ทำขวัญนาค
ทำขวัญนาค เป็นประเพณีเนื่องในการบวชของชาวไทยพุทธ จัดทำขึ้นตามความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตอย่างหนึ่งคือ "ขวัญ" ซึ่งเสฐียรโกเศศกล่าวว่ามีความหมายอย่างเดียวกับวิญญาณ หรือ Soul ของฝรั่ง มนุษย์ผู้ใดมีขวัญดีย่อมมีความสุขสบาย มีความเจริญ ถ้าขวัญไม่ดีหรือขวัญเสียก็จะเป็นทุกข์เดือดร้อน ฉะนั้นผู้ที่จะเข้าบรรพชาอุปสมบท ซึ่งเป็นผู้สืบอายุพระศาสนา เป็นผู้ปิดทางนรกเปิดทางสวรรค์ให้แก่ตนเองและบุพการี ตามความเชื่อของชาวบ้านก่อนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จึงต้องมีขวัญมีกำลังใจดี เพื่อการนี้ชาวบ้านภาคใต้จึงนิยมจัดพิธีทำขวัญนาคขึ้นในวันสุกดิบอันเป็นวันก่อนอุปสมบท ๑ วัน โดยมุ่งหมายจะให้ขวัญอยู่กับตัวเจ้านาค เพื่อให้เจ้านาคมีใจคอหนักแน่น มีกำลังกายกำลังใจในการปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ยังเป็นการชี้แนะให้เจ้านาคได้เตรียมตัวและเข้าใจในวัตรปฏิบัติอันถูกอันควรแก่สมณะ ทั้งจะปลูกศรัทธาในการบวชให้แก่เจ้านาคอีกโสดหนึ่งด้วย
ชาวภาคใต้นิยมทำขวัญนาคในคืนก่อนจะถึงวันทำพิธีบวชโดยจัดพิธีขึ้นที่บ้านของเจ้านาคผู้ประกอบพิธีเรียกว่า "หมอทำขวัญ" มักเป็นผู้สูงอายุที่ใฝ่ในธรรมและได้เรียนรู้พิธีกรรมการทำขวัญสืบทอดมาจากหมอทำขวัญในอดีต อุปกรณ์และเครื่องประกอบพิธีที่สำคัญ ได้แก่ บายศรี ซึ่งทำด้วยใบตองมีชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น ตามแต่ฐานะและความประสงค์ของเจ้าภาพ บายศรีนี้นิยมประดิษฐ์ตกแต่งอย่างสวยงามในบายศรีใส่ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว กล้วย อ้อย ถั่ว งาบนยอดสุดของบายศรีวางถ้วยขวัญซึ่งใส่ข้าวสุกเรียกว่า "ข้าวขวัญ" มีกรวยใบตองครอบถ้วยขวัญอีกทีหนึ่ง บนยอดบายศรีเสียบไข่ปอกเรียกว่า "ไข่ขวัญ" และปักเทียนชัยแอบไข่ไว้ บริเวณรอบบายศรีวางเครื่องอัฐบริขาร อันเป็นเครื่องใช้สอยของสงฆ์ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกนหรือมีดตัดเล็บเข็ม ประคดเอว และกระบอกกรองน้ำ (ปัจจุบันใช้กาน้ำชาหรือกระติกแทน) แว่นเวียนเทียน ๓ อัน สำหรับติดเทียนโบกควันให้เจ้านาคเวลาเวียนเทียน (แว่นเวียนเทียนนี้แต่ละอันจะติดเทียน ๙ เล่ม) ขันใส่ข้าวสารสำหรับปักแว่นเทียน ขันน้ำมนต์สำหรับประพรมบายศรี มะพร้าวอ่อน ๑ ผล สำหรับให้เจ้านาคกินต่างนมมารดา พลู ๙ ใบ แป้งเจิมหน้า และมีพานครู ๑ พาน ภายในใส่หมากพลู เทียนและเงินยกครู การเตรียมอุปกรณ์และเครื่องประกอบพิธีทั้งหลายเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพ โดยมีหมอทำขวัญเป็นผู้แนะนำ จัดวางเข้าที่ให้ได้ระเบียบ สำหรับบายศรีก่อนเริ่มพิธีจะใช้ผ้าบางโปร่งห่อหุ้มไว้เมื่อถึงเวลาประกอบพิธีทำขวัญนาค เจ้านาคจะนั่งด้านหน้าของบายศรี รายรอบด้วยบิดามารดาและญาติมิตรหมอทำขวัญนั่งด้านข้างใกล้ๆ เจ้านาค พิธีเริ่มด้วยหมอประพรมน้ำมนต์ให้เจ้านาค บายศรีและผู้ร่วมพิธี จากนั้นจะจุดเทียนพานครู แล้วเริ่มตั้งนะโม แหล่ทำขวัญ การแหล่จะว่าเป็นทำนองแหล่สำเนียงพื้นบ้าน แต่หมอบางคนก็ใช้ท่วงทำนองอย่างเทศน์มหาชาติ แหล่จบตอนหนึ่งๆ ซึ่งเรียกว่า "ลาหนึ่ง" ก็ดีฆ้องแล้วโห่เอาชัยขึ้น ๓ ที่ (ลา) แต่บางแห่งโห่เพียงอย่างเดียว หลังจากจบแหล่แล้วหมอจะจุดเทียนแว่นเวียนเทียนทั้ง ๓ อัน แล้วส่งให้ญาติมิตรส่งต่อ ๆ กันไปเวียนไปรอบเจ้านาคขณะที่ส่งแว่นเวียนเทียนเมื่อใครรับแว่นเวียนเทียนไว้ก็จะใช้มือโบกควันให้ลอยไปต้องเจ้านาค พร้อมกับภาวนาให้เจ้านาคพบกับความสวัสดี การส่งแว่นเวียนเทียนจะกระทำ ๓ รอบจบแล้วหมอเจิมหน้าเจ้านาคและตักน้ำมะพร้าวอ่อนให้เจ้านาคดื่มกินเพื่อให้รำลึกถึงคุณแห่งน้ำนมมารดา เป็นเสร็จพิธี
ในการแหล่ทำขวัญนาค หมอทำขวัญได้ใช้บทแหล่ซึ่งจดจำสืบทอดกันมาแต่โบราณเป็นส่วนใหญ่ หากจำแนกตามรูปแบบคำประพันธ์จะได้ ๒ ประเภท คือ เป็นกาพย์แบบหนึ่งและเป็นร่ายอีกแบบหนึ่ง บางสำนวนก็ใช้ทั้ง ๒ ประเภทสลับกัน สำหรับบทแหล่ที่แต่งเป็นกาพย์ใช้กาพย์สุรางคนางค์๒๘ หรือที่ภาคใต้เรียกว่า "ราบ" เป็นพื้น ทั้งนี้เข้าใจว่าจะเป็นเพราะกาพย์สุรางคนางค์มีลีลาราบเรียบ จังหวะก็คงที่เพราะบรรจุคำไว้วรรคละ ๔ คำ เมื่อนำมาแหล่จึงมีลีลาที่เรียบเสมอชวนศรัทธา นอกจากนี้ก็พบที่แต่งด้วยกาพย์ยานี ๑๑ บ้างบทแหล่ที่ใช้คำประพันธ์ประเภทกาพย์คงจะเป็นของปักษ์ใต้แท้เพราะทางใต้นิยมกาพย์กว่าคำประพันธ์ชนิดใดๆ ส่วนบทแหล่ที่แต่งเป็นร่ายมีพบไม่มาก และเห็นว่าจะเป็นบทแหล่ที่คิดขึ้นในสมัยหลังๆ โดยได้รับอิทธิพลจากบทแหล่ทำขวัญนาคของภาคกลาง เช่น สำนวนพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส และสำนวนของท่านวัดถนน กรุงเทพฯ เป็นต้น ดังที่ได้พบข้อความอันเป็นสำนวนของท่านทั้งสองถูกนำมาบรรจุแทรกไว้ในบทแหล่ของภาคใต้หลายสำนวน
บทแหล่ทำขวัญแม้จะต่างสำนวนกันหรือใช้รูปแบบฉันทลักษณ์ต่างกัน แต่มีขนบนิยมในการลำดับเนื้อหาอย่างเดียวกัน ซึ่งสามารถจำแนกได้ประมาณ ๑ ตอน คือ
ตอนที่ ๑ ตั้งนะโม ชุมนุมเทวดา เป็นการร้องเชิญเทวดาเข้าสู่มณฑลพิธี เพื่อรับทานผลามิสและอำนวยพรเพื่อความมีสวัสดิมงคลแก่เจ้านาคและผู้ร่วมในพิธี บทชุมนุมเทวดามีทั้งที่เป็นคำบาลีล้วนๆ และที่ตัดเอาหัวข้อบาลีมาตั้งแล้วแปลร้อยเช่น "สัคเค เทพเจ้าอันอยู่ในช่อกามาสวรรค์ กาเมอันอยู่ใน กามภพจังหวัดวง จะรูเปเทพเจ้าดำรงรูปภพ สิริสิขะระตะเต อันอยู่ในห้วงมหรรณพ สิงขรเขตยุคลเขา จันตะลิกเข อันอยู่ ในวิมานมาศรัตนมณเฑียร ฯลฯ" เป็นต้น
ตอนที่ ๒ ว่าด้วยการสักการคุณ เป็นบทไหว้พระรัตนตรัยบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ของหมอทำขวัญตลอดจนสถาบันและบุคคลที่หมอเคารพบูชา ได้แก่ พระมหากษัตริย์ เป็นต้น
ตอนที่ ๓ ว่าด้วยนามนาค คือแหล่เล่าเป็นตำนานว่า "ทำไมจึงเรียกมาณพที่จะเข้าบรรพชาอุปสมบทว่าเจ้านาค" จากบทแหล่ทำขวัญสำนวนต่างๆ ที่พบ ได้กล่าวถึงนามนาคเป็น ๒ กระแส กระแสหนึ่งอ้างคัมภีร์มหาวรรค ว่าพญานาคจากบาดาลแปลงกายเป็นมนุษย์ขอให้พระเถระรูปหนึ่งบวชให้ ครั้นตกดึกภิกษุนาคหลับไป ร่างกายกลายเป็นนาค สงฆ์ที่พบเห็นจึงนำความทูลพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงเล่าความแต่หลังว่าในศาสนาพระกัสปะพญานาคเป็นภิกษุที่ตั้งอยู่ในความประมาทคือเที่ยวธุดงค์ไปจนถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ได้ขออาศัยเรือของชายผู้หนึ่งจะข้ามน้ำไปอีกฟากหนึ่ง ขณะที่ลงเรือขาดความมือคว้าเอาตะไคร่น้ำใบขาดจากลำต้นระมัดระวังเสียหลักด้วยกรรมที่พรากของเขียวนี้ เมื่อภิกษุนั้นมรณภาพก็ไปเกิดเป็นนาคจะพ้นกรรมต่อเมื่อถึงศาสนาพระศรีอาริย์ ฉะนั้นในชาตินี้พญานาคจะบวชมิได้ พญานาคจึงทูลฝากชื่อตนไว้ในพุทธศาสนา โดยให้เรียกมาณพที่จะบวชใหม่ว่า "นาค" ส่วนกระแสที่ ๒ ว่า พญานาคแปลงตนไปขอบวชกับพระพุทธเจ้า ๆ จึงมอบพญานาคให้พระเจ้าพิมพิสารเป็นเจ้าภาพจัดพิธีทำขวัญขึ้นครั้นถึงพิธีบวช เมื่อมีการขานนาค ร่างกายของบุรุษผู้นั้นก็กลายเป็นนาคทันทีและถูกห้ามมิให้บวช พญานาคจึงฝากชื่อของตนไว้เช่นเดียวกับกระแสแรก ตำนานกระแสที่ 6 นี้ ดูแล้วเห็นว่าเป็นของใหม่ เพราะมีลักษณะลากให้เข้าความกับเรื่องทำขวัญนาคและขานนาค นอกจากนี้ยังลากความถึงเครื่องใช้บางอย่างในพิธีบวชนาคด้วย คือเครื่องสวมหัวนาคทำขึ้นแทนหงอนพญานาค สายบาตรถักเป็นลายเกล็ดนาค ดังนี้
ตอนที่ ๔ ว่าด้วยการปฏิสนธิและกำเนิดกุมารเนื้อความจับตั้งแต่ดวงวิญญาณเริ่มปฏิสนธิ ตอนนี้บางสำนวนกล่าวถึงมารดาฝันเป็นแบบ "เทพนิมิต" มารดาตั้งครรภ์ ประคองครรภ์ให้กำเนิดกุมารและให้การเลี้ยงดูอบรมบทแหล่ตอนนี้จะพรรณนาความอย่างพิสดารเป้าหมายเพื่อให้เจ้านาคระลึกถึงคุณของมารดาเห็นความทุกข์ยากลำบากในการประคองครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดู ให้ซึ้งในความรักของมารดาที่มีต่อบุตรเป็นการปลูกสำนึกในเรื่องความกตัญญรู้คุณในจิตใจของเจ้านาค
ตอนที่ ๕ ว่าด้วยการสอนนาค คำสอนมุ่งซื้อานิสงส์ของการบวชว่าสามารถปิดทางนรกเปิดทางสวรรค์ เป็นการทดแทนคุณของมารดา บิดา และญาติมิตร ความตอนนี้นิยมยกเอานิทานเรื่อง "เจ้าสุบิน" ขึ้นกล่าวเปรียบเทียบ เพื่อชี้อานิสงส์ของการบวชว่ายิ่งใหญ่มหาศาล (ดู สุบินสำนวนเก่า) ชี้เป้าหมายของการบวชว่าต้องบำเพ็ญเพียรเพื่อก้าวสู่พระนิพพานอันเป็นอุดมคติของพุทธศาสนา เพื่อทำตนให้เป็นคนสุก คือถึงซึ่งการอบรม นอกจากนี้จะสอนเรื่องการบำเพ็ญสมณกิจให้รู้จักประพฤติปฏิบัติรู้วินัยต่างๆ ของสงฆ์ คำสอนตอนนี้ในบางสำนวนจะสอดแทรกลักษณะที่เป็นข้อสังเกตและความมุ่งหวังของผู้แต่งบทแหล่เองเอาไว้ด้วย เช่น สอนว่า
"อย่าบวชหนีการเบียด มายัดเยียดในพระศาสนา
บวชสนุกบวชเฮฮา บวชเข้ามาหากำไร
บวชลองหนีนาไร่ เห็นพึ่งกายในวัดไหน
บวชสนุกตามใครใคร บวชเกียจคร้านงานต่างต่าง
บวชเพื่อเรียนเพียรค้นคว้า เพื่อศึกษาให้กว้างขวาง
บวชไม่แนะนำทาง เป็นตัวอย่างของชาวพุทธ
บวชมัดหัดบอกหวย คิดหวังรวยไม่สิ้นสุด
หลักธรรมไม่นำยุด สงฆ์สมมติของพระองค์
ปฏิบัติดัดนิสัย พระวินัยอย่าลืมหลง
จำไว้ให้มั่นคง เอาเยี่ยงองค์พระสัมมา
อย่าบวชให้รำคาญ คิดรุกรานพระศาสนา
ไม่สร้างความศรัทธา ไม่รักษาพระวินัย
เที่ยวบอกบุญหาทุนไว้ ซื้อนาไร่คิดเหลวไหล
เขานิมนต์ไปครั้งใด สวดกุกกักนั่งยักคอ
บวชแล้วไม่คิดเรียน สร้างความเพียรแต่เที่ยวขอ
มิหนำซ้ำติดต่อ คิดส่งห่อให้ครอบครัว"
ตอนที่ ๖ ว่าด้วยระเบียบบายศรีและเบิกบายศรีเป็นการร้องแหล่ชมบายศรี ว่ามีการจัดตกแต่งไว้อย่างไร แล้วหมอจะแก้ผ้าหุ้มบายศรีออก แล้วร้องชมความวิจิตรบรรจงของบายศรีซึ่งในบทแหล่นิยมเปรียบว่า บายศรีนั้นแกะหรือวาดขึ้นเป็นเรื่องราวต่างๆ ในวรรณคดี ล้วนแล้วแต่พิสดารและงามยิ่งนัก
ตอนที่ ๗ ว่าด้วยการเชิญขวัญเจ้านาค กล่าวถึงขวัญเจ้านาค ซึ่งเที่ยวเร่ร่อนอยู่ ณ ที่ต่างๆ เช่น ป่าหิมพานด์ สถานเริงรมย์ (บทแหล่สมัยใหม่) ฯลฯ แล้วร้องเชิญว่าอย่าหลงในที่เช่นนั้นเลย ขอให้มาชื่นชมกับเครื่องอัฐบริขาร และจงอยู่ประจำมั่นกับตัวเจ้านาคเพื่อความดีงาม และความสำเร็จในการปฏิบัติสมณกิจต่อไป
บทแหล่โดยทั่วไปจะมีเนื้อความสำคัญเพียงแค่นี้ แต่หมอทำขวัญอาจจะแหล่ให้พิสดารออกไปกว่านี้อีกก็ได้ โดยแทรกเสริมเข้าไปในเนื้อหาตอนใดตอนหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว เช่น "แหล่พิมพาพิลาป" และ "แหล่ภิเนษกรมณ์" อาจแทรกเข้าไปในตอนกล่าวถึงอานิสงส์ของการบวช เป้าหมายของการบวชและการปฏิบัติขณะอยู่ในสมณเพศ เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อเสร็จการเวียนเทียนโบกควันให้ต้องตัวเจ้านาคแล้ว อาจจะแหล่สนุกๆ กันเป็นพิเศษอีกก็ได้ ซึ่งมักจะออกมาในทำนองแหล่ล้อเจ้านาคเพื่อความสนุกเป็นส่วนใหญ่ การแหล่หลังพิธีทำขวัญนี้เรียกว่า "แหล่นอก"
การทำขวัญนาคนิยมทำกันมากในสมัยก่อน ปัจจุบันมีบ้างประปราย ทั้งนี้คงเป็นเพราะการจัดพิธีดังกล่าวทำให้เจ้าภาพมีภาระและต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่น้อย ความเชื่อเรื่องขวัญก็ดูจะเจือจางลงมาก พิธีแทบทุกอย่างทำกันอย่างลัดๆ การทำขวัญนาคก็คงซบเซาลงไปด้วยเหตุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่าพิธีนี้มีสาระที่น่านิยมยกย่อง เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการเป็นพระสงฆ์ที่ดี เพื่อปลูกศรัทธาในศาสนาให้มั่น ทั้งยังปลูกฝังกตัญญุตาธรรมโดยเฉพาะต่อบิดามารดาได้อย่างวิเศษ (อุดม หนูทอง)
| ดูเพิ่มเติมที่ | : บวช : ประเพณี , สุบินสำนวนเก่า : วรรณกรรม |