ลำกลอน : เพลง
ลำกลอน หรือ หมอลำ เป็นการแสดงอย่างมหรสพประเภทหนึ่ง ใช้ลำสมโภชงานบุญ งานเทศกาล งานมงคลหรืองานอวมงคลต่างๆ ได้ตลอดปี การแสดงลำกลอนเทียบได้กับการแสดงลำตัดของไทยภาคกลาง หรือการแสดงคอนเสิร์ตของดนตรีสากล ผู้ลำสามารถใช้ปฏิภาณเลือกเอากลอนลำกลอนใดๆ มาใช้ลำก่อนหลังกันก็ได้ แต่ต้องให้เหมาะสมกับการโต้ตอบกันแบบปฏิพากย์ระหว่างคู่ลำ ดังนั้นหมอลำกลอนคนหนึ่ง ๆ จึงจำเป็นต้องท่องจำสั่งสมกลอนลำเนื้อเรื่องต่างๆไว้เป็นจำนวนมาก จึงจะสามารถมีกลอนลำที่พร้อมที่จะเลือกเอามาลำโต้ตอบกับคู่ลำได้ในเนื้อความที่เกี่ยวข้องกัน การแสดงลำกลอนสามารถดึงดูดให้ผู้ฟังดิดตามชมตั้งแต่ตอนหัวค่ำไปจนถึงตอนรุ่งแจ้งได้ ก็เพราะคู่ลำมีกลอนดีๆ โต้ตอบกันอย่างถึงพริกถึงขิง ประกอบกับเสียงลำไพเราะ ท่วงท่าลีลาลำสวยงาม หมอลำมีปฏิภาณไหวพริบดี และยังมีรูปร่างหน้าตาสวยงามชวนชมอีกด้วย

นายเคน ดาเหลา
ทำนองลำที่ใช้ในการลำกลอนมี ๓ ทำนอง คือ
๑. ทำนองทางสั้น (มักเรียกว่าทำนองลำ) ฉันทลักษณ์ของคำกลอนเป็นแบบกลอนกาพย์ หรือกลอนตัด (ดูเรื่องฉันทลักษณ์ของกลอนลำ) ใส่ทำนองลำทางสั้น (ดูเรื่องทำนองลำ )ที่มีจังหวะตกคงที่และมีอัตราความเร็วสูง ทำนองทางสั้นนี้ใช้ดำเนินเนื้อเรื่องถึงร้อยละ ๙๙ ของการลำกลอนทั้งเรื่อง
๒. ทำนองทางยาว (มักเรียกว่าทำนองอ่านหนังสือ)ฉันทลักษณ์ของคำกลอนเป็นแบบกลอนเยิ้น (อ่าน "ย" ออกนาสิก) (ดูเรื่องฉันทลักษณ์ของกลอนลำ) ใส่ทำนองทางยาวซึ่งมีจังหวะดกไม่คงที่ มีอัตราความเร็วช้ามาก ทำนองทางยาวนี้ใช้ลำในตอนจะจบการลำกลอน มักมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความอาลัยอาวรณ์เมื่อจะลาจาก ซึ่งกินเวลาเพียงไม่ถึงร้อยละ ๑ ของการลำทั้งเรื่อง
๓. ทำนองลำเต้ย มีถึง ๕ ทำนอง คือ ทำนองลำเต้ยธรรมดา ทำนองลำเต้ยพม่า ทำนองลำเต้ยโขง ทำนองลำเต้ยหัวโนนตาล และทำนองลำเต้ยเดือนห้า แต่หมอลำมักเลือกใช้เพียง ๓ ทำนองแรก ฉันทลักษณ์ของคำกลอนลำเต้ยเป็นไปตามวลีของลำเต้ยแต่ละทำนอง (ดูเรื่องทำนองลำเต้ย) ลำเต้ยถือว่าเป็นของแถมต่อท้ายการลำทำนองทางยาว กินเวลาไม่ถึงร้อยละหนึ่งของเวลาที่ใช้แสดงการลำทั้งเรื่อง เนื้อเรื่องของลำเต้ยในการลำกลอนมักเป็นกลอนเกี้ยวพาราสี และกลอนลา
ประเภทของลำกลอน
๑. ลำเกี้ยว เป็นการแสดงลำเกี้ยวพาราสี ใช้หมอลำคู่ชาย-หญิง มักใช้หมอแคน ๒ คน (หมอแคนสำหรับหมอลำชาย ๑ คน หมอแคนสำหรับหมอลำหญิง ๑ คน) แต่ละคนใช้แคนที่มีระดับเสียงเข้ากันกับระดับเสียงของหมอลำแต่ละคนเนื้อเรื่องของลำเกี้ยวเกี่ยวข้องกับการเกี้ยวพาราสี ฝากรักฝากใคร่ ระหว่างชายหญิงเป็นสำคัญ แต่ก็สามารถเติมสีสันของเนื้อเรื่องด้วยกลอนศาสนา กลอนนิทาน กลอนสารคดีและกลอนตลกโปกฮาได้
๒. ลำโจทย์แก้ เป็นการลำถาม-ตอบกัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ข่าวสารและสาระความรู้ต่าง ๆ แก่ผู้ฟัง การแสดงมักใช้หมอลำ ๑ คู่ อาจเป็นคู่ชายหญิงหรือคู่ชายก็ได้ส่วนหมอแคนอาจใช้เพียงคนเดียวหรือ ๒ คน ความรู้ที่นำมาถามตอบกันมักมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับศาสนา วรรณคดี ตำนานภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภาษา หรือเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน เป็นต้น
๓. ลำสามเกลอ เป็นลำถาม-ตอบกันแบบลำโจทย์แก้แต่ใช้หมอลำชาย ๓ คน และหมอแคน ๑-๓ คน
๔. ลำชิงชู้ เป็นการแสดงแบบชิงรักหักสวาทระหว่างชาย ๒ หญิง ๑ (คำว่าชู้ในภาษาไทยลาว แปลว่า คู่รัก เท่านั้นต่างความหมายกับคำว่า ชู้ ในภาษาไทยภาคกลาง) เป็นการลำเกี่ยวที่มีเนื้อเรื่องเป็นรักสามเส้า ใช้หมอลำชาย ๒ คนผลัดกันเกี้ยวหมอลำหญิง ๑ คน และใช้หมอแคน ๓ คน (ถ้าใช้หมอลำหญิง ๒ คนลำชิงรักจากหมอลำชาย ๑ คนมักเรียกว่า ลำชิงผัว)
๕. ลำสามสิงห์ชิงนาง เป็นหมอลำชิงชู้ที่ใช้หมอลำชาย ๓ คน ผลัดกันเกี้ยวหมอลำหญิง ๑ คน ใช้หมอแคน ๒-๔ คน
๖. ลำกับแก้บ คือหมอลำเกี้ยวที่เอากั๊บแก้บ (กรับ) มาเคาะตีทำจังหวะประกอบการเดินกลอนทางสั้น โดยตัวหมอลำเองเป็นทั้งผู้ลำและผู้เคาะตีกับแก้บ ร่ายรำเข้าจังหวะกับเสียงลำและเสียงแคน
๗. ลำซิ่ง คือการแสดงลำเกี้ยวที่ใช้วงดนตรีขนาดเล็กคล้ายวงร็อคของสากล มาบรรเลงประกอบจังหวะลำทางสั้นแต่ก็ยังใช้เสียงแคนบรรเลงคลอเป็นเครื่องเอกอยู่ เป็นการลำประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ การแสดงมักเน้นเอาความสนุกจากจังหวะกระแทกกระทั้นของวงดนตรีประกอบกลอนลำมักใช้กลอนโลน ท่าฟ้อนรำมักเป็นแบบกระโดดโลดเต้นผสมผสานระหว่างท่าฟ้อนแบบไทยลาวเดิมกับการเต้นรำจังหวะร็อค
คำว่า "ซิ่ง" เป็นคำแสลงของไทยภาคกลาง มาจากคำว่า "Racing" (เรซซิง) ซึ่งแปลว่า การแข่งความเร็ว (หมายถึงการแข่งรถ) ในภาษาอังกฤษ เมื่อเป็นคำแสลงในภาษาไทยภาคกลางมีความหมายรวมๆ ถึงการกระทำสิ่งใดๆ ที่รวดเร็วและผิดประเพณีนิยมแบบดั้งเดิม
ลำเรื่องลำพื้น
ลำเรื่อง เป็นการลำอย่างละคร ใช้แสดงเป็นมหรสพหมอลำคนหนึ่งๆ อาจสวมบทบาทเป็นตัวละคร ๑ ตัว หรือมากกว่า เนื้อเรื่องของลำเรื่องคือ การเล่านิทาน ชาดก นิยายปรัมปรา หรือนวนิยาย
ลำเรื่องจำแนกเป็นประเภทย่อยตามลักษณะการแสดงได้ ๓ ประเภท คือ ลำพื้น ลำเรื่องต่อกลอน และลำเพลิน
๑. ลำพื้น ลำพื้นวิวัฒนาการมาจากการอ่านหนังสือผูก (ดูเรื่องที่มาของคำว่า ลำ) คือแทนที่หมอลำจะอ่านหนังสือผูกตามปกติธรรมดา กลับต้องสวมบทบาทและแทรกบทเจรจาแสดงอารมณ์ เพื่อสื่อความหมายและเพิ่มสีสันให้แก่เนื้อเรื่องในหนังสือผูกนั้น กับทั้งต้องใช้หมอแคนเป่าแคนคลอทำนองอ่านหนังสือนั้นด้วย การแสดงลำพื้นอาจใช้หมอลำเพียง ๑ คนหรือ ๒-๓ คน แสดงได้ทั้งหมอลำชายและหมอลำหญิงหมอลำคนหนึ่งๆ ต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครหลายตัวอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ช่วยเปลี่ยนบทบาท คือ ผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบเวลาสวมบทบาทเป็นผู้ชายจะใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบพาดบ่าหรือเคียนพุง หรือโพกศีรษะ เวลาสวมบทบาทเป็นหญิงจะใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบห่มเฉียง หรือเคียนอก (ตุ้มเอิก) นอกจากนั้นผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบอาจใช้สมมติเป็นเรือ เป็นม้า เป็นช้าง เป็นรถ เป็นอาวุธ หรือเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆได้ด้วย อุปกรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเก้าอี้หรือตั่ง เวลาสวมบทบาทเป็นเจ้านายต้องนั่งเก้าอี้หรือดั่ง แต่เวลาสวมบทบาทเป็นบริวารต้องนั่งกับพื้น
การแสดงหมอลำพื้น มักแสดงบน พื้น เสมอกันกับผู้ชมผู้ฟังที่นั่งรอบๆ เป็นวง ถ้าแสดงเวลากลางคืนจะมีเสาไม้สูงเหนือศีรษะ ใช้แขวนตะเกียงหรือคบ หรือหลอดไฟฟ้าให้แสงสว่างอยู่ที่มุมหนึ่งของวงแสดง ขณะแสดงหมอลำต้องเปลี่ยนทิศทางหันหน้าเข้าหาผู้ชมต่างๆ ทุกทิศอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ชมทุกๆ ทิศได้มีโอกาสเห็นหน้าผู้แสดงได้อย่างทั่วถึงกัน
ทำนองลำที่ใช้แสดงลำพื้นคือทำนองอ่านหนังสือผูก(ทำนองเสนาะของกลอนอ่านของวรรณคดีไทยลาว) แต่ก็เรียกติดปากว่าทำนองลำพื้น (ดูโน้ต ทำนองลำพื้น) ทำนองแคนหรือลายแคนที่เป่าคลอการลำคือลายตุ้มพี่ตุ้มน้อง (ดูเรื่องลายแคน)
คำว่า "พื้น" ในภาษาอีสาน แปลว่า "เรื่องราวหรือประวัติ" เช่น นิทานเรื่องนกกระจอกฟ้า ก็เรียกว่า "พื้นนกกระจอกฟ้า" เป็นต้น หมอลำพื้นก็คือหมอลำเล่านิทานนั่นเอง
๒. ลำเรื่องต่อกลอน ลำเรื่องต่อกลอนวิวัฒนาการต่อมาจากลำพื้น โดยได้เพิ่มจำนวนหมอลำขึ้นมาสวมบทบาทตัวละครในเรื่องนิทาน หรือนิยายให้ครบทุกตัว เดิมทีเดียวเรียกการแสดงชนิดนี้ว่า "ลิเกลาว" เพราะแสดงอย่างลิเกแต่ใช้กลอนลำแทนกลอนลิเก (รานิเกริง) และเจรจาเป็นภาษาลาวต่อมาเปลี่ยนมาเรียกว่า "ลำไทยครัว" เพราะเวลาเดินทางไปแสดงต้องยกกันไปเป็นหมู่ ๆ เหมือนพวกอพยพย้ายถิ่นฐาน (ไทยครัว แปลว่าพวกอพยพ) ต่อมาเรียกว่า "หมอลำหมู่" เพราะแสดงเป็นหมู่ ภายหลังมาจึงเรียกกันอย่างติดปากว่า "ลำเรื่อง" เพราะมีเนื้อหาเป็นเรื่องนิทานหรือเรื่องนิยาย และสาเหตุที่เรียกว่า "ลำเรื่องต่อกลอน" เพราะคำกลอนทั้งเรื่องประพันธ์ขึ้นเป็นบทกวี ที่ส่งสัมผัสต่อกันไปทั้งเรื่อง
ผู้ต้นคิดการแสดงหมอลำหมู่หรือลำเรื่องต่อกลอนกลุ่มแรกคือ กลุ่มนายคำดี สาระผล และหมอลำอินตา ไทยราชจากจังหวัดขอนแก่น และหมอลำหมู่คณะแรกคือ คณะอินดาไทยราช จากบ้านเหล่านาดี ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ นิทานที่นำมาแสดงคือเรื่องท้าวกำกาดำ สีทนมโนรา จำปาสี่ต้น และสินไซ
การแสดงลำเรื่องต้องแสดงบนเวทีที่มีฉากหลังอย่างลิเก ฉากหลังสามารถชักขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนฉากดามท้องเรื่องได้หมอลำแด่งตัวคล้ายลิเกให้สมกับบทบาท แต่ผู้ที่สวมบทเป็นพระเอกหรือนางเอกมักแต่งตัวสวยกว่าตัวละครตัวอื่นๆ และเวลาออกหรือเข้าม่านต้องร่ายรำด้วยลีลานาฏศิลป์ด้วย ในขณะที่ตัวประกอบอาจไม่ต้องร่ายรำ
ทำนองลำเรื่องวิวัฒนาการมาจากทำนองลำพื้น เป็นทำนองทางยาว มี ๒ กระสวนจังหวะ คือดำเนินเรื่องด้วยจังหวะแบบตกไม่คงที่ โดยหมอลำสามารถยืดหดจังหวะหนีออกจากเครื่องหมายควบคุมได้ (เรียกว่าจังหวะแบบ Non-metrical) แต่เวลาร่ายรำออกหรือเข้าม่านจะใช้จังหวะตกคงที่มีความเร็ว เหมาะสมกับจังหวะก้าวเท้าเดิน (เรียกว่าจังหวะแบบ Metrical) เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงคลอการลำนอกจากแคนแล้วยังอาจใช้พิณ ซอ และเครื่องดนตรีสากลประสมวงด้วย

ลำหมู่

ลำหมู่
๓. ลำเพลิน ลำเพลินวิวัฒนาการต่อจากลำเรื่องต่อกลอนอีกทีหนึ่ง โดยประยุกต์ลักษณะการแสดงให้ห้คลี่คลายเข้าหาการแสดงของมหรสพอื่น ที่กำลังเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน อย่างเช่น
๑) ทำนองลำและจังหวะลำ ได้รับอิทธิพลจากเพลงป๊อบ เพลงรำวง และเพลงลูกทุ่งไทยภาคกลาง
๒) การดำเนินเรื่องทำให้กระชับรวดเร็วคล้ายภาพยนตร์ โดยตัดท่าร่ายรำ และการลำที่แสดงออกถึงความงดงามอย่างประณีตแต่เยิ่นเย้อออกเสีย
๓) การแต่งกายได้รับอิทธิพลจากการแสดงร่ำวงหรือหางเครื่อง (ผู้เต้นรำประกอบ) ของวงดนตรีลูกทุ่ง คือนุ่งน้อยห่มน้อย ยั่วยุกามารมณ์
๔) ดนตรีบรรเลงคลอ ได้รับอิทธิพลจากวงดนตรีร็อค คือเปลี่ยนจากการใช้เครื่องดนตรีพื้นถิ่น ไปเป็นเครื่องดนตรีไฟฟ้าจำพวกกีตาร์ คีย์บอร์ด และกลองชุด
การแสดงลำเพลินต้องแสดงบนเวทีที่มีฉากหลัง อย่างเดียวกันกับการแสดงลำเรื่องต่อกลอน แต่ไม่พิถีพิถันเรื่องฉากมากนัก ปล่อยตัวละครออกมาลำและเจรจาดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะยืนลำ และเจรจาอยู่หน้าไมโครโฟน ซึ่งแขวนห้อยลงมาจากราวกึ่งกลางเวที เนื้อเรื่องของกลอนลำอาจไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องนิทานหรือนิยายที่กำลังแสดงอยู่ก็ได้ กล่าวคือหมอลำอาจคัดเอากลอนลำเพลินที่กำลังเป็นที่นิยม หรือกำลังโฆษณาขายมาลำก็ได้ แต่พอถึงบทเจรจาจะต้องเจรจาเพื่อดำเนินเรื่องว่าตนสวมบทบาทอะไร กำลังจะทำอะไร สรุปว่าลำเพลินเดินเรื่องด้วยบทเจรจา แต่กลอนลำจะออกนอกเรื่องก็ได้
| ดูเพิ่มเติมที่ | : ลายแคน : ดนตรี , ลำเต้ย : เพลง |