บวชหน้าไฟ
บวชหน้าไฟ เป็นการบรรพชาเป็นกรณีพิเศษ เมื่อบุพการีผู้มีพระคุณต้องล้มตายลง ผู้ตายไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปได้นอกจากผลกรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้ประกอบไว้ แต่เพื่อให้ผลแห่งกรรมดีได้มีน้ำหนักเป็นแรงส่งเพิ่มมากขึ้น บุตรหลานที่อยู่ข้างหลังจึงส่งผลบุญกุศลที่เป็นกรรมดีไปสมทบด้วยวิธีการต่างๆในบรรดาวิธีการทั้งหลายที่ปฏิบัติกันนั้น มีอยู่วิธีหนึ่งซึ่งถือกันว่าเป็นที่สุดแห่งกรรมดีที่อุทิเป็นส่วนกุศลส่งไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้วคือ บวชหน้าไฟ
การบวชหน้าไฟแตกต่างจากการบวชเอาพรรษาอยู่บ้างกล่าวคือ การบวชเอาพรรษา จะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าทุกอย่างทุกขั้นตอน แต่การบวชหน้าไฟมักเป็นเหตุจากความฉุกเฉิน จึงไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าดังผู้ขอบวชเอาพรรษามักเป็นแบบเข้าวัดวันนี้บวชวันนี้ หรือเข้าวัดวันนี้บวชวันพรุ่งนี้โกนหัวแล้วขอบรรพชาอุปสมบทกันทันที พระอุปัชณาย์ก็จำเป็นต้องแนะนำขั้นตอนปฏิบัติตลอดถึงบทขอบรรพชาอุปสมบทอย่างละเอียดทุกขั้นตอน และทุกคำทุกประโยคของบทที่ใช้ในการบวช
ในอดีตการบวชหน้าไฟจะโกนหัวเป็นนาคแล้วบรรพชาเป็นสามเณรกันหน้าเชิงตะกอน พอบรรพชาเสร็จแล้วก็จะทำพิธีจุดไฟเผาศพ ผู้ที่ได้บรรพชาเสร็จใหม่ๆ จะได้ร่วมจุดไฟเผาด้วย ซึ่งเชื่อกันว่าดวงวิญญาณของผู้ตายจะได้รับผลบุญในครั้งนี้ ตัดดวงวิญญาณไปส่งให้ไปสู่สุคดติ แต่การบรรพชาเป็นได้แต่เพียงสามเณร ดังนั้นจะต้องไปอุปสมบทคือ สวดญัตติในอุโบสถที่มีเขตวิสุงคาม ซึ่งมีคณะสงฆ์เป็นพระคู่สวดเป็นสักขีพยานอยู่ครบองค์ จึงยอมรับกันว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่สมบูรณ์ ต่อมาได้มองเห็นกันว่าการไปบรรพชาที่หน้าเชิงตะกอนดังกล่าวเป็นการไม่สะดวกหลายประการ เพราะต้องเตรียมทั้งการเผาศพและการบรรพชา จึงได้พัฒนาการบวชให้เหมาะสมขึ้นโดยนิยมทั้งบรรพชาและอุปสมบทให้เสร็จสมบูรณ์จากวัดเสียก่อนแล้วพระภิกษุรูปนั้นก็มาร่วมพิธีสวดศพ ณ ที่ตั้งศพและร่วมเผาศพจนเสร็จพิธี ก็ถือกันว่าเป็นการบวชหน้าไฟ เช่นเดียวกันกับในอดีต (เฉลียว เรืองเดช)
| ดูเพิ่มเติมที่ | : บวช : ประเพณี |