให้เจ้านาคนำผ้าไตรจีวรเข้ามาแล้วสอนให้รู้จักพระรัตนตรัย ต่อแต่นั้นก็ให้เจ้านาคกล่าวคำขอบรรพชาคือ บวชเป็นสามเณร (จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้นต้องบรรพชาเป็นสามเณรเสียก่อน) จะต้องนึกถึงข้อสำคัญอันควรจะนึกกำหนดไว้ในใจดังนี้

๑. อย่าทำใจให้พะวงในเรื่องผิดๆ ถูกๆ

๒. พยายามมุ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นจุดประสงค์ของเรา(การขอบวช) เท่านั้น

๓. ต้องพยายามเปล่งเสียงขอบวชให้ดังๆ พอให้พระสงฆ์ที่มาร่วมประชุมทำการอุปสมบทได้ยินทั่วถึง

        เมื่อกล่าวคำขอบวชจบและนึกถึงข้อสำคัญแล้ว ให้รับโอวาทพอสมควร เสร็จแล้วให้บอกนวปัญจกกัมมัฏฐาน แล้วมอบผ้าไตรให้ผลัดเปลี่ยน เมื่อผลัดเปลี่ยนเสร็จแล้วก็กลับมาขอไตรสรณาคมน์ ขอสมาทานศีล ๑๐ จากพระกรรมวาจาจารย์แล้ว พระอุปัชฌาย์คล้องบาตรสะพายแล้วชี้แจงว่านี่คือบาตรนี่คือสบง นี่คือจีวร จนครบแล้ว พระคู่สวดคือพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ก็ประกาศแก่สงฆ์ว่า บัดนี้มีผู้มาขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา ท่านทั้งสองจะออกไปซักไช้ไล่เลียงและสั่งสอนเสียก่อนแล้วท่านก็ลุกออกไปยังเจ้านาคสั่งสอนให้ตอบความจริงเป็นข้อๆ เรียกการถาม-ตอบนี้ว่า "ขานนาค" (ถาม-ตอบด้วยภาษาบาลี) สาระสำคัญที่ถามคือ

๑. ท่านเป็นโรคอย่างนี้หรือไม่ คือ โรคเรื้อนกุฏฐัง

๒. ท่านเป็นมนุษย์หรือ

๓. ท่านเป็นผู้ชายไม่ได้ปลอมตัวมาหรือ

๔. ท่านเป็นอิสระแก่ตัวหรือ

๕. ไม่มีหนี้สินหรือ

๖. ไม่ได้หนีราชการมาหรือ

๗. ท่านได้รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้วหรือ

๘. ท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีแล้วหรือ

๙. ท่านมีบาตรจีวรครบถ้วนแล้วหรือ

๑๐. ท่านชื่ออะไร

๑๑. อุปัชฌาย์ของท่านชื่ออะไร

        เมื่อสอบถามครบถ้วนแล้วไม่มีโทษอันใดปรากฏก็ให้ "นิสสัย" ถามถึงการได้มาของอัฐบริขารต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าถูกต้องบริบูรณ์ก็ให้พระคู่สวดสวดญัตดิจดุดถกรรมต่อไปขั้นตอนของการบรรพชาต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ อาจกระทำในวัดที่ยังไม่มีเขตพัทธสีมาก็ได้ เพราะเป็นเพียงการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยการสวดญัตติจตุตถกรรม (ภาษาถิ่นเรียกว่า "สวดยัด") จะกระทำได้เฉพาะในอุโบสถ (ที่มีเขตพัทธสีมา) เท่านั้น ถ้าอยู่ห่างไกลที่มีเขตพัทธสีมาต้องไปสวดญัตติเพื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุในที่ที่มีน้ำล้อมรอบ เพราะถือว่าน้ำเป็นสิ่งบริสุทธิ์ สมมดิได้กับเขตพัทธสีมา

        เมื่อพระคู่สวดสวดญัดดิจนจบแล้วก็จะบอกอนุศาสน์ (ข้อที่ภิกษุควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ) เป็นอันเสร็จพิธีการอุปสมบท เมื่อเสร็จพิธีแล้ว พระภิกษุบวชใหม่ถวายของบูชาพระคุณแก่พระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ พระอนุสาวนาจารย์และพระอันดับเสร็จแล้วภิกษุที่อุปสมบทใหม่ออกไปรับเครื่องสักการะที่บรรดาญาติมิตรนำมาถวายแล้วกลับไปนั่งต่อท้ายแถวพระอันดับ

        ต่อจากนั้นบรรดาญาติโยมจะเตรียมหาน้ำ สำหรับใช้กรวดน้ำมาถวายพระที่อุปสมบทใหม่เพื่อกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บิดามารดา ญาติมิตร และสรรพสัตว์ เป็นอันเสร็จพิธีอุปสมบท 

        บางรายอาจมีการฉลองพระบวชใหม่หลังจากได้บวชแล้วโดยมีการสวดมนต์เย็นและเลี้ยงพระเช้าอย่างงานมงคลทั่วๆ ไป 

        มีความเชื่อบางอ่ย่างที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีการบวช เช่นห้ามไม่ให้หญิงมีครรภ์เข้าไปอยู่ในบริเวณอุโบสถในขณะทำพิธีสวดญัตติ ด้วยเชื่อว่าความขลังของบทสวดนั้นจะทำให้หญิงมีครรภ์คลอดไม่ออก

         ในบางท้องถิ่น ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ ถ้าเคยมีครอบครัวมาก่อนแล้วจะมีบุตรหรือไม่ก็ตาม ภายหลังเกิดเบื่อหน่ายในการครองเรือน มีศรัทธาปสาทะขอบวชในพระพุทธศาสนา การบวชของชายผู้นั้นจะเรียกกันว่า "บวชพ่อหลวง"

        นอกจากที่กล่าวแล้ว การบวชยังมีพิเศษออกไปอีกอย่างหนึ่ง คือบวชเพื่ออุทศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ตาย มีการโกนหัวบรรพชาหน้าเชิงตะกอนเรียกว่า "บวชหน้าไฟ" (อดิศักดิ์ ทองบุญ, สายชล เมืองพรหม)

 


แห่เจ้านาค

 


ให้รู้จักพระรัตนตรัย

 


นำผ้าไตรจีวรเข้ามาถวาย

 


รับเครื่องสักการะที่บรรดาญาติมิตรนำมาถวาย

 


บอกอนุศาสน์ ข้อที่ภิกษุควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ

 


ขบวนแห่นาคไปวัดประกอบด้วยบรรดาญาติมิตรและพ่อแม่ของเจ้านาค เดิมจะมีการแบกนาคขี่คอไปวัด แต่ปัจจุบันใช้รถยนต์แทน

 


พ่อของเจ้านาคจะเป็นผู้เชิญเครื่องอัฐบริขาร

 


พระอุปัชฌาย์และนาคกำลัง "ขานนาค" ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญมากของการบวช

 


ครองจีวรเป็นพระสงฆ์ที่สมบูรณ์

 


ครองจีวรเป็นพระสงฆ์ที่สมบูรณ์