ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

สุบินสำนวนเก่า : วรรณกรรม

ภาค : ใต้

สุบินสำนวนเก่า : วรรณกรรม

สุบินสำนวนเก่า เป็นวรรณกรรมที่รู้จักกันแพร่หลายเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับเดิมเป็นสมุดข่อย แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์ ประกอบด้วยกาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ พระราชปัญญาภรณ์เป็นผู้อำนวยการจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสที่พระศรีธรรมประสาธน์ (แบน คณฐาภรโณ) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร รองเจ้าคณะภาค ๑๖-๑๗-๑๘ (ธรรมยุต)ได้พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระรัตนธัชมุนีฯ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ และจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ ๒ โดยศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐

ขุนอาเทศคดี (กลอน มัลลิกะมาส) กล่าวว่า กวีผู้แต่งเรื่องนี้คือ พระครูวินัยธร วัดชายนา (อยู่ในตำบลนา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช) มีชีวิตอยู่สมัยเดียวกับพระยาตรัง คือช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้แต่งได้กล่าวถึงการแต่งเรื่องนี้ไว้ตอนท้ายเรื่องว่า

ดูข้าผู้เจ้าของ คิดตรีกตรองอยู่นานช้า 

ไปหาย่านปริศนา มาทำบุคสร้างนิทาน 

ไว้ให้ทาริกา ฝึกปรีชาได้สวดอ่าน

ให้พ้นที่ภัยพาล ในอนาคตปัจจุบัน

จากความที่ยกมานี้จะเห็นว่า ผู้แต่งมุ่งหมายจะให้สุบินเป็นหนังสือกลอนสวด ซึ่งภายหลังก็เป็นจริงดังที่ตั้งใจไว้เพราะเรื่องนี้กลายเป็นหนังสือสอนอ่านสำหรับเด็ก หลังจากอ่านแจกลูกประสมคำได้แล้ว นอกจากนี้คงจะมุ่งให้เรื่องสุบินมีส่วนช่วยค้ำจุนสืบทอดพระศาสนา โดยซักนำให้กุลบุตรศรัทธาและตระหนักในอานิสงส์ของการบวช เห็นว่าการบวชเป็นการทดแทนคุณมารดา เป็นการปิดทางนรกและเปิดทางสวรรค์ในปรภพสำหรับตนเองและผู้เกี่ยวข้องที่ผลานิสงส์นั้นแผ่ไปถึงดังจะเห็นได้จากเรื่องย่อว่า

ในหมู่บ้านหนึ่งใกล้เมืองสาวัตถี ชาวบ้านมีอาชีพพรานเป็นส่วนใหญ่ มีพรานผู้หนึ่งชื่อ เนสาท ดำรงชีพด้วยความเข็ญใจอยู่กับภรรยาชื่อสุภาคี ต่อมาพระเจ้ากรุงสาวัตถีทรงแต่งตั้งให้เป็นขุนเนสาท ทำหน้าที่คุมพรานป่าออกล่าเนื้อ ส่งส่วยเนื้อหนังและเขาสัตว์ ทำให้ชีวิตมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น ขุนเนสาทปฏิบัติหน้าที่อย่างดี ครั้งหนึ่งได้หาของป่าถวายเป็นพิเศษ จึงได้รับการโปรดปรานเลื่อนยศเป็นพระยามฤคราชพรานไพร แต่ด้วยผลกรรมที่พรานเบียดเบียนสัตว์ จึงทำให้เกิดโรคร้ายและถึงแก่กรรมในที่สุด

หลังจากสูญเสียหัวหน้าครอบครัว นางสุภาคีก็อยู่ในฐานะลำบาก เพราะบริวารต่างหลบลี้หนีหน้า ทรัพย์สมบัติถูกขโมยเกือบหมดสิ้น สุบินบุตรชายซึ่งมีอายุเพียง ๗ ปีเศษก็ดึงดันจนได้บวชเป็นสามเณรทั้ง ๆ ที่นางประสงค์จะให้เป็นพรานอย่างบิดา วันหนึ่งนางสุภาคีออกป่าหาฟืน นอนพักหลับไปถูกท้าวโลกบาลนำวิญญาณไปเฝ้าพระยายม เมื่อพระยายมซักถามและทราบว่านางมิได้ทำบุญอะไรไว้เลย จึงสั่งให้ไปโยนลงในหม้อไฟกัลป์ แต่นางก็มิได้เป็นอันตรายเพราะบังเกิดดอกบัวขึ้นรองรับและนางเห็นเปลวเพลิงเป็นดั่งสีของจีวรของบุตร พระยายมจึงส่งวิญญาณกลับเข้าร่างเดิม จากนั้นนางได้บวชเป็นชี และเล่าความที่ได้พบเห็นมาให้ชาวบ้านทราบพวกชาวบ้านด่างมุ่งทำบุญกุศลกันถ้วนหน้า ต่อมานางได้ทูลเรื่องดังกล่าวแก่พระเจ้ากรุงสาวัตถี ทำให้พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาและรับอุปสมบทให้เณรสุบิน

กล่าวถึงพรานเนสาท ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต ถูกไฟนรกเผาร่างกายจนเน่าเปื่อยเป็นหนอง ด้วยความอดอยากจึงกินหนองจากร่างกายตน แต่ภายหลังจากที่บุตรและภรรยาแผ่อานิสงส์ไปให้ความทุกข์ก็ค่อยบรรเทาลง และได้เป็นเทพบุตรในสวรรค์ ฝ่ายนางสุภาคีเมื่อถึงแก่กรรมแล้วด้วยผลบุญจึงไปเกิดเป็นเทพธิดาได้ครองคู่กับเทพบุตรผู้เป็นสามีต่อไป

เนื้อหาของเรื่องสุบิน สะท้อนการนับถือพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน คือเป็นไปตามวิถีความเชื่อแบบปรัมปรามากกว่าแนวทางพุทธธรรมโดยเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ วิญญาณ ยมทูตกฎแห่งกรรม ในลักษณะที่เป็นรูปธรรม มุ่งสอนให้ทำดีเพื่อผลตอบแทนที่เป็นอามิส เป็นวัตถุบำรุงความสุขตามวิสัยโลก เช่นตอนที่สุบินออกบวช สุบินก็ให้เหตุผลแก่นางสุภาคีผู้เป็นมารดาว่า

แม่จงตั้งใจ บวชตัวลูกไว้ใน สำนักอาจารย์

แม้ตายมิไป สู่ห้องนรกานต์ จะได้วิมาน

รุ่งเรืองเมืองสวรรค์

เกิดชาติใดใด ไม่เป็นเข็ญใจ เหมือนอยู่ทุกวัน 

แม่จักมีทรัพย์ นับโกฏิอนันต์ ทั้งผ้าแพรพรรณ

ช้างม้าข้าคน

หรือตอนที่นางสุภาคีได้บวชเป็นชีแล้วผู้แต่งก็ได้แสดงผลตอบแทนด้านวัตถุให้เห็นว่า

นางนาฏสุภาคี บวชเป็นชีมีวาสนา

ขุนนางท้าวพญา ก็ชมบุญทุกแห่งหน

โยมมีชีน้อยน้อย อยู่ใช้สอยก็หลายคน

อยู่กินไม่ขัดสน ค่อยสบายมีเงินทอง

ผลทั้งหมดซึ่งได้รับจากการบวชดังกล่าวแล้วนี้ จะเห็นว่ายังห่างไกลแนวพุทธธรรมมาก เพราะมิได้มุ่งที่จะบวชเพื่อขจัดกิเลส เพื่อความดับทุกข์ หวังพระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสุดยอดเป็นที่ตั้ง แต่หวังผลตามแบบสามัญชนที่หนาด้วยกิเลสแม้แต่พระเจ้ากรุงสาวัตถี ซึ่งทรงอุปถัมภ์สามเณรสุบินเป็นนาคหลวงก็มุ่งหวังเพียงแค่จะอวดชาวเมือง และตอบแทนพระยาพรานผู้เป็นบิดาของเณรสุบินที่ได้กระทำความชอบมาก่อน ดังที่ค่อยสบายมีเงินทองทรงปรารภว่า

อนึ่งเอ็นดู บิดาเจ้ากู เมื่อยังเป็นคน

กล้าหาญการศึก มีชัยทุกหน ตราบเท่าสิ้นชนม์

ลือชาว่าดี

แม้นยังแต่บุตร น้ำจิตบริสุทธิ์ จะเป็นพระสมี

จะแต่งการบวช อวดชาวสาวัตถี มิให้เสียที

ความชอบหนหลัง

เมื่อเป็นดังนี้ เรื่องสุบินจึงมีบทบาทต่อสังคมได้เพียงแค่สืบทอดทรรศนะอย่างชาวบ้านเท่านั้น คำสอนก็เพียงแค่ให้เป็นคนดีของสังคมตามจารีตประเพณีที่สังคมกำหนด มิได้มีส่วนในการเผยแพร่หรือทำความเข้าใจสาระสำคัญของพุทธศาสนาแต่ประการใด

เรื่องสุบินเขียนขึ้นในยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงได้สะท้อนให้เห็นว่า กษัตริย์เป็นยอดยิ่งของแผ่นดิน ความก้าวหน้าในชีวิตของขุนนางจะมีมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับกษัตริย์ ถ้าทำการอันชอบเป็นที่พอพระทัยก็จะได้รับปูนบำเหน็จจนถึงขนาดมั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์และบริวาร และด้วยเหตุดังนี้ขุนนางจึงให้ความสำคัญกับกษัตริย์สูงสุดในชีวิต ดังที่พรานเนสาทกล่าวว่า

พ่อแม่มีคุณเล่า บ่มิเท่าคุณราชา

ปลูกเลี้ยงปกเกศา ได้ความสุขเป็นโกฏิแสน

มีศักดิ์มีไพร่บ่าว มียุ้งข้าวและแก้วแหวน

ใครใครบ่ดูแคลน ย่อมเกรงกลัวทุกแห่งหน

คนชังไปทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินไม่ชังตน

ประเสริฐเป็นมรรคผล ความทุกข์ภัยไม่เคืองครืน

นอกจากนี้แล้ว เรื่องสุบินยังสะท้อนสภาพสังคมทั่วๆ ไปเป็นต้นว่าประเพณีการบวช การทำศพ ความเชื่อในเรื่องความฝัน โชคลาง ฤกษ์ยาม การพักผ่อนหย่อนใจหรือนันทนาการของชาวบ้านในโอกาสนักขัตฤกษ์และในพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เข้าใจชีวิตของชาวภาคใต้ดีพอประมาณหากจะเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็สามารถเห็นพัฒนาการของสังคมได้เกือบแจ่มชัด

ภาษาที่ใช้ในเรื่องนี้ใช้ภาษาง่าย ๆ เป็นคำภาษาถิ่นใต้เป็นพื้น สำนวนภาษาราบรื่นชวนฟังตลอดทั้งเรื่อง ดังตัวอย่าง

- โวหารพรรณนา ตอนพรานเนสาทจะจากสุบินไปล่าสัตว์สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและการแสดงออกที่บิดามีต่อบุตรได้อย่างดี

จะจูบที่แก้มลูก กลัวจะถูกหนวดเคราคาย

จะร้องขึ้นวุ่นวาย ความถนอมเจ้าเหลือใจ

จึงจูบตีนขวาซ้าย แล้วจูบไล่มาหลังไหล่

โอ้โอเจ้ากลอยใจ จงอยู่ดีอย่าโศกา

พ่อจะเข้าไพรพนม จะประสมตับมังสา

ผลไม้อันโอชา มาฝากเจ้าอย่าหมองศรี

-โวหารเทศนากล่าวประณามการประพฤติผิดศีลข้ออทินนา

ลักถั่วลักงา น้ำเต้าขี้พร้า พริกขิงชาวบ้าน

ลักลูกพิกุล ลักขนุนสมภาร หมากพร้าวเล้าตาล

ตัดลายโยงลง

ลักเชือกลักหมา ลักระเดียงพาดผ้า ผูกไว้ไม่คง

พวกนี้ชั่วนัก เที่ยวลักของสงฆ์ ทำผิดคิดหลง

เสียชีวิตเป็นคน

ด้วยเหตุที่เรื่องสุบิน เป็นหนังสือสอนอ่านที่มีสำนวนโวหารเรียบง่าย แทรกเรื่องราวที่สอดประสานกับวิถีชีวิตของสามัญชนในสังคม เรื่องนี้จึงมีผู้จดจำได้แพร่หลาย เป็นเหตุให้แนวคิดของเรื่องได้รับการแพร่กระจายในวงกว้าง จนมีการกล่าวอ้างเอาอานิสงส์จากการบวชของสุบินมากล่าวสอนกุลบุตรกันอยู่เสมอว่า "เพื่อแทนคุณมารดา ค่าข้าวน้ำนม" และให้"แม่ชื่นชมในผลศีลทาน" นั้นเอง (อุดม หนูทอง)