ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ไต้

ภาค : ใต้

ไต้

ไต้ คือ ของใช้สำหรับจุดไฟให้สว่างหรือทำเชื้อเพลิงนิยมทำด้วยเปลือกเสม็ด คลุกกับน้ำมันยางแล้วห่อด้วยใบไม้แห้ง เช่น ใบเตย หรือห่อด้วยกาบหมากแห้ง ซึ่งภาษาถิ่นใต้ เรียกว่า "ต้อ" ทำเป็นตุ้นยาวๆ ภาษาถิ่นใต้เรียกลักษณะนามของได้ว่า "ลำ" เรียกส่วนของได้ที่จุดแล้วและเขี่ยให้ร่วงหล่น ลงว่า "ขี้ไต้" เรียกที่สำหรับปักเสียบลำได้ซึ่งมีฐานเป็นรูปกระบะสำหรับรองรับขี้ได้ว่า "ตีนได้" (ดู ตีนได้)

ก่อนที่จะมีตะเกียงน้ำมันเป็นเครื่องตามให้แสงสว่างใช้กันอย่างแพร่หลายปรากฏว่าภาคใต้เป็นแหล่งผลิตได้ส่งเป็นสินค้าออกจำหน่าย ดังปรากฏตามรายงานของพระยาสุขุมนัยวินิตในบาญชีจำนวนสินค้าที่ราษฎรซื้อขายอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๔๔๑) ว่ามีได้ที่ทำจากเมืองนี้ถึง ๒๒๖,๗๔๐ ลำ คิดเป็นเงินทุน ๑,๘๘๕ บาทสูงกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ หลายประเภท เช่น หนังสัตว์ หวาย กุ้งแห้ง เยื่อเคย ปูเค็ม เป็นต้น และได้จากเมืองนครศรีธรรมราชนี้ส่งไปจำหน่ายทั้งหัวเมืองในพระราชอาณาเขตและต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น

ไต้ที่ใช้อยู่ในภาคใต้มีหลายชนิด มีขนาดและวิธีทำต่างกันออกไปบ้าง ที่รู้จักันทั่วไป ได้แก่ ไต้เล็ก ไต้เสือมาย ได้หน้าช้าง และไต้ทอ

ไต้เล็ก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑ นิ้ว และยาวประมาณ ๑๒ นิ้ว หรือไม่เกิน ๑๕ นิ้ว อย่างไรก็ดีแม้จะมีขนาดเล็กก็จริง แต่ก็มีกรรมวิธีทำยุ่งยากกว่าได้ชนิดอื่นๆ คือต้องทำเป็นขั้นตอนเริ่มจากเมื่อดัดใบเตยระหนามแล้วมาลนไฟ และพับให้ยาวตามขนาดของลำได้แล้วก็ตัดออกเป็นท่อนๆ ตามแบบที่ต้องการ เอาใบเตยห่อ ใช้คลุ้มหรือคล้ามัดเป็นเปลาะๆ เปลาะหนึ่งห่างประมาณ ๒ นิ้ว ที่ปลายหางผูกแน่นแบบผูกจุก (เรียกว่าคาดพุง) เมื่อคาดเปลือกได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ก็ใช้น้ำมันยางคลุกกับเปลือกต้นเสม็ดที่ฉีกละเอียด ใช้ไม้ที่เรียกว่า "ไม้จุกได้" ซึ่งมีขนาดโตพอที่จะใส่เข้าไปในเปลือกไต้ได้ ปักให้แข็งติดกับพื้นดินโดยให้เอนเล็กน้อย เอาขี้ชันที่เตรียมไว้จุกเข้าในเปลือกไต้คว่ำครอบลงกับไม้จุกได้กระทุ่้งจนแน่นแล้วจึงจุกหรือัดเข้าไปอีกสลับเรื่อยไปจนเต็มลำได้ ขั้นตอนนี้เรียกว่า "จุกได้" เมื่อจุกได้เสร็จก็มัดรวมกันมัดละ ๕๐ ลำ เพื่อสะดวกในการนับเวลาส่งขาย

ไต้เล็กเป็นสินค้าที่สำคัญที่สุดของชาวนครศรีธรรมราชในสมัยก่อน เพราะมีหลายอำเภอที่ประชาชนทำได้ขายเป็นอาชีพ เช่น อำเภอท่าศาลา อำเภอสิชล และอำเภอขนอมเป็นต้น

ไต้เสือมาย ทำง่ายกว่าได้ชนิดอื่น ใช้วัสดุเพียง ๒ อย่างประกอบกันเป็นไต้เสือมายได้แล้ว กล่าวคือ ใช้น้ำมันยาง ที่เรียกว่า "น้ำมันยางขุ่น" โดยปกติน้ำมันยางมี ๒ ส่วนส่วนหนึ่งเป็นน้ำมันยางใส อีกส่วนหนึ่งเป็นน้ำมันยางข้นเรามักใช้น้ำมันยางใสทาเครื่องจักสาน เช่น กระดัง เข่ง เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้มอดกัดกิน ส่วนน้ำมันที่ข้นหรือที่เหลือกรองไม่ลงถือเป็นกากน้ำมันยาง เรียกว่า "น้ำมันยางขุ่น" น้ำมันชนิดนี้เองที่นำมาใช้ทำไต้เสื่อมายได้

วิธีทำ ใช้ไม้ไผ่ทั้งลำยาวประมาณ ๑ เมตร ถ้าได้ไม้ไผ่โปะยิ่งดี เพราะมีปล้องยาวโดยเว้นข้อหนึ่ง แล้วเอาน้ำมันยางขุ่นใส่จนเต็ม จุดไฟจะมีแสงสว่างใช้ได้ทันที ข้อดีของได้เสื่อมายอยู่ที่ลมพัดไม่ดับ ไม่ต้องเขี่ยขี้ได้เหมือนได้ชนิดอื่น แต่ไม่นิยมจุดใช้ภายในบ้านเรือนเพราะมีเขม่ามากได้เสื่อมาย มีบทบาทสำคัญมากกับชาวสวนสมัยก่อนเพราะชาวสวนใช้ได้เสือมายจุดตามสวนผลไม้ต่าง ๆ เช่นสวนลางสาด หรือสวนเงาะ เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ค้างคาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ค้างคาวแม่ไก่" มาทำลายกัดกินผลไม้ในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ถ้าวัดมีงานประจำปีในคืนเดือนมืด ชาวบ้านก็จะช่วยกันทำได้เสือมายไปให้วัดปักตามทางเข้าวัดเป็นระยะๆเหมือนกับไฟฟ้าในสมัยนี้ เพื่อสะดวกในการเดินทางไปทำบุญและถ้าบ้านใดมีงาน เช่น งานบวช งานแต่งงาน หรืองานศพ ก็จะใช้ไต้เสื่อมายจุดทั่วบริเวณงาน บ้านผู้หลักผู้ใหญ่หรือบ้านเศรษฐีในสมัยก่อน ในเวลากลางคืนก็จะใช้ได้เสือมายจุดตามบริเวณบ้านเพื่อป้องกันขโมย นับว่าได้เสือมายมีความสำคัญต่อชาวภาคใต้อยู่มาก

ไต้หน้าช้าง เป็นไต้ขนาดใหญ่ ลำโตขนาดต้นมะพร้าวความยาวประมาณ ๒-๕ เมตร มักจะนำมาใช้เวลาที่บ้านมีงานกุศล เช่น งานบวชนาค งานแต่งงาน หรืองานที่มีคนมาร่วมมากเป็นพิเศษ เจ้าภาพก็จะจุดได้หน้าช้าง เพื่อให้มีแสงสว่างพอในงาน และถ้าวัดมีงานประจำปีหรืองานบุญใหญ่ๆ ชาวบ้านก็จะช่วยกันทำได้หน้าช้างไปให้วัดเพื่อใช้ในงาน การนำไต้หน้าช้างไปวัดแต่ละครั้ง ต้องหามกันไม่ต่ำกว่า ๘ คน เพราะได้มีน้ำหนักมาก และในการนำได้ไปนี้มีการแห่ร้องรำทำเพลงไปตลอดทางเหมือนกับการแห่เทียนพรรษา

วิธีทำไต้หน้าช้างนั้น ต้องมีกรรมวิธีที่พิเศษกว่าปกติไต้หน้าช้างลำหนึ่งต้องใช้น้ำมันยาง ๒-๓ ปีบ แล้วแต่ขนาดของได้จะยาวหรือสั้น ส่วนผสมของได้ชนิดนี้ก็คือ น้ำมันยาง กับไม้ผุและใบปอจง ปอจงคือพืชยืนต้นชนิดหนึ่ง ที่ชอบขึ้นตามริมเนินหรือควนและชายเขา มีใบกลมใหญ่ขนาดจานข้าวต้นที่สมบูรณ์ดีใบจะโตกว่าจาน ก้านใบยาวใบหนาและมีขนที่หลังใบ ต้นปอจงนอกจากจะใช้ใบทำได้แล้ว เปลือกยังมีประโยชน์อีก กล่าวคือเปลือกที่หนาราว ๓ เซนติเมตร ซึ่งกะเทาะออกจากลำต้นง่าย คนโบราณมักนำไปกั้นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำโรงช้าง (กูบช้าง) ทำกล่องเก็บยากลาย ซึ่งเป็นยาเส้นชนิดหนึ่งที่ปลูกกันในตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมื่อได้ใบปอจงตามความต้องการแล้ว ก็จะนำออกตากแดดจนแห้ง แล้วไปหาไม้ผุชนิดไม้เนื้ออ่อน ผ่าด้วยมีดพร้าเป็นชิ้นบางๆ แล้วผสมกับใบปอจง ใช้น้ำมันยางราดแล้วคนให้ทั่ว ขั้นตอนตรงนี้ภาษาถิ่นใต้เรียกว่า "นวดชัน" เพราะต้องนวดด้วยเท้าเหมือนนวดข้าว เมื่อนวดน้ำมันยางเข้ากับใบปอจงดีแล้ว (ซึ่งตอนนี้เรียกว่า "ชัน" หรือ "ขี้ชัน") ใช้ไม้ไผ่ผากทั้งลำยาวตามขนาดของลำได้ เช่น ลำได้ยาว ๒เมตร ก็ใช้ไม้ไผ่ยาว ๒ เมตร ใช้ไม้ตีหรือใช้ขวานสับให้แตก (เรียกว่าสับเรือก) เมื่อได้ไม้ไผ่ตามที่ต้องการแล้ว ก็นำชันที่เตรียมไว้ห่อด้วยไม้ไผ่เป็นลำได้ ใช้หวายมัดเป็นเปลาะๆเปลาะหนึ่งห่างกันประมาณ ๕ นิ้ว แล้วห่อทับภายนอกด้วยใบเตยอีกครั้ง

เตยเป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ลุ่มที่มีน้ำขังตลอดปี ลำต้นคล้ายต้นอ้อยแต่โตเท่าต้นหมาก ใบคล้ายอ้อยแต่โตกว่า ความกว้างของใบประมาณ ๖ นิ้ว และมีหนามทั้งริมใบ ๒ ข้างตรงกลางใบก็มีหนามคล้ายฟันเลื่อย แต่ละใบยาวประมาณ ๒-๕ เมตร

ก่อนจะนำมาห่อไต้ต้องระหนามออกให้หมดเสียก่อนเมื่อระหนามออกแล้วจึงนำมาลนไฟ (เรียกว่าลนเตย) ทำโดยการก่อไฟกลางพื้นดินไม่ให้แสงไฟมากเกินไป ใช้ไม้ไผ่ลำขนาดเท่ากระบอกไฟฉายยาว ๑ เมตร ผ่าเป็นง่ามตอนปลายไม้ไผ่คีบหางเตยแล้วเอาไปลนไฟ พอใบเตยร้อนก็ใช้ไม้ไผ่หมุนให้ใบเตยม้วนจนตลอดใบ ก็จะได้ใบเตยสำหรับห่อไต้หน้าช้างตามที่ต้องการ

ไต้ทอ หรือ ไต้กระทอ ทำด้วยปล้องไม้ไผ่โตกว่าข้อมือเล็กน้อยยาวประมาณ ๑ ปล้อง ปลายข้างหนึ่งให้มีข้อตันอีกปลายหนึ่งตัดข้อออก เอาน้ำมันยางหรือน้ำมันชัน (สมัยนี้ใช้น้ำมันโซล่าก็มี) ใส่ลงไปในปล้องไม้ไผ่จนเกือบเต็ม แล้วเอาเศษผ้า เปลือกเสม็ดหรือกาบมะพร้าวยุ่ย อุดปากกระบอกไว้เมื่อจะใช้ให้คว่ำปากกระบอกเทน้ำมันให้เปียกชุ่มสิ่งที่อุดปากกระบอกนั้นแล้วจุดไฟ เมื่อไฟจวนจะมอดก็คว่ำกระบอกเทน้ำมันลงอีก ทำเช่นนี้เร่อยๆ จะใช้ตามได้นานจนกว่าน้ำมันในกระบอกจะหมด (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, สุชาติ ทรัพย์สิน, สมพงษ์ นาควิเชียร, อุดม หนูทอง)

ดูเพิ่มเติมที่ : ตีนไต้