ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

รัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง), พระยา

ภาค : ใต้

 

รัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง), พระยา

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) เกิดที่จังหวัดระนอง เมื่อวันพุธ เดือน ๕ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๐๐ เป็นบุตรชายคนสุดท้องของพระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) จีนฮกเกี้ยนที่ได้รับบรรดาศักดิ์เลื่อนฐานะจากพ่อค้าเป็นขุนนาง ด้วยวิธีการประมูลผูกขาดภาษีเป็นนายอากร ประกอบความดีความชอบคือ จัดส่งภาษีให้แก่รัฐบาลที่กรุงเทพฯ โดยเรียบร้อย พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ มีมารดาเป็นชาวเมืองระนอง ชื่อกิ้ม มีพี่ชายต่างมารดา ๕ คนดังนี้
๑. คอซิมเจ๋ง(หลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง)
๒. คอซิมก๊อง(พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร)
๓. คอซิมจั่ว (หลวงศักดิ์ศรีสมบัติ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง)
๔. คอซิมขิม (พระยาอัษฏงคดทิศรักษา ผู้ช่วยราชการเมืองกระบุรี)
๕. คอซิมเด็ก (พระยาจรูญราชโภคากรณ์ ผู้ช่วยราชการเมืองหลังสวน) พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เริ่มเข้ารับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๕โดยพี่ชาย คือ พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) เจ้าเมืองระนองขณะนั้นเป็นผู้นำตัวไปถวายเป็นมหาดเล็ก และได้รับพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่หลวงบริรักษ์โลหะวิไสย ผู้ช่วยเมืองระนอง แล้วเลื่อนเป็นที่พระอัษฎงคตทิศรักษา เจ้าเมืองกระบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๘ ครั้นได้แสดงความสามารถสร้างบ้านบำรุงเมืองให้เป็นที่ปรากฏ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เจ้าเมืองตรังในปี พ.ศ.๒๕๓๓ และในปี พ.ศ.๒๔๕๕ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เป็นข้าราชการหัวเมืองที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในยุคของท่าน เป็นที่โปรดปรานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง ๒ รัชกาล คือพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อถือในความสามารถ โปรดหารือด้วยในกิจการบ้านเมือง จนพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นพิเศษให้ห้อยกระบี่เดินเข้าเฝ้าได้ไม่ต้องหมอบคลาน พระบาทสมเด็จฯพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือเสมือนว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯเป็นพระสหายใกล้ชิด ไว้วางพระราชหฤทัยปรับทุกข์สุขได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรีผู้หนึ่ง และมีพระราชดำริจะเลื่อนให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตร แต่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ กราบบังคมทูลผ่อนผัดไม่ขอรับพระกรุณาจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสายสะพายช้างเผือกชั้น ๑ แต่ท่านไม่ทันได้รับพระราชทานก็ถูกหมอจันทร์แพทย์ประจำเมืองตรังยิงเสียก่อน โดยถูกยิงพร้อมพระสถลสถานพิทักษ์(คอยู่เคียด) หลานชายซึ่งเป็นเจ้าเมืองตรังขณะนั้น ที่สะพานเจ้าฟ้าท่าเรือกันตัง เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๕และไปเสียชีวิตที่บ้านจักรพงษ์ รัฐปีนังเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนพ.ศ.๒๕๕๖ มูลเหตุที่หมอจันทร์กระทำการเช่นนั้นก็ด้วยสำคัญผิดว่า ภรรยาของตนคือนางซิ่ว (ช่วน) ถูกพระสถลสถานพิทักษ์ปลุกปล้ำ และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ มีส่วนหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ตนไปพบภรรยา หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแต่พยานบุคคลเท่าที่หาได้และจากคำพิพากษาของศาลฎีกาในเวลาต่อมาชี้ชัดว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ หาได้มีส่วนรู้เห็นการกระทำนั้นไม่(ดู จันทร์ บริบาล)

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้รับยกย่องจากคณะทำงานกิจกรรมวันข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๒๕ ว่าเป็น ๑ ใน ๕ของข้าราชการพลเรือนดีเด่นสาขาการปกครองในรอบ ๒๐๐ ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นเกียรติประวัติที่น่าชื่นชม แต่ที่น่าสนใจสำหรับตัวท่านก็คือ ในบรรดานักปกครองทั้ง ๕ ท่านนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เป็นผู้เดียวที่ไม่มีความรู้ทางหนังสือนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ท่านเขียนหนังสือไม่ได้เลยไม่ว่าภาษาใดๆเว้นแต่เซ็นชื่อ ซึ่งจะเซ็นทำนองเดียวกับการวาดรูป เซ็นจากความจำ คือขณะเซ็นอยู่หากต้องหยุดชะงักเพราะเหตุใดก็ต้องเริ่มต้นใหม่ กระนั้นก็ตามหากจะกล่าวว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯไม่มีความรู้ก็จะไม่ถูกต้องนัก เพราะแม้ท่านจะเขียนไม่ได้แต่ท่านกลับสามารถพูดภาษาต่างๆ ได้ดีถึง ๔ ภาษา คือ ไทยมลายู อังกฤษ ฮินดูสตานี และภาษาจีนอีก ๕ ภาษา ทั้งได้แต่งตำราสอนราษฎรเกี่ยวกับการทำมาหากินหลายเรื่อง เช่นเรื่องการปลูกข้าว การเลือกเมล็ดพันธุ์พืช การเลี้ยงสัตว์จำพวกใช้งานและสัตว์พวกที่เลี้ยงเป็นอาหาร เป็นต้น โดยบอกให้เลขานุการประจำตัวจดตามคำบอกแล้วพิมพ์แจกจ่ายราษฎรท่านสามารถตรวจเอกสารราชการต่างๆ ได้ โดยฟังจากคำอ่านของเลขานุการ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ มีความจำเป็นเลิศมีปฏิภาณไหวพริบและช่างสังเกตเป็นเยี่ยม แม้จะไม่เคยปรากฏว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้เข้าศึกษา ณ สถานศึกษาแห่งใดแต่ท่านได้สั่งสมความรอบรู้จากประสบการณ์อันค่อนข้างจะได้เปรียบกว่าผู้อื่น ตอนเป็นเด็กเคยติดตามบิดาอย่างใกล้ชิดไปยังที่ต่างๆ มีประเทศจีน เป็นอาทิ ได้รู้เห็นการบริหารงานทั้งงานธุรกิจ งานราชการของบิดารวมทั้งของพี่ชายมาแต่น้อย ครั้นเข้ารับราชการได้ตามเสด็จฯ ไปยุโรป หัวเมืองมลายู อินโดนีเซียได้พบปะวิสาสะกับบรรดาท่านผู้รู้ในหลายสาขาอาชีพ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ ได้มีโอกาสเฝ้าแหนใกล้ชิดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยขณะนั้นฉันครูกับศิษย์ ประกอบกับคุณสมบัติของท่านที่เป็นคนช่างจำ ช่างสังเกตและมีไหวพริบ รวมทั้งการหมั่นติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในวงการต่างๆ เป็นนิจ ทำให้ท่านเป็นผู้มีความรู้มากผู้หนึ่ง จัดเป็นพหูสูดที่ยากจะหาสมุหเทศาภิบาลหรือเจ้าเมืองคนใดในยุคเดียวกันเสมอเหมือนได้

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ มีบทบาทที่สำคัญหลายประการดังนี้
๑. ด้านการปกครอง กุศโลบายหลักในการปกครองของท่าน คือ หลักพ่อปกครองลูก ทำนองเดียวกับที่ใช้ในยุคสุโขทัย เจ้าเมืองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น ท่านมีอำนาจเด็ดขาดตามที่ได้รับมอบหมายมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวท่านเองไม่เคยรั้งรอที่จะใช้อำนาจนั้นให้ปรากฏ โดยที่มีความเชื่อพื้นฐานว่า ราษฎรขณะนั้นขี้เกียจ เช่น สมัครใจจะทำไร่เลื่อนลอยตามไหล่เขา เอาแต่ง่ายเข้าว่ามัวเมาในการพนัน มีตีไก่ เป็นอาทิ ส่วนการทำมาหากินกลับมักน้อย เพราะปลูกเพียงเฉพาะแต่พอกิน ฉะนั้นเมื่อราษฎรไม่รู้ดีชั่วโดยตนเอง ท่านจึงถือเป็นหน้าที่ต้องสั่งสอน ขู่บังคับชักชวน และแนะนำ ขณะเดียวกันท่านวางตัวใกล้ชิดกับราษฎรหมั่นออกตรวจเยี่ยมเสมอ กิจวัตรประจำวันคือตื่นเช้า เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา ออกเดินบริหารร่างกาย และถือโอกาสพบปะทักทายทุกข์สุขราษฎรในรายทาง อบรมสั่งสอนไปตามที่เห็น สมควร การทำนุบำรุงเมืองของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ใช่จะเป็นที่พอใจของราษฎรทุกคน เคยปรากฏว่ามีผู้ยื่นฎีกาฟ้องร้องต่อพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ไม่หวั่นไหว คงมุ่งมั่นในแนวทางปลอบ ขู่บังคับ ชักชวนราษฎรให้ดำเนินการเช่นที่ท่านวางไว้ให้ห้ โดยเชื่อว่าเมื่อราษฎรทำเช่นนั้น ราษฎรก็จะมั่งมี บ้านเมืองก็จะเจริญฉะนั้นแม้พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ จะเข้มงวดกวดขันไปบ้างราษฎรส่วนใหญ่ก็ตระหนักดีว่า เจตนาของท่านคือความปรารถนาดีต่อตนนั่นเอง พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ จึงเป็นผู้ปกครองที่ราษฎรทั้งเกรงกลัว รัก และศรัทธาในขณะเดียวกัน

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ นอกจากจะยึดในหลักพ่อปกครองลูกแล้ว ยังยึดในหลักการแบ่งงานและความรับผิดชอบแก่ผู้ใด้บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในระดับท้องถิ่น ดังจะเห็นได้จากการริเริ่มจัดตั้งที่ว่าการกำนันขึ้นเป็นแห่งแรกที่มณฑลภูเก็ต และได้จัดระเบียบการประชุมผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ให้เป็นที่แน่นอน

๒. ด้านการส่งเสริมอาชีพราษฎร อาจจะเป็นเพราะพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เกิดในตระกูลพ่อค้าท่านจึงมีโลกทัศน์ต่างจากขุนนางอื่นๆ คือมีอุปนิสัยบำรุงการค้า ให้ความสำคัญแก่การค้าขายพอๆ กับอาชีพอื่น ๆ เมื่อเป็นเจ้าเมืองกระบุรีได้ย้ายเมืองจากตำบลปากจั่นไปอยู่ตำบลน้ำจืด เมื่อเป็นเจ้าเมืองตรังได้ย้ายเมืองจากตำบลควนธานีไปอยู่ตำบลกันดังด้วยเหตุผลเดียวกัน คือทำเลการค้าที่ดีกว่า เรือกลไฟ เรือสินค้าใหญ่สามารถเข้าถึงได้สะดวก ไม่ต้องผ่อนลงเรือเล็ก ในด้านการเกษตรพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ พยายามในทุกทางที่จะเปลี่ยนระบบการผลิตแต่พอยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่าย ที่เมืองตรังปัญหาของเกษตรกรขณะนั้นคือขาดเงินทุน ขาดความรู้เรื่องการตลาดและวิธีการสมัยใหม่ ทั้งเกษตรกรเองก็ไม่ขยันขันแข็ง พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้ทูลขอพระราชทานยืมเงิน๖,๐๐๐ เหรียญจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อไปแบ่ง สรรให้ราษฎรยืมต่ออีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับพระกรุณา ตัวท่านเองคอยช่วยเหลือตรวจสอบความเป็นไปในตลาดประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะหัวเมืองมลายู แล้วนำมาบอกกล่าวแก่ราษฎรเพื่อจะได้มีลู่ทางทำมาหากินกว้างขวางขึ้น ในยุคนั้นพืชเศรษฐกิจหลักของเมืองตรังมีเพียงพริกไทย ซึ่งนับวันราคาจะตกต่ำไปเรื่อยๆพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ จึงรณรงค์ในทุกทางให้ราษฎรปลูกพืชอื่น ๆ ทดแทน นับแต่จันทน์เทศ หมาก มะพร้าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราซึ่งได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้จนทุกวันนี้ สำหรับปัญหาเกษตรกรขาดความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้แต่งตำราแจกจ่ายแก่ราษฎร และยังได้เสนอให้ทางราชการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อศึกษาและวิจัยโดยเฉพาะขึ้นด้วย แต่ที่ภูเก็ตราษฎรขณะนั้นไม่ใส่ใจในการเกษตรกรรม พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ พยายามชี้ให้ตระหนักว่าแร่ธาตุที่มีอยู่ย่อมมีวันหมดสิ้น ราษฎรควรหันมาทำการเกษตรให้มากขึ้นเพื่อจะได้ไม่ลำบาก พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ สั่งการให้ตรวจตราพื้นที่ที่เหมาะในการเกษตรแล้วให้ทางอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านร่วมชักชวนราษฎรไปจับจองที่ดินทำนา ควบคุมให้ช่วยกันสร้างทำนบเก็บน้ำ และให้นำประเพณีการ "ลงแขก" มาใช้อย่างแพร่หลาย คือเมื่อถึงหน้านาให้ราษฎรไปช่วยผู้ใหญ่บ้านทำนาคนละ ๒ วัน กำนันคนละ ๑ วันราษฎรช่วยกันเองผลัดเปลี่ยนไปคนละ ๒ วัน นอกจากนี้พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ยังมีความเห็นว่าราษฎรจะอยู่ดีกินดีนอกจากจะประกอบอาชีพหลักแล้วควรช่วยเหลือตนเอง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพิ่มพูนรายได้ด้วยการลดรายจ่ายในครัวเรือนลง ฉะนั้นท่านจึงสนับสนุนส่งเสริมการปลูกพืชผัก สวนครัวและเลี้ยงสัตว์ โดยกำหนดรูปแบบการทำสวนครัวเลี้ยงสัตว์ขึ้น บังคับให้ราษฎรทุกบ้านต้องปลูกพริก มะเขือมะกรูด มะนาว ตะไคร้ มะพร้าว มะละกอ อย่างละ ๕ ต้น๕ กอ เลี้ยงไก่ครัวละ ๕ แม่ ตัวท่านเองหมั่นออกตรวจสอบเสมอ และกำชับให้เจ้าพนักงานกวดขันราษฎรอย่างจริงจังอีกชั้นหนึ่งด้วย โดยท่านเชื่อว่าในเบื้องแรกจำเป็นต้องบังคับเข้มงวด ต่อเมื่อราษฎรเห็นประโยชน์แล้วก็จะทำตามโดยสมัครใจในโอกาสต่อไป

๓. ด้านการคมนาคม พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ให้ความสำคัญเป็นที่สุด โดยเฉพาะการสร้างถนน กล่าวได้ว่าแม้จนทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดในประเทศไทยที่มีประวัติการตัดถนนมากสายเท่ากับพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ และวิธีการตัดถนนของท่านก็แปลกคือใช้แรงงานราษฎรและนักโทษ เมื่อต้อง ระเบิดหินก็ให้สุมไฟจนแดงจัดแล้วราดน้ำ สำหรับการขุดถนนท่านให้สร้างรถบดพิเศษ โดยใช้ช้างลากก้อนหินกลมใหญ่หนักประมาณ ๓ ตัน และต่อตัวถังสำหรับใส่ดินเพิ่มน้ำหนักได้อีกตามความต้องการ ถนนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ อำนวยการตัดที่นับว่ายากลำบากมากที่สุดก็คือถนนสายที่วกเวียนไปตามไหล่เทือกเขาบรรทัด (ชาวบ้านเรียก เขาพับผ้า) เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดตรังกับจังหวัดพัทลุง

๔. ด้านการรักษาความสงบและปราบปรามโจรผู้ร้ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้สร้างความคิดใหม่ขึ้นในหมู่ราษฎรกล่าวคือ ราษฎรทุกคนต้องถือเป็นหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามโจรผู้ร้าย จะทอดธุระให้แก่เจ้าพนักงานบ้านเมืองฝ่ายเดียวไม่ได้ โดยตั้งข้อบังคับให้ทุกบ้านต้องมีเกราะ ๒ อัน เมื่อผู้ร้ายปล้นบ้านใดก็ให้ดีเกราะเป็นสัญญาณต่อ ๆ กันไปทุกเรือน ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงเกราะแล้วไม่ดีเกราะรับและไม่ไปช่วยก็ต้องมีโทษ สำหรับเจ้าพนักงานพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เร่งรัดกำกับให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอแทบทุกครั้งที่ออกตรวจราชการจะหมั่นสอบถามความคืบหน้าในการปราบปรามโจรผู้ร้ายสำคัญ ซึ่งท่านมักจะจำชื่อและกิตติศัพท์ได้แม่นยำแทบทุกครั้งที่ออกตรวจราชการ สำหรับผู้ร้ายที่ทำผิดในเขตจังหวัดหนึ่งแล้วหนีไปอยู่ในอีกเขตจังหวัดหนึ่ง ท่านได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแก้ไขระเบียบการติดตามจับกุมข้ามเขตแดนให้รวดเร็วทันแก่เหตุการณ์ ในสมัยของท่านปัญหาโจรผู้ร้ายจึงลดน้อยลงไปมาก

๕. ด้านการศึกษา แม้พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ จะเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ท่านก็ประจักษ์ในคุณประโยชน์ของการศึกษา ได้พยายามสนับสนุนในทุกทาง เริ่มแรกให้ใช้วัดเป็นโรงเรียน จัดหาครูไปสอน บางครั้งก็นิมนต์พระสงฆ์ที่พอจะมีความรู้ไปสอน นอกจากนี้ยังได้คัดเลือกบุตรหลานข้าราชการผู้ดีมีสกุลในจังหวัดต่างๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ปีนัง หรือส่งไปเรียนวิชาการที่กรุงเทพฯ เมื่อไปตรวจราชการ พบเห็นเด็กในวัยเรียนจะซักไช้เรื่องการเรียนเสมอ ถ้าพบว่าไม่ได้เรียนหนังสือท่านจะให้นำเด็กขึ้นรถ แล้วให้ตามพ่อแม่ผู้ปกครองมาหาชี้แจงให้เห็นประโยชน์ของการศึกษา ในกรณีพ่อแม่ยากจนส่งเสียไม่ได้ ท่านจะมอบหมายให้ข้าราชการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปกครองแทน เมื่อกลับไปตรวจราชการที่นั่นในโอกาสต่อมาผู้ปกครองคนใหม่ต้องนำเด็กมาพบทุกครั้ง เพื่อจะสอบถามผลการเรียน ตรวจสอบการอบรมสั่งสอน หากปรากฏว่าเด็กพัฒนาขึ้นเป็นที่พอใจ ท่านจะตบรางวัลและชมเชยผู้ปกครองคนใหม่ ท่านทำเช่นนี้เป็นประจำจนผู้ปกครองไม่กล้าปล่อยปละละเลย นอกจากนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ยังได้สนับสนุนข้าราชการให้มีความรู้เพิ่มเดิม มีความเข้าใจในการปฏิบัติคนท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มการส่งข้าราชการไปดูงานต่างประเทศคือที่ปีนัง และสิงคโปร์ และเมื่อกลับจากตรวจราชการบางครั้งบางคราวท่านจะสั่งให้ข้าราชการพร้อมภรรยาไปร่วมรับประทานอาหาร เพื่อดูว่าครอบครัวใดแต่งตัวถูกแบบแผนหรือไม่ ใช้ช้อนมีดเป็นหรือไม่ จะได้ดักเตือนแนะนำ สำหรับครอบครัวที่ทำได้ดี ท่านจะยกย่องและให้รางวัลในช่วงฤดูผลไม้ อาทิฤดูเงาะท่านจะเรียกบรรดาภรรยาข้าราชการไปกินเงาะที่จวนโดยแจกมีดคว้านให้คนละเล่ม ใครกินเท่าไรก็ได้แต่ต้องใช้มีดคว้าน และสตรีเหล่านั้นก็สามารถเป็นแม่งานที่ช่วยเหลือคว้านผลไม้ในงานรับรองแขกของท่านได้เป็นอย่างดี ที่พักของท่านจึงเป็นเสมือนโรงเรียนฝึกหัดในอีกทางหนึ่งด้วย

๖. ด้านการสาธารณสุข นอกจากพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯจะรณรงค์เรื่องความสะอาด บังคับให้ราษฎรดูแลบ้านเรือนให้สะอาดเรียบร้อย ส่งข้าราชการออกไปชี้แจงแก่ประชาชนตามตำบลต่างๆ แล้ว ท่านยังได้คิดจัดทำ "ด่านกักกันโรค" สำหรับพวกกุลีจีนที่จะไปทำงานในมณฑลภูเก็ตขึ้นที่เกาะตะเภา หน้าเมืองภูเก็ต โดยกำหนดว่า เรือบรรทุกกุลีจีนทุกลำจะต้องให้พักที่เกาะตะเภาก่อนทั้งสิ้น กุลีจะต้องให้หมอตรวจทุกคนถ้าตรวจแล้วพบว่าไม่มีอาการป่วย และแข็งแรงดีก็ให้อาบน้ำโกนผม เปลี่ยนเครื่องแต่งกายแวะซักเสื้อผ้าให้สะอาดเรียบร้อยแล้วจึงให้ขึ้นฝั่ง ครั้นเมื่อไปทำงานในเหมือง ท่านได้จัดให้มีโครงการประกันสุขภาพสำหรับกุลีจีนด้วย โดยชี้ชวนให้บรรดากุลีออกเงินเดือนละ ๕ อัฐ ให้กับโรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ในหลายตำบล เมื่อกุลีป่วยไข้จะได้รับการรักษาโดยไม่เสียอะไร ที่จัดว่าทันสมัยที่สุดก็คือ ท่านได้จัดให้มีนิคมโสเภณีขึ้นที่ภูเก็ดเพื่อสะดวกในการควบคุม เพราะขณะนั้นผู้หญิงญี่ปุ่น มลายู มาเก๊าได้เข้าไปทำมาหากินในเมืองภูเก็ตกันมาก พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯจึงจัดระเบียบให้ผู้หญิงเหล่านั้นอยู่บริเวณเดียวกัน เรียกว่า"ซอยรมณีย์"

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ใช้กุศโลบายในการปกครอง และพัฒนาบ้านเมืองเป็นที่เล่าขานจดจำกันมา ดังตัวอย่างที่นายพ่วง บุษรารัตน์ รวบรวมมาดังนี้

๑. อุบายในการตัดถนน การตัดถนนสมัยนั้น ชาวเมืองยังไม่เห็นความจำเป็น ตัดผ่านเรือกสวนไร่นาของใครเจ้าของที่ดินไม่ยินยอมยกให้ ยังไม่มีการเวนคืน เสียค่าชดเชยแต่อย่างใด ท่านให้กรุยทางเป็นทางเกวียนก่อน จะตัดทางผ่านที่ใด ไม่บอกล่วงหน้า ท่านนั่งเสลี่ยงผ่านเส้นทางที่ต้องการผู้คนต้องช่วยกันกรุยทาง เพื่อให้หามเสลี่ยงไปได้สะดวกภายหลังกลายเป็นทางเกวียน นำผลผลิตไปขายได้สะดวก แต่ถึงฤดูฝนทางเป็นหลุมเป็นบ่อ เกวียนผ่านไม่สะดวก ให้ผู้คนช่วยกันถมดินกลายเป็นถนน ใช้เส้นทางได้ตลอดปี ถนนผ่านที่ใดความเจริญเกิดขึ้นที่นั่น ผู้คนเห็นความสำคัญของถนนจึงให้ความร่วมมือเต็มที่ ในเมืองตรังจึงเกิดมีถนนเกิดขึ้นหลายสาย ถนนสายสำคัญเชื่อมระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัด ตรังต้องผ่านภูเขา เส้นทางคดเคี้ยวที่เรียกกันว่าถนนพับผ้ามีความยาวถึง ๒๐ กิโลเมตร ท่านใช้อุบายสร้างจนสำเร็จรู้จักฉวยโอกาสได้อย่างเหมาะสม ครั้งนั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญมาจากเกาะลังกาเพื่อประดิษฐานที่กรุงเทพฯ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ วิงวอนให้มาขึ้นท่าเรือกันตังแห่แหนไปลงเรือที่ลำปำ จังหวัดพัทลุงออกปากน้ำเมืองสงขลาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้ชาวตรัง ชาวพัทลุงและชาวสงขลาได้สักการบูชาอย่างทั่วถึง สมเด็จฯ กรมพระยา-ดำรงราชานุภาพทรงอนุญาต ท่านจึงให้ตัดทางบนเทือกเขาพับผ้าพัทลุงกับตรัง แบ่งเขตการรับผิดชอบ แม้ยากลำบากเพียงใดแรงศรัทธาของประชาชน ช่วยกันตัดเส้นทางสำเร็จ ตามที่พระยารับฎานุประดิษฐ์ฯ ต้องการ แห่แหนพระพุทธรูปได้อย่างสะดวก และปรับปรุงเส้นทางนี้เป็นถนนพับผ้าในเวลาต่อมา

๒. อุบายในการปราบปรามโจรผู้ร้าย ก่อนสมัยพระยา รัษฎานุประดิษฐ์ฯ เป็นเจ้าเมืองตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรังมีโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ออกอุกปล้นข้ามแดนโจรเหล่านั้นสำคัญผิดว่าอยู่ยงคงกระพันจึงไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่ พระยารับฎานุประดิษฐ์ฯฝึกหัดดำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เก่งกล้าในยุทธวิธี กำนันผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดชอบโคกระบือที่ผู้ร้ายขโมย รอยไปสิ้นสุดลงในหมู่บ้านใด ผู้ใหญ่บ้านนั้นต้องรับผิดชอบ ใครปิดบังผู้ร้ายถูกลงโทษอย่างหนัก ไม่ไว้หน้า ชาวบ้านต้องมีเกราะทุกบ้าน เมื่อเกิดเหตุขึ้น ให้รัวเกราะเป็นสัญญาณ ตำรวจที่ตรวจท้องที่จะได้มาช่วยกันทันท่วงที ชาวบ้านทุกคนต้องรีบมาช่วย มีอาวุธติดตัวมาด้วย ใครไม่มาโดยเหตุผลไม่สมควรมีความผิด ทุกหมู่บ้านต้องจัดเวรยามอย่างเข้มงวดกวดขัน ผู้ร้ายที่สืบได้แน่นอนแล้วไม่ออกมอบตัว ให้จับพ่อแม่หรือลูกเมียมาขังแทนโจรผู้ร้ายรักพ่อแม่ รักลูกรักเมีย ก็ยอมออกมารับโทษ และที่สำคัญที่สุดทุกคนต้องมีงานทำ ใครเที่ยวจรจัดท่านเอาเรื่องทันทีด้วยอุบายอันแยบยลของท่าน โจรผู้ร้ายพากันเกรงกลัว ทรัพย์สินของราษฎรปลอดภัย ทุกคนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

๓. อุบายในการตัดสินคดี สมัยราชาธิปไตย เจ้าเมือง มีอำนาจมาก สั่งฆ่าคนได้ การตัดสินคดีไม่ถือเอาพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ขู่กรรโชกให้ผู้ต้องหาคดีรับสารภาพ บางคนยอมรับเพราะความกลัว พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ไม่ใช้วิธีการขู่กรรโชกใช้อุบายตัดสินคดีได้อย่างยุติธรรม คดีผ่านท่าน ไม่ต้องถึงโรงถึงศาล ตัดสินได้รวดเร็วทันใจ ดังตัวอย่างการตัดสินคดีต่อไปนี้

เรื่องอ้ายมือด้วนขโมยกระทะ มีคนมาฟ้องว่าชายมือด้วน ขโมยกระทะใบบัว ท่านให้ตำรวจไปนำชายมือด้วนมาสอบสวนปรากฏว่าผู้ต้องหามือด้วนทั้งสองข้าง ท่านหาว่าโจทก์โกหก ให้นำตัวไปสถานีตำรวจ ที่จวนของท่านมีกระทะใบบัววางอยู่ จึงบอกว่า อ้ายด้วนถึงชนะแล้ว กูให้กระทะใบนี้เป็นรางวัลนำกลับบ้านได้เลย อ้ายด้วนดีใจใช้ปลายมือด้วนทั้งสองข้างสอดเข้าใต้ขอบปากกระทะที่วางคว่ำอยู่บนพื้นดันกระทะขึ้น ใช้ศีรษะรับท้องกระทะ ทูนกระทะเดินไปอย่างสบาย ท่านสั่งให้หยุดทันที ให้ดำรวจนำตัวไปสงบอารมณ์ในห้องขังหลายคืน และให้ปล่อยตัวโจทก์กลับไป พร้อมกับได้กระทะใบนั้นกลับคืน

เรื่องดำรวจขโมยแตงโมของเจ๊ก มีตาแป๊ะคนหนึ่งมา ฟ้องว่า ตำรวจเข้าไปขโมยแดงโมในไร่ของตนหลายครั้งแล้วให้ดำรวจผู้นั้นชำระค่าแดงโมให้ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ให้ดำรวจเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ให้ตาแป๊ะชี้ตัว ตาแป๊ะเดินดูไปตลอดแถวชี้ตัวไม่ได้ แต่งเครื่องแบบเหมือนกันทุกคนท่านหาว่าเจ๊กดูถูกตำรวจไทย ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์สั่งให้ตำรวจออกมาตบหน้าตาแป๊ะคนละที ตำรวจสงสารตาแป๊ะแก่แล้ว ตบเพียงเบาๆ แต่มีตำรวจคนหนึ่งตบหน้าตาแป๊ะอย่างแรง ท่านจึงจับได้ ดำรวจคนนั้นรับสารภาพ บังคับให้เสียค่าแตงโมให้ตาแป๊ะ ๑๐ บาท

เรื่องข่มขืนชำเราแล้วชิงเงิน ๒๐ บาท มีหญิงหม้ายวัย ๓๐ รูปร่างอ้วนมาฟ้องว่า มีผู้ชายคนหนึ่งกระทำการข่มขืนชำเรา เมื่อสำเร็จความใคร่แล้ว ชิงเงิน ๒๐ บาทไปด้วย รู้จักชายผู้นั้นดี สั่งให้ดำรวจไปจับตัวมา ซักถามอย่างไร ชายผู้นั้นก็ตอบปฏิเสธ ท่านจึงบังคับให้เสียเงินที่ชิงของเขาไป ๒๐ บาท ชายผู้นั้นไม่มีเงิน ท่านให้ยืม ๒๐ บาท เสียให้แก่หญิงหม้ายหญิงหม้ายดีใจที่ตนแก้แค้นได้สำเร็จเดินกลับบ้าน พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ บังคับให้ชายผู้นั้นไปแย่งเงินคืน เขาต้องไปเพราะความกลัว แต่แย่งกลับคืนไม่ได้ เพราะตัวเล็กกว่ามากซ้ำถูกหญิงหม้ายตบหน้าหลายที่ ท่านให้ดำรวจไปนำตัวหญิงหม้ายกลับมาต่อว่าอย่างรุนแรง หญิงหม้ายรับว่าแกล้งใส่ความ โกรธที่ชายผู้นั้นเล่นตัวไม่ยอมแต่งงานกับตน

เรื่องใครเป็นผู้ขโมยไก่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ไปเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีผู้มาฟ้องว่า ในหมู่บ้านนี้มีโจรขโมยไก่ไม่เว้นแต่ละคืน จับตัวไม่ได้ ท่านจึงให้เรียกผู้ชายมาประชุมพร้อมกัน ให้นั่งล้อมเป็นวง ท่านพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า "ใครเป็นคนขโมยไก่ในหมู่บ้านนี้ กรู้แล้ว เจ้าขโมยคนนั้นมีขนไก่ติดอยู่บนหัว" ชายคนหนึ่งเอามีอลูบหัว ท่านจึงเรียกออกมากลางวง เขารับสารภาพ ท่านจึงให้ฝึกงานดัดสันดานอยู่ในเรือนจำ ๓ เดือน

๔. อุบายในการผูกน้ำใจคน พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ย้ายเมืองจากควนธานีไปอยู่กันดัง เพราะอยู่ติดกับแม่น้ำ ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศได้สะดวก แต่ตรงที่ตั้งเทศบาลเมืองกันตัง เดิมเป็นที่ลุ่มต้องถมดินกันอย่างขนานใหญ่ ต้องใช้แรงคนทั้งสิ้น ท่านให้แจกน้ำดื่ม มะพร้าวอ่อน ข้าวสาร กับข้าวอย่างทั่วถึงเพียงพอทุกคน ใครทำเสร็จตามที่กำหนดได้เร็วให้รางวัลเสื้อผ้าแพรพรรณเงินทองเป็นพิเศษ กลางคืนให้มีหนังตะลุงแสดงประจำ เพียงครึ่งคืน นายหนังตะลุงที่ท่านชอบมากชื่อหนังไข่ดำแสดงประจำทุกคืน รูปตลกของหนังไข่ดำคืออ้ายปราบ พูดจาอู้อี้ เพราะจมูกเป็นริดสีดวง แต่ชอบด่าแม่เพื่อน คืนหนึ่งพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ตะโกนขึ้นไปว่า"อ้ายปราบ มีงเก่งจริง มึงด่าแม่กูซิวะ ด่าแล้วอย่าให้กูโกรธ"อ้ายปราบร้องไห้โฮบอกอ้ายทองว่า กูตายแล้ว ท่านเจ้าคุณให้กด่าแม่ท่าน กูไม่กล้าด่า กลัวว่าจะกลายเป็นผีหัวขาด อ้ายยอดทองถามว่าท่านจะให้ด่าอย่างไร อ้ายปราบตอบว่า "ท่านจะให้ด่าว่า เย็ดแม่ท่านเจ้าคุณ กูไม่กล้าด่า" อ้ายปราบร้องไห้ดังขึ้น พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ หัวเราะชอบใจ ให้รางวัลอ้ายปราบ ๒๐ บาท คืนหนึ่งท่านรับหนังรอดเทวาบ้านควนมะพร้าวจากจังหวัดพัทลุง ให้ประชันโรงกับหนังไข่ดำ ก่อนขึ้นโรงให้ต่อกลอนสดกันก่อน เพื่อดูเชิงเชาวน์ปัญญาของนายหนังให้หนังไข่ดำเจ้าของถิ่นขึ้นก่อน หนังไข่ดำขับร้องเป็นทำนอง หนังตะลุงขึ้นว่า
"สกุณินบินผลี้ดังวิว"
หนังรอดเทวาร้องรับอย่างทันควันว่า
"พอแดดหุบถึงรังนั่งไซร้ขน"
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ตัดสินให้เสมอกัน ให้รางวัลคนละ ๒๐ บาท สมัยนั้นเป็นเงินจำนวนมากทีเดียว เพราะท่านมีวิธีผูกใจคน หนังไข่ดำรักเคารพท่านมาก แสดงติดต่อกันเป็นแรมเดือนเรื่องค่าราดโรงไม่ต้องพูดถึง

เวลากลางวัน ท่านให้โนราแสดงประจำ ผู้คนเหน็ดเหนื่อยจากการขุดดิน ขนดิน ได้ชมโนราเป็นการพักผ่อนไปในตัวที่จวนของท่าน มีคณะโนราอิน โนราขาว อาศัยอยู่ประจำท่านฝึกโนราให้ทำกับข้าวจีน ฝรั่ง และฝึกให้แต่งตัวติดเหรียญติดตราให้ท่านด้วย จนโนราขาวได้รับราชการในกระทรวงวัง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนสถลราชฐาน

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ปฏิบัติราชการตลอด ๒๔ ชั่วโมง ที่จวนของท่านมีการเลี้ยงข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแทบทุกคืน ในขณะกินเลี้ยง สอนงานและติดตามผลงานไปด้วยใครที่อยู่รับใช้ท่านรู้งานเป็นงานและได้ดิบได้ดีทุกคน คำถามของท่านเกี่ยวกับเรื่องงานทั้งนั้น
"เกวียนที่กให้ไป ยังใช้การได้ดีอยู่หรือ"
"ใครบ้างที่ยังไม่ปลูกผักสวนครัวตามกำหนด"
"ถึงรู้หรือเปล่า ว่าบ้านนั้นเลี้ยงไก่ครบ ๕ แม่แล้วหรือยัง"
"คนที่กปล่อยกลับไป ยังประพฤติเป็นโจรอยู่อีกไหม"
"ได้ซ่อมสะพานแล้วหรือยัง"
"ตลาดนัดที่เปิดใหม่ มีคนมากไหม"

ด้วยอุบายอันแยบยลของท่าน สามารถเลือกคนเข้ารับราชการได้อย่างเหมาะสม ทุกคนรักท่าน ยอมทำงานอย่างถวายชีวิต

๕. อุบายในการค้า เมื่อเรือกลไฟของชาวต่างชาติมาเทียบท่าเรือกันตังได้ หมาก มะพร้าว พริกไทย กลายเป็นสินค้าออกสำคัญ คนไทยเริ่มสนใจการค้า บริเวณท่าเรือกันดังท่านให้คนต่างชาติมาตั้งร้านค้ามากขึ้น ชาวตรังขายผลิตผลทางการเกษตรได้คล่อง และซื้อของต่างประเทศได้ในราคาถูกท่านเองทำการค้าเป็นตัวอย่าง จัดตั้งบริษัทโกหงวนที่ปีนังมีเรือบรรทุกสินค้าโดยเฉพาะเข้ามารับซื้อพริกไทย หนังสัตว์เป็ด ไก่ วัว ควายเป็นประจำ และขยายตลาดนัดไปยังชุมชนเพิ่มขึ้น

๖. อุบายในการเลี้ยงสัตว์ปลูกผักสวนครัว ท่านไปเยี่ยมหมู่บ้านในชนบท มีคนหาบมะพร้าว ไก่ ตามหลังเป็นขบวน บ้านใครยังไม่ปลูกมะพร้าว ท่านจะยืนกลางบ้าน กลิ้งมะพร้าวไปทั้ง ๔ ทิศ และสั่งว่า "ปลูกมะพร้าวให้กูด้วยกูมาวันหลังจะดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน" เจ้าเมืองสั่ง เจ้าของบ้านปลูกมะพร้าว แล้วต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี มะพร้าวเจริญงอกงามได้รับผลเต็มที่ บ้านใดไม่เลี้ยงไก่ ท่านจะฝากไว้ด้วเมีย๕ ตัว ตัวผู้ ๑ ตัว และสั่งว่า "เลี้ยงไก่ไว้ให้กูด้วย กูชอบไข่ไก่" ไปพักบ้านใด ท่านสังเกตดูล่วงหน้าไว้แล้ว ว่าบ้านนี้ยังขาดอะไรถ้าขาดพริกท่านต้องการรับประทานพริกสดๆ ถ้าขาดมะเขือท่านต้องการรับประทานมะเขือ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ต้องวิ่งหากันจ้าละหวั่น ท่านมาพักอีกวันหลัง ไม่ทราบว่าจะได้รับประทานพืชผักชนิดใด ต้องปลูกไว้ให้ครบทุกชนิด ราษฎรจึงมือาหารการกินสมบูรณ์ และจำหน่ายได้เงินทองมาอีกส่วนหนึ่ง

๗. อุบายการปลูกยางพารา พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯเห็นว่ายางพาราเป็นสินค้าสำคัญของโลก ตรังมีภูมิอากาศคล้ายคลึงกับมาเลเซีย ย่อมปลูกยางพาราขึ้นได้เจริญงอกงามเช่นเดียวกัน ปี พ.ศ.๒๕๔๔ ท่านไปดูงานในประเทศอินโดนีเซีย และนำเมล็ดยางพารามาปลูกบนควนรัษฎาเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป ยางพาราจะเป็นสินค้าได้ต้องปลูกเป็นจำนวนมาก แต่ราษฎรยังไม่รู้คุณค่า ไม่มีใครยอมปลูก ท่านปลูกยางพาราที่กะช่องแปลงหนึ่งให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเจ้าของ ปลูกที่กันดังอีกแปลงหนึ่งให้ พระองค์เจ้าจรูญฯ เป็นเจ้าของ เพื่อให้ราษฎรเอาเยี่ยงอย่างเจ้านาย ยางพาราจึงขยายพันธุ์ไปทั่วจังหวัดตรังท่านให้มีการอบรมการกรีดยาง การทำแผ่นยาง จีนที่เข้ามาทำไร่พริกไทย ก็เปลี่ยนสภาพเป็นสวนยางพารา และขยายไปทั่วภาคใต้

๘. อุบายในการหาเงินมาบำรุงบ้านเมือง เมื่อท่านดำรงตำแหน่งเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ภูเก็ตเป็นเกาะมหาสมบัติอุดมด้วยแร่ดีบุก มีฝรั่งเข้ามาขอสัมปทานทำเหมืองแร่ ถ้าผู้ขุดแร่ทำให้เกิดผลเสียหายแก่สิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่นถนน ทางน้ำ แม่น้ำลำคลอง ผู้ขอสัมปทานต้องเสียค่าชดเชยหรือสร้างให้ใหม่เหมือนเดิม สิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายอยู่เนืองๆ ท่านกวดขันให้ฝรั่งสร้างใหม่ชดใช้ พวกฝรั่งมุ่งแต่จะขุดแร่อย่างเดียว มอบเงินให้ท่านเป็นผู้สร้างเองสร้างเสร็จแล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีกมาก นำมาสร้างที่ว่าการมณฑล ทำถนน สะพาน ขุดลอกคลองที่ปากอ่าวภูเก็ต ทำให้การลำเลียงแร่ลงเรือสะดวกรวดเร็ว พวกนายเหมืองจึงให้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเต็มที่

๙. อุบายการต่างประเทศ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯรู้จักมักคุ้นกับบุคคลสำคัญๆ ของมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดียพม่า มากมายรวมถึงชาวอังกฤษที่มีบทบาทสำคัญในการปกครองประเทศเหล่านั้น เป็นเหตุให้การติดต่อประสานประโยชน์เป็นไปด้วยดีเสมอ ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า มีรับสั่งมอบหมายให้ท่านเป็นประธานกรรมการฝ่ายไทย ในการปักปันเขตแดนที่อำเภอเบตง โดยอังกฤษอ้างว่า อำเภอเบตงมีพื้นที่ล้ำเข้าไปในเขตแดนของมาเลเซีย ควรแบ่งเขตพรมแดนเสียใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีพิพาทกันในภาคหน้า มีเสนาบดีกระทรวงด่างประเทศ เจ้ากรมแผนที่ และข้าราชการผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ฝ่ายอังกฤษก็จะส่งผู้แทนมาเจรจากันที่อำเภอเบตงเมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย นายอำเภอเบตงเตรียมการรับรองอย่างเต็มที่ การจัดโต๊ะ จัดอาหารใช้แบบฝรั่งทั้งสิ้น

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เดินทางล่วงหน้าไปก่อน สั่ง ให้รื้อโต๊ะเก้าอี้หมด จัดอาหารแบบไทย แกงเผ็ดจัด ปูเสื่อให้นั่งบนพื้น มีหมากพลูรับรองแบบไทยๆ ท่านต้องการให้เห็นว่าตรงนี้คือดินแดนของคนไทย อังกฤษค่อนข้างเหยียดหยามวัฒนธรรมไทย ให้เขามานั่งเจรจากันบนเสื่อ ไม่ได้รับความสะดวกสบายจึงยอมเจรจาตกลงโดยเร็ว อังกฤษผิดหวังกลับไป อำเภอเบตงยังเป็นดินแดนของไทยมาตราบเท่าทุกวันนี้

อุบายของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ยังมีอีกหลายเรื่องไม่ได้ใช้อุบายหลอกลวงฉ้อโกงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวท่าน แต่ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อชาติบ้านเมือง นำความเจริญนานัปการมาสู่เมืองตรังและภาคใต้

ผลงานของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ นับได้ว่าเป็นเลิศกว่านักปกครองคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ท่านได้รับการยกย่องแม้ในหมู่ชาวต่างประเทศและตลอดแหลมมลายูยุคนั้นว่าเป็นผู้มีความสามารถสูง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นทั้งนักปกครองและนักพัฒนาในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ราษฎรและข้าราชการจังหวัดตรังจึงได้สละทรัพย์สมทบสร้างอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุ-ประดิษฐ์มหิศรภักดีขึ้นที่ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองดรัง จังหวัดตรังในวันที่ ๑๐ เมษายน ของทุก ๆ ปี ซึ่งเรียกกันว่า "วันพระยารัษฎาฯ" จะมีการวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์แห่งนี้

อนุสรณ์สถานของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ยังมีอีก แห่งหนึ่งคือพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของคณะอาจารย์โรงเรียนกันดังพิทยากร เทศบาลตำบลกันตัง และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดตรัง ตั้งอยู่ที่บ้านพระยารัษฎาฯ เลขที่ ๑ ถนนค่ายพิทักษ์ อำเภอกันตังจังหวัดตรัง ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยหุ่นจำลองขนาดเท่าตัวจริง ในท่าที่สื่อความหมายถึงวิธีการทำงานของท่านภาพถ่าย/เอกสาร/วัสดุ และสิ่งของเครื่องใช้ของท่าน พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดตรัง (ภิญโญ ตันพิทยคุปต์, พ่วง บุษรา-รัตน์)


พระยารัษฎานุปะดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)

 

 

 

ข้าราชบริพารในรัชกาลที่ ๖ ถ่ายรูปร่วมกับพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ

 

 

 


พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)

 

 

 

รัชกาลที่ ๗ เสด็จจวนเทศาภูเก็ต

 

 

 

สุสานพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอชิมบี้) ณ จังหวัดระนอง ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ (ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

 

 

อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งราษฎรและข้าราชการจังหวัดตรัง ร่วมใจกันสร้างขึ้นในอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง