ลายแคน : ดนตรี
คำว่า ลาย เป็นคำลักษณนามที่ใช้จำแนกบทเพลงพื้นบ้านไทย-ลาวออกจากกัน ใน ๓ ลักษณะ คือ
๑. จำแนกทำนอง เช่น ทำนองของลายสุดสะแนนกับทำนองของลายอ่านหนังสือแตกต่างกัน จึงจำแนกบทเพลงทั้งสองดังตัวอย่างนี้ไว้ต่างลายกัน
๒. จำแนกบันไดเสียง เช่น ทำนองลายใหญ่กับทำนองลายน้อย เป็นทำนองอย่างเดียวกันแต่บรรเลงต่างบันไดเสียง จึงจำแนกว่าเป็นลายที่ต่างกัน
๓. จำแนกลีลาลูกเล่น กลเม็ดเด็ดพราย ลูกต้น และลูกประดับประดาของหมอแคนต่างหมอ หรือเครื่องดนตรีต่างชนิดออกจากกัน เช่น ลายสุดสะแนนที่บรรเลงโดยหมอแคนคนหนึ่งอาจมี ลาย ต่างกันกับที่บรรเลงโดยหมอแคนอีกคนหนึ่งเนื่องจากมีลีลา ลูกเล่น กลเม็ดเด็ดพราย ลูกด้นและลูกประดับประดาแตกต่างกัน ลายลำเต้ยที่บรรเลงด้วยซึ่งอาจมีลายแตกต่างกันกับที่บรรเลงด้วยโปงลาง เพราะเก็บรายละเอียดของทำนองและใส่ลูกเล่นได้ต่างกัน
เนื่องจาก ลาย ของบทเพลงพื้นบ้านไทย-ลาวตามนัยที่กล่าวมาแล้วนี้ใช้ แคน เป็นเครื่องดนตรีช่วยแต่งทำนอง หรือเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกในการบรรเลงทำนอง จึงเรียกบทเพลงต่างๆ ติดปากว่า ลายแคน
ลายแคน มี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ลายแคนมาตรฐาน และลายแคนกลุ่มแตกลาย
ลายแคนมาตรฐาน
จำแนกเป็น ๒ กลุ่ม ๆ ละ ๓ ลาย คือ
ก. กลุ่มลายทางสั้น มีจังหวะเร็ว เคาะจังหวะตกสม่ำเสมอประกอบด้วย ๓ ลายคือ ลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้ายและลายสร้อย ทั้ง ๓ ลายมีทางเดินทำนองอยู่ในมาตราเสียงทางเมเจอร์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่บันไดเสียง
ลายสุดสะแนน อยู่ในบันได "จี โหมด" (G mode) หรือบันได "ซี เมเจอร์" (C Major)
ลายโป้ซ้าย อยู่ในบันได "ซี โหมด" (C mode) หรือบันได "เอฟ เมเจอร์" (F Major)
ลายสร้อย อยู่ในบันได "ดี โหมด" (D mode) หรือบันได "จี เมเจอร์" (G Major)
ข. กลุ่มลายทางยาว มีจังหวะ ๒ แบบคือ เริ่มด้วยจังหวะเนิบช้า มีบางตอนยืดเสียงยาวหนีออกจากจังหวะควบคุมได้แล้วตามด้วยจังหวะปานกลางที่เคาะจังหวะตกสม่ำเสมอ ประกอบด้วย ๓ ลาย คือ ลายใหญ่ ลายน้อย และลายเซ ทั้ง ๓ ลายนี้มีทางเดินทำนองอยู่ในมาตราเสียงทางไมเนอร์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่บันไดเสียง
ลายใหญ่ อยู่ในบันได เอ ไมเนอร์ (A minor)
ลายน้อย อยู่ในบันได ดี ไม่เนอร์ (D minor)
ลานเซ อยู่ในบันได อี ไมเนอร์ (E minor)
ลายแคนมาตรฐานทั้ง ๖ ลายนี้ มีความงามอยู่ในแนวทำนองของลายเองโดยไม่ต้องอ้างอิงถึงภาพพจน์หรือเล่าเรื่องใดๆไว้ในลาย ถ้าจะจัดเข้าประเภทคีตนิพนธ์แบบสากลก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นดนตรีประเภท แอบโซลุตมิวสิค (Absolute music)
ลายแคนประเภทแตกลาย
ลายแคนประเภทนี้นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อว่าผู้แต่งทำนองน่าจะพัฒนา หรือเรียกว่า "แตกลาย" ต่อมาจากลายแคนมาตรฐานทั้งหลาย แต่ในความเป็นจริงอาจแต่งขึ้นเองโดยไม่ได้อิงลายมาตรฐานเลย เหตุที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นเพราะมีข้อจำกัดเรื่อง กรอบของหมวดเสียง ซึ่งมีอยู่เพียง ๒ หมวด คือ หมวดเมเจอร์กับหมวดไมเนอร์ กรอบของจังหวะซึ่งมีเพียง ๖ ลักษณะคือ จังหวะตกคงที่สม่ำเสมอ และจังหวะตกไม่คงที่สม่ำเสมอ และ กรอบของช่วงทบเสียงของแคนเต้าหนึ่ง ๆ ซึ่งมีเพียงประมาณ 5 ช่วงทบเท่านั้น กรอบทั้ง ๓ กรอบนี้ ทำให้เกิดความซ้ำขึ้นในลายแคนต่างๆ
ลายแคนอื่นๆ
นอกเหนือจากลายแคนมาตรฐานทั้งหก แบ่งได้ ๔ กลุ่ม คือ
๑. กลุ่มบรรยายเนื้อเรื่อง
ลายแคนกลุ่มนี้มีเจตนาบรรยายเนื้อเรื่องภาพด่างๆ โดยใช้เสียงในแนวทำนองเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการเห็นภาพพจน์ ถ้าจะจัดลายแคนกลุ่มนี้เข้าประเภทคีตนิพนธ์แบบสากล ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นดนตรีประเภทโปรแกรมมิวสิค (Pro-gram music) ลายแคนกลุ่มนี้มีชื่อลายเป็นตัวชี้บอกเนื้อเรื่องที่มีอยู่ในลายด้วย เช่น ลายแมลงภู่ตอมดอก (ไม้) ลายน้ำโตนตาด ลายลมพัดพร้าว ลายงัวขึ้นภู ลายแม้ฮ้างกล่อมลูกลายนกไส่บินข้ามทุ่ง ลายกาเต้นก้อน เป็นต้น
๒. กลุ่มบอกถิ่นกำเนิดของลายแคน
ลายแคนกลุ่มนี้มีชื่อลายบอกถิ่นกำเนิดของลายไว้อย่างชัดเจน เช่น ลายคอนสะหวัน ลายตั้งหวาย ลายสี่พันดอนลายขับทุ่มหลวงพระบาง เป็นต้น
๓. กลุ่มใช้ประกอบการแห่ การฟ้อน และการเชิ้งต่างๆ
เช่น ลายแห่มโหรี ลายเชิ้งโปงลาง ลายเซิ้งบั้งไฟ ลายผู้ไทยเลาะดูบ ลายฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ ลายฟ้อนผู้ไทย ๓ เผ่าลายสินไซ เป็นต้น
๔. กลุ่มใช้บรรเลงคลอการขับและการลา
เช่น ลายลำเต้ย ลายอ่านหนังสือ ลายลำทางสั้น ลายลำเพลิน ลายลำผู้ไทย ลายลำสาละวัน ลายลำดั่งหวาย ลายลำแพน เป็นต้น

แคน