ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

หนังตะลุง

ภาค : ใต้

หนังตะลุง

หนัง หรือ ละครเงา (Shadow Plays) เป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของมนุษยชาติ เมื่อครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ชัยชนะแก่อียิปต์ก็ใช้หนังตะลุงเป็นเครื่องเฉลิมฉลองความสำเร็จและประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ ในอินเดียสมัยพุทธกาลพวกพราหมณ์ใช้หนังที่อินเดียเรียกว่า "ฉายานาฏกะ"  เล่นบูชาเทพเจ้าและสดุดีวีรบุรุษตามเค้าเรื่องมหากาพย์รามายณะในจีนสมัยจักรพรรดิยวนตี้ (พ.ศ.๔๙๕-๕๑๑) พวกนักพรตลัทธิเดำได้เล่นหนังสดุดีคุณธรรมความดีของสนมผู้หนึ่งแห่งจักรพรรดิพระองค์นี้ในวาระที่นางวายชนม์ สมัยหลังๆ มาหนังแพร่หลายมาก โดยเฉพาะในเอเชียอาคเนย์มีเกือบทุกประเทศซึ่งจำแนกได้เป็น ๒ แบบ แบบหนึ่งรูปหนังมีขนาดใหญ่ ส่วนแขนติดกับลำตัวเคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แก่ หนังสเบก (Sbek)ของเขมรและหนังใหญ่ของไทย อีกแบบหนึ่งรูปหนังมีขนาดเล็กกว่าแบบแรก แขนมีรอยต่อกับลำตัว เคลื่อนไหวได้ ได้แก่หนังอยอง (Ayong) ของเขมร หนังที่เล่นในชวา บาหลีมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว และหนังตะลุงที่เล่นอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย

ประวัติความเป็นมา

แม้ปัจจุบันหนังตะลุงจะได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตไปมากเพียงใดก็ตาม แต่ในส่วนของพิธีกรรมและขนบนิยมหลักยังคงรักษาของเดิมไว้ ทั้งถือปฏิบัติเป็นแบบแผนเหมือนกันทุกคณะกล่าวคือ หลังจากลงโรง (โหมโรง) แล้ว หนังจะออกฤๅษีออกพระอิศวร ออกรูปกาศ (หรือรูปปรายหน้าบท) บอกเรื่องแล้วจึงแสดงเรื่อง ถ้าเป็นพิธีโรงครูหรือแก้บน เรื่องที่เล่นต้องเป็นรามเกียรติ์ อนึ่ง ถ้าย้อนไปประมาณ ๖๐ ปีก่อน ก่อนออกฤๅษี หนังจะออกรูปลิงหัวค่ำ และเมื่อออกฤๅษีแล้วจะออกรูปฉะหรือรูปจับคือรูปทศกัณฐ์กับพระรามต่อสู้กัน ขนบนิยมเช่นนี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหนังตะลุงกับวัฒนธรรมอินเดียอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งดูลึกเข้าไปถึงบทพากย์ก็ยิ่งทำให้เห็นแง่มุมต่างๆ มากขึ้น ดังจะยกบทพากย์ฤๅษีและพระอิศวรมาพิจารณาดังนี้

บทพากย์ฤๅษี

โอมชัยมหาชัย

กันจัญไรได้ร้อยโยชน์

หนีไกลไปพันโกฏิ

สรรพผีโภตบ่ทานทน

เบิกพระเนตรแลบาดาล

ทำสะพานพูนถนน

พระครูกหนึ่งตน

ชื่อพระอุณรุทธไชยเถร

พระฤๅษีทั้งเจ็ดองค์

มาเข้ามณฑลกูเจ็ดวันเจ็ดคืน

จึงหยิบเอาขวดแก้วน้ำมนตร์นั้น

ไปรดต้นโพธิต้นไทร

รดทั้งสรรพเดียดจัญไร

ที่มีผีลีไท

นะโม พุทธัสก็มากำจัดออกไป

สรรพเดียดจัญไร

อย่าเข้ามาใกล้ตัวกู

ณ พัทธสีมามลฑล (เชิด)

บทพากย์พระอิศวร

โอม นะข้าจะไหว้

บาทพระเจ้าทั้งสามพระองค์

พระอิศวรผู้ทรง

พระยาโคอุศุภราช (เชิด)

เบื้องขวาข้าจะไหว้

พระนารายณ์ทั้งสี่พระกร

ทรงพระยาครุฑระเหินจร

พระชินรินทร์ (เชิด)

เบื้องซ้ายข้าจะไหว้

พระจตุรพักตร์ผู้ทรงพรหม

ทรงมหาสุวรรณเหมหงส์

ทรงอิทธิฤทธิ์ (เชิด)

ข้าจะไหว้พระฤๅษี

บรมราชอาจารย์

สั่งสอนสรรพการ

เรื่องละเล่นในโลกโลกา

กลางวันมีโขนหนังละคร

ราเอ๋ยราตรีอัคคีแจ้งแสงใส

เอาหนังโคมาส่องกับแสงไฟ

ดูลวดลายตระการตา

พรั่งเอยพรั่งพร้อม

ด้วยพละโห ขัณโฑทั้งผอง

โหม่ง ฉิ่ง ทับ กลอง

เรื่องจะเล่นให้สนุกสำราญ

ข้าจะไหว้พระฤๅษีเจ้าเอยผู้ทรงญาณ

ยิ่งยอดชำนาญ

ในพระเวทและมนตรา

ข้าจะไหว้คุณพระพุทธและคุณ

พระธรรมพระย่อมรักษา

ทั้งคุณพระบิดร

ทั้งคุณพระมารดา

มาห่อหุ้มคุ้มภัย

คุ้มสรรพเดียดจัญไร

สรรพการนานา (เชิด)

จากบทพากย์ฤๅษีและบทพากย์พระอิศวรที่ยกมา ได้เอ่ยอ้างเอาฤาษีชื่อ "พระอุณรุทธไชยเถร" เป็นอาจารย์ของหนัง การออกฤๅษีของหนังตะลุงนอกจากเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรแล้ว ก็เพื่อระลึกถึง "บรมราชอาจารย์" ผู้นี้ ซึ่งดูจากความแวดล้อมแล้วจะเห็นว่าเป็นฤๅษีในลัทธิฮินดู นอกจากนี้บทพากย์ทั้ง ๒ ยังขึ้นต้นด้วย "โอม" อันเป็นคำศักดิ์สิทธิ์แทนพระนามของเทพเจ้าทั้ง ๓ ในลัทธิดังกล่าว คือคำนี้มาจาก อ+อุ+ม อ คือพระวิษณุ อุ คือพระอิศวร และ ม คือพระพรหม ทั้งในรายละเอียดของบทพากย์ก็ได้เอ่ยอ้างพระนามเทพเจ้าทั้ง ๓ อย่างแจ่มชัด ดังนั้นเดิมทีหนังตะลุงจึงเป็นเรื่องของพราหมณ์อย่างไม่ต้องสงสัย และการที่หนังตะลุงออกพระอิศวร ซึ่งไม่ปรากฏขนบนิยมเช่นนี้ในหนังชวาและมาเลเซียก็น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงกลุ่มลัทธิที่นำหนังตะลุงเข้ามาว่าน่าจะเป็นพวกที่นับถือฮินดูลัทธิไศวนิกาย คือบูชาพระอิศวรเป็นใหญ่ ซึ่งลัทธินี้ถ้าดูจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุงและสุราษฎร์ธานี แล้วน่าจะตกอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ แต่ก็มิได้หมายความว่า หนังตะลุงจะเข้ามาพร้อมกับลัทธินี้อาจจะเป็นช่วงหลังก็ได้ แต่คงไม่เลยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เพราะตามตำนานบอกเล่าซึ่งนายหนังตะลุงรุ่นเก่าถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนัง (ตอนออกรูปกาศ) ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังมีมาแต่ครั้งศรีวิชัย (ศรีวิชัยอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๗) แต่ชั้นแรกรูปแบบการเล่นจะเป็นอย่างไรไม่ทราบได้เท่าที่ทราบก็เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ ดังความเล่าต่อ ๆ กันว่าเดิมหนังเล่นบนพื้นดินในที่ลานเดียนโล่งแจ้ง ไม่ยกโรงขึงจออย่างทุกวันนี้ เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน หนังที่เล่นกลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือใช้ได้ขนาดใหญ่ เรียกว่า "ไต้หน้าช้าง" สำหรับให้แสงสว่าง รูปหนังแกะด้วยหนังวัวหนังควาย ขนาดรูปใหญ่ สูงแค่อกไม่ใช้ไม้ตับคืบตัวหนังสำหรับจับเชิดแต่จะใช้เชือกร้อยตรงส่วนหัวของตัวหนังสำหรับจับถือ รูปตัวหนึ่งเวลาออกเชิดใช้คนถือออกเชิดเต้นคนหนึ่ง การเล่นหนังแบบนี้เรียกว่า "รำหนัง" แม้บางถิ่นปัจจุบันก็ยังเรียกเช่นนั้น ทั้งๆที่หนังเลิกเต้นเชิดกันแล้ว การเล่นหนังลักษณะดังกล่าวออกจะยุ่งยากไม่น้อย เพราะต้องใช้คนมาก ตัวหนังก็มากและหนักจนถึงขนาดเวลาไปเล่นต้องใส่เกวียนชักลาก

ต่อมาหนังแขก (หนังชวา) เข้ามาเล่นในภาคใต้และเลยขึ้นไปถึงกรุงเทพฯ ดังปรากฏในขุนช้างขุนแผนดอนทำศพนางวันทองว่า

ไฟพะเนียงเสียงพลุช่องระทา

พวกหนังเรียกหามาตั้งจอ

เหล่าเจ้าพวกหนังแขกแทรกเข้ามา

พิศดูหูตามันปอหลอ

รูปร่างโสมมผมหยิกงอ

จมูกโด่งโก่งคอเหมือนเปรดยืน

หนังแขกนั้นเป็นหนังตัวเล็ก เล่นบนโรง ไม่ลำบากยุ่งยากอย่างที่เคยเล่นกันมา จึงมีผู้คิดเอาอย่าง ประยุกต์ประสมประสานเข้ากับหนังแบบเดิม โดยปลูกโรงยกพื้นสูง ใช้เสา ๔ เสาหลังคาแบบเพิงหมาแหงน ใช้ผ้าขาวเป็นจอสำหรับเชิดรูป ผู้ดูก็ดูเพียงเงาของรูปซึ่งเกิดจากไฟส่องด้านหลัง และฟังคำพากย์ไม่ต้องดูลีลาท่าทางของผู้เชิด คนเชิดก็ลดเหลือ ๒ คน นั่งคนละซีกจอเรียกว่า "หัวหยวก-ปลายหยวก" ทำหน้าที่ขับร้องกลอนเชิดรูปพระนางและรูปตัวสำคัญคนหนึ่ง เชิดรูปกาก (ตัวปลีกย่อย) ตัวตลกพร้อมแสดงมุขคลกอีกคนหนึ่ง ถ้ามากกว่านี้ก็อาจมีคน "ชักรูป" อีกคนหนึ่งแยกออกไปจากนายหนังก็ได้ ตามตำนานหนังตะลุงระบุว่าผู้เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุยหรือหนุ้ย บุคคลผู้นี้บ้างว่าเป็นชาวบ้านควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง บ้างว่าเป็นชาวบ้านดอนควนอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงได้ชื่อว่า "หนังควน" ตามถิ่นกำเนิด แต่บางท่านว่าที่เรียกหนังควนเพราะสถานที่เล่นต้องเลือกที่เนินซึ่งภาคใต้เรียกว่า "ควน" อย่างไรก็ตามชื่อนี้ใช้เรียกหนังในภาคใต้มาก่อนจะมีคำว่า "หนังตะลุง" ใช้

หนังจากภาคใต้ได้เข้าไปเล่นในกรุงเทพฯ ครั้งแรกสมัยพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นแถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯ จึงเรียก "หนังพัทลุง" แล้วเสียงเพี้ยนเป็น*หนังตะลุง" ในภายหลัง คณะหนังที่เข้าไปเล่นครั้งนั้นเข้าใจว่าจะเป็น "หนังทองเกื้อ" เป็นหนังคณะที่ ๓ สืบจากหนังหนุ้ยดังบทไหว้ครูหนังสำนวนหนึ่งว่า

ท่านนายหนุ้ยที่หนึ่งถึงที่สอง

นายหนักทองสานุศิษย์คิดฝึกฝน

เที่ยวเล่นการงานสนุกทุกตำบล

จนฝูงชนเขากระเดื่องเลื่องลือดัง

แม้นมีการสิ่งไรในจังหวัด

ไม่ข้องขัดแคล่วคล่องต้องรับหนัง

นายหนักทองเด่นดีมีชื่อดัง

จนกระทั่งถึงตายเสียหลายปี

นายทองเกื้อที่สามขึ้นตามต่อ

วิชาพอเชิดยักษ์ชักฤๅษี

มุดโตสดศัพท์เสียงสำเนียงดี

รู้พาทีโอดครวญรูปนวลนาง

เขาออกชื่อดังหนังทองเกื้อ

เด่นดีเหลือจนรุ่งพุ่งสว่าง

มีวิชาพากายไม่จืดจาง

จนชาวบางกอกรับไปนับนาน

เมื่อหนังทองเกื้อซึ่งเป็นหนังคณะที่ ๓ มีชื่อเสียงอยู่สมัยรัชกาลที่ ๓ หนังหนุ้ยผู้เป็นต้นคิดก็คงมีชีวิตไม่ไกลขึ้นไปเท่าใดนักคงไม่เกินสมัยรัตนโกสินทร์ขึ้นไปอย่างแน่นอน ทั้งนี้นอกจากจะอนุมานจากหลักฐานที่กล่าวแล้ว ยังพบว่าวรรณกรรมก่อนหน้าสมัยรัชกาลที่ ๓ ทั้งวรรณกรรมภาคกลางและวรรณกรรมภาคใต้มิได้ออกชื่อ "หนังตะลุง" หรือ "หนังควน" ไว้เลยในขณะที่กล่าวถึงการละเล่นชนิดอื่นเอาไว้แม้จะเป็นการละเล่นปลีกย่อยก็ตาม อนึ่งจากหลักฐานรูปหนังตะลุงเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช ผู้มอบ (นายกำธร จ่างทอง โรงเรียนบ้านห้วยพระอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช) ระบุว่าเป็นรูปหนังรุ่นที่ ๒ ก็มีอายุราว ๑๕๐ กว่าปี ฉะนั้นรูปหนังตะลุงรุ่นเก่าขึ้นไปก็คงมีอายุไม่เกิน ๒๐๐ ปีเป็นแน่ ครั้นพิจารณาลักษณะรูปหนังพบว่ายังมีขนาดโตอยู่มาก ลักษณะหน้าตาคล้ายไปทางหนังใหญ่รูปตัวสำคัญ เช่น พระ นาง ยักษ์ ยังแกะให้เหยียบนาคอย่างหนังใหญ่ทุกตัว แสดงว่าในช่วงดังกล่าวรูปหนังตะลุงยังพัฒนาไม่ไกลไปจากหนังใหญ่มากนัก ยิ่งเมื่อนำบทพากย์พระอิศวรของหนังตะลุงบางสำนวนไปเปรียบเทียบกับบทไหว้ครูโบราณของหนังใหญ่แล้วจะพบว่า มีบางตอนซ้ำกันและบางตอนยังทิ้งเค้ารอยว่าเป็นบทไหว้ครูหนังใหญ่มาก่อนอย่างเห็นได้ชัดเช่น ยังกล่าวถึงดนตรีปี่พาทย์ของหนังใหญ่และการเต้นเชิดทั้งๆ ที่หนังตะลุงไม่ปรากฏธรรมเนียมการเล่นเช่นนั้นแล้วดังตัวอย่าง

โอมพร้อมมหาพร้อมด้วยดนตรีปี่เป่าทั้งหลาย

ชูชื่นแสนสบาย

ยักย้ายอรชรอ่อนองค์

พร้อมทั้งดนตรีปี่พาทย์ทั้งวง

ข้าจะเล่นให้สุขสำราญ

จากข้อวินิจฉัยที่กล่าวมา น่าจะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การพิจารณาเรื่องนี้กว้างขวางออกไป แต่จะใช้เป็นข้อยุติคงจะยังไม่สมควร

โอกาสและกำหนดเวลาที่เล่น

เดิมหนังตะลุงนิยมเล่นในงานสมโภชหรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ ส่วนงานมงคล เช่น งานแต่งงานจะไม่นิยม แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้คลี่คลายไปมาก มีงานการใดๆ ก็มักรับหนังตะลุงมาเล่นเป็นการครึกครื้น ยิ่งจะให้สนุกเป็นพิเศษก็ต้องจัดประชันขันแข่งกันเป็นมหกรรมใหญ่โต ส่วนใหญ่มักเป็นการหารายได้เพื่อใช้ในกิจการสาธารณะ ส่วนงานศพถ้าเป็นศพสดไม่นิยมเพราะทุกคนกำลังเศร้าโศก แต่ถ้าเป็นศพแห้งหรือทำบุญกระดูกก็ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย

การเล่นหนังตะลุงอาจเล่นเพียงครึ่งคืนหรือตลอดคืนก็ได้แต่ส่วนใหญ่มักเล่นกันจนยันสว่าง โดยเริ่มเล่นตั้งแต่เวลาประมาณ ๓ ทุ่ม และหยุดพักเที่ยงคืนราว ๑ ชั่วโมง

องค์ประกอบในการเล่น

หนังตะลุงจะเล่นได้ต้องมีองค์ประกอบดังนี้

๑. คณะหนัง ประกอบด้วยบุคคล ๘-๔ คน ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๖ ใช้คนพากย์ซึ่งเรียกว่า "นายหนัง" ๒ คน ทำหน้าที่ในการร้องกลอน บรรยาย เจรจา และเชิดรูปเบ็ดเสร็จไปในตัว แต่บางคณะคนเชิดรูปจัดไว้ด่างหากคนหนึ่ง เรียกว่า "คนชักรูป" นอกนั้นอาจจะมี "หมอกบโรง" ๑ คน ทำหน้าที่เป็นหมอไสยศาสตร์ประจำคณะ ที่เหลือ ๕ คนเป็นลูกคู่ ถ้าพิเศษออกไปก็อาจมีคนแบกแผงรูปอีกต่างหาก ๑ คน แต่ปัจจุบันนายหนังจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ทำหน้าที่ทั้งเชิดรูปและพากย์เองเบ็ดเสร็จ หมอกบโรงก็ตัดไปเพราะความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์คลี่คลายไปมาก ส่วนคนแบกแผงก็ไม่ต้องมีเป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีพาหนะสะดวกในการเดินทางและไม่ต้องแบกหาม อย่างไรก็ตาม จำนวนคนในคณะหนังในปัจจุบันก็ยังเท่าเดิม เพราะเพิ่มเครื่องดนตรีมากขึ้น และมีภาระเรื่องข้าวของอื่นๆ ที่จะต้องใช้มากขึ้นกว่าหนังสมัยก่อน

๒. เครื่องดนตรี เดิมหนังตะลุงใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นที่สำคัญมี ทับ ๑ คู่ เป็นตัวคุมจังหวะและทำนอง โหม่ง ๑ คู่สำหรับประกอบเสียงร้องกลอน กลองตุ๊ก ๑ ลูก สำหรับขัดจังหวะทับ นิ่ง ๑ คู่ สำหรับขัดจังหวะโหม่ง และปี ๑ เลาสำหรับเดินทำนอง แต่ระยะหลังมีดนตรีอื่นๆ เข้าไปประสมหรืออาจใช้แทนดนตรีดั้งเดิม เช่น ใช้กลองชุดและกลองทอมบ้าแทนกลองตุ๊ก ใช้ไวโอลิน ออร์แกน กีตาร์ ซอ หรือจะเข้เข้าผสมกับปี บางคณะก็เลิกใช้ปี

๓. โรงหนังและอุปกรณ์ภายในโรงหนัง โรงหนังตะลุงปลูกเป็นเรือนชั่วคราว ยกเสา ๔ เสา ยกพื้นสูงเลยศีรษะเล็กน้อย หลังคาเป็นแบบเพิงหมาแหงน ขนาดโรงประมาณ ๒.๓๐ x ๓ เมตร ด้านหน้าขีงจอผ้าขาว ด้านข้างกั้นอย่างหยาบๆ ด้วยทางมะพร้าวหรือจาก ภายในโรงมีหยวกวางชิดจอสำหรับปักรูป ๑ ต้น มีเครื่องให้แสงสว่าง สมัยก่อนใช้ได้แล้วพัฒนามาเป็นตะเกียงไขวัว ตะเกียงเจ้าพายุ และไฟฟ้าตามลำดับ โดยแขวนไว้ตรงช่วงกลางจอ ห่างจากจอราว ๑ ศอกสูงจากพื้นโรงพอ ๆ กัน

๔. รูปหนัง รูปหนังที่ใช้เล่นสมมติเป็นตัวละครมีโดยเฉลี่ยคณะละประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ ตัว รูปที่หนังต้องมี ได้แก่ฤาษี พระอิศวร ปรายหน้าบท เจ้าเมือง พระ นาง ยักษ์ตัวตลก นอกนั้นเป็นรูปเบ็ดเตล็ด รูปต่างๆ ของหนังทั้งหลายมีลักษณะหน้าตาทำนองเดียวกัน รูปหนังจะเก็บไว้ในแผงอย่างมีระเบียบ คือ จัดรูปประกอบที่ไม่สำคัญซึ่งเรียกว่า "รูปกาก" ไว้ล่างส่วนรูปสำคัญและรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้บนและจัดไว้เป็นพวกๆ ไม่ปนกัน เช่น พระพวกหนึ่ง นางพวกหนึ่ง และยักษ์พวกหนึ่ง ทั้งนี้ฤๅษีและรูปศักดิ์สิทธิ์ต้องไว้บนสุดของแผง

ขนบนิยมในการเล่น

หนังตะลุงทุกคณะยึดขนบนิยมในการเล่นแบบเดียวกันโดยลำดับการเล่น ดังนี้

๑. ตั้งเครื่องเบิกโรง เป็นการทำพิธีเอาฤกษ์ ขอที่ตั้งโรงและปัดเป่าเสนียดจัญไร เริ่มโดยเมื่อคณะหนังขึ้นโรงแล้วนายหนังจะดีกลองนำเอาฤกษ์ ลูกคู่บรรเลงเพลงเชิด ขั้นนี้เรียกว่า ตั้งเครื่อง (ดู ยกเครื่อง-ตั้งเครื่อง) จากนั้นนายแผงจะแก้แผงรูปออกจัดปักวางรูปให้เป็นระเบียบ ฝ่ายนายหนังจะทำพิธีเบิกโรง โดยเอาเครื่องเบิกโรงที่เจ้าภาพจัดให้ คือถ้าเป็นงานทั่วๆ ไปใช้หมากพลู ๙ คำ เทียน ๑ เล่ม ถ้าเป็นงานอัปมงคล เพิ่มเสื่อ ๑ ผืน หมอน ๑ ใบ หม้อน้ำมนต์ ๑ ใบถ้าเป็นงานแก้บนใช้เทียน ๔ เล่ม และเพิ่มดอกไม้ ข้าวสารและด้ายดิบ และทุกงานต้องมีเงินค่าเบิกโรงจำนวนหนึ่งแล้วแต่หนังจะกำหนด เช่น ๓ บาทบ้าง ๑๒ บาทบ้าง มาวางไว้หน้าหยวก ร้องชุมนุมครู เสร็จแล้วเอารูปฤๅษี รูปปราย-หน้าบท รูปเจ้าเมือง ปักหยวก ร้องเชิญครูหมอหนังให้มาคุ้มครอง ขอที่ตั้งโรงจากพระภูมิและนางธรณี แล้วเสกหมาก ๓ คำ ซัดทับ ๑ คำ เหน็บไว้ที่ตะเกียงหรือดวงไฟ ๑ คำ และเหน็บไว้บนหลังคาโรงเหนือศีรษะ ๑ คำ เป็นการกันเสนียดจัญไรจบแล้วลูกคู่บรรเลงเพลงโหมโรง

๒. โหมโรง การโหมโรงเป็นการบรรเลงดนตรีล้วนๆเพื่อเรียกคนดู และให้นายหนังได้เตรียมพร้อม การบรรเลงเพลงโหมโรงเดิมทีเล่ากันว่าใช้ "เพลงทับ" คือใช้ทับเป็นตัวยืนและเดินจังหวะทำนองต่างๆ กันไป ดนตรีชิ้นอื่นๆ บรรเลงตามทับทั้งสิ้น เพลงที่บรรเลงมี ๑๒ เพลง คือ เพลงเดิน เพลงถอยหลังเข้าคลอง เพลงปักษ์ เพลงสามหมู่ เพลงนาดกรายเข้าวังเพลงนางเดินป่า เพลงสรงน้ำ เพลงเจ้าเมืองออกสั่งราชการเพลงชุมพล เพลงยกพล เพลงยักษ์จับสัตว์ และเพลงกลับวังครั้นภายหลังหนังหันมานิยมโหมโรงด้วยเพลงปี่ คือ ใช้ปีเดินทำนองเป็นหลักเพลงที่ใช้เป็นเพลงไทยเดิม ถ้าบรรเลงอย่างสมบูรณ์ต้องให้ได้ ๑๒ เพลง ได้แก่ เพลงพัดชา เพลงลาวสมเด็จเพลงเขมรปี่แก้ว เพลงเขมรปากท่อ เพลงจีนแส เพลงลาวดวงเดือน เพลงชายคลัง เพลงสุดสงวน เพลงนางครวญ เพลงสะบัดสะบิ้ง เพลงเขมรพวง และเพลงชะนีร้องไห้ หนังบางคณะก็เล่นต่างไปจากนี้บ้าง แต่ต้องครบ ๑๒ เพลง สำหรับปัจจุบันการโหมโรงนิยมเริ่มด้วยเพลงปี โดยบรรเลงเพลงพัดชา ซึ่งถือว่าเป็นเพลงครู ครั้นจบแล้วก็มักเล่นเพลงลูกทุ่งกันเป็นพื้น

๓. ออกลิงหัวค่ำ เป็นธรรมเนียมการเล่นหนังตะลุงสมัยก่อน ปัจจุบันเลิกเล่นแล้ว เข้าใจว่าได้รับอิทธิพลจากหนังใหญ่ เพราะรูปที่ใช้เชิดส่วนใหญ่เป็นรูปจับ มีฤาษีอยู่กลางลิงขาวกับลิงดำอยู่คนละข้าง แต่รูปที่แยกเป็นรูปเดี่ยวๆ ๓ รูปแบบเดียวกับของหนังตะลุงก็มี

๔. ออกฤๅษี เป็นการเล่นเพื่อคารวะครู (ดังกล่าวตอนต้นว่าหนังเริ่มขึ้นโดยพวกฤๅษีในลัทธิฮินดู) และปัดเป่าเสนียดจัญไรโดยขออำนาจจากพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์และเทวะอื่นๆ และบางหนังยังขออำนาจจากพระรัตนตรัยด้วย 

๕. ออกรูปฉะ หรือ รูปจับ คำว่า "ฉะ" คือ สู้รบ ออกรูปฉะเป็นการออกรูปพระรามกับทศกัณฐ์ให้ต่อสู้กัน วิธีเล่นใช้ทำนองพากย์คล้ายหนังใหญ่ การเล่นชุดนี้หนังตะลุงเลิกเล่นไปนานแล้ว 

๖. ออกรูปปรายหน้าบท รูปปรายหน้าบท เป็นรูปผู้ชายถือดอกบัวบ้าง ธงชาติบ้าง ถือเป็นตัวแทนของนายหนังรูปหนังใช้เล่นเพื่อไหว้ครู ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้ที่หนังเคารพนับถือทั้งหมดตลอดทั้งใช้ร้องกลอน ปรารภฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ชม 

๗. ออกรูปบอกเรื่อง รูปบอกเรื่องเป็นรูปตลก หนังส่วนใหญ่ใช้รูปขวัญเมือง เล่นเพื่อเป็นตัวแทนของนายหนังไม่มีการร้องกลอน มีแต่พูด เป้าหมายของการออกรูปนี้เพื่อบอกกล่าวกับผู้ชมถึงเรื่องนิยายที่หนังจะหยิบยกขึ้นแสดง

๘.เกี้ยวจอ เป็นการร้องกลอนสั้นๆ ก่อนดั้งนามเมืองเพื่อให้เป็นคติสอนใจแก่ผู้ชม หรือเป็นกลอนพรรณนาธรรมชาติ และความในใจ กลอนที่ร้องนี้ หนังจะแต่งไว้ก่อน และถือว่ามีความคมคาย 

๙. ตั้งนามเมือง หรือ ตั้งเมือง เป็นการออกรูปกษัตริย์โดยสมมติขึ้นเป็นเมืองๆ หนึ่ง จากนั้นจึงดำเนินเหตุการณ์ไปตามเรื่องที่กำหนดไว้ 

เรื่องที่หนังตะลุงใช้เล่น ตามตำนานหนังตะลุงว่าแรกเริ่มหนังเล่นเรื่องรามเกียรตดิ์ ต่อมาเล่นเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เป็นนิทานประโลมโลกซึ่งเอามาจากวรรณคดีบ้าง ดัดแปลงมาจากชาดกบ้าง และผูกเรื่องขึ้นเองบ้าง เรื่องที่หนังนิยมเล่นเมื่อประมาณ ๘๐ ปีที่แล้ว ได้แก่ สุวรรณราช แก้วหน้าม้า ลักษณวงศ์ โคบุตร หอยสังข์ หลวิชัยคาวี นางสิบสอง พระสุธน และเต่าทอง เป็นต้น ครั้นหนังสือนวนิยายเริ่มแพร่หลาย หนังบางคณะก็เอานวนิยายมาดัดแปลงเล่นก็มี เช่น เรื่องพานทองรองเลือด และเรื่องห้วงรักเหวลึก ของหลวงวิจิตรวาทการ เรื่องเสือใบเสือดำของ ป.อินทรปาลิต และบางเรื่องของพนมเทียน เป็นต้น ปัจจุบันนี้หนังบางส่วนยังเล่นแบบจักรๆ วงศ์ๆ บางส่วนประสมประสานระหว่างแบบเก่ากับแบบใหม่เข้าด้วยกัน และบางส่วนจะเดินเรื่องแบบนวนิยายทุกประการ ไม่มีตัวละครประเภทเทวดา ยักษ์ ผีไม่มีการตายแล้วชุบชีวิตได้ และไม่มีเหาะเหินดำดิน คงเป็นแบบสัจนิยมอย่างบริสุทธิ์ แม้แต่ฉากก็เป็นสถานที่จริงๆ

การเล่นหนังตะลุงที่ให้ความสนุกสนานที่สุดคือ ตอนประชันที่เรียกเป็นภาษาพื้นบ้านว่า "แข็งหนัง" เพราะหนังคู่ประชันจะเล่นเอาชนะกันอย่างสุดความสามารถ สมัยก่อนการแข่งหนังตะลุงมักจะชิงขันน้ำพานรอง ชิงโหม่ง ชิงจอ แต่ระยะหลังมีรางวัลแปลกๆ เช่น พระพิฆเนศวร์ทองคำ ฤาษีทองคำเทวาทองคำ เป็นต้น การเล่นหนังแข่งขันมีขนบนิยมเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้ว แต่มีกติกาที่คู่แข่งขันจะต้องปฏิบัติ คือเมื่อดีโพนลาแรกประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง หรือ ๓ ทุ่ม หนังจะเริ่มลงโรงลาที่ ๒ ออกฤษี ลาที่ ๓ หยุดพักเที่ยงคืน ลาที่ ๔ เล่นต่อและลาสุดท้ายจะตีราวๆ ๐๕.๐๐ นาฬิกา เป็นการบอกสัญญาณจะเริ่มการตัดสินของกรรมการ ซึ่งการตัดสินจะใช้จำนวนคนดูเป็นเกณฑ์ โรงไหนคนมากกว่าก็ชนะในตอนนี้เองที่หนังแต่ละคณะต้องเล่นอย่างสุดฝีมือ พยายามเรียกคนดูจากอีกโรงหนึ่งมาให้ได้ ซึ่งเรียกกันว่า "ซะโรง" วิธีการเรียกคนดูในตอนนี้มีเทคนิคต่างๆ กัน เช่น ตลกจนสุดขีดบ้าง สร้างความดื่นเด้นโดยให้ตัวละครสู้รบกันบ้าง แสดงอารมณ์โศกอย่างที่สุดบ้างและบ่อยครั้งที่หนังใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย โดยทำให้หนังฝ่ายตรงข้ามเสียที อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันกันหนังจะถือเคล็ดหรือใช้ใสยศาสตร์ดั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว เช่น จะเลือกที่ตั้งโรงอันเป็นชัยภูมิที่เหนือกว่าหนังอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องกันตัวมิให้ถูกคุณไสยได้ และถ้าทำคุณไสยฝ่ายตรงข้ามได้ก็ทำ การแข่งหนังตะลุงจึงเป็นเรื่องที่สนุกและตื่นเต้นทั้งหนังและคนดู

ที่กล่าวแต่ต้นนี้ เป็นขนบนิยมในการเล่นหนังเพื่อความบันเทิงทั่วๆ ไป แต่หากเล่นประกอบพิธีกรรมจะมีขนบนิยมเพิ่มขึ้นการเล่นเพื่อประกอบพิธีกรรมมี ๒ อย่าง คือ เล่นแก้เหมรยและเล่นในพิธีครอบมือ การเล่นแก้เหมุรยเป็นการเล่นเพื่อบวงสรวงครูหมอหนังหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามพันธะที่บนบานไว้หนังตะลุงที่จะเล่นแก้เหมรยได้ต้องรอบรู้ในพิธีกรรมอย่างดีและผ่านพิธีครอบมือถูกดต้องแล้ว การเล่นแก้เหมรย จะต้องดูฤกษ์ยามให้เหมาะ เจ้าภาพต้องเตรียมเครื่องบวงสรวงไว้ให้ครบถ้วนตามที่บนบานไว้ ขนบนิยมในการเล่นทั่วๆ ไปแบบเดียวกับเล่นเพื่อความบันเทิงแต่เสริมการแก้บนเข้าไปในช่วงออกรูปปรายหน้าบท โดยกล่าวขับร้องเชิญครูหมอหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มารับเครื่องบวงสรวง ยกเรื่องรามเกียรติ์ตอนใดดอนหนึ่งที่พอจะแก้เคล็ดว่าตัดเหมรยได้ขึ้นแสดง เช่น ตอนเจ้าบุตรเจ้าลบเป็นต้น จบแล้วชุมนุมรูปต่างๆ มีฤาษี เจ้าเมือง พระ นางตัวตลก ฯลฯ โดยปักรวมกันหน้าจอเป็นทำนองว่าได้ร่วมรู้เห็นเป็นพยานว่าเจ้าภาพได้แก้เหรมยแล้ว แล้วนายหนังใช้มีดตัดห่อเหมฺรยขว้างออกนอกโรงเรียกว่า "ตัดเหมรย" เป็นเสร็จพิธีส่วนการครอบมือเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อยอมรับนับถือครูหนังแต่ครั้งบุรพกาล ซึ่งเรียกว่า "ครูต้น" มีพระอุณรุทธไชยเถรพระพิราบหน้าทอง ตาหนุ้ย ตาหนักทอง ตาเพชร เป็นต้นโดยเชื่อว่าผู้ผ่านพิธีดังกล่าวคือ หนังที่ได้มอบตนแก่ครูอย่างถูกต้อง เป็นผู้สืบเชื้อสายหนังตะลุงโดยสมบูรณ์ ทั้งยังเชื่อว่าครูจะให้การคุ้มครองและยังความเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการเล่นครอบมือจะเริ่มด้วยการเบิกโรง เช่น บวงสรวงครู ไหว้สัดดีเพื่อขอความสวัสดิมงคล เชื้อ (เชิญ) ครูให้มาเข้าทรง เบิกบายศรีแล้วให้ผู้เข้าพิธีปิดตาเสี่ยงจับรูปเพื่อทำนายอนาคตของหนังการเสี่ยงทายจะนำเอารูปฤๅษี พระ นาง ยักษ์ และเสนามาห่อผ้ารวมกันให้โผล่แต่ไม้ตับรูปแล้วให้ผู้เข้าพิธีเสี่ยงจับเอาตัวเดียวจับได้แล้วนายหนังผู้ประกอบพิธีจะยื่นรูปนั้นให้ผู้เข้าพิธีเชิดออกจอ พิธีนี้จึงได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "พิธียื่นรูป" 

กลอนและลีลากลอน

การเล่นหนังตะลุงคล้ายกับละคร คือ มีบทร้อง บทเจรจาและออกท่าทางประกอบ ผิดกันแต่การออกท่าทางใช้ตัวหนังแทนคนจริงๆ บทกลอนที่หนังตะลุงใช้ร้องส่วนใหญ่นิยมกลอนสดเรียกว่า "มุดโต" โดยใช้กลอนแปดหรือกลอนตลาดเป็นพื้น เว้นแต่ตอนที่ต้องการเน้นท่วงทำนองลีลาให้สอดคล้องกับลักษณะตัวละครและเหตุการณ์ของเรื่องจึงใช้รูปแบบอื่นๆ แทรกเข้ามาเป็นช่วงๆ เช่น ใช้กลอนสี่หรือกลอนสามห้าในตอนชมโฉมตอนบรรยายหรือพรรณนาที่ให้อารมณ์หรรษา คึกคะนอง และตอนที่ให้ตัวละครอาวุโส เช่น บิดามารดา ฤๅษี กล่าวสอนศิษย์หรือบุตรธิดา ใช้กลอนลอดโหม่งในการพรรณนาคร่ำครวญแสดงความทุกข์โศก การเดินทางติดตามด้วยอาลัยรัก ใช้กลอนหกหรือกลบทคำตายในบทโกรธและบทยักษ์เพื่อให้เกิดความขึงขังเอาจริงเอาจัง ใช้กลอนกลบทสะบัดสะบิ้งตอนออกรูปพระอินทร์ใช้กาพย์ฉบัง ๑๖ ตอนออกพระอิศวร ใช้ร่ายโบราณตอนออกฤาษี ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำประพันธ์ประเภทกลบทนั้นนับว่าหนังตะลุงได้ศึกษากันพิเศษ หนังสือที่หนังตะลุงจะเรียนเพื่อเอาเป็นแบบอย่างด้านกาพย์กลอนคือ กลบทสิริวิบุลกิติหรือที่ภาคใต้เรียกว่า "ยศกิต" 

ในด้านการขับร้องกลอนจะมีทำนองร้องต่างๆ หลายทำนอง สำหรับกลอนแปดจะใช้ทำนองสงขลาซึ่งมีลีลาเนิบช้าทำนองหนึ่ง หนังตะลุงทางสงขลานิยมเล่นทำนองนี้ และจะใช้ทำนองสงขลากลาย ซึ่งมีลีลาเร่งเร็วอีกทำนองหนึ่ง ซึ่งนิยมกันในหมู่หนังตะลุงทางนครศรีธรรมราช ส่วนกลอนชนิดอื่นๆ ก็เรียกทำนองตามกลอนหรือคำประพันธ์ชนิดนั้น เช่น ถ้าใช้กลอนลอดโหม่งก็เรียก "ทำนองลอดโหม่ง" เว้นแต่กลอนสี่และกลอนสามห้า ที่นิยมกันมากในหมู่หนังจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเรียกชื่อเฉพาะว่า "ทำนองคอน" หรือ "คำคอน"

แม้หนังตะลุงจะเล่นกลอนมุดโตเป็นพื้น แต่กลอนที่แต่งไว้ก่อนก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะกลอนที่ใช้ว่าในบทหลักๆ เช่น กลอนออกรูปปรายหน้าบท บทเกี้ยวจอ บทตั้งเมืองบทชมธรรมชาติ บทสอนใจ บทสมห้อง (บทสังวาส) กลอนยักษ์ กลอนเทวดา และบทโกรธ เป็นต้น

ด้วยเหตุที่หนังตะลุงมีกลอนหลายรูปแบบ และมีทำนองลีลาการร้องกลอนแตกต่างกัน ทำให้กลอนหนังตะลุงมีเสน่ห์ยิ่งดนตรีที่บรรเลงประกอบการขับกลอนแต่ละอย่างต่างกันไปทั้งลีลาและท่วงทำนองแล้ว ยิ่งเพิ่มความไพเราะและมนต์ขลังยิ่งขึ้น อนึ่ง การร้องกลอนของหนังตะลุงนั้น นายหนังจะขึ้นเสียงให้ได้ระดับเสียงโหม่ง และทอดใยเสียงให้กลมกลืนกับเสียงโหม่งเรียกว่า "เสียงเข้าโหม่ง" ทำให้เสียงไพเราะชวนฟังยิ่งนัก

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง

หนังตะลุงส่วนใหญ่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ สิ่งที่เด่นมากคือเรื่องเมตตามหานิยมอันเป็นวิธีทำให้คนรักและห่วงหวง เรื่องการป้องกัน ทำและแก้คุณไสยต่างๆ การหาฤกษ์ยาม การถือเคล็ดเพื่อความเป็นสิริมงคล ตลอดจนเชื่อเรื่องคาถาอาคมต่างๆ จากความเชื่อเรื่องนี้ นอกจากนายหนังจะศึกษาไสยศาสตร์โดยลำพังตนเองแล้ว สมัยก่อนหนังมักจะมีหมอไสยศาสตร์ไว้ประจำคณะเรียกว่า "หมอกบโรง"

การแสดงออกซึ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ของหนังตะลุงปรากฏให้เห็นทุกขั้นตอนของชีวิตของหนังเองและธรรมเนียมการแสดงเริ่มตั้งแต่ออกจากบ้านเพื่อไปแสดงหนัง หนังจะต้องทำพิธียกเครื่อง  เพื่อความเป็นสิริมงคลเพื่อโอมอ่านคาถาให้มีลาภผลและปัดเป่าเสนียดทั้งหลาย กำราบปิศาจและศัตรู ขณะเดินทางจะงดการดีเครื่อง (ดนตรี) โดยเด็ดขาด เว้นแต่เวลาผ่านศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์จึงดีเพื่อบวงสรวงและขอความมีชัย เมื่อถึงบ้านเจ้าภาพ นายหนังจะกล่าวคาถาทักทายผีสาง เทวดา เมื่อถึงโรงหนังจะเดินเวียนโรงทำพิธีปัดเสนียดกันตัว เอาเครื่องขึ้นทางด้านหน้าของโรง ขึ้นโรงแล้วจะทำพิธีตั้งเครื่องเบิกโรงขอขมา และขอที่ทางจากพระภูมิแม่ธรณี ลงยันต์ที่นั่งปัดเสนียด ถ้าโรงหนังเคยมีหนังคณะอื่นแสดงมาก่อนแล้วจะล้างอาถรรพณ์โดยทำความสะอาดสะบัดเสื่อปูโรง เปลี่ยนหยวกปักรูป เพื่อกันตัวหนัง จะเสกหมากใส่หยวก เหน็บตะเกียง เหน็บบนหลังคาโรงเหนือศีรษะและอาจจึงสายสิญจน์รอบตัวโรง มีการโอมอ่านคาถาบังจักษุกันฝ่ายตรงข้ามทำร้าย ตอนจะเล่นหนัง จะว่าคาถาเรียกพระธรรมใส่ร่างทำให้มีเสน่ห์ ว่าคาถาเรียกคนดู คาถาผูกคน เสกน้ำลายอากาศชุบรูปให้มีวิญญาณเบิกปากเบิกตารูป ว่าคาถาเรียกเสียง คาถาห้าม (คนดู) โลน ถ้าเป็นการเล่นประชันครั้งสำคัญจะต้องกันตัวเป็นพิเศษ และอาจทำคุณไสยแก่ฝ่ายตรงข้าม เช่น ทำให้ฟันเฟื่อน เสียงแหบแห้ง ตลกไม่ออก ตะเกียงหรือดวงไฟม่อยดับหรือขาดอยู่เรื่อยๆ ใช้ผีทำให้มีอาการเป็นไปต่างๆ เช่น อาเจียน ชัก ถ้ารุนแรงก็อาจถึงขั้นอาฆาตเอาชีวิตมีการเสกหนังควาย เสกตะปู เสกเส้นผมคนเสียจริตหรือผมของคนตายไปเข้าท้อง หนังตะลุงที่เชื่อเรื่องคุณไสยมาก ๆนิยมทำรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้บูชากันเภทภัย เวลาไปแสดงที่ไหนก็จะแขวนไว้หัวเสาโรงหรือปักไว้ตรงหัวหยวก

หนังตะลุงได้รับใช้ชีวิตคนภาคใต้มาช้านาน นอกจากเป็นเครื่องให้ความหรรษาแล้ว ยังเป็นสื่อมวลชนชาวบ้านชั้นเยี่ยมสำหรับสังคมในอดีต เพราะหนังตะลุงเดินทางเร่ไปยังที่ต่างๆ ที่เรียกว่า "เดินโรง" พบเห็นอะไรก็มักจะนำมาบรรจุสอดแทรกไว้ในเรื่องที่แสดง เป็นการให้ข่าวสารความรู้ ความเคลื่อนไหวของสังคม และเป็นสติปัญญาให้แก่ชาวบ้านได้อย่างดียิ่ง คนสมัยก่อนจึงยกย่องนายหนังว่าเป็นคนฉลาด เป็นผู้นำส่วนหนึ่งของสังคม ปัจจุบันแม้นันทนาการใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมากมาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ แต่หนังตะลุงก็ยังได้รับความนิยมจากชาวบ้านในระดับสูง และเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของปักษ์ใต้ไปอีกนาน (อุดม หนูทอง

 

รูปฤๅษี ถือเป็นรูปศักดิ์สิทธิ์ ต้องออกก่อนรูปอื่นๆ (โบราณเคยออกลิงหัวค่ำก่อนฤๅษี)

 

 

 

 

 

 

รูปตัวพระ เรียกกันทั่วไปว่า "รูปนุด" จะสมมติซื่อขึ้นตามเรื่อง ที่แสดงเฉพาะคราว บุคลิกของรูปจะสะท้อนลักษณะนิสัยบางประการ รูปที่มีสันจมูกเช่นรูปนี้มักเป็นคนค่อนข้างด้อยปัญญา

 

 

 

หนังตะลุงโบราณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เปรียบเทียบรูปแบบและสีของรูปหนังตะลุง

 

 

 

รูปพญายักษ์ เรียกว่า "ยักษา" รูปทำให้ยกขาหลัง

 

 

 

รูปนางยักษ์ เรียกว่า "ยักษี" รูปทำให้ยกขาหน้า

 

 

 

รูปหนังตะลุงมักสะท้อนวัฒนธรรมการแต่งกายตามสมัยนิยม

 

 

 

ระอิศวร หรือรูปโค เทพแห่งศิลปะหนังตะลุง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปเจ้าเมือง สำหรับ "ตั้งเมือง"

 

 

 

รูปสัดว์สำคัญ มักมีคุณวิเศษเฉพาะตัว

 

 

 

รูปปราสาทและราชรถ

 

 

 

รูป "ปรายหน้าบท" ถือดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนของนายหนัง

 

 

 

 

 

 

รูปบอกเรื่อง เป็นตัวแทนของคณะหนัง

 

 

 

รูปหนังชวา ซึ่งลวดลายผสมกันทั้งการฉลุลาย และการเขียนรายละเอียดของลวดลายทั้ง ๒ ด้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปสัตว์ รูปภูตผี จัดอยู่ในประเภทรูปกาก

 

 

 

ลักษณะของจอหนังและโรงหนังตะลุง

 

 

 

โหม่ง เครื่องดนตรีสอดเสริมจังหวะของหนังตะลุง นายหนังจะต้อง ขับบทให้เสียงกลมกลืนกับโหม่ง หรือ "เสียงเข้าโหม่ง" ถึงจะถือว่าดี

 

 

 

ปี่ เครื่องดนตรีที่มีส่วนสำคัญในการเดินทำนอง

 

 

 

เครื่องดนตรีสากลที่ใช้ประสมกับเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมของคณะหนังตะลุง

 

 

 

บรรยากาศบนโรงหนังก่อนการแสดง

 

 

 

นายหนังกำลังเชิดรูปฤาๅษี หรือ "ออกฤๅษี"

 

 

 

การออกรูปฤาษี เพื่อบูชาพระคุณครู นายหนังจะเชิดรูปฤาษี เดินกลับไปกลับมา ๓ รอบ ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่า "ฤๅษีฉิวปู"

 

 

 

นายหนังกำลังทำพิธีก่อนเชิดรูป

 

 

 

รูปพระอิศวรหรือรูปโค เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ เทพแห่งศิลปะหนังตะลุง

 

 

 

ภาพที่ปรากฏบนจอ มองจากด้านหน้าโรง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังตะลุงขณะกำลังแสดง

 

 

 

แผงหนังตะลุงหรือแผงหนัง สานด้วยไม้ไผ่ใช้สำหรับเก็บรูปหนัง

 

 

 

แผงหนังสำหรับ เก็บรูปหนังตะลุง มักสานเป็นลาย อย่างสวยงาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังตะลุงโรงเล็กนั่งเล่นกับพื้น ทั้งคณะมีนายหนังเพียงคนเดียว ไม่มีลูกคู่เล่นดนตรี (ใช้ดนตรีจากเครื่องเล่นเทป) หนังตะลุงยุคแรกๆ น่าจะมีลักษณะที่คล้ายแบบนี้

 

 

 

โรงหนังตะลุงที่สร้างอย่างถาวร

 

 

 

รูปหนังตะลุง พบที่เกาะสมุย

 

 

 

รูปหนังตะลุง อายุประมาณ ๑๕๐ ปี เป็นแบบเหยียบนาค ที่เก็บ : ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช

 

 

 

ทับ (ใช้ ๑ คู่) เครื่องคุมจังหวะ เป็นดนตรีชิ้นสำคัญที่สุดของหนังตะลุง

 

 

 

โหม่ง เครื่องสอดเสริมจังหวะ และคนขับจะต้องให้เสียงขับ กลมกลืนกับเสียงโหม่ง ที่เรียกว่า "เสียงเข้าโหม่ง" ถ้าเสียงใส กังวานเด่นจนเกือบข่มเสียงโหม่ง เรียกว่า "เสียงลอดโหม่ง"

 

 

 

เครื่องดนตรีหนังตะลุง ประกอบด้วย กลอง ปี่ ทับ โหม่ง และฉิ่ง