ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ตั้งศาลพระภูมิ

ภาค : ใต้

ตั้งศาลพระภูมิ

พระภูมิ เป็นเทพารักษ์เคหสถานและสถานที่ต่างๆ มีท้าวกรุงพลีเป็นหัวหน้า มีบริวาร ๙ องค์ เช่น พระชัยกษัตริย์รักษาที่นา พระธรรมโหรารักษาที่สวน พระเทเพนรักษาวัวควายและพระชัยมงคลรักษาที่บ้าน เป็นต้น พระภูมิและพวกบริวารได้รับการยอมรับนับถือจากชาวบ้าน มีการตั้งศาลขึ้นเป็นที่อาศัยสำหรับบวงสรวงบูชา

สถานที่ตั้งศาลจะเลือกที่สะอาด ไม่ชื้นแฉะ ไม่อยู่ใกล้ครัวหุงต้ม และที่สำคัญคือที่ตั้งศาลพระภูมิจะให้เงาศาลพระภูมิทับเรือนหรือเงาเรือนทับศาลพระภูมิไม่ได้เป็นอันขาด ทิศที่ตั้งศาลต้องอยู่ทางทิศอีสาน บูรพา หรืออาคเนย์ของบ้าน จะตั้งไว้ในทิศอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมานี้ไม่ได้

เนื่องจากศาลพระภูมิเป็นที่สถิตดของพระภูมิซึ่งถือเป็น

สิ่งเคารพบูชาจึงต้องทำให้เป็นที่ตั้งของความเลื่อมใส โดยทำให้มีความประณีต มีเครื่องประดับพอสมควร ได้แก่ แจกันสำหรับปักดอกไม้ ๑ คู่ เชิงเทียน ๑ คู่ กระถางธูป ๑ ใบ ผ้าเหลืองผูกเจว็ด ๑ ผืน ผ้าห้อยหน้าศาล ๑ ผืน ม่านประดับศาลตามประตูและหน้าต่างใช้สีชมพูหรือสีตามวันเกิดของเจ้าของบ้านได้ก็ยิ่งดี ตุ๊กตาชาย ๑ คู่ ตุ๊กตาหญิง ๑ คู่ ตุ๊กตาช้างและม้าอย่างละ ๑ คู่ ละคร (ตุ๊กตา) ๒ โรง เครื่องประดับต่างๆ นี้จัดวางให้สวยงามและเหมาะสมเรียบร้อย พื้นบริเวณจัดให้สะอาดเว้นทางเดินเข้าออกพอเหมาะสม

ในการตั้งศาลพระภูมิต้องหาวันเวลาประกอบพิธียกศาลพระภูมิให้ถูกต้องตามตำรา หากทำไม่ถูกต้องอาจเกิดเป็นดาบสองคมขึ้นมาได้ วันที่ทางโหราศาสตร์กำหนดไว้เกี่ยวกัการทำพิธียกศาลพระภูมิมีดังนี้ เดือนอ้าย เดือน ๕ เดือน ๙ ห้ามยกศาลพระภูมิ ในวันพฤหัสบดีและในวันเสาร์ เดือนยี่ เดือน ๖ เดือน ๑๐ ห้ามยกศาลพระภูมิในวันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๕ เดือน ๘ เดือน ๑๒ ห้ามยกศาลพระภูมิในวันอังคารอนึ่ง ตามตำราพรหมชาติมีนอกเหนือไปจากที่กล่าวมานี้อีก คือเดือน ๔ เดือน ๘ เดือน ๑๒ ห้ามยกศาลพระภูมิในวันจันทร์ เดือน ๓ เดือน ๗ เดือน ๑๑ ห้ามยกศาลพระภูมิในวันอังคาร สำหรับตำราที่ชาวบ้านใช้กัน เลือกวันยกศาลพระภูมิเหมือนวันที่ทำการมงคลทั่วไป

วันที่ใช้เพื่อยกศาลพระภูมิ เมื่อปลอดจากวันที่ห้ามดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ต้องดูดิถีที่เป็นมงคลสำหรับยกศาลด้วยตามแบบสากลที่นิยมกันในทางโหราศาสตร์ จะเลือกดิถีดังนี้ ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๑ ค่ำ จะเป็นข้างขึ้นหรือดิถีแรมก็ได้

สำหรับวันที่ใช้ตั้งศาลพระภูมิตามตำราภาษาศาสตร์และนามานุกรม กล่าวไว้ว่า วันจันทร์ตั้งศาลพระภูมิบ่าวสาว วันอังคารตั้งศาลพระภูมิหอรบค่ายประตู วันพุธวันพฤหัสบดีตั้งศาลพระภูมิบ้าน วันศุกร์ตั้งศาลพระภูมินา วันเสาร์ตั้งศาลพระภูมิทวาร สำหรับวันที่ใช้ตั้งศาลพระภูมิในตำราพรหมชาติกล่าวว่า วันพุธ วันพฤหัสบดีตั้งศาลพระภูมิ วันพฤหัสบดีตั้งศาลบ้านเรือน วันศุกร์ตั้งศาลสวน นา วัด วันอาทิตย์ วันพฤหัสบดีวันอังคารตั้งศาลประตูหอรบ วันเสาร์ตั้งศาลบันได วันจันทร์วันพุธ ตั้งศาลเรือนหอโรงพิธีบ่าวสาว

นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงฤกษ์ ซึ่งกำหนดฤกษ์ตามวันที่ทำงานมงคลทั่วไป แต่จากดำราภาษาศาสตร์และนามานุกรมกำหนดไว้ดังนี้ ฤกษ์ที่ ๔, ๑๓, ๒๒ ซึ่งเรียกกันว่า "ภูมิปาโลฤกษ์" ฤกษ์นอกจากนั้นตั้งศาลพระภูมิไม่ได้

ก่อนที่จะตั้งศาลพระภูมิ ต้องเตรียมการไว้ให้เรียบร้อยก่อน กล่าวคือหาศาลพระภูมิที่เหมาะสมและสวยงามมา ๑ ศาล เตรียมเจว็ดไว้ ๑ องค์ เจว็ดนั้นก็คือรูปพระภูมิเจ้าที่นั่นเองเป็นรูปเทวา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือสมุด แต่ปัจจุบันนิยมมือซ้ายถือถุงเงิน ศาลพระภูมิที่จะยกขึ้นนั้นตามประเพณีนิยมกำหนดให้สูงเพียงตาหรือเลยตาขึ้นไปเล็กน้อย

เมื่อถึงวันจะประกอบพิธียกศาลพระภูมิ ให้เตรียมเครื่องกระยาบวช มีหัวหมู บายศรีปากชาม มะพร้าวอ่อน กล้วย ขนมต้มขาว ขนมด้มแดง และสิ่งอื่นใดนอกจากนี้สุด แต่โหราจารย์ผู้ประกอบพิธีนั้นกำหนดให้ บุคคลผู้ชึ่งจะประกอบพิธียกศาลพระภูมิหรือโหราจารย์ที่เชิญมานั้นต้องนุ่งขาวห่มขาว เจ้าของบ้านจะต้องเตรียมผ้าคู่ไว้ให้ผู้ประกอบพิธี ๑ คู่ ธรรมเนียมพิธีตั้งศาลพระภูมิมีดังนี้

เครื่องสังเวย การเตรียมเครื่องในการตั้งศาลพระภูมินั้นคือโต๊ะสำหรับวางเครื่องสังเวย ๑ โต๊ะ ขนาดพอวางเครื่องสังเวยได้หมด เก้าอี้ ๑ ตัว สำหรับตั้งหน้าโต๊ะเพื่อให้พระภูมินั่งร่มกระดาษ ๑ คัน กางบังแสงพระอาทิตย์อย่าให้แสงพระอาทิตย์ถูกเก้าอี้ พานสำหรับวางเจว็ด ๑ พาน เงินบูชาครู ๖ บาท ธูปเทียนประจำทิศอย่างละ ๓ เล่ม เทียนขี้ผึ้งแท้หนัก ๑ บาท ใช้ไส้ ๑๓ เส้นด้าย ๓ เล่ม เส้นด้ายสำหรับจุดบูชาเทียน น้ำมนต์หนัก ๔ บาท ๑ เล่ม ดอกไม้สีเหลือง ๕ ดอก ข้าวตอก ถั่วงาคั่ว ถั่วทองดิบ งาดิบ อย่างละ ๑ กระทง กระแจะ น้ำมันหอม บายศรีปากชามมีไข่ที่ยอด ๑ ฟอง ล้อมรอบอีก ๓ ฟองกล้วยน้ำว้า ๑ หวี มะพร้าวอ่อน ๑ ผล ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ฟักทองแกงบวด ข้าวรำ ๘ ก้อน เป็ด ๑ ตัว ไก่ ๑ ตัว หัวหมู ๑ หัว ปูทะเลต้ม ๑ ตัว ปลาย ๑ ตัว อ้อยควั่น ๑ จาน เนยและนม ๑ ถ้วย น้ำชา ๑ ถ้วย หมากพลูบุหรี่ ๑ พาน ผ้าขาว ๒ ผืน สำหรับผู้ประกอบพิธีหรือโหราจารย์ที่เชิญมาตั้งศาลพระภูมินั้นนุ่ง ๑ ผืน ห่มสไบเฉียง ๑ ผืน สิ่งของเหล่านี้จะต้องเตรียมไว้ให้พร้อมที่จะทำการยกศาลพระกูมิ

ครั้นได้เวลาหรือฤกษ์ที่จะประกอบพิธีแล้ว ให้เอาโต๊ะมาตั้งที่หน้าศาลห่างพอสมควร หาผ้าทอที่สวยงามปูลงบนโต๊ะแล้วนำเครื่องสังเวยตั้ง จัดให้เป็นระเบียบดูงามตา แล้วเชิญเจร็ดกับเงินบูชาวางลงในพาน เชิญขึ้นวางบนโต๊ะให้เรียบร้อยต่อไปเป็นหน้าที่ของคนผู้ประกอบพิธีหรือโหราจารย์ที่เชิญมานั้นเป็นผู้ประกอบพิธีต่อไป ถ้าไม่มีบุคคลใดหรือไม่มีโหราจารย์มาประกอบพิธีให้ เนื่องจากหาไม่ได้ด้วยกรณีใดก็ตาม เจ้าของบ้านจะจัดทำเองก็ได้ เริ่มด้วยการจุดธูปเทียนที่ขันน้ำมนต์ตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยชุมนุมเทวดาแล้วเขียนชื่อพระภูมิที่ต้องการด้วยอักษรไทยก็ได้ เช่น จะตั้งศาลพระภูมิบ้านก็เขียนว่า พระชัยมงคลภูมิลงที่ศาลพระภูมินั้น แล้วเอาแป้งน้ำหอมเจิ่มเจว็ด พร้อมกับว่าคาถาเจิมแป้งกำกับไปด้วยดังนี้ "เอหิเอหิ ภันเต ชะยะ มังคะละ (ชะยะมังคะละ ต้องเปลี่ยนตามชื่อพระภูมิที่เจิมแป้ง) เทวาชะ ยะสิทธิ อาคัจฉาหิ" (ว่า ๓ ครั้ง)

ตามตำราที่ชาวบ้านใช้กัน คาถาเจิมแป้งเจว็ดว่าดังนี้"เอหิชัยยะมังคัล ภูมิเทวา ชัยยะสิทธิ อาคันตะวา" เจว็ดต้องลงอักขระผูกด้วย "พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา"

เมื่อกล่าวคาถาจบลงแล้วให้ยกเจว็ดขึ้น และหันหน้าเจว็ดไปทางศาล แล้วเดินเวียนขวารอบศาล ๓ รอบ พร้อมกับบริกรรมคาถาเรื่อยไปจนครบ ๓ รอบดังต่อไปนี้ "โอมพระภูมิเทวา พระธรณีกรุงพาลี ตัมเปยยะ ปริจาคโต เอหิสุขะสัมปัติ สัพพะทา" เดินบริกรรมเรื่อยไปจนครบ ๓ รอบ เมื่อบริกรรมคาถาเดินเวียน ๓ รอบแล้ว ก็ให้เชิญเจว็ดขึ้นไว้บนศาล พร้อมด้วยว่าคาถาว่า "สิโรเม พระภูมิ เทวัง สะระณัง คัจฉามิ ติฎฐังวา นิสันนัง วาสะยานัง วาทิวา วารัตตัง วาปัตตะ" แล้วก็วางพระภูมิไว้ตรงกลางในศาล แล้วว่าคาถานมัสการว่า "วันทิตตะวา ชะยะชะยะมังคะละภูมิ สิทธิมะหิมา สิทธิกัมมัง สิทธิวาจา" เมื่อกล่าวคาถานี้แล้ว จึงกล่าวโองการอัญเชิญพระภูมิว่า "ข้าแต่พระภูมิเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถวายอภิวาท ขอยอกรขึ้นเหนือเศียร ขออัญเชิญพระภูมิอารักขะเทวดาที่อยู่รักษาเขต ธรณีสถานบัดนี้ ท่านเจ้าบ้านได้จัดตั้งศาลขึ้น ณ สถานที่นี้ จึงขออัญเชิญท่านผู้มีหน้าที่รักษา จงมาสถิตประดิษฐานอยู่ ณ ศาลนี้ ภุมมะเทวะตา อารักขะเทวะตาสะทาอัมเหอนุรักขันตุ จงมาปกครองป้องกันเคหสถาน โดยท่านเจ้าของบ้านผู้มีใจภักดี จัดตั้งเครื่องพลีภักษาหารสังเวยน้อมนำถวายพร้อมด้วยเครื่องสุคนธ์อันมีกลิ่นหอมฟุ้งขจรตลบไป ขอให้พระภูมิชัยยะมงคล ซึ่งเป็นโอรสแห่งพระเจ้ากรุงพาลี ซึ่งท้าวเธอได้มีพระบัญชา ประทานให้มาปกปักรักษาสถานที่นี้จงได้กำจัดภูตผีปีศาจสัตว์ร้าย เปรต อสุรกายทั้งมนุษย์ทั้งหลายที่มีน้ำใจหยาบคายร้ายกาจ ทั้งพฤกษาชาติเครือเถาลดาวัลย์ที่ล้วนเป็นจัญไรล้วนอุบาทว์ ขอให้พระองค์ขับออกไปเสียให้ห่างไกลจากเขตนี้ ตลอดจนสรรพภัยต่างๆ มีราชภัย อัคคีภัย โจรภัย เป็นต้น และสรรพทุกข์โศกโรคภัยพยาธิทั้งหลาย ขอให้พระองค์ทรงกำจัดเสียให้ห่างไกลอย่าให้มีมาพ้องพาน ตลอดจนสายอสุนีบาตสายฟ้า ก็อย่าให้ต้องประสบ ขอสรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคล อัฏฐวิบูลย์ผล จงสำเร็จแก่ท่านเจ้าของบ้านนี้ สิทธมัตถุ สิทธมัตถุ อิทัง ผลัง ขอพระพรชัยที่ข้าพเจ้าได้กล่าวนี้จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ขอความสุข ความเจริญ จงมีแด่ท่านเจ้าของบ้านตลอดกาลนาน เทอญ" แล้วว่าคาถาปัดอุบาทว์ว่า "ยัสสานุสสะระเณนาปิ อันตะลิกเขปิปาณิโน ปติฏฐะมะธิคัจฉันติ ภูมิยังวิยะ สัพพะทาสัพพู ปัททะวะชาลัมหา ยักขะโจราทิสัมภะวาคะณะนานะจพมุตตานัง ปริตตันตัมภะณามะเส" โดยว่า ๓ จบ จากนั้นผู้ประกอบพิธีออกมาที่โต๊ะเครื่องสังเวย เฉือนเนื้อหมู เป็ด ไก่ ปลายำ ที่จัดมานั้นออกเป็นชิ้นอย่างละเล็กละน้อย แล้วจุดธูปเทียนปักบนโต๊ะเครื่องสังเวยกล่าวคาถาสังเวยว่า "กุมมัสสะมิง ทิสา ภาเค สันติ ภุมมา มหิตทธิกา เตปิ อัมเห อนุรักขันตุ อาโรคะ เยนะ สุเขนะ จะสู ปะโภชะนะ สัมปันนัง ปริภุญชันตุ ชะยะมังคะละเทวะตา สัพพะโทสัง ขะมัน ตุเมฯ"

ตอนนี้ตำราที่ชาวบ้านใช้กันว่าดังนี้ "นะโมเม ชะยะมังคะลัง ภูมิเทวานัง สักการะ วันทะนัง สูปะพะยันชะนะสัมปันนัง โภชะนานัง สาลีนัง สะปะริวารัง อุทะกังวะรัง อาคัจฉันตุ ปริกุญชันตุ สัพพะทาติ หิตายะ สันติอุเทวานัง เดปิตุมเห อะนุรักขันตุอะโรคะเยนะ สุเขนะจะ พุทธัสสะปูชา ธัมมัสสะปูชา สังฆัสสะปูชาปะติ ปะติปูชายะ"

ครั้นกล่าวคาถาสังเวยนี้จบลงแล้ว จะโปรยข้าวตอก ดอกไม้บูชาแล้วนำของที่เฉือนไว้อย่างละเล็กละน้อย พร้อมกับสิ่งอื่นจัดใส่ลงในใบตอง วางเรียงรายตามธูปเทียน จุดบูชาไว้ทั้ง ๘ ทิศ ต่อจากนั้นกล่าวคำขอพรชัยต่อไป ตอนนี้ตำราที่ชาวบ้านใช้กันมีการแจกบัตร (แจกอาหารไปตามทิศ) พร้อมกันนี้ผู้ประกอบพิธีกรรมก็ว่าคาถาพร้อมกับที่ใช้ให้คนนำของในใบตองไปวางประจำทิศไปด้วยดังนี้

"บูระพา อาคะเฌ อิมัสสะมิง ทิสาพาเค สันติภูตา มะหิตธิกาเต ปิตุมเหอะนุรักขันตุ อะโรคะเยนะสุเขนะจะ สัพพะเพียร ชะนะสัมปันนัง ปริภุญชันตุ จะมาหาภูตา

ทักษิณ หรดี อิมัสสะมิง ทิสาพาเค สันติเทวา มะหิต ธิกาเต ปิตุมเหอะนุรักขันตุ อะโรคะเยนะสุเขนะจะ สัพพะเพียร ชะนะสัมปันนัง ปริภุญชันตุ จะมะหาเทวา

ปัจฉิม พายัพ อิมัสสะมิง ทิสาพาเค สันตินาคา มะหิตธิกาเต ปิตุมเห อะนุรักขันตุ อะโรคะเย นะสุเขนะจะ สัพพะเพียร ชะนะสัมปันนัง ปริกุญชันตุ จะมะหานาคา

อุดร อิสาน อิมัสสะมิง ทิสาพาเค สันติยักขา มะหิตธิกาเต ปิตุมเห อะนุรักขันตุ อะไรคะเย นะสุเขนะจะ สัพพะเพียร ชะนะสัมปันนัง ปริภุญชันตุ จะมะหายักขา"

ต่อไปก็เป็นการขอพรต่อพระภูมิว่า "อุกาสะขอเดชะพระภูมิเทวาที่ข้าได้เชิญมา ณ สถานที่นี้ ขอจงบันดาลให้เจ้าของบ้านนี้ (ออกชื่อเจ้าของบ้านทั้งสามีและภรรยา) ให้วัฒนาสถาพรให้มั่งมีเงินทองแก้วแหวน ผ้าผ่อน เครื่องประดับไหลมาอยู่เนืองๆ มิได้ขาด สรรพสิ่งเครื่องอุปโภคบริโภคทุกอย่างจงเจริญอย่ารู้เลือน อย่ารู้ขาด ขอให้มีอายุยืน มีข้าทาสบริวารพร้อมด้วยบุตรหลาน ให้มีผู้นิยมสรรเสริญมีความเจริญรุ่งเรือง โสตถิ เดโหตุสัพพะทา"

เมื่อกล่าวคำขอพระพรชัยจบแล้ว ตักน้ำมนต์ใส่ภาชนะเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ เอาแป้งหอมละลายลงเล็กน้อยสำหรับใช้เจิมของต่างๆ เอาน้ำมันหอมหยดลงไป ๒-๓ หยด แล้วเอาพรมเจ้าของบ้านและบริเวณบ้าน หว่านถั่วงาไปตามบริเวณนั้นๆแล้วเชิญเจ้าของบ้านมาจุดธูปเทียนเพื่อจะบูชาพระภูมิอธิษฐานตามความต้องการ เมื่อเจ้าของบ้านบูชาเสร็จแล้ว เอาแป้งที่ละลายด้วยน้ำมันหอมเพื่อจะเจิมนั้นมาเอานิ้วชี้ลงคนพร้อมกับว่าคาถานี้ "ยัง ยัง เทวะ มนุสสานัง มังคะลัตถายะ ภาสิตัง ตัสสะดัสสา นุภาเวนะ สุขีโหตุนิรันตะรัง" (ว่า ๓ จบ) เสร็จแล้วเจิมที่ฝ่ามือขวา พร้อมกับภาวนาว่า "สิทธิกิจจัง" เจิ่มฝ่ามือซ้ายว่า "สิทธิกัมมัง" เจิมหน้าผากว่า "สิทธิลาโภ" แล้วหยิบเงินที่บูชาพระภูมิวางที่ฝ่ามือของเจ้าของบ้านพร้อมกับกล่าวคาถาว่า "สิทธิลาโภมหาลาโภ ภะวันตุเต"

เมื่อประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิตามที่สำคัญตั้งเครื่องสังเวยนั้นไว้ตามสมควรแล้ว ก็ทำพิธีลาเครื่องสังเวยคาถาลาเครื่องสังเวยนั้นดังนี้ "ชะยันธุโภนโต อิธะ อิทานิ สิระสา เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะขันติ สัจจะอะธิฎ ฐานะเมตตา อุเปกขา ปะรามี สัมปันนา ยุทธาทิสาวิทิสาสุ อะเสสะโต"

เมื่อตั้งศาลพระภูมิขึ้นในเคหสถานบ้านใดแล้ว ท่านถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นผู้เป็นเจ้าของบ้านจึงต้องปฏิบัติบำรุงรักษาและระลึกถึงอยู่เสมอ อย่างน้อยที่สุดวันหนึ่งๆควรจะได้มีดอกไม้ธูปเทียนหรือพวงมาลัยถวายทุกคำคืน เมื่อถวายดอกไม้ธูปเทียนให้กล่าวคำดังนี้ "อิมินาสักกาเรนะ ชะยะมังคะละ ภุมมัสสะ อภิปูชะยามิ"

เมื่อได้ทำการสักการะพระภูมิตามที่กล่าวมานี้แล้ว ก่อนที่จะหลับนอนทุกคืนควรที่จะได้ระลึกถึงพระภูมิเจ้าที่ตามเวลาอันสมควร เพื่อเป็นการบูชาอีกชั้นหนึ่งท่านให้ว่าคาถาบูชาระลึกถึงพระภูมิไว้ดังนี้ "ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนดิ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโย (น่าจะเป็น โต-ผู้เขียน) รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุดโต จะปาปังกิญจิ นะปัสสะติ เอวะมาทิคุณเปตัง ปะริตตันดัมภะณามะเห"

นอกจากนี้เมื่อครบเดือนครบปีแล้ว เจ้าของบ้านควรจะจัดให้มีการเช่นสรวงตามกำลังความสามารถ จะจัดให้เต็มที่เหมือนเมื่อยกศาลใหม่ หรือจะจัดให้น้อยลงไปบ้างก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร

อนึ่ง ในการบูชาพระภูมิต้องบูชาทางทิศปลายตีน (เหนือ) จะเป็นมงคลยิ่งนัก และถ้าบูชาทางหัวนอน ท่านจะแช่งด่าและจะไม่รับเครื่องสังเวย ทิศที่พระภูมินอน คือ

วันอาทิตย์             หัวไปทางบูรพา เท้าไปประจิม 

วันจันทร์               หัวไปทางทิศอาคเนย์ เท้าไปทางพายัพ 

วันอังคาร              หัวไปทางทิศทักษิณ เท้าไปทางทิศอุดร

วันพุธ                  หัวไปทางทิศหรดี เท้าไปทางอีสาน

วันพฤหัสบดี          หัวไปประจิม เท้าไปทางบูรพา

วันศุกร์                 หัวไปพายัพ เท้าไปอาคเนย์

วันเสาร์                หัวไปทางอุดร เท้าไปทางทักษิณ

เมื่อจะบูชาสิ่งของ ท่านให้นำไปวางทางปลายเท้าของพระภูมิและให้เรียกคนใช้ทั้ง ๓ ของพระภูมิ คือ นายจัน นายจันทิศ นายอาจเสน โดยที่มอบให้คนใช้นำไปบูชาพระภูมิเครื่องที่บูชาพระภูมิมีความผิดแผกแตกต่างกันไปตามเดือนจึงจะถูกต้องเกิดมงคล คือ "เดือน ๔ เดือน ๖ คำกล่าวหยิบยก เจ้ากรุงพาลีนั้นหนา เป็นยักษ์รู้ความ จงหาเนื้อพล่าปลายำนำมา อีกทั้งหาผ้าสีแดงใช้ปู ปลูกศาลเพียงปาก ข้าวเหล้าของฝาก เจ็ดกระบอกพึ่งรู้ อีกเทียนเก้าเล่ม ตามแบบของครู เจ้ากรุงรอบรู้ จักสวัสดีถ้วน

เดือน ๗ เดือน ๘ รู้กันให้แซด เจ้ากรุงเลิศล้นเป็นพราหมณ์งามโฉม เครื่องสังเวยควร พ้นเนื้อสัตว์มวลมากด้วยเด่นศรี ใช้ผ้าขาวปู จงได้รอบรู้ จึงเพิ่มคุณมี หากว่าผิดไป ให้ผลไม่ดี จักเกิดอัปรีย์ ตกต้องต่อตนเดือน ๙ เดือน ๑๐ เรื่องราวยกหยิบ รู้ตามเล่ห์กลทรงเป็นราชสีห์ มีศักดิ์เลิศล้น เนื้อพล่าจงยล พร้อมด้วยปลายำ ผ้าเหลืองปูศาล เกิดลาภไพศาล สุขสราญยิ่งล้ำ ตัดทุกข์หมดโศกพ้นโรคระกำ จงแจ้งเจนจำ ตามคำชี้แจง

เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ จงทราบเรื่องผ่อง คนเก่าเขาแสดง เจ้ากรุงเป็นช้าง ข้ออ้างกล่าวแจ้ง จงรู้อย่าแผลง พาพลาดผิดไป หญ้าแพรก หญ้าปล้อง เจ็ดยอดสิ่งต้อง เนื้อสัตว์ทิ้งไกล ผ้าดำ ปูศาล เด่นสะคราญยิ่งใหญ่ จงรู้แจ้งนัย ข้อบ่งตรงความ เดือนอ้ายเดือนยี่ จงรู้คดีคนเก่าแจ้งความ ทรงเป็นนาคราชประกาศต่อตาม พ้นทุกข์ทุกยาม มั่นแม่นเลื่องลือ เนื้อพล่าปลายำเป็นสิ่งเลิศล้ำ ศาลแค่สะดือ จงทำตามนี้ มีเกียรติระบือ สินทรัพย์นั้นหรือ จะตกต้องตน

เดือน ๓ เดือน ๔ จงทราบเรื่องมี เจ้ากรุงเปลี่ยนเพศ เป็นครุฑ ความชี้ เนื้อพล่าเร็วรี่ ปลายำมากมีเอามาบูชา จักเกิดมงคล มากแท้ด้วยผล สุขล้นเหลือคณา ทำใดได้มวลล้วนเกษมเปรมอุรา โทษร้ายหนีหน้า พาลาภสู่ตน"

เมื่อได้ถวายเครื่องเช่นสังเวยพระภูมิแล้ว เมื่อจะนำออกให้กล่าวคำลาเครื่องเซ่นสังเวย ดังนี้ "เสสังมัง คะลัง ยาจามิ" คำลาเครื่องสังเวยนี้จะเห็นว่ามี ๒ แห่งเท่าที่กล่าวมาแล้ว ให้พึงเข้าใจว่าคาถาบทความที่มีความยาวที่กล่าวมาก่อนนี้ใช้สำหรับผู้ที่ทำการประกอบพิธีกรรม บทสั้นใช้สำหรับเป็นกิจประจำของเจ้าของบ้าน 

(สนิท พลเดช)

 


ตั้งศาลพระภูมิ

 


ตั้งศาลพระภูมิ

ดูเพิ่มเติมที่ : พระภูมิ , ไหว้เจ้าที่