ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

คำตัก

ภาค : ใต้

คำตัก

     คำตัก เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวไทยพุทธภาคใต้ เคยได้รับความนิยมกันในสมัยก่อนมากพอประมาณ และเพิ่งเสื่อมความนิยมไปเมื่อประมาณ ๓๐ ปีมานี้เอง

     คำว่า "คำตัก" น่าจะตัดคำมาจากคำว่า "คำตักเตือน"เพราะสาระของบทร้องคำตักล้วนเป็นคำตักเดือนทั้งสิ้น กล่าวคือการละเล่นชนิดนี้ เล่นเฉพาะงานบวชนาค และต้องเป็นนาคที่บวชครั้งแรก โดยเล่นในวันสุกดิบหลังพิธีสงฆ์ และเล่นตอนแห่เจ้านาคจากบ้านไปวัด ถ้าจัดพิธีโกนหัวเจ้านาคที่วัด ก็เล่นคำตักตั้งแต่ตอนยกนาคขึ้นบ่า หรือขึ้นคานหามจนกระทั่งเจ้านาคเข้าอุโบสถ สำหรับงานบวชนาคในสมัยก่อน บ้านที่มีฐานะดีอาจจะจัดงานหลายวันหลายคืน แต่ละคืนจะมีคำตักประชันฝีปากกันด้วยหลายคณะ เล่ากันว่าแม่เพลงคำตักส่วนใหญ่ก็คือเพลงบอก (ดู เพลงบอก) นั่นเอง

     คำตักคณะหนึ่งๆ อาจใช้แม่เพลงคนเดียวหรือ ๒-๓คนก็ได้ ยิ่งได้แม่เพลงเป็นผู้หญิงด้วยยิ่งดี เพราะจะได้รับบทบาทเป็นมารดาหรือไม่ก็สีกาของเจ้านาค ทำให้ครึกครื้นเป็นพิเศษลูกคู่ไม่จำกัดจำนวน แต่อย่างน้อยก็ ๒-๓ คน เครื่องดนตรีมีนิ่งและกรับอย่างละคู่ ปี่ชวา หรือขลุ่ย ๑ เลา ถ้าในงานนั้นมีปี่พาทย์ด้วยจะเอาปี่พาทย์เข้าประสมก็ได้ โดยให้ปี่พาทย์บรรเลงคั่นเมื่อว่าคำตักจบเป็นตอนๆ

     วิธีบรรเลงคำตักจะเริ่มด้วยลูกคู่รัวฉิ่ง แม่เพลงขึ้นเพลงโดยว่าคราวแรก ๒ วรรค ลูกคู่รับ ฉ่า...ฉ่า...ฉ่า แล้วแม่เพลงว่าอีก ๒ วรรค เมื่อแม่เพลงว่าจะลงคำสุดท้ายลูกคู่รับคำสุดท้ายพร้อมกันและต่อด้วย "เห้ย" จากนั้นย้อนกลอนวรรคสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งดังตัวอย่าง

บทกลอน

          ยามเมื่อแม่เกิดลูกแม่กำสรดเศร้าโศก

     เป็นธรรมดาของโลกแด่โบราณมา

     แม่ได้อาบน้ำป้อนข้าวคุณแม่เจ้าทนเสดสา

     คุณแม่ผูกเปลผ้าแล้วช้าให้เจ้านอน

วิธีร้องและรับ

     แม่เพลง :  ยามเมื่อแม่เกิดลูกแม่กำสรดเศร้าโศก เป็นธรรมดาของโลกแต่โบราณมา

      ลูกคู่     :  ฉ่า...ฉ่า...ฉ่า

     แม่เพลง :  แม่อาบน้ำป้อนข้าวคุณแม่เจ้าทนเสดสา คุณแม่ผูกเปลผ้าแล้วช้าให้เจ้านอน

     ลูกคู่      :  นอนเห้ย... ผูกเปลผ้าแล้วช้าให้เจ้านอน

     ในการร้องในบทหลัง เมื่อแม่เพลงร้องคำสุดท้าย ลูกคู่จะรับคำสุดท้ายพร้อมกัน แล้วย้อนรับวรรคสุดท้ายในจังหวะที่ ๒ และ ๓ ของกลอน

     อนึ่ง ในขณะที่ร้องและรับ ปี่หรือขลุ่ยจะเป่าคลอไปตลอด
     การเล่นคำตักในวันสุกดิบ บทที่นิยมเล่นกันมากคือบทประคองครรภ์ สรรเสริญคุณมารดา บทสอนนาคและบทล้อเจ้านาค ส่วนการเล่นตอนแห่นาคไปวัดจะมีธรรมเนียมนิยมที่เป็นแบบแผน คือจะเริ่มเล่นตั้งแต่ยกเจ้านาคขึ้นขี่คอหรือคานหาบ (อาจทำเป็นรูปช้าง ม้า หงส์) คณะคำตักยืนชิดเจ้านาคถ้าแม่เพลงมี ๒ คน จะยืนกระหนาบเจ้านาคทั้งสองข้าง ถ้าเจ้านาคขี่คานหามแม่เพลงจะเอามือจับคานหาบลูกคู่ยืนด้านหลังถัดไป พอเคลื่อนขบวนแห่ แม่เพลงจะขึ้นบทลา คือสมมติเป็นบทเจ้านาคลามารดาและญาติพี่น้องออกบวช จบบทลาขึ้นบทอำนวยพรและสั่งสอน โดยแม่เพลงสมมติเป็นบิดามารดาของเจ้านาค อวยพรให้เจ้านาคประสบความสวัสดี สอนให้สลัดบ่วงทั้งหลายที่อยู่ข้างหลัง เช่น สมบัติ ลูกเมีย สอนวัตรปฏิบัติสงฆ์ ในตอนนี้ขบวนแห่กำลังอยู่ระหว่างทางสองข้างทางยังเป็นป่าหรือไม่ก็มีต้นไม้ขึ้นทั่วไป แม่เพลงก็จะเปลี่ยนเนื้อหามาเป็นบทชมนกชมไม้ ทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่งพอเข้าเขตวัด คำตักจะเริ่มว่าบทประคองครรภ์ ความลำบากในการคลอด ความเอาใจใส่ทะนุถนอมเลี้ยงดูของมารดาและบิดาจนบุตรเติบใหญ่ได้บวช พรรณนาถึงอานิสงส์ของการบวช และสอนเจ้านาคเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติเมื่ออยู่ในสมณเพศอีกครั้งหนึ่งพอนาคก้าวเข้าอุโบสถก็หยุดเล่น

ตัวอย่างบทกลอนบางตอน

     บทลา

     "เข้ากราบบิดามารดาโศการ่ำ

     เจ้าโศกหวนครวญคร่ำมิวายวาง

     ลูกกราบลาแม่ไกลไปเสียแล้วจากข้าง

     เพราะมีกรรมจำร้างห่างพระมารดา

     โอ้พระคุณอุ่นอกได้ปกเกล้า

     ได้รักษาข้าพเจ้าจนเติบใหญ่มา

     แม่อาบน้ำป้อนข้าวคุณแม่เจ้าทนเสดสา

     นึกสงสารพระมารดาวันนี้ลูกลาไป..."

บทสั่งสอน

     "รัตนะเบื้องบนค้นหาเหตุ

     เมื่อเจ้าเข้าทรงไตรเพศอันวิเศษโส

     เจ้าจงทำจิตให้บริสุทธิ์ยุดเอาพระธรรมโม

     ทั้งโลโกโทสะเจ้าจงละเสีย

     ปากว่าไปใจให้ถึงซึ่งรัตนัง

     ห้ามใจไว้อย่าให้หวังเรื่องลูกเมีย

     ลูกหนาเจ้าอย่าว่าแต่ปากน้ำใจเจ้าจงละเสีย

     ทั้งลูกเมียทรัพย์สินเจ้าอย่าได้ถวิลหวัง"

     บทชมนกชมไม้

     "โน่นโน่นไม้จิกไม้จักและไม้ไทร

     นั่นนั่นไม้อะไรไกวกิ่งไปไกวมา

     หนู้หนู้นกเขาบินแล้วไปกิ่งหว้า

     นี่นี่นกกาบินมาที่ปลายไม้ยูงยาง

     กาเหยมันร้องเสียงก้องดัง

     ไม้เอ้ยมันเบียดกันเกร้งกร้าง

     เสียงกิ่งไม้ต้นไม้หักดังผึงผาง

     เหมือนเสียงช้างหักไม้ไผ่ในป่าพรง"

     บทประคองครรภ์

     "ตั้งแต่เจ้าเข้าสู่ครรภ์นั้นแหละเป็นวันแม่ทุกข์

     แม่มิได้มีความสุขสักเท่าเส้นเกศา

     มันให้เวียนหัวมืดมึนเป็นลมขึ้นหน้าตา

     เจ็บพักตราคอแห้งตัวแม่สิ้นแรงอ่อน

     ให้ระส่ำระสายข้างภายใน

     ตั้งแต่ลมหายใจขาดเป็นบั้นเป็นท่อน

     ให้อาเจียนเหียนรากแม่แสนลำบากเดือดร้อน

     จะกินจะนอนไม่เป็นสุขแม่แสนจะทุกข์ใจ

     ครบสามเดือนแม่ค่อยคลาย

     แต่ยังทำไหรไม่ได้มิใคร่จะทำไหร

     กลัวกระทบกระเทือนไปถึงลูกที่ครรภ์อยู่ใน

     แม่ตั้งใจปลูกความรักหมักอยู่กับลูกชาย

     เมื่อเจ้าคลอดแม่เจ็บตลอดทุกเส้นขน

     มันสุดแรงแม่จะทนจึงร้องให้

     กว่าตัวเจ้าจะคลอดแม่นึกว่าไม่รอดตาย

     เห็นเจ้าคลอดมาเป็นชายแม่หมายจะพึ่งบุญ"

     ในบทนี้ นอกจากเล่นกลอนคำตักดังกล่าวแล้ว อาจแทรกเพลงร้องเรือเข้าไปด้วย โดยเฉพาะตอนที่แสดงถึงการเห่กล่อมให้นอน เช่น

     "นอนเสียเจ้านอน        นอนให้หลับดี

     แม่ซื้อทั้งสี่                 มาช่วยพิทักษ์รักษา

     อาบน้ำป้อนข้าว         มารักษาเจ้าทุกเวลา

     มาช่วยพิทักษ์รักษา    ยายี

     ความเจ็บอย่าเข้าใกล้ ความไข้ขอให้หนี

     อยู่ดีกินดี                  โรคาอย่ามีเหลย"

     บทแสดงอานิสงส์ของการบวช

     "...
     แม่รู้ประวัตินิทานเรื่องนางสุภาคี

     เป็นมารดาเจ้าสุบินแม่เคยได้ยินเขาเล่า

     แม่เห็นตรงกันเข้ากับเรื่องนี้

     ได้พ้นจากโทษของยมบาลเพราะลูกท่านบวชชี

     เจ้าจงทำความดีให้แม่ได้รอดตัว

     ให้สมดังความหวังที่แม่ได้ตั้งใจ

     ช่วยพาแม่ข้ามสมุทัยนะพ่อทูนหัว

     เดี๋ยวนี้แม่ตกอยู่ในวนช่วยชนให้แม่รอดตัว

     แม่นึกกลัวสงสารเวียนว่ายอยู่นานเกิน"

     คำตักเป็นการละเล่นที่มีลักษณะคล้ายกับ "เพลงกล่อมนาค" (ดู เพลงกล่อมนาค) ซึ่งเล่นกันแถวแหลมสทิงพระเข้าใจว่าคงมีกำเนิดมาจากต้นตอเดียวกัน เพลงชนิดนี้นับเป็นเครื่องมือในการสั่งสอนอบรมและเป็นการเตรียมตัวเจ้านาคให้รู้เข้าใจสาระสำคัญของการบวชได้เป็นอย่างดี ปลูกฝังกตัญญุตา โดยเฉพาะต่อมารดาบิดาได้อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นการละเล่นที่มิได้มีเป้าหมายเพื่อเน้นเอาสนุกแต่มีเป้าหมายเพื่อการเตรียมเจ้านาคให้เป็นบรรพชิตที่ดีเป็นหลักใหญ่ อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้คำตักเกือบจะสูญสิ้นไปแล้ว (อุดม หนูทอง)

ดูเพิ่มเติมที่ : เพลงกล่อมนาค , เพลงบอก