ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ปะเหลียน, อำเภอ

ภาค : ใต้

ปะเหลียน, อำเภอ

ประวัติความเป็นมา

        ที่มาและความหมายของคำว่า "ปะเหลียน" มีการสันนิษฐานกันไปหลายกระแส เช่น บ้างว่าปะเหลียนเป็นคำที่มาจากภาษามลายู จากคำเดิมว่า "ปราเลียน" แปลว่าทอง

        จากหนังสือของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอปะเหลียนที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ ระบุว่า ปะเหลียนเป็นคำที่มาจากคำว่า "ปะ + เหรียญ" "ปะ" หมายถึงพบ รวมความว่า "พบเหรียญ" จากความเป็นมาของชื่อที่หมายความว่าพบเหรียญนี้ ทางสำนักงานได้เล่าประวัติความเป็นมาประกอบ โดยอ้างว่าได้สืบสวนค้นคว้าจากตัวบุคคลที่เล่าสืบต่อๆ กันมาว่า เมื่อประมาณ ๓ ชั่วอายุคนหรือ ๒๔๐ ปีล่วงมาแล้ว มีครอบครัวไทย ครอบครัวหนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ "บ้านในทอง" ใกล้ ๆ กับภูเขาบรรทัดช่วงนั้น (ปัจจุบันบ้านในทองอยู่ในหมู่บ้านที่ ๘ ตำบลปะเหลียน) หัวหน้าครอบครัวชื่อว่า "พันวัง" มีภรรยาชื่อว่า "คำพลี" ทั้งคู่ได้ครองรักกันมาจนบั้นปลายของชีวิต แต่ไม่มีบุตรที่จะสืบทายาท สองตายายเป็นเจ้าของแร่ทองในบริเวณนั้นด้วย ทองของตายายบางส่วนยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ที่หน้าผาของเทือกเขาบรรทัดในช่วงนั้น แม้ในปัจจุบันก็สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า ในจำนวนทองของตายายส่วนหนึ่งที่มองเห็นที่หน้าผามีรูปลักษณะกลมเหมือนเหรียญ ซึ่งถือเป็นนิมิตชื่อของสถานที่นี้ ต่อมานานเข้าคำพูดเพี้ยนจากคำว่า "เหรียญ" มาเป็น "เหลียน" ดังจะเห็นได้จากชื่อเก่าของอำเภอที่เรียกกันว่า "อำเภอเหลียน" ต่อมามีผู้ที่ไปพบทองคำที่มีลักษณะเหมือนเหรียญ (ไม่ได้ระบุว่าทองที่หน้าผาหรือที่อื่น) จึงเพิ่มชื่อคำว่า "ปะ" เข้าไปเป็น "ปะเหลียน" และใช้กันตลอดมาจนบัดนี้

        อีกกระแสหนึ่งสันนิษฐานกันว่า คำว่า "ปะเหลียน" น่าจะมาจากการพูดเพี้ยนหรือฟังเพี้ยน มาจากคำว่า "ปะลันดา" เพราะปรากฏตามหลักฐานว่า ปะเหลียนเคยเป็นเมืองมานานเดิมชื่อว่า "เมืองปะลันดา" ต่อมาเพี้ยนเป็น "ปะเหลียน"

        อาจารย์ดวง สีสุข ผู้สันทัดในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นท่านหนึ่งกล่าวว่า คำว่า ปะเหลียน เป็นคำมาจากภาษามลายู หมายถึง ถ้ำ ซึ่งถ้าคำว่าปะเหลียนหรือปะลันดาก็ตาม หากหมายความหรือแปลว่าถ้ำจริง ก็พอที่จะมองเห็นว่ามีเหตุผลอยู่ เพราะท่านอธิบายว่า ถ้ำที่อยู่ในที่ใกล้ ๆ นั้นเป็นที่มาของชื่ออำเภอปะเหลียนตามภาษามลายู ถ้าดังนั้นก็น่าจะเป็นถ้ำที่กล่าวกันมาแล้ว ๒ แห่ง คือถ้ำสุรินทร์ และถ้ำพระโล ซึ่งก็อยู่ในตำบลปะเหลียนสมกับที่อ้างมา จะอย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังต้องศึกษากันต่อไป

        เมืองปะลันดาหรือเมืองปะเหลียนมีความเป็นเมืองมานานฐานะความเป็นเมืองจะติดต่อกันหรือไม่ เรื่องนี้เป็นการยากที่จะเอาหลักฐานมาสนับสนุน แต่ระยะกลางและระยะหลัง ๆ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ราว พ.ศ.๑๘๐๐-๑๘๙๐ ปรากฏตามหนังสือที่พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานกฐินพระราชทาน ทอดที่วัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง (จำปีไม่ได้) ที่อ้างถึงพงศาวดารเมืองพัทลุง กล่าวว่าเมื่อศาสนาพุทธเริ่มเข้ามาเผยแพร่ในภาคใต้ โดยที่ชาวอินเดียได้มาสร้างพระพุทธรูปไว้ตามถ้ำในภูเขาหลายแห่ง โดยที่ทางเมืองพัทลุงไปติดต่อมาตามหนังสือที่อ้างถึงพงศาวดารในตอนนั้นว่า สมัยนั้นตรงกับสมัยนางเลือดขาว (บางแห่งพบชื่อนี้ว่าเจ้าเลือดขาว) ตามหลักฐานนี้กล่าวว่า พวกที่มาประกาศพระศาสนาพร้อมด้วยช่างฝีมือที่มากันในครั้งนั้นได้มาขึ้นเรือที่ท่าเรือปะเหลียน ซึ่งเป็นเมืองท่าหรือเมืองหน้าด่านของเมืองพัทลุง นอกเหนือจากหลักฐานที่กล่าวมาแล้ว ตามประวัติศาสตร์ของเมืองพัทลุงที่กล่าวถึงเมืองปะเหลียนที่มีความเกี่ยวข้องด้วยเมืองพัทลุง ก็มีตอนที่กล่าวว่า เจ้าเมืองปะเหลียนที่ทางเมืองพัทลุงส่งไปเป็นผู้ว่าราชการเมืองคนสุดท้าย ราว พ.ศ.๒๔๓๔ ชื่อพระปริยันต์เกษตรานุรักษ์ (ทองขาว) ซึ่งเป็นบุตรพระยาพัทลุงที่ชื่อว่า พระยาอภัยบริรักษ์จักราวิชิตพิพิธภักดีพิริยพาหะ (ทับ) เรื่องตอนนี้จังหวัดตรังก็มีประวัติเป็นหลักฐาน เรื่องที่กล่าวมาแล้วทำให้คิดว่า ปะเหลียนเป็นเมืองติดต่อกันมานาน สำหรับตอนต้น ๆ จะมีความเกี่ยวข้องด้วยเมืองพัทลุงหรือไม่ หรือเป็นเมืองอิสระ ไม่เคยพบหลักฐานในตอนนั้น พึ่งมาพบการเกี่ยวข้องในฐานะที่เมืองปะเหลียนเป็นเมืองท่าหรือเมืองหน้าด่านของเมืองพัทลุงในตอนหลังๆ ระยะหลังที่เมืองปะเหลียนถูกลดฐานะความเป็นเมืองมาเป็นอำเภอขึ้นกับจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเมืองที่มีการปกครองขึ้นกับจังหวัดนครศรีธรรมราชมาก่อน ก็ไม่ค่อยปรากฏหลักฐานที่เมืองปะเหลียนเกี่ยวข้องกับเมืองนครศรีธรรมราชและตรังมากนัก

        ต่อมาเรือเดินสมุทรกลับมาใช้ฝีจักร เป็นการลดเวลาในการเดินเรือได้รวดเร็วกว่ากันมาก เรือที่เดินมหาสมุทรระหว่างทะเลตะวันออกและทะเลตะวันตกก็อาจลดความจำเป็นในการที่จะหยุดที่เมืองปะเหลียนลงนอกจากนี้สถานที่ที่เป็นท่าเรืออื่น ๆ ก็เริ่มจะมีบทบาทในการแย่งผลประโยชน์จากการสร้างท่าเรือมากขึ้น เช่น เกาะปีนัง กระบี่ ภูเก็ต ทุ่งคา ทำให้เมืองปะเหลียนลดความสำคัญลงไปมาก

        พ.ศ.๒๔๓๓ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายู พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมเมืองตรังด้วย ในเวลานั้นเมืองตรังอยู่ที่ตำบลควนธานี อำเภอกันตัง จังหวัดตรังในปัจจุบัน พระยาตรังคภูมาภิบาล (เอี่ยม ณ นคร) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองกราบถวายบังคมทูลความว่า "เมืองตรังและเมืองปะเหลียนทรุดโทรมมาก ควรที่จะได้ปรับปรุงใหม่" หลังจากที่รัชกาลที่ ๕ ทรงทราบแล้วต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๔ จึงมีพระบรมราชโองการให้ลดฐานะเมืองปะเหลียน มาเป็นแขวงเรียกว่า "แขวงท่าพญา" มีราชการขึ้นต่อเมืองตรัง พร้อมกันนั้นก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผู้สำเร็จราชการเมืองกระบุรี (ในจังหวัดระนอง) พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) มาว่าราชการเมืองตรัง สำหรับแขวงท่าพญาก็มาเปลี่ยนเป็นอำเภอปะเหลียน หรืออำเภอหยงสตาร์ มีราชการขึ้นต่อจังหวัดตรัง เมื่อทางราชการใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่แล้ว

        ประวัติอำเภอปะเหลียนตามหนังสือของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอปะเหลียน ปี พ.ศ.๒๕๑๗ กล่าวถึงประวัติอำเภอปะเหลียนอยู่ ๔ ตอน ดังนี้

        อำเภอปะเหลียนสมัยก่อนขึ้นอยู่กับเมืองพัทลุง เจ้าพระยานคร (น้อย) ส่งบุตรมาปกครองเมืองตรัง ทางปะเหลียนได้มีผู้ที่มาตั้งหลักฐานรกรากอยู่นานแล้ว เจ้าเมืองพัทลุงจึงส่งกรมการเมืองมาปกครอง เพื่อเป็นการสกัดกั้นอำนาจของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชไว้ แต่โดยที่ครั้งนั้นประชาชนยังมีน้อยไม่เหมาะที่จะยกขึ้นเป็นเมืองมีเจ้าเมืองอย่างเมืองอื่น ๆ ดังนั้นตำแหน่งผู้ครองเมืองปะเหลียนในขณะนั้นจึงมีฐานะเป็นเพียง "จอม"

        ต่อมาเมื่อประชาชนมาอยู่มากขึ้น จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองเรียกว่า "เมืองปะเหลียน" หรือ "เมืองเหลียน" เมื่อราว พ.ศ.๒๓๔๐ อยู่ในความปกครองของเมืองพัทลุง นับเนื่องในเมืองแขวงที่ ๗ ขึ้นต่อเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ตัวเมืองตั้งอยู่ในหมู่ที่ ๓ ตำบลปะเหลียน พระปะเหลียนหรือเจ้าเมืองปะเหลียนคนสุดท้ายชื่อ "พระปริยันต์เกษตรานุรักษ์"

        ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๓๖๖ ย้ายไปตั้งที่ทำการเมืองชั่วคราวไปอยู่ที่หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านนา พ.ศ.๒๔๓๐ ย้ายไปตั้งที่หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าพญา ในราว พ.ศ.๒๔๓๔ ได้ยกเมืองปะเหลียนตั้งเป็นอำเภอเรียกว่า "อำเภอท่าพญา" ขึ้นต่อจังหวัดตรัง พ.ศ.๒๔๔๐ ย้ายจากตำบลท่าพญาไปตั้งที่หยงสตาร์ หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าข้าม เปลี่ยนชื่อจาก "อำเภอท่าพญา" เป็น "อำเภอปะเหลียน" พ.ศ.๒๔๕๐ ย้ายจากบ้านหยงสตาร์ไปตั้งที่ตลาดท่าข้าม หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าข้าม ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

        ครั้นเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอปะเหลียนเป็น "อำเภอหยงสตาร์" ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อตำบลที่ตั้งตัวอำเภอ ต่อมาวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๑ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอหยงสตาร์เป็นอำเภอปะเหลียนตามเดิม ทั้งนี้เพื่อต้องการรักษาชื่อเมืองเดิมและประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๗ กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งกิ่งอำเภอหาดสำราญ โดยแบ่งตำบลหาดสำราญ ตำบลตะเสะ และดำบลบ้าหวี ไปอยู่ในกิ่งอำเภอดังกล่าว

สภาพทั่วไป

        ปะเหลียน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตรัง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่ตำบลท่าข้าม ปะเหลียนมีเนื้อที่ประมาณ ๙๗๓.๑๓๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

        ทิศเหนือ        ติดต่อเขตอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

        ทิศใต้            ติดต่ออำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล

        ทิศตะวันออก ติดต่อภูเขาบรรทัดซึ่งเป็นเขตแดนของ จังหวัดตรัง-พัทลุง

        ทิศตะวันตก   ติดต่อเขตอำเภอกันตัง จังหวัดตรังและทะเลอันดามัน

        เนื่องด้วยอำเภอปะเหลียนเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลอันดามัน จึงมีส่วนที่ทำให้เขตของอำเภอทางทิศตะวันตกและทิศใต้ล้ำลงในทะเลตามสิทธิ์ที่กฎหมายสากลว่าด้วยน่านน้ำริมฝั่งของประเทศให้สิทธิ์เอาไว้ด้วย เหตุนี้อำเภอปะเหลียนจึงมีสภาพภูมิประเทศแต่ละสถานที่ต่างกัน เช่น เป็นที่ริมทะเล เป็นเกาะ ริมฝั่งทะเลบางตอนก็เป็นเลน ปกคลุมไปด้วยป่าไม้แสม ไม้ลำพู และไม้อื่น ๆ บางตอนก็เป็นหาดทรายที่มีทัศนียภาพอันสวยงาม บางส่วนก็เป็นที่ราบลุ่ม บางส่วนเป็นเนิน ทางทิศเหนือและทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีสถานที่เป็นเนินสูงสลับกันอยู่บ้าง อำเภอนี้มีสายน้ำถึง ๓๑ สาย ส่วนใหญ่จะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน อำเภอปะเหลียนถูกขนาบด้วยทะเล ๒ ด้าน จึงได้รับลมมรสุมเป็นเวลายาว ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณพื้นที่แถบนั้นได้รับอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ฤดูกาลมีเพียงฤดูฝนและฤดูร้อน ฝนจะตกในปีหนึ่ง ๆ เฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๙ เดือน ในเดือนพฤษภาคมฝนจะเริ่มตก และจะตกติดต่อกันถึงเดือนมกราคม สภาพดินฟ้าอากาศทั่ว ๆ ไปของอำเภอปะเหลียนจึงเหมาะแก่การที่จะทำการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ ป่าไม้และสัตว์น้ำ

        อำเภอปะเหลียนอยู่บนฝั่งทะเลและมีสายน้ำมาก การคมนาคมจึงใช้ทางเรือมาก ด้วยมีเรือเดินสมุทรที่มีระวางขับน้ำลึก และเรือเลียบฝั่ง เรือเดินสมุทรส่วนใหญ่จะรับส่งสินค้าไปเกาะปีนังของมาเลเซีย เรือเล็กหรือเรือเลียบฝั่งจะรับส่งสินค้าหรือรับส่งผู้โดยสารระหว่างอำเภอปะเหลียน-กันตัง-สตูล สำหรับการคมนาคมภายในอำเภอ เช่น ไปเกาะสุกร ไปตำบลหาดสำราญ ตำบลตะเสะ สถานที่ดังกล่าวมานี้จะมีเรือประจำ นอกจากนี้เรือที่ประชาชนใช้แล่นไปตามริมฝั่งและตามลำน้ำก็มี ส่วนใหญ่จะเป็นเรือเล็กๆ มีทั้งที่ใช้เป็นส่วนบุคคลและที่ใช้รับจ้าง ท่าเรือที่สำคัญมีที่ท่าข้าม เกาะสุกร และที่หยงสตาร์ เรือที่มีระวางขับน้ำลึกจะเทียบที่ท่าเรือหยงสตาร์ เพราะมีเจ้าหน้าที่ของด่านศุลกากรคอยบริการอยู่ การคมนาคมทางน้ำในอำเภอปะเหลียนมีปริมาณรองจากท่าเรือกันตังในจังหวัดตรัง

        ส่วนการคมนาคมทางบกมีถนนสายต่าง ๆ ติดต่อได้ทุกตำบลเว้นแต่ที่เป็นเกาะซึ่งก็ได้รับการปรับปรุงเรื่องท่าเรือแทนถึงแม้ว่าถนนแต่ละสายไม่เป็นการถาวร แต่ก็ให้ความสะดวกแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ถนนสายสำคัญของอำเภอปะเหลียนที่จัดสร้างถาวรลาดยางมี ๒ สาย สายที่สำคัญที่สุดได้แก่ สายที่เริ่มจากด่านศุลกากรที่ท่าเรือหยงสตาร์ ผ่านที่ว่าการอำเภอปะเหลียนไปต่อกับถนนสายในเขตอำเภอย่านตาขาว ซึ่งติดต่อเข้าในอำเภอเมืองตรังไปเชื่อมต่อกับถนนเพชรเกษมในเขตเทศบาลเมืองตรัง ถนนสายต่าง ๆ จะมารวมต่อกับถนนสายนี้ความยาวของถนนสายนี้เริ่มจากท่าเรือหยงสตาร์ถึงเขตเทศบาลเมืองตรังมีความยาว ๕๒ กิโลเมตร เป็นถนนของทางหลวงแผ่นดิน อีกสายหนึ่งมีสภาพเหมือนสายที่กล่าวมาแล้ว แยกจากถนนตรัง-ปะเหลียน ที่บ้านสามแยก หมู่ที่ ๕ ตำบลท่าข้ามของอำเภอนี้ เป็นทางหลวงแผ่นดินเข้าไปในเขตของอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เป็นระยะทาง ๒๙ กิโลเมตร

        พ.ศ.๒๕๔๐ อำเภอปะเหลียนมีประชากรจำนวน ๕๔,๙๔๑ คน นับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๕๐.๐๖ อิสลามร้อยละ ๔๔.๘๐ คริสต์ร้อยละ ๐.๑๔

        อาชีพของประชากรที่สำคัญคือ การเกษตรมีถึงร้อยละ ๗๐

        อำเภอปะเหลียนแบ่งการปกครองออกเป็น ๑๐ ตำบล ๗๒ หมู่บ้าน มีตำบลท่าข้าม ตำบลลิพัง ตำบลบางด้วน ตำบลบ้านนา ตำบลทุ่งยาว ตำบลปะเหลียน ตำบลท่าพญา ตำบลสุโสะ ตำบลแหลมสอม และตำบลเกาะสุกร

        โบราณสถานตามหนังสือของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอปะเหลียนกล่าวว่า มีกำแพงที่ทำด้วยดินกว้างขนาด ๕ เมตรยาว ๕ กิโลเมตร อยู่ที่บ้านโต๊ะร่วง พร้อมกับเล่าประวัติประกอบโบราณสถานนี้ว่าได้สอบถามจากปากคำของบุคคลที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อราว ๑๕๐ ปีล่วงมาแล้ว ชนพวกหนึ่งเข้ามาทำการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ถูกชาวพุทธเจ้าของถิ่นขัดขวางโดยการรวมกำลังกันต่อต้าน มีการรบพุ่งกันขึ้น ชาวพุทธจึงสร้างกำแพงดินนี้ขึ้นเพื่อป้องกัน

        นอกนั้นก็มีปูชนียสถานภายในถ้ำของภูเขา "พระโล" ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ ๑ ตำบลปะเหลียน มีพระพุทธรูปยืนองค์หนึ่งขนาดสูง ๑ วา กว้างราว ๒ ศอก เป็นพระพุทธรูปหินกล่าวกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อก่อนนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มากมีผู้มาบนบานอยู่เสมอ

        สถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจในอำเภอปะเหลียนมีหลายแห่ง เช่น "ถ้ำสุรินทร์" ตั้งอยู่ในเขตของตำบลปะเหลียนมีทางคมนาคมที่สะดวก "โตนเตะ" เป็นน้ำตกซึ่งเกิดจากภูเขาบรรทัด ในเขตตำบลปะเหลียน มีเส้นทางเข้าถึงที่ ตกแต่งให้ความสะดวกสบายพอสมควร "เกาะสุกร" เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลอันดามันที่เป็นเขตของอำเภอปะเหลียน มีฐานะเป็นตำบล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ว่าการอำเภอเกาะสุกรเป็นเกาะที่สวยงาม อากาศดี มีหาดทรายที่สะอาดเป็นที่น่าอยู่น่าเที่ยว ประชาชนส่วนใหญ่ที่กำเนิดในเกาะนี้เป็นคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีจิตใจ โอบอ้อมอารี ยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน เกาะสุกรเป็นที่รู้จักของชาวเรือ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี (สนิท พลเดช)


ที่ว่าการอำเภอปะนาเระ ถ่ายเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

 



ที่ว่าการอำเภอปะเหลียน (ถ่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๑)

 



สถานที่ราชการส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนควน (เนินดิน)