ตรัง, จังหวัด
ประวัติความเป็นมา
ตรัง เป็นหัวเมืองชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ประวัติความเป็นมาก่อนหน้านี้จึงไม่ชัดเจน แต่ก็สามารถกล่าวถึงความเป็นมาอย่างกว้างๆ ได้ในระดับหนึ่ง ในที่นี้จะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ปรากฏจากหลักฐานทางโบราณคดีส่วนของตำนานและส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์
หลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับผู้คนและวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ ศ.ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะขุดค้นที่ ถ้ำซาไก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เพิงผาลาคนแก่ ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ ๒ บ้านควนไม้ดำ ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นการสำรวจและขุดค้นโดยนักโบราณคดีเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ พร้อมกับการศึกษาข้อมูลทางมานุษยวิทยา กลุ่มนักพฤกษศาสตร์ นักเภสัชวิทยา และนักโภชนาการ พบว่า ในชั้นวัฒนธรรมที่ ๑ ซึ่งมีอายุประมาณ ๙,๒๘๐±๑๘๐ ปี หรือ ๔,๐๒๐±๓๖๐ ปีมาแล้ว จัดอยู่ในช่วงก่อนหินใหม่ (Pre-Neolithic) ของยุคโฮโลซีนตอนต้น (Early Holocene) ในชั้นวัฒนธรรมนี้ พบเทคนิควิธีการกะเทาะเครื่องมือหินด้วยค้อนหิน ผลจากการวิเคราะห์โครงกระดูกสัตว์พบว่าสัตว์ต่างๆ ที่คนยุคนี้ล่าได้โดยใช้อาวุธไม้ เช่น ที่ดักจับสัตว์ ธนู หรือหน้าไม้ หรือไม้ซางเช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยซาไกที่เคยอาศัยอยู่ในถ้ำนี้และบริเวณใกล้เคียง มีการนำเปลือกหอยชนิดหายากมาทำเครื่องประดับ รู้จักใช้ไฟเพื่อการหุงต้มอาหารหรือใช้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย มีการใช้พื้นที่ของถ้ำเป็นแหล่งกะเทาะเครื่องมือหิน ส่วนชั้นวัฒนธรรมที่ ๒ มีอายุประมาณ ๔,๗๗o±๑๙๐ ปี หรือ ๗,๘๖๙±๒๘๐ ปี หรือ ๗,๖๒๐±๑๖๐ ปี อยู่ในช่วงยุคหินใหม่ (Neolithic) ของโฮโลซีนตอนกลาง (Middle Holocene) ผลการวิเคราะห์โครงกระดูก พบว่าการฝังศพของโครงกระดูกในชั้นนี้เป็นการฝังศพครั้งแรก (Primary Burial) มีร่องรอยการทำพิธีกรรมฝังศพโดยใส่หรือวางเครื่องมือเครื่องใช้ลงไปบนศพ ผลการวิเคราะห์เครื่องมือขวานหินขัดที่พบร่วมกับโครงกระดูกในชั้นวัฒนธรรมนี้มีร่องรอยการขัดฝนหรือลับเพื่อให้มีความคมหลังจากใช้งานไปแล้ว การวิเคราะห์เครื่องปั้นดินเผาที่ร่วมกับกระดูกพบร่องรอยการใส่อาหารเช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ และเมล็ดข้าวที่ใช้ในพิธีกรรมฝังศพ พบว่ามีการนำเอาเปลือกหอยมาฝนเป็นแผ่นบางเพื่อทำเป็นลูกปัด ส่วนการทำมาหากินพบว่ามีการล่าสัตว์เล็ก โดยใช้เครื่องมือดักจับสัตว์เช่นเดียวกับที่ชนกลุ่มน้อยชาไกในปัจจุบันใช้กันอยู่มีการจับหรืองมหอยจากแม่น้ำลำธารหรือหนองบึง การล่าสัตว์ใหญ่มีน้อยหรือเกือบไม่มี พบหลักฐานการใช้หิน ๓ ก้อนมาวางทำก้อนเส้า สำหรับรองรับภาชนะดินเผาสำหรับหุงต้ม พบคติการแบ่งพื้นที่ในถ้ำเพื่อใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วนคือ นิยมฝังศพบริเวณปากถ้ำ ส่วนที่อยู่อาศัยมักเป็นบริเวณก้นถ้ำ หรือส่วนที่ลึกสุดของเพิงผา พบภาชนะดินเผารูปแบบก้นตัดเรียบตรงปากผายออก มีลายเชือกทาบใช้อุณหภูมิในการเผาไม่เกิน ๘๐๐ องศาเซลเซียส พบจักรหินสีเขียวที่เด่นคือ ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกพบว่ามีร่องรอยการสมานกระดูกโดยวิธีการรักษาที่ค่อนข้างดี แสดงถึงภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญซึ่งชั้นดินในการรักษาอย่างถูกต้อง ชั้นวัฒนธรรมที่ ๓ มีความลึกจากผิวดินประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร เป็นที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยซาไก เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่ผ่านมา หลักฐานที่ได้จากการขุดค้นในชั้นวัฒนธรรมนี้ ส่วนใหญ่สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งของที่ชนกลุ่มน้อยซาไกในปัจจุบันยังใช้กันอยู่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ได้มาอาศัยที่ถ้ำซาไกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานมาแล้ว อย่างน้อยที่สุดมาอาศัยถ้ำแห่งนี้ปีละ ๑ ครั้งในช่วงฤดูฝน วิถีชีวิตของพวกซาไกที่นี้บางประการสามารถนำไปใช้อธิบายภูมิปัญญาหรือเทคนิควิธีของบรรพชนของพวกเราได้ เช่น การจุดไฟที่ใช้เส้นหวายแห้งถูกับไม้เนื้ออ่อน เป็นต้น
ตามตำนานการสร้างเมืองนครศรีธรรมราช ได้กล่าวถึงเมืองตรังไว้ดอนหนึ่งความว่า
พญาโคสีหราชผู้ครองเมืองนครบุรี ได้พระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในครอบครอง ต่อมาท้าวอังกุตราชเจ้าเมืองไชยบุรีอยากได้พระทันตธาตุนั้นจึงยกทัพไปช่วงชิง พระยาโคสีหราชทรงคุมทัพออกต่อสู้และทรงสั่งพระธนกุมารกับนางเหมมาลาโอรสและธิดาไว้ว่า ถ้าพระองค์พ่ายแพ้แก่ข้าศึกให้นำพระทันตธาตุหลบหนีไปไว้ที่เมืองลังกา ปรากฏว่าพระองค์ทรงเสียทีถึงขาดคอช้าง นางเหมมาลาและพระธนกุมารจึงอัญเชิญพระทันตธาตุลงสำเภาหนี แต่ปรากฏว่าสำเภานั้นอับปางลงกลางทางสองพี่น้องสามารถขึ้นบกได้บุกป่ามาจนพบหาดทรายแก้วแห่งหนึ่งจึงได้นำพระทันตธาตุไปฝังไว้ ต่อมามีพระมหาเถรพรหมเทพทราบว่าพระทันตธาตุได้เสด็จมาถึงหาดทรายแก้วนั้น จึงเดินทางมานมัสการพบกับสองกุมารรู้ความประสงค์จึงรับช่วยเหลือโดยสั่งว่าถ้ามีภัยอะไรบังเกิดขึ้นให้ตั้งจิตระลึกถึงท่าน สองกุมารจึงกราบลาพระมหาเถรพรหมเทพไปพร้อมกับพระทันตธาตุเดินทางต่อไปจนถึงเมืองตรัง...ขออาศัยสำเภาพ่อค้าออกทะเล.
จากตำนานเกี่ยวกับการสร้างเมืองนครศรีธรรมราชดังกล่าว แสดงว่ามีเมืองตรังตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว เมืองตรังในสมัยนั้นอาจจะเป็นชุมชนริมทะเลแห่งหนึ่งของภาคใต้ส่วนนี้และอาจเป็นท่าที่เรือสำเภาซึ่งไปมาค้าขายเข้าจอดเทียบดังตำนานได้กล่าวว่าโอรสและธิดาของพญาโคสีหราชได้อาศัยสำเภาของพ่อค้าออกทะเลดังกล่าว
ประวัติศาสตร์เมืองตรังก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรน้อยมาก รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองตรังส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราช การจะกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของเมืองตรัง จึงจำต้องหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ในประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชมากล่าวอ้างประกอบด้วย
ประวัติศาสตร์เมืองตรังแบ่งออกได้เป็นช่วงใหญ่ๆ คือช่วงแรกเมืองตรังสมัยก่อนตั้งเมืองที่ควนธานี ช่วง ๒ เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ควนธานี ช่วง ๓ เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่กันตังและช่วง ๔ เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยง
เมืองตรังสมัยก่อนตั้งเมืองที่ควนธานี
หลักฐานจากข้อความในศิลาจารึกวัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุว่าชุมชนศรีวิชัยในแหลมมลายูเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ และเมืองนครศรีธรรมราชนั้นมีกษัตริย์ปกครองตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ โดยกล่าวว่าในครั้งนั้นนครศรีธรรมราชมีเมืองขึ้นอยู่ ๑๒ หัวเมืองเรียกว่า "เมืองสิบสองนักษัตร" โดยใช้รูปสัตว์ต่างๆ เป็นตราประจำหัวเมืองขึ้น เช่น เมืองสายบุรีใช้ตราหนู (ชวด) เมืองกะลันตันใช้ตราวัว (ฉลู) เมืองไทรบุรีใช้ตรางูใหญ่ (มะโรง) เป็นต้นและได้กล่าวถึงเมืองตรังไว้ว่าเป็น ๑ ใน ๑๒ ของหัวเมืองเหล่านี้ด้วย โดยใช้ตราม้า (มะเมีย) เป็นตราประจำเมือง จารึกนี้นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ปรากฏชื่อจังหวัดตรังเป็นลายลักษณ์และเป็นข้อสรุปได้ในระดับหนึ่งว่าเมืองดรังเป็นเมืองๆ หนึ่งทางฝั่งทะเลตะวันตกตั้งแต่สมัยนั้น
ในช่วงกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยไม่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองตรังปรากฏเป็นหลักฐานลายลักษณ์ พระธรรมนูญในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถกล่าวถึงหัวเมืองทางใต้ไว้เพียงเมืองนครศรีธรรมราช พัทลุง ไชยา ชุมพร เพชรบุรี กุยบุรี ปราณบุรี คลองวาฬ บางสะพาน ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า ตะนาวศรี มะริด ทวาย และสามโคก ดังนั้นเมืองตรัง ในช่วงนี้น่าจะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่เป็นทางผ่านไปมาระหว่างพัทลุงกับนครศรีธรรมราชเท่านั้น แม้จะปรากฏหลักฐานอยู่บ้างว่าชาวอินเดียและพ่อค้าวาณิชซึ่งมาค้าขายกับดินแดนแถบนี้จะมาขึ้นเรือที่เมืองตรัง (หมายถึงท่ากันตังและปะเหลียน)แต่หลักฐานก็ไม่ชัดเจนนัก
มานิต วัลลิโภดม ได้กล่าวถึงเมืองตรังก่อนตั้งเมืองที่ตำบลควนธานีว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าเคยมีการตั้งเมืองมาแล้วอย่างน้อย ๓ สมัย ในเอกสารเรื่อง "สภาพต่าง ๆ ของอาณาจักรในภาคใต้ของประเทศไทยก่อนอาณาจักรศรีวิชัยมีอำนาจ" ความตอนหนึ่งว่า
"...เมืองตรังในสมัยโบราณก่อนที่กล่าวมานี้อยู่ที่ไหน
ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในเรื่องสุวรรณภูมิอยู่ที่ไหนว่า
ยุคที่ ๑ เหนือเขาปินะขึ้นไประยะหนึ่ง ริมแม่น้ำ (หมายถึงแม่น้ำตรัง-ผู้เขียน) ฝั่งตะวันออก มีปากคลองกะปง ฝั่งตรงข้ามคลองกะปงเป็นบ้านหูหนาน เป็นที่ตั้งเมืองตรังครั้งแรก เรียกชื่อตามพื้นบ้านว่า "กรุงธานี" บริเวณนี้ถูกเกลื่อนทำเป็นสวนยางพาราเสียหมดแล้ว
ยุคที่ ๒ ย้ายมาตั้งอยู่ใกล้คลองลำภูรา เรียกกันว่าเมืองตรังคปุระหรือเมืองลำภูรา แถบนี้มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อเขาลำภูราในถ้ำมีรูปภาพเขียนสีเป็นลายวงๆ เคยพบเครื่องมือหินใหม่กับหม้อดินเผาสีดำชาวบ้านเรียกถ้ำนี้ว่าถ้ำตรา ถัดตัวเมืองลงมาเล็กน้อยมีหมู่บ้านอู่ตะเภาหรือทุ่งทัพเรือ เป็นที่ต่อเรือรบของเมืองตรังคปุระ อาจจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ หรือสูงกว่านี้ก็ได้
ยุคที่ ๓ ย้ายลงมาตั้งอยู่ข้างใต้หมู่บ้านอู่ตะเภาเรียกว่าาเมืองตรังนาแขก อายุจะราวต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา"
เมืองตรังคปุระยุคที่ ๒ คิดระยะทางตามลำแม่น้ำ (แม่น้ำตรัง) อยู่เหนือเมืองดรังนาแขกยุคที่ ๓ ขึ้นไปประมาณ ๑๑-๑๒ กิโลเมตร สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงกล่าวถึงลำน้ำตรังที่ตำบลท่าจีน ข้างใต้บ้านนาถ้ำและอยู่เหนือบ้านนาแขกเมือ พ.ศ.๒๔๔๔ ว่า
"ถึงบ้านท่าจีน...พวกจีนฮกเกี้ยนอยู่ค้าขาย มีเรือเสาใบอย่างจีนใหญ่ ๆ จอดอยู่ ๘ ลำ และมีอู่ต่อเรือชนิดนั้นที่นั่นอีก ๒ แห่ง กำลังต่อเรืออยู่ทั้ง ๒ อู่.."
ข้อความนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ ๘๐ ปีมานี้เรือสำเภาจีนขนาดใหญ่ ๆ ยังสามารถลอยลำอยู่ในแม่น้ำตรัง เลยตำบลบ้านนาแขกขึ้นไป ทั้งยังมีอู่ต่อเรือสำเภาอยู่ด้วย จากบ้านนาแขกบ้านนาถ้ำขึ้นไปอีก ๑๕-๑๖ กิโลเมตร ถึงบ้านเขาปินะกับบ้านปากคลองกะปง ฉะนั้นเมื่อเวลานานนับพันปีมาแล้วดูจะไม่มีปัญหา ถ้าจะพูดว่าน้ำทะเลย่อมจะขึ้นลึกเข้ามาในลำแม่น้ำตรังอีกมากมาย ช่วยให้เรือใบเดินสมุทรสามารถเข้าไปบรรทุกขนถ่ายสินค้าได้ถึงท่าเมืองตรังกรุงธานียุคที่ ๑
และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า
"สองฝั่งลำน้ำ (หมายถึงลำน้ำตรัง-ผู้เขียน) มีเขาที่มีถ้ำเช่น เขาสมอ เขาลำภูรา เขาหาร เขาปินะ แต่ละถ้ำได้พบพระพิมพ์ดินดิบอายุพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ กันมากมาย นับเป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่แสดงอายุของเมืองตรัง.."
จากข้อสันนิษฐานนี้ สามารถสืบสาวได้ว่าเมืองตรังก่อนจะตั้งเมืองที่ควนธานีนั้นอยู่ที่หนบ้าง แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ยังมีหลักฐานรองรับน้อย แม้จะมีส่วนเป็นไปได้มากแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปชัดเจนได้
เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ควนธานี
หลักฐานเกี่ยวกับเมืองตรังปรากฏชัดเจนในช่วงรัชกาลที่๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เพราะมีความปรากฏในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ ๒ ตอนตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ (น้อย) ผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชเป็นพระยานครศรีธรรมราช ที่เรียกกันภายหลังว่า พระยานคร (น้อย) แทนพระยานคร (พัฒน์) ที่ลาออกจากราชการเพราะชรา ในปี พ.ศ.๒๓๕๔ (จ.ศ.๑๑๗๓) โดยกล่าวว่า
"..หลวงอุไภยราชธานี ผู้พยาบาลเมืองตรัง ถือศักดินา ๑๖๐๐ ฝ่ายขวา ถือตรารูป..."
จากหลักฐานเอกสารนี้เองที่แสดงให้เห็นว่าเมืองตรังสมัยรัชกาลที่ ๒ มีการจัดตั้งเป็นเมืองและมี "ผู้พยาบาลเมือง"เป็นระเบียบแบบแผนขึ้นแล้ว
ในเอกสารฉบับเดียวกันนี้ ได้กล่าวไว้ด้วยว่าครั้งนั้นเมืองตรังและหัวเมืองใกล้เคียงที่เป็นเมืองขึ้นกับนครศรีธรรมราชจะต้องส่งส่วย คือส่งเครื่องบรรณาการต่างๆ ให้กับนครศรีธรรมราช เช่น กล่าวถึงเมืองตรังว่า
"...เมืองตรังเอาดีบุกมาผูกปีหนึ่ง ๑๕ ชั่งไทย..." และบางตอนกล่าวว่า "ถ้าผึ้งลงในที่ นายที่เอามาผูก ๕ สลึง..." บางตอนกล่าวว่า "..ถ้าประ (ผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง-ผู้เขียน) เป็นลูกนายที่เอามาผูก ๕ ตลวง...." เป็นต้น
สมัยที่พระยานคร (น้อย) เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเมืองตรังอยู่ในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นเมืองท่าสำคัญของนครศรีธรรมราช เพราะปรากฏหลักฐานว่าครั้งที่อังกฤษแต่งตั้งร้อยเอกเจมส์โลว์เข้ามาเจรจาความเมืองกับพระยานคร (น้อย) ในปี พ.ศ.๒๓๖๗ และร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ ทูตของบริษัท อิสต์อินเดีย เข้ามาขอเจรจาเปลี่ยนหนังสือสัญญา เมื่อพ.ศ.๒๓๖๙ พระยานคร (น้อย) ก็ให้การต้อนรับทั้งสองที่เมืองตรัง (สมัยตั้งเมืองที่ควนธานี) ไม่ได้ขึ้นมาถึงนครศรีธรรมราชแต่อย่างใด
นอกจากตรังจะเป็นเมืองท่าสำคัญแล้วยังอยู่ในฐานะเมืองหน้าด่านที่กองทัพเรือของพระยานคร (น้อย) ตั้งประจำอยู่พระยานคร (น้อย) เป็นนักต่อเรือคนสำคัญ มีกองทัพเรือใหญ่มากจนเป็นที่ลือเลื่อง กองทัพเรือของนครศรีธรรมราชดั้งมั่นอยู่ที่ปะเหลียนส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่ที่ฝั่งกันตังซึ่งห่างจากที่ตั้งเมือง คือที่ควนธานีไปตามลำน้ำตรังไม่ถึง ๒๐ กิโลเมตร
ในสำเนาตราตั้งพระยานคร (น้อย) ได้กล่าวถึงเมืองตรังในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านไว้ตอนหนึ่งว่า
"อนึ่ง เมืองตรังเป็นเมืองล่อแหลม อยู่ฝ่ายทะเลตะวันตกจะไว้ใจมิได้ ให้พระยานครปรีึกษากับกรมการกะเกณฑ์หลวง ขุน หมื่น และชาวด่าน คุมเรือรบเรือไล่สรรพไปด้วยปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิว เครื่องศาสตราวุธไปพิทักษ์รักษาประจำคอด่านต่อแดนทั้งกลางวันและกลางคืนลาดตระเวนฟังข่าวราชการ หน้าด่านต่อแดนจงเนื่องๆ อย่าให้อ้ายสลัดเหล่าร้ายและพม่ารามัญเล็ดลอดจู่โจมเข้ามาจับเอาผู้คนไปได้เป็นอันขาดทีเดียว"
และเมืองตรังก็เกิดเหตุการณ์ดังที่สำเนาตราตั้งพระยานคร (น้อย) กล่าวถึงไว้จริงๆ คือ ถูกแขกสลัดและอริราชศัตรูโจมตีและยึดครองอยู่หลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ.๒๓๔๑ โจรสลัดถูกหวันมาลีซึ่งคบคิดกับตนกูหมัดสะอัดและตนกูอับดุลละหลานพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) เข้าตีและยึดเมืองได้ จนกระทั่งถูกกองทัพของนครศรีธรรมราชและเมืองตรังดีแตกพ่ายแพ้ไปในภายหลัง เป็นต้น
ก่อนที่หลวงอุไภยราชธานีจะได้รับคำสั่งให้มาพยาบาลเมืองตรังนั้น เป็นที่เชื่อกันว่าเมืองตรังเคยมีเจ้าเมืองปกครองมาก่อนแล้ว เจ้าเมืองผู้นั้นก็คือพระยาตรัง (สีไหน) ซึ่งเป็นกวีฝีปากกล้าและมีชื่อเสียงคนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นพระยาตรัง (สีไหน) มีผลงานวรรณกรรมที่สำคัญ ๒ เรื่อง คือนิราศถลางกับนิราศเสด็จตามลำน้ำน้อยซึ่งบอกปีที่แต่งไว้ว่าแต่งเมื่อ ค.ศ.๑๘๐๙ ซึ่งก็คือ ปี พ.ศ.๒๓๕๒ จึงน่าจะเป็นข้อสันนิษฐานว่าเจ้าเมืองตรังท่านี้น่าจะเป็นเจ้าเมืองดรัง เมื่อครั้งเริ่มตั้งเมืองที่ควนธานีเป็นคนแรกแต่คงยังไม่ได้สร้างบ้านแปลงเมืองให้ดีนักก็มีอันจำต้องย้ายไปเสียก่อน หลังจากนั้นอีก ๒ ปี คือ พ.ศ.๒๓๕๕ หลวงอุไภยราชธานี (ม่วง) จึงได้มารั้งตำแหน่งเจ้าเมืองตรังดังกล่าว
สถานที่ตั้งเมืองหรือที่ตั้งจวนเจ้าเมืองครั้งแรกเมื่อพระยาตรัง (สีไหน) มาปกครองนั้นมีหลักฐานพอคะเนได้ว่าอยู่ที่บ้านโคกพลาซึ่งเป็นสถานที่ไม่ไกลจากควนธานีนัก บ้านโคกพลา นั้นมีลำน้ำไหลผ่านชื่อว่า "คลองเมือง" สามารถติดต่อเชื่อมกับแม่น้ำตรังได้สะดวก ในทำเนียบกรมการเมืองตรังระบุไว้ชัดเจนว่าในปี พ.ศ.๒๓๕๕ มีชื่อบ้านโคกพลาอยู่แล้วบ้านโคกพลาหรือโคกพลับพลานี้ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลโคกหล่ออำเภอเมืองตรัง มีพื้นที่ติดต่อกับตำบลควนธานีซึ่งเป็นที่ตั้งหลักเมืองตรังสมัยหลวงอุไภยราชธานีมาเป็นผู้พยาบาลเมือง
เมื่อแรกที่หลวงอุไทยราชธานีมาถึงเมืองตรังนั้น เมืองยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างไร้ระเบียบการจัดการปกครองก็ไม่เรียบร้อยเพราะมีการจัดตำแหน่งกันใหม่ครั้งใหญ่ ดังปรากฏในทำเนียบกรมการเมืองตรังของเก่าซึ่งดีพิมพ์ในหนังสือตรังค์สารเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ ความตอนหนึ่งว่า
"...วันศุกร์ เดือนสี่ แรมสี่ค่ำ ปีวอก จัตวาศก (จ.ศ.๑๑๗๔ (พ.ศ.๒๓๕๕) ในรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ผู้ครองเมืองนครออกมาแต่กรุงฯ มาราชการเมืองตรัง หลวง ขุนหมื่น หาครบตามตำแหน่งไม่ จะเอาราชการเมืองตรัง จัดแจงตั้งให้ครบตามตำแหน่งและเมื่อผู้ครองเมืองนครขึ้นมา ณ เมืองตรังนั้น พระยาปลัดเมืองไทรออกมาแต่กรุงด้วย ได้ให้พระยาปลัดจัดชื่อ หลวง ขุน หมื่น แขกที่พระม่วง (ตำบลหนึ่งของอำเภอกันตัง-ผู้เขียน) ที่ย่านชื่อ (ตำบลหนึ่งของอำเภอกันตัง-ผู้เขียน) ด้วย เป็นรายหลวง ขุน หมื่น ต่างๆ เป็นหลักเพิ่มขึ้นคือพระยาอุไกยราชธานี เป็นผู้ว่าราชการเมือง"
พระยาอุไทยราชธานีที่กล่าวว่าเป็นผู้ว่าราชการเมืองในที่นี้ก็คือ พระอุไภย (ม่วง) อันเป็นบุตรคนที่ ๑๐ ของพระยานคร (น้อย) ซึ่งเป็นผู้พยาบาลเมืองตรังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๕๕ ในราชทินนามหลวงอุไภยราชธานีนั่นเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นประการหนึ่งว่าในปี พ.ศ.๒๓๕๕ เจ้าเมืองตรังได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระอุไภยราชธานีอันเป็นบรรดาศักดิ์ที่สูงขึ้นสาเหตุแห่งการได้เลื่อนนี้อาจจะมาจากการที่สามารถปฏิรูปเมืองตรังได้ดีขึ้นกว่าเก่าก็อาจเป็นได้
เมื่อพระอุไทยราชธานี (ม่วง) ได้สร้างเมืองขึ้นที่ชุมชนบ้านควนธานีในปี พ.ศ.๒๓๕๕ นั้น ทำเนียบกรมการเมืองตรังของเก่ากล่าวถึงเขตพื้นที่การปกครองไว้ว่ามีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายตะวันออกกับฝ่ายตะวันตกโดยใช้ลำแม่น้ำตรังเป็นแนวแบ่งเขต
ทางฝ่ายตะวันออก มีบ้านสุไหงจะปะ บ้านปาตูลันดังบ้านวังกะเปา บ้านบางหมาก บ้านนาปอ (นาป้อ) บ้านโคก-พลับพลา บ้านโคกม่วง บ้านนาหมื่น บ้านควน บ้านนาแคบ้านนาจิต บ้านห้วยไม้ไผ่ บ้านนาเบญจหลา (นาบินหลา) บ้านโคกทรายโคกยูง บ้านนาแพบ บ้านควนขัน บ้านควนขนุนบ้านนากระทุ่ม บ้านนาทองหลาง บ้านนาพรุ บ้านพนังน้อย บ้านนาพระ บ้านหัวเขา บ้านนาขี้เป็ด บ้านกลาง บ้านนาปด บ้านนาเข้าเสีย (นาข้าวเสีย) บ้านปะเจาะ บ้านนาท่วม บ้านโคกตรวจ บ้านไร่รำภูรา บ้านนาลิเป บ้านถ้ำพระ บ้านนาตก รวม ๓๔ ตำบล
ทางฝ่ายตะวันตก มีบ้านสุไหงปาตู บ้านบางสัก บ้านคลองน้ำเค็ม บ้านสุไหงสิเหร่ บ้านบางเต่า บ้านไสไท บ้านคลองลุบ้านท่าส้ม บ้านย่านซื่อ บ้านทุ่งค้อ บ้านบางสีเกา บ้านนาเมืองเพชร บ้านคลองอาลัย บ้านเขาวิเศษ บ้านเขาจันทร์เขาปืนะ บ้านบางกุ้ง บ้านใหม่ บ้านชะเมา บ้านวัดประดู่บ้านควน บ้านหนองหงส์ บ้านเขาทด บ้านควนกะตา บ้านหนองแค รวม ๒๕ ตำบล
นอกจากนั้นยังมีตำบลซึ่งจัดเป็นที่ตั้งด่านทั้งทางบกทางทะเลอีกจำนวนหนึ่งคือ ตำบลเกาะเสือเบญจหิง บ้านควนทองสี บ้านพระม่วง ตำบลท่าลำเลียง ตำบลคลองท่ากระดาน บ้านทางทุ่งใหม่ ตำบลตะเปีย ตำบลทางช่องไม้ไผ่ ตำบลตะเหมกและตำบลท้ายสำเภา รวมอีก ๑๐ ตำบล
เมื่อพิจารณารายชื่อตำบลทั้งหมดแล้ว ก็จะพบว่าพื้นที่ทั้งหมดของเมืองตรังสมัยพระอุไภยราชธานีเป็นเจ้าเมืองนั้นมีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่จังหวัดตรังปัจจุบันเท่านั้น พื้นที่ๆกล่าวถึงนั้นเป็นแต่เพียงพื้นที่ของอำเภอเมืองตรัง อำเภอกันตังอำเภอสิเกาในปัจจุบันทั้งหมด กับพื้นที่อำเภอห้วยยอด และอำเภอย่านตาขาวบางส่วน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสมัยนั้นพื้นที่อำเภอห้วยยอดทางฝั่งตะวันออกยังคงติดอยู่ในเขตเมืองนครศรีธรรมราช และพื้นที่อำเภอปะเหลียนทั้งหมดกับอำเภอย่านตาขาวบางส่วนยังคงเป็นเมืองเอกเทศอีกเมืองหนึ่งเรียกว่า "เมืองปะเหลียน" หรือ "เมืองเหลียน" ซึ่งขึ้นกับพัทลุงในสมัยพระยาพัทลุง (ขุน) หรือพระยาพัทลุง (คางเหล็ก) พื้นที่อำเภอปะเหลียนทั้งหมด อำเภอย่านตาขาวและห้วยยอดบางส่วนเพิ่งรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดตรังเมื่อปีพ.ศ.๒๔๓๘ ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้ว่าราชการเมืองตรังในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง
เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่กันตัง
หลังจากพระอุไภยราชธานี (ม่วง) เป็นเจ้าเมืองแล้วเมืองตรังก็ยังคงเป็นหัวเมืองขึ้นกับนครศรีธรรมราชเรื่อยมา มีเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการเมืองตรังปกครองมาหลายคนด้วยกันเท่าที่ปรากฏในทำเนียบกรมการเมืองตรังก่อนพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) จะมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ปี พ.ศ.๒๔๓๓ นั้น เมืองตรังมีเจ้าเมืองที่ควนธานีรวมทั้งสิ้น ๑๑ คนด้วยกัน คือพระยาตรัง (สีไหน)พระอุไภยราชธานี (ม่วง) พระตรังค์นาแขก (สิงห์) พระตรังวิทยานุรักษ์พิทักษ์รัฐสีมา (ทองปาน) พระสงครามวิชิต พระศิริธรรม (ปั้น) พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุนนาค) พระยารัตนเศรษฐี หรือพระยาดำรงสุจริตฯ (คอซิมก็อง ณ ระนอง)พระอนุรักษ์โยธา (กลิ่น) พระสุรินทรามาตย์ พระยาตรังคภูมาภิบาล (เอี่ยม ณ นคร)
หลังจากสมัยพระอุไภยราชธานี (ม่วง) เป็นต้นมาบ้านเมืองก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ไม่มีการพัฒนาและมีแนวโน้มทางการปกครองที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ปัญหาการขาดแคลนธัญญาหารถึงขนาดต้องซื้อข้าวจากพม่า เป็นต้น พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวของเมืองตรังสมัยนี้ไว้ในเรื่องเสด็จประพาสแหลมมลายู พ.ศ.๒๔๓๓ ตอนหนึ่งว่า
"..ได้ความว่า พระยาตรังทุกวันนี้ก็ไม่มีอำนาจอันใดความที่เป็นผู้ร้ายสลักสำคัญเกิดขึ้นก็เอาตัวไม่ได้หรือได้มาก็ลงเอาเงินเสียเงียบหายไป ตัวเองเป็นคนอ่อน กรมการละครบ้างคนเก่าที่นี่บ้าง ว่าความตามแต่จะตามกันไป จนพวกจีนมีถ้อยความว่ากล่าวกันเองก็มี แต่พวกจีนที่นี่เป็นคนเรียบร้อยหากินฝังรกฝังราก ทำสวนพริกไทย มีที่ดิน ไม่เหมือนพวกทำดีบุก ว่ามีประมาณ ๔,๐๐๐ เศษ ตั้งอยู่ที่บางรักทับเที่ยงมาก"
ด้วยเหตุที่ทรงทอดพระเนตรเห็นเมืองตรังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เอง พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาตรังคภูมาหรือพระยาตรังคภูมาภิบาล (เอี่ยม ณ นคร) ย้ายไปรับราชการที่เมืองนครศรีธรรมราช และโปรดเกล้าฯ ให้พระอัษฎงคตทิศรักษา (คอซิมบี้ ณ ระนอง)เจ้าเมืองกระบุรี มาดำรงตำแหน่งแทนพร้อมกับเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นที่ "พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี"
เมืองตรังและเมืองปะเหลียนก่อนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) จะย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นตกอยู่ในสภาพมีปัญหาและทรุดโทรมมาก ทั้งจากการทำลายของกองทัพตนกูเด่นในปี พ.ศ.๒๓๗๓ และจากโจรสลัดหวันมาลีใน พ.ศ.๒๓๘๑ และทั้งจากความอ่อนแอของเจ้าเมืองสมัยหลังพระอุไภยราชธานี (ม่วง) ดังได้กล่าวแล้ว
เพื่อพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) ย้ายมาในปีพ.ศ.๒๔๓๓ ท่านได้พิจารณาเห็นว่าที่ตั้งเมืองคือที่บ้านควนธานี (ตำบลหนึ่งของอำเภอกันตังในปัจจุบัน) เป็นบริเวณที่ไม่เหมาะสมแก่การตั้งเมือง เพราะไม่มีหนทางจะทำนุบำรุงให้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้ จึงพยายามหาที่ตั้งเมืองใหม่และได้พิจารณาเห็นว่าที่ตำบลกันตังริมฝั่งแม่น้ำตรังตอนใต้ปากอ่าวมีพื้นที่เหมาะสมแก่การตั้งบ้านเมือง เพราะสามารถปรับปรุงท่าเทียบเรือให้เรือเดินสมุทรเข้าเทียบท่าได้ การค้าพาณิชย์ก็จะเจริญก้าวหน้าจึงได้ตัดสินใจกราบบังคมทูลขอย้ายเมืองจากตำบลควนธานีไปตั้งที่ตำบลกันตังตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๖ เป็นต้นมา
ตอนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) ย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรังใหม่ ๆ นั้น เมืองปะเหลียนกับเมืองตรังยังแยกกันเป็นคนละเมือง (ดู ปะเหลียน, อำเภอ) แต่ขณะนั้นเมืองปะเหลียนตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมมากในทุก ๆ ด้านท่านจึงพยายามหาทางรวมเมืองปะเหลียนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตรัง และสามารถกระทำได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๔๓๘โดยที่พระปริยันตร์เกษตรานุรักษ์ เจ้าเมืองปะเหลียนในขณะนั้นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เมืองปะเหลียนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตรังตั้งแต่นั้นมา
ช่วงเวลา ๑๒ ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๓-๒๔๔๕ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรังพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) ได้วางพื้นฐานการพัฒนาเมืองตรังอย่างรอบด้านทั้งทางด้านการวางผังเมืองแบบใหม่ การส่งเสริมอาชีพภายในจังหวัดเพื่อเพิ่มผลผลิตและมาตรฐานการครองชีพ ปรับปรุงการปกครองและระบบการพาณิชย์ เปิดการค้าขายกับต่างประเทศคือ สิงคโปร์ และปีนัง พัฒนาการคมนาคมระหว่างอำเภอและระหว่างจังหวัดใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน จนทำให้เมืองตรังฟื้นตัวและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกที่สำคัญมากเมืองหนึ่ง (ดู รัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง), พระยา)
เนื่องจากเจ้าเมืองตรังท่านี้เป็นผู้เห็นการณ์ไกล ท่านจึงได้ริเริ่มการต่างๆ ขึ้นมากมาย อาทิเช่น จัดให้มีโรงเรียนขึ้นภายในตัวเมืองตรัง เรียกว่าโรงเรียนตรังคภูมิที่ยังมีมาจนปัจจุบัน เมื่อไปต่างประเทศพบเห็นสิ่งใดแปลกใหม่ก็มักจะนำมาทดลองทำในจังหวัด เช่น เมื่อไปมลายูซึ่งกำลังนิยมทำสวนยางพารา ก็ได้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะขึ้นที่จังหวัดตรัง จนปัจจุบันยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศตามความสามารถของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) อดีตเจ้าเมืองตรังท่านนี้ เป็นที่ปรากฏทั่วไปดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ยกย่องความสามารถของท่านไว้ในหนังสือ "สาส์นสมเด็จ"
ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปรับตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต มีการแต่งตั้งพระยาเสรีณรงค์ฤทธิ์ (ถนอมบุณยเกตุ) ซึ่งเป็นปลัดเมืองขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนจนถึง พ.ศ.๒๔๔๘ จากนั้นพระสถลสถานพิทักษ์ (คอยู่เคียดณ ระนอง) บุตรพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก็อง) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตรังต่อมาจนถึงปี พ.ศ.๒๔๕๕ เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่กันตังหลังสมัยพระสถลสถานพิทักษ์ (คอยู่เคียด) ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดดำรงตำแหน่งต่อมาอีก ๓ คน คือ พระยาอุตรกิจพิจารณ์ (สุทธิ์) พระสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เข็ม วสันตสิงห์) และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สินเทพหัสดิน)
เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยง
ใน พ.ศ.๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสจังหวัดตรัง ขณะนั้นเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทรงมีพระราชดำริว่า การตั้งเมืองที่อำเภอกันตังนั้นไม่ปลอดภัยจากอริราชศัตรู ประกอบกับตอนนั้นอหิวาตกโรคกำลังระบาดอย่างหนัก เมืองกันตังเป็นที่ลุ่มมากจะขยายเมืองต่อไปก็กระทำได้ยาก ทรงเห็นว่าที่ตำบลทับเที่ยง อำเภอบางรัก (ขณะนี้ คืออำเภอเมืองตรัง) เป็นชุมชนใหญ่และเจริญอยู่แล้ว ทั้งยังสามารถขยายเมืองได้ง่ายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองจากอำเภอกันตังมาตั้งที่ตำบลทับเที่ยงในปีนั้นเอง
ที่จริงพระองค์ทรงมีพระราชดำริในการย้ายเมืองตรังจากกันตังมาอยู่ที่ทับเที่ยงตั้งแต่ครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลภาคใต้เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ แล้ว ครั้งนั้นพระองค์ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ พระยุพราชสยามมกุฎราชกุมารพระราชดำริที่ว่านี้ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่องจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.๑๒๘ ว่า
"จนเวลา ๕ โมง ฝนฟ้าโปร่งดีแล้ว จึงทรงม้าเสด็จไปทอดพระเนตรสถานที่ราชการต่างๆ (หมายถึงสถานที่ราชการของจังหวัดตรังครั้งตั้งเมืองอู่ที่กันตังผู้เขียน) เสด็จที่ศาลารัฐบาลก่อน แล้วเสด็จที่ศาลและที่ว่าการอำเภอเมือง ซึ่งตั้งอยู่บนควนอันเดียวกันทั้ง ๓ หลัง ศาลารัฐบาลอยู่กลางเป็นตึกใหญ่ ๒ ชั้น แต่ด้านหลังที่เทเพราะฉะนั้นเติมชั้นล่างได้อีกชั้นหนึ่งแลดูด้านนี้จึงเห็นเป็นตึก ๓ ชั้น ศาลกับที่ว่าการอำเภอตั้งองอยู่ขวาและซ้ายศาลารัฐบาล เป็นตึกชั้นเดียวสองหลัง จากที่นี่เสด็จไปทอดพระเนตรเรือนจำซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเนินแล้วทรงรถลงไปทางลำน้ำ เลียบฝั่งไปตามตลาดซึ่งเป็นโรงจากนั้น อยู่ข้างจะเหี่ยวสู้ตลาดบางรักไม่ได้ ไม่ได้เสด็จไปทอดพระเนตรโรงยา ฝิ่นและโรงภาษี ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำปลายสะพานเจ้าฟ้าแล้วเสด็จกลับขึ้นไปประทับที่ศาลารัฐบาล"
พระราชดำริที่ว่ากันตังสู้บางรัก (คือตัวเมืองตรังหรือตำบลทับเที่ยงปัจจุบันนี้) ไม่ได้จึงปรากฏเป็นผลขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ซึ่งขณะนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน เทพหัสดิน) ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรังอยู่ และท่านผู้นี้นับเป็นผู้ว่าราชการคนสุดท้ายของเมืองตรังสมัยตั้งเมืองอยู่ที่กันตังพร้อมๆ กับที่ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรังสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยงคนแรกด้วยด้วยเหตุที่ว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้) ได้วางแผนการปกครองและวางพื้นฐานการพัฒนาจังหวัดตรังไว้อย่างดีเยี่ยมทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการคมนาคม การสร้างอาชีพการค้าขายกับต่างประเทศ และการศึกษา จึงเป็นการสะดวกแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยต่อมาที่จะพัฒนาจังหวัดนี้
เมื่อย้ายที่ตั้งจังหวัดจากกันตังมายังทับเที่ยงแล้ว ศูนย์กลางการปกครองทุกอย่างจึงมารวมศูนย์อยู่ที่อำเภอบางรัก (เก่า) พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน เทพหัสดิน) ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยงคนแรกก็ได้พัฒนาตัวเมืองตรังต่อมาเช่น ย้ายโรงเรียนประจำจังหวัดจากโรงเรียนตรังคภูมิที่กันตังมาตั้งโรงเรียนวิเชียรมาตุตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพระพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงเป็นองค์ปฐมในการบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ให้จัดสร้างแต่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๕ ได้จัดการบำรุงการศึกษาอย่างเร่งด่วน จนในสมัยของผู้ว่าราชการท่านนี้ ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ จังหวัดตรังก็มีโรงเรียนแล้วถึง ๔๖ โรง ดังปรากฏรายละเอียดอยู่ในคำกราบบังคมทูลในการเปิดโรงเรียนวิเชียรมาตุ โดยพลโทพระยาสุรินทรราชา (นกยูงวิเศษกุล) เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๙ ตอนหนึ่งว่า
"ซึ่งจะนับเฉพาะแต่จังหวัดนี้จังหวัดเดียวบัดนี้ก็มีโรงเรียน ๔๖ โรง และมีนักเรียน ๒,๔๐๐ คนเศษแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระราชดำริห์ด้วยพระปรีชาญาณอันแน่ชัดว่า การศึกษาเป็นรากเง่าแห่งความเจริญสำหรับชาติบ้านเมือง"
สมัยย้ายเมืองใหม่ ๆ นั้น การค้าขายส่วนใหญ่โดยเฉพาะการค้ากับต่างประเทศยังคงมีศูนย์กลางอยู่ที่กันตัง เพราะเป็นเมืองท่าเรือ รถไฟสายทุ่งสง-กันตังที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ไปสุดสายที่กันตัง สะดวกในการขนย้ายสินค้าลงเรือส่งต่างประเทศ สินค้าหลักที่ส่งออกสมัยนั้น ได้แก่ ยางพารา ถ่านไม้โกงกาง จันทน์เทศ กระบือ โค เป็ดและไก่ เป็นต้น
เมื่อพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน) ย้ายไปจากเมืองตรังในปี พ.ศ.๒๔๖๑ เมืองตรังก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่คือพระยาตรังคภูมาภิบาล (เจิม ปันยารชุน) ท่านผู้นี้ก็เป็นเจ้าเมืองนักพัฒนาได้สร้างถนนในเมืองตรังไว้หลายสาย มีอยู่สายหนึ่งที่ใช้ชื่อท่านคือถนน "เจิมปัญญา" ซึ่งยังคงใช้ชื่อนี้อยู่จนปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดตรังในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คนสุดท้าย ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือพระยาอาณาจักรบริบาล (สมบุญ สุวรรณทัด) ท่านผู้นี้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๖
ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ซึ่งเป็นช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาญี่ปุ่นบุกประเทศไทย จังหวัดตรังเป็นจุดหนึ่งที่ญีปุ่นเคลื่อนพลขึ้นบก โดยมาตั้งมั่นอยู่ที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) ปัจจุบัน ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มคนไทยในจังหวัดตรังบางกลุ่ม โดยรวมตัวกันบ่อนทำลายหลายรูปแบบ เช่น การปล้นเสบียง ลอบทำร้าย เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วเหตุการณ์สงบเพราะผู้ว่าราชการสมัยนั้น คือหลวงวุฒิราชรักษา (วุฒิศรสงคราม) ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลจอมพลแปลกพิบูลสงคราม ที่ยอมร่วมมือกับญี่ปุ่น
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เศรษฐกิจของจังหวัดตรังที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) วางพื้นฐานไว้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะการทำสวนยางพาราก็รุ่งเรืองขึ้นอย่างเห็นทันตาเพราะยางพารามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๒๕-๓๐ บาท ในขณะที่ค่าครองชีพทั่วทั้งประเทศอยู่ในระดับต่ำ จังหวัดตรังในสมัยนั้นและช่วงต่อมาอีกหลายปีจึงกลายเป็นศูนย์รวมของความเจริญประชาชนจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราช กระบี่และพัทลุง มักจะไปมาค้าขายกันอย่างคึกคัก การบันเทิงต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ก็เจริญก่อนจังหวัดอื่นใดในย่านเดียวกัน
จังหวัดตรังในอดีตนับได้ว่าเป็นหัวเมืองชายทะเลภาคใต้ที่สำคัญมากจังหวัดหนึ่ง โดยเฉพาะหลังจากพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) ได้มาวางพื้นฐานไว้ให้แล้ว ความเจริญทางเศรษฐกิจก็ทวีขึ้นมาเป็นระยะๆ หลังจากย้ายที่ตั้งจังหวัดจากกันตังมายังตำบลทับเที่ยงในปี พ.ศ.๒๔๕๘ แล้วที่ตั้งจังหวัดก็อยู่ที่นี่มาโดยตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน
สภาพทั่วไป
ตรัง เป็นจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย มีพื้นที่จังหวัดเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียความยาวตลอดแนวเขตจังหวัด ๑๑๙ กิโลเมดร ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ ๗ องศา ๓๑ ลิปดาเหนือ และเส้นลองจิจูดที่ ๙๙ องศา ๓๘ ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ ๔,๙๙๑.๔๓๙ ตารางกิโลเมตร หรือ ๓,๐๘๘,๓๙๙.๓๗๕ ไร่ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ตามเส้นทางสายเพชรเกษม ประมาณ ๘๖๒ กิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ทิศใต้ ติดอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย
ทิศตะวันออก ติดอำเภอควนขนุน อำเภอกงหรา และอำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง (มีเทือกเขาบรรทัดกั้นอาณาเขต)
ทิศตะวันตก ติดอำเภอคลองท่อม เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย
ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดตรังแบ่งออกเป็นเขตใหญ่ได้ ๓ เขตคือ ตอนเหนือมีลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นควน (เนิน) สูงๆ ต่ำๆ คล้ายลูกคลื่น มีที่ราบระหว่างควนเหมาะแก่การทำสวนยางพารา ตอนกลางมีลักษณะเป็นที่ลาดต่อเนื่องมาจากตอนเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินแดงเหมาะแก่การเพาะปลูกตอนใต้มีลักษณะเป็นที่ราบต่ำริมฝั่งทะเลลักษณะดินโดยทั่วไปเป็นดินร่วนปนทราย สภาพป่าเป็นป่าดิบชื้นมีป่าชายเลน สำหรับท้องที่ที่อยู่ติดทะเลมีพื้นที่เป็นเกาะ ๔๖ เกาะ อยู่ในเขตอำเภอกันตัง ๑๒ เกาะ อำเภอปะเหลียน ๑๓ เกาะ และอำเภอสิเกา ๒๑ เกาะ มีแม่น้ำสำคัญ ๒ สายคือแม่น้ำตรัง และแม่น้ำปะเหลียน แม่น้ำตรัง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุงและจากเทือกเขาเขตจังหวัดกระบี่ มีความยาวประมาณ ๑๒๓ กิโลเมตร มีลำน้ำสำคัญ ๗ สาย ได้แก่ คลองชี คลองท่าประดู่ คลองกะปง คลองมวน คลองยางยวน คลองลำภูราและคลองนางน้อย แม่น้ำนี้ไหลผ่านจังหวัดตรัง ๕ อำเภอคือ อำเภอรัษฎา อำเภอห้วยยอด อำเภอวังวิเศษ อำเภอเมืองตรัง และอำเภอกันตัง แล้วไหลลงทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดียที่ปากน้ำกันตัง อำเภอกันตัง แม่น้ำปะเหลียน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัดในเขตจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสตูล มีความยาวประมาณ ๕๘ กิโลเมตร มีลำน้ำสำคัญ ๗ สาย ได้แก่ คลองปะเหลียน คลองลำแคลง คลองลำปลอก คลองห้วยด้วน คลองลำพิกุล คลองโพรงจระเข้ (คลองไหนุ้ย) และคลองลำชาน แม่น้ำนี้ไหลผ่านท้องที่จังหวัดตรัง ๒ อำเภอคือ อำเภอย่านตาขาวและอำเภอปะเหลียน แล้วไหลลงสู่ทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดียที่ปากแม่น้ำปะเหลียน อำเภอปะเหลียน
ลักษณะภูมิอากาศ เนื่องจากสภาพพื้นที่ของจังหวัดตรังตั้งอยู่ในคาบสมุทรที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล จึงได้รับไอน้ำและความชุ่มชื้นจากลมมรสุมอย่างเด็มที่คือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทย ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยดลอดปีไม่สูงมากนักคือ ประมาณ ๒๗ องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยประมาณ ๓๕ องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ ๒๑ องศาเซลเซียส ฤดูกาลมี ๒ ฤดูคือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ฝนตกมากที่สุดอยู่ในเดือนกันยายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี ๒,๑๕๔.๒๙ มิลลิเมตร ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดปีประมาณร้อยละ ๘๓.๐๙ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคมอากาศจะเริ่มร้อนและร้อนจัดที่สุดในเดือนมีนาคมและเมษายน
การปกครอง ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๐ แบ่งเขตการปกครองจังหวัดตรังออกเป็น ๔ อำเภอ ๑ กิ่งอำเภอ ๘๗ ตำบล ๖๒๑ หมู่บ้าน โดยมีอำเภอและกิ่งอำเภอดังนี้คือ อำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียน อำเภอย่านตาขาว อำเภอสิเกา อำเภอห้วยยอด อำเภอวังวิเศษ อำเภอนาโยง อำเภอรัษฎา และกิ่งอำเภอหาดสำราญ
ประชากร ที่แจงนับได้จากสำมะโนประชากรและเคหะปี พ.ศ.๒๕๓๓ มีจำนวนทั้งสิ้น ๕๒๘,๕๖๘ คน ประชากรหญิงมากกว่าชายร้อยละ ๒.๓ ประชากรวัยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี มีประมาณร้อยละ ๓๓.๓ ประชากรวัยทำงานที่มีอายุ ๑๕-๕๙ ปี มีประมาณร้อยละ ๕๙.๑ ประชากรวัยชราที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป มีประมาณร้อยละ ๗.๖ ประชากรร้อยละ ๒๐.๘ ของผู้มีงานทำมีอาชีพทางการเกษตร (รวมเลี้ยงสัตว์ ป่าไม้ประมง) รองลงมา ได้แก่ อาชีพช่างหรือผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการผลิตและกรรมกรประมาณร้อยละ ๙.๗ และอาชีพเกี่ยวกับการค้าประมาณร้อยละ ๘.๑
ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๐ จังหวัดตรังมีประชากรทั้งสิ้น ๕๖๐,๘๘๗ คน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.๒๕๓๓ ร้อยละ ๖.๑ เป็นหญิงมากกว่าชาย ๑,๕๓๑ คน ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยทั้งจังหวัด ๑๑๔ คนต่อตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอเมืองตรังมีประชากรหนาแน่นที่สุดประมาณ ๒๖๑ คนต่อตารางกิโลเมตร รองลงมาคืออำเภอนาโยงประมาณ ๒๔๖ คนต่อตารางกิโลเมตร อำเภอสิเกาเบาบางที่สุดประมาณ ๕๔ คนต่อตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรกรรม ได้แก่ การทำสวนยางพารา ทำนาข้าว มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน และการประมง คิดเป็นร้อยละ ๗๔ ของประชากรจังหวัดและอีกร้อยละ ๒๖ประกอบอาชีพในสาขาการบริการพาณิชยกรรม อุตสาหกรรมขนส่งและการก่อสร้าง ประชากรส่วนใหญ่หรือร้อยละ ๘๓.๒๖ นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ ๑๖.๒๙ นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ ๐.๔๙ นับถือศาสนาคริสต์ และร้อยละ ๐.๐๘ นับถือศาสนาอื่นๆ สภาพสังคมของจังหวัดตรังมีลักษณะเป็นสังคมรวมระหว่างชาวไทยพุทธ ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยมุสลิมและศาสนาอื่นๆ ซึ่งมีความเป็นอยู่ที่กลมกลืนกันเป็นอย่างดี
การคมนาคมขนส่ง มีถนนสายหลักที่สำคัญคือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ สายเพชรเกษมเชื่อมเส้นทางระหว่างภาคจากกรุงเทพมหานครถึงจังหวัดตรัง และสิ้นสุดเส้นทางโดยเชื่อมกับทางหลวงของประเทศมาเลเซียในเขตอำเภอสะเดาจังหวัดสงขลา ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓ จากอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ที่อำเภอห้วยยอด และสิ้นสุดเส้นทางที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๔ จากเทศบาลเมืองตรังลงมาทางใต้ ผ่านอำเภอย่านตาขาวและไปสิ้นสุดเส้นทางที่แหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน ทางรถไฟสามารถใช้บริการได้ทั้งรถด่วนและรถเร็ว จากกรุงเทพมหานครถึงสถานีชุมทางทุ่งสงแยกเข้าจังหวัดตรัง ผ่านอำเภอห้วยยอด อำเภอเมืองตรัง และไปสิ้นสุดเส้นทางที่อำเภอกันตังทางน้ำมีท่าเรือ ๒ แห่งคือ ท่าเรืออำเภอกันตัง และท่าเรืออำเภอปะเหลียน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมในการบรรทุกสินค้าขนส่งผลผลิตทางการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวทางอากาศมีสนามบินพาณิชย์ภายในประเทศ ๑ แห่ง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ ๕ กิโลเมตร มีเที่ยวบินสายกรุงเทพฯ-ภูเก็ต-ตรัง ออกเดินทางทุกวัน
แหล่งน้ำและการชลประทาน ปริมาณน้ำฝนตลอดพื้นที่อยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากทำเลที่ตั้งของจังหวัดอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของคาบสมุทรมลายู ทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อย่างเต็มที่ จึงทำให้มีฝนตกหนักมากกว่า ๑๒๐ วันต่อปี และมีความชุ่มชื้นสูงเป็นเวลานาน แม่น้ำลำคลองในจังหวัดตรังที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งในด้านการเกษตรและการคมนาคมขนส่ง ได้แก่ แม่น้ำตรัง แม่น้ำปะเหลียน คลองกะลาเสใหญ่ คลองหลักขัน และคลองแร่ น้ำบาดาลมีปริมาณน้ำใต้ดินอยู่ในระดับต่ำ (๒๐-๑๐๐ แกลลอนต่อนาที) เนื่องจากสภาพทางธรณีสัณฐานเป็นหินทราย หินปูนและหินกรวด น้ำที่นำมาใช้จึงเพียงพอเฉพาะการอุปโภคบริโภคเท่านั้น พื้นที่ที่มีการขุดเจาะใช้น้ำบาดาลมาก ได้แก่ อำเภอห้วยยอด อำเภอปะเหลียน และอำเภอเมืองตรัง การชลประทานในจังหวัดตรังที่ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๓๑ มีทั้งสิ้น ๕๐ โครงการ ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ๙๙,๓๗๐ ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ ๓.๒๓ ของพื้นที่จังหวัด พื้นที่ชลประทานส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเมืองตรัง ซึ่งมีพื้นที่ทำนามากที่สุดในจังหวัด
โครงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม
จากรายงานสรุปผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด กองบัญชีประชาชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ สาขาเกษตรกรรม มีมูลค่าผลิตภัณฑ์สูงสุดคือ ๗,๐๓๑.๖ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๖.๗๑ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด อาชีพทางการเกษตรกรรมที่สำคัญ ได้แก่ กสิกรรม การประมง การปศุสัตว์ ป่าไม้ บริการทางการเกษตร และการแปรรูปผลิตผลการเกษตรอย่างง่าย การกสิกรรมในปี พ.ศ.๒๕๓๘ มีพื้นที่ทำการเกษตร ๑,๖๔๒,๐๑๘ ไร่ ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดผลผลิตคิดเป็นมูลค่า ๗,๒๐๖.๐๕ ล้านบาท พื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดคือ อำเภอปะเหลียน รองลงมาคือ อำเภอห้วยยอด อำเภอวังวิเศษ อำเภอเมืองตรัง อำเภอย่านตาขาวและอำเภอสิเกาตามลำดับ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ รองจากยางพารา ผลผลิตคิดเป็นมูลค่า ๑๗๘.๓ ล้านบาท พื้นที่ที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดคือ อำเภอสิเกา รองลงมาคืออำเภอวังวิเศษ อำเภอกันตังและอำเภอเมืองตรังตามลำดับข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญรองจากปาล์มน้ำมัน ผลผลิตคิดเป็นมูลค่า ๑๔๗.๔ ล้านบาท พื้นที่ที่ปลูกข้าวมากที่สุดคืออำเภอห้วยยอด รองลงมาคือ อำเภอนาโยง อำเภอย่านตาขาวอำเภอเมืองตรัง และอำเภอวังวิเศษตามลำดับ พื้นที่ทำการเกษตรที่เหลือ ได้แก่ พื้นที่ปลูกผัก พืชไร่ และไม้ผลอื่นๆ คิดเป็นเนื้อที่ ๒๑,๐๕๓ ไร่ หรือร้อยละ ๑.๒ ของพื้นที่ทำการเกษตรการประมงในปี พ.ศ.๒๕๓๘ มีปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งหมดจำนวน ๑๑๐,๔๓๐.๙๔ ตัน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๔,๓๙๗.๔ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นผลผลิตสัตว์น้ำเค็มประกอบด้วยปลาเบญจพรรณ ปลาเป็ด ปลาป่น จำนวน ๘๘,๑๑๘.๕ ตัน มูลค่า ๕๙๔.๒๖ ล้านบาท สัตว์น้ำกร่อยประกอบด้วยกุ้งกุลาดำ ปลาในกระชัง หอยแมลงภู่ จำนวน ๒๑,๙๓๗ ตัน มูลค่า ๓,๗๘๔.๑๗ ล้านบาท สัตว์น้ำจืดจำนวน ๗๗๕ ตัน มูลค่า ๑๙.๓๘ ล้านบาท
สภาวการณ์ด้านการประมงทะเลของจังหวัดตรังในปัจจุบันอยู่ในสภาพคงตัว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้แก่การเลี้ยงกุ้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.๒๕๓๗ ประมาณร้อยละ ๔๔ แนวโน้มในอนาคตคาดว่าจำนวนผู้ประกอบการจะไม่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงปลาในกระชังในปีพ.ศ.๒๕๓๘ ลดลงจากปี พ.ศ.๒๕๓๗ ประมาณร้อยละ ๓๕ การเลี้ยงหอยแมลงภู่และเลี้ยงหอยแครงเป็นอาชีพที่เริ่มส่งเสริม ปัจจุบันอยู่ในขั้นติดตามผลและมีแนวโน้มว่าราษฎรให้ความสนใจมากขึ้น การปศุสัตว์มีการเลี้ยงระดับฟาร์มน้อยมากเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพาราและการประมง สัตว์ที่เลี้ยงในเชิงธุรกิจ ได้แก่ โคนม โคเนื้อ กระบือ
สุกร แพะ ไก่ และเป็ด ป่าไม้ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น ๔๓๑.๓ ล้านบาท สภาวการณ์ป่าไม้โดยรวมไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากป่าธรรมชาติถูกทำลายลงไปมากในปี พ.ศ.๒๕๓๗ เหลือเนื้อที่ป่าประมาณ ๕๙๘,๑๒๕ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๔๖ ของพื้นที่จังหวัด สาขาพาณิชยกรรมส่วนใหญ่เป็นการค้าปลีกและค้าส่ง มีความสำคัญต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจรองจากสาขาเกษตรกรรม ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์สาขาการค้าปลีกและค้าส่งทั้งสิ้น ๒,๗๔๑.๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๒๐ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด กิจการค้าเน้นหนักทางด้านสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และผลผลิตทางการประมง ศูนย์กลางการค้าอยู่ที่อำเภอเมืองตรังและอำเภอกันตัง สาขาบริการจะพัฒนาควบคู่ไปกับสาขาเกษตรกรรมและสาขาพาณิชยกรรมและพัฒนาควบคู่ไปกับด้านการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ มีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สาขาบริการทั้งสิ้น ๒,๓๖๖.๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๓.๙๔ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด สาขาอุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญมากขึ้นโดยลำดับ ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ มูลค่าผลิตภัณฑ์สาขาอุตสาหกรรมมีจำนวนทั้งสิ้น ๗๐๑.๖ ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ ๔.๑๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่โรงสีข้าว โรงรมควันยาง โรงงานน้ำยางข้น โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และโรงงานปลาป่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญ ได้แก่ โรงงานปลากระป๋อง กาแฟผง ขนมเค้ก และซีอิ๊ว โรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองตรังมากที่สุด รองลงมาคือ อำเภอกันตัง อำเภอห้วยยอด และน้อยที่สุดคือ อำเภอวังวิเศษ
ทรัพยากรธรรมชาติ
ป่าไม้ จากสถิติการป่าไม้ของประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๓๗ จังหวัดตรังมีพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดประมาณ ๒,๑๙๗,๗๖๖ ไร่ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ๑,๔๗๕,๗๙๗ ไร่ ปกคลุมพื้นที่ทางตะวันออกของจังหวัดต่อเนื่องไปถึงตอนใต้แนวเทือกเขาบรรทัดและทางตะวันตกบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลทรัพยากรป่าไม้ประกอบด้วยไม้มีค่าชนิดต่างๆ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะเคียนทอง ไม้หลุมพอ พังกาหัวสุม ไม้ไผ่ หวาย ฯลฯส่วนบริเวณป่าชายเลนปกคลุมด้วยไม้โกงกาง ตะบูน แสม เป็นต้นสภาพป่าไม้ของจังหวัดตรังประกอบด้วยป่าบกและป่าชายเลนแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ บริเวณป่าต้นน้ำ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ได้แก่ บริเวณที่มีสภาพป่าไม้ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก มีการอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์อื่นๆ พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ได้แก่ บริเวณพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมซึ่งเหมาะสำหรับทำการเกษตร แร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ ดีบุก โคลัมไบท์แทนทาไลท์ พบในอำเภอห้วยยอด แร่ซิลิกา ลิกไนต์ พบในเขตอำเภอกันตังและแร่แบไรท์พบในอำเภอปะเหลียน การทำเหมืองแร่และการผลิตแร่ ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ มีเพียง ๒ ชนิดคือ หินอ่อนและโดโลไมต์ ซึ่งเป็นแร่อุตสาหกรรมชนิดอโลหะส่วนแร่ดีบุก โคลัมไบท์และแทนทาไลท์ ปัจจุบันมีราคาตกต่ำผู้ประกอบการจึงได้หยุดการทำเหมืองไว้ก่อน
ประเพณีท้องถิ่น โดยทั่วไปคล้ายคลึงกับประเพณีของจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุงและสงขลา แต่เนื่องจากมีอิทธิพลของวัฒนธรรมจีนปะปนอยู่จึงทำให้ประเพณีบางอย่างแผกเพี้ยนไปจากที่อื่นอยู่บ้างเช่น ประเพณีแต่งงานกับประเพณีงานศพ ประเพณีแต่งงานโดยปกติถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญจะมีการออกบัตรเชิญและจัดงานเลี้ยงอย่างใหญ่โต มีขบวนแห่เจ้าบ่าวโดยใช้รถยนต์เป็นริ้วขบวน รถที่เข้าร่วมแห่จะมีผ้าสีแดงคาดหรือผูกไว้หน้ารถทุกคัน นอกจากนั้นในพิธีกรรมก็ยังผสมผสานทั้งพราหมณ์ พุทธและจีน คือมีทั้งรดน้ำสังข์ พิธีพระและการยกน้ำชาเพื่อแสดงการคารวะญาติผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่าย ประเพณีงานศพไม่นิยมออกบัตรเชิญแต่นิยมพิมพ์ประกาศโดยระบุชื่อผู้ตาย ชื่อเจ้าภาพและบรรดาญาติๆ พร้อมกับแจ้งสถานที่ตั้งศพสำหรับทำพิธีและวันฌาปนกิจไว้เรียบร้อย จากนั้นนำไปปิดประกาศไว้ตามร้านกาแฟหรือในที่ประชุมชนอื่น บ้างก็นิยมส่งไปประกาศออกอากาศทางสถานีวิทยุ ในงานศพเจ้าภาพจะจัดอาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงแขกอย่างเต็มที่เฉพาะวันออกศพ (กรณีตั้งศพที่บ้าน) นำไปเผาหรือฝังมีขบวนคนเดินแห่ศพหรือขบวนรถยาวเหยียดตามศพไปยังวัดหรือสุสาน ถ้าเป็นคนมีหน้ามีตาญาติมิตรลูกหลานมากขบวนจะใหญ่โตเป็นพิเศษ โดยปกติหากผู้ตายเป็นคนมีเชื้อสายจีน มักจะมีวงมโหรีจีนเข้าร่วมขบวนแห่ด้วย การละเล่นพื้นเมืองและมหรสพคล้ายคลึงกับจังหวัดภาคใต้อื่น ๆ คือนิยมหนังตะลุงและโนรามากกว่ามหรสพอื่นใดจนมีคำกล่าวว่า "มาแต่ตรัง ไม่หนัง กะโนรา" มีศิลปินชาวตรังที่มีชื่อเสียงในด้านนี้หลายคณะด้วยกัน เช่น หนังจูลี้ เสียงเสน่ห์ หนังเดี้ยม นาปด หนังหมุนนุ้ย ฯลฯ ด้านโนราก็เคยมีโนรามีชื่อเสียงหลายคณะ เช่น โนราเติม วิน-วาด โนราแป้น เครื่องงาม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการละเล่นพื้นบ้านอีกหลายชนิด เช่น เพลงบอก รองแจ็ง ลิเกป่า เป็นต้น เฉพาะลิเกป่านั้นปัจจุบันยังเป็นที่นิยมอยู่ในเขตชุมชนคนไทยมุสลิม แถบอำเภอริมฝั่งทะเล เช่น อำเภอสิเกา อำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียนและอำเภอย่านตาขาว ลิเกป่านั้นมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับจังหวัดตรังโดยตรง สามารถรู้ได้ชัดตอนออกแขกแดง ลิเกป่าทุกคณะของภาคใต้จะต้องมีบทกล่าวถึงอำเภอกันตัง ดังบทร้องตอนแขกแดงจะพายาหยีออกทะเล เพื่อไปเมืองกัลกัตตาตอนหนึ่งว่า "ถอนหมอช่อใบ บังไสโลกรอก นาวาแล่นออกไปนอกท่ากันตัง"
ศาสนา เมื่อเทียบกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง หรือสงขลา นับว่าตรังยังไม่เจริญเท่าที่ควร มีวัดพุทธไม่มากนักและไม่ค่อยมีวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ มีสถานที่บำเพ็ญศาสนกิจที่สำคัญมีดังนี้คือ วัดพุทธ ๑๓๑ วัด สำนักสงฆ์ ๑๙ แห่ง สุเหร่า-มัสยิด ๙๖ แห่ง โบสถ์คริสต์ ๑๐ แห่ง ศาลเจ้าโรงเจ ๑๖ แห่ง
แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ แบ่งได้เป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือ แหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาดกระจายอยู่ตามริมฝั่งทะเลในเขตอำเภอสิเกาต่อเนื่องไปถึงอำเภอกันตัง และอำเภอปะเหลียน ประเภทป่าเขา น้ำตกกระจายตัวอยู่เป็นระยะตามแนวเชิงเขาบรรทัดในเขตอำเภอเมืองตรัง อำเภอย่านตาขาวและอำเภอปะเหลียน ประเภทภูมิทัศน์ ประวัติศาสตร์ และศาสนา ส่วนมากกระจายอยู่ในเขตตัวเมือง สามารถเดินทางเข้าถึงได้โดยสะดวก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) อยู่ในสวนสาธารณะในเขตเทศบาลเมืองตรัง หลักเมืองควนธานี เป็นศาลหลักเมืองที่ตั้งขึ้น เมื่อครั้งตั้งเมืองที่ควนธานี จัดสร้างโดยพระอุไภยราชธานี (ม่วง) ปัจจุบันมีการสร้างศาลาทรงไทยครอบหลักเมืองและมีการจัดงานฉลองทุกปี สระกะพังสุรินทร์ เป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองตรัง บริเวณสระจัดทำเป็นสวนสาธารณะ สวนสัตว์ นามกะพังสุรินทร์นี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่พระยาสุรินทรราชา (นกยูง วิเศษกุล) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต น้ำตกกะช่อง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณอุทยานเขาช่องริมถนนตรัง-พัทลุง ในเขตอำเภอเมืองตรัง เขาปินะ ตั้งอยู่ที่ตำบลนาวง เป็นภูเขาลูกโดดกลางเคยพบพระพิมพ์ร่วมสมัยศรีวิชัย หาดปากเมง เป็นหาดทรายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร อยู่ริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ในตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา หาดเจ้าไหม อยู่ที่ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง ยาวประมาณ ๕ กิโลเมตรจากตำบลเกาะลิบงไปต่อกับหาดปากเมง อำเภอสิเกา มีต้นสนเรียงรายตลอดริมหาด บริเวณใกล้เคียงมีถ้ำโบราณ ในถ้ำเคยพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยดีกดำบรรพ์ ทะเลสองห้อง อยู่ที่ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติกว้างใหญ่คล้ายทะเลสาบมีเนินเขาล้อมรอบ ตอนกลางมีเนินเขายื่นออกมาทั้ง ๒ ด้าน แบ่งแอ่งน้ำออกเป็น ๒ ตอน จึงเรียก "ทะเลสองห้อง" พระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จและสรงสนานที่นี่ เมื่อครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ในพ.ศ.๒๔๕๒ (ร.ศ.๑๒๘) ถ้ำช้างหาย ภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่มีความงดงามตามธรรมชาติ น้ำตกโตนเต๊ะอยู่ที่ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน มีน้ำไหลผ่านซอกหินตลอดสาย ประกอบด้วยไม้เบญจพรรณนานาชนิด เกาะลิบงอยู่ที่ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง รอบ ๆ เกาะเต็มไปด้วยหญ้าทะเลและพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เหลือเป็นฝูงสุดท้ายของประเทศไทย บนเกาะมีฝูงกวางซึ่งได้รับการอนุรักษ์จากเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เกาะกระดาน เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะปะการังและหาดทรายที่ขาวสะอาดน้ำตกอ่างทอง เป็นน้ำซึ่งไหลจากเขาอ่างทองทางทิศใต้ลัดเลาะผ่านแอ่งหินมาสิ้นสุดที่หน้าผาและตกสู่อ่างเบื้องล่าง สมัยก่อนถือว่ามีอาถรรพณ์ศักดิ์สิทธิ์อยู่
นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว จังหวัดตรังยังมีงานเทศกาลต่างๆ ที่น่าสนใจเป็นประจำทุกปี เช่นเทศกาลกินเจ จัดในเดือนตุลาคม เป็นประเพณีที่แปลกไม่เหมือนจังหวัดใดที่มีเทศกาลกินเจ ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีผู้ที่ศรัทธาเดินทางมาจากที่ต่าง ๆ เพื่อถือศีลกินเจ ตลอดจนร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เทศกาลหมูย่าง จัดในเดือนกันยายนหมูย่างสูตรตรัง หนังกรอบ เนื้อหอมนุ่มรสอร่อย กรรมวิธีหมักใส่เครื่องปรุงแล้วย่างทั้งตัวด้วยเตาย่างที่จัดทำเป็นพิเศษใช้แกล้มกาแฟหรือขึ้นโต๊ะงานเลี้ยงต่างๆ เทศกาลขนมเค้กจัดในเดือนสิงหาคม เค้กเมืองตรังรสชาติดีมีหลายแบบหลายรสให้เลือกซื้อ เหมาะสำหรับเป็นของฝาก
(สถาพร ศรีสัจจัง, ชาญณรงณ์ เที่ยงธรรม)
ปากน้ำกันตัง
อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) ที่จังหวัดตรัง
| ดูเพิ่มเติมที่ | : ปะเหลียน, อำเภอ , รัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง), พระยา |