เงาะป่า : บทละคร
เงาะป่า เป็นวรรณกรรมประเภทบทละคร พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในช่วงที่ทรงพักผ่อนหลังประชวร ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) ดังพระราชนิพนธ์คำนำสำหรับตีพิมพ์บทละครเรื่องนี้ ซึ่งลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ร.ศ.๑๒๔ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "...เมื่อเดือนก่อนนี้จับไข้ไป ๒ วัน ครั้นหยุดจับแล้วหมอให้หยุดทำงานสำหรับเป็นเวลากินยาควินนินต่อไปอีก ๘ วัน นอนจนหลังแข็งและอ้างว้างไม่มีอะไรทำ ครั้นจะคิดอะไรที่เป็นเรื่องจริงจังและจะเขียนให้ดีจริง กำลังไม่สู้จะบริบูรณ์จึงได้เอากระดาษมาเขี่ย ๆ เรื่องที่ไม่เป็นแก่นสารคุมเป็นเรื่องขึ้นเล่นพอให้เพลินใจ เมื่อถึงกำหนด ๘ วัน ต้องจบเรื่องทันทีจะทำต่อไปอีกไม่ได้ แต่เมื่อเวลาว่างได้เอามามองแก้ไขขยายที่แคบให้กว้างขวางขึ้นบ้าง บางแห่งแก้กลอนแก้ถ้อยคำที่ซ้ำซากพลาดพลั้ง เห็นว่าเรียบพอใช้ได้ จึงได้คิดจะพิมพ์ไว้ไม่ให้สูญ..." เจตนาที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ในเบื้องแรกก็คงเพื่อให้เพลิดเพลินพระราชหฤทัยเท่านั้น ดังที่ได้ทรงกล่าวไว้ในพระราชนิพนธ์คำนำว่า "...จึงเอากระดาษมาเขี่ย ๆ เรื่องที่ไม่เป็นแก่นสารคุมเป็นเรื่องขึ้นเล่นพอให้เพลินใจ..." และคงมิได้ทรงเจตนาให้ใช้เล่นละครดังพระราชนิพนธ์คำนำตอนหนึ่งว่า "หนังสือที่แต่งนี้ไม่ได้ตั้งใจสำหรับที่จะเล่นละครและไม่รู้ว่าจะดีเพราะเรื่องแต่งชาวป่าซึ่งกันดารเหลือประมาณเหมือนคุมโต๊ะมีแต่ชิ้นกะลา แล้วขาดกี๋ขาดเท้าโดยมากจะคุมให้งามก็ยากอยู่..." แต่เมื่อทรงพระราชนิพนธ์เสร็จแล้วทรงเห็นว่าดีจึงทรงให้จัดพิมพ์ขึ้นดังความที่ว่า "...แต่รั้นเมื่อคุมเข้าเสร็จแล้วดูมันก็งามดี ประสาเครื่องน้ำเงินเครื่องแดงหรือช้ำเลือดช้ำหนอง...." เงาะป่านี้นับเป็นวรรณกรรมประเภทบทละครที่สำคัญเรื่องหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย และนับเป็นวรรณกรรมบทละครเรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราววิถีชีวิตของพวกเงาะซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย (ดู ซาไก)
เนื้อหาในหนังสือเงาะป่ามีทั้งสิ้น ๔ ส่วนด้วยกัน คือส่วนที่ ๑ พระราชนิพนธ์คำนำ ส่วนที่ ๒ บอกรูปพวกเงาะโดยสังเขป ส่วนที่ ๓ ภาษาก็อยซึ่งลงไว้ในบทกลอนและชื่อคนที่มีในเรื่อง และส่วนที่ ๔ เป็นเนื้อเรื่องเงาะป่าและผู้รั้งเมืองพัทลุงได้ตัวคนังและเพลงยาวท้ายเรื่อง ทั้ง ๔ ส่วนแม้จะถือว่าส่วนเนื้อเรื่องเป็นส่วนสำคัญที่สุด แต่หากจะอ่านเรื่องให้ได้ความและรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องก็มีความจำเป็นต้องอ่านส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย เพราะเรื่องราวและวัฒนธรรมของพวกก็อยหรือเงาะเป็นเรื่องราวที่จำต้องมีการอธิบายประกอบเรื่องกันเป็นพิเศษ และพระราชนิพนธ์ส่วนอื่นนอกจากเนื้อเรื่องนี้เองที่นับว่ามีประโยชน์ในการศึกษาถึงเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องย่อเฉพาะตัวเนื้อเรื่องของบทละครเรื่องเงาะป่า มีดังนี้
เริ่มเรื่องด้วยทรงนิพนธ์เกริ่นความถึงการเสด็จประพาสภาคใต้ จับความตอนลงเรือที่สงขลาไปยังเมืองพัทลุง ในช่วงนี้ได้แวะชมเกาะแก่งสำคัญในทะเลสาบสงขลา เช่น เกาะยอ เกาะสี่เกาะห้าไว้ด้วย เมื่อถึงพัทลุงก็ได้พบคนเล่าเรื่องเงาะซึ่งเป็นเรื่องที่ทรงสนพระทัยมาก่อน จึงให้ยายลมุดเป็นผู้เล่าถวาย ทรงอธิบายว่า เรื่องเงาะป่าที่ทรงแต่งนี้ได้แต่งตามเรื่องราวที่ยายลมุดเล่าให้ฟังทั้งสิ้น จากนั้นก็เริ่มจับเรื่องว่าคนังเด็กเงาะมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อไม้ไผ่ ไม้ไผ่มีพี่สาวชื่อลำหับวันหนึ่งคนังคิดถึงไม้ไผ่จึงไปเยี่ยมเพื่อชวนไปเที่ยวป่าหาสัตว์และเผือกมัน เด็กน้อยทั้งสองได้พบกับซมพลาซึ่งเป็นเงาะหนุ่มที่หลงรักลำหับอยู่ที่ในป่านั้นเอง ซมพลาได้สอนวิชาการยังชีพในป่าให้คนังกับไม้ไผ่หลายประการ จากนั้นหนุ่มเงาะก็ฝากดอกไม้ไปให้ลำหับพี่สาวของไม้ไผ่ที่ตนหลงรักอยู่พร้อมกับดอกไม้นั้นซมพลาได้ฝากเล็บเสือไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์ด้วยว่าหากรักของเขาได้รับการขัดขวางเขาจะพาลำหับหนี หลังส่งของให้คนรักแล้วซมพลาก็เสาะหาถ้ำที่ไม่มีใครรู้จักไว้แห่งหนึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่จะพาลำหับหนีมาครองรักอยู่ด้วยกัน วันรุ่งขึ้นนางลำหับได้ออกเที่ยวชมป่า ขณะเก็บดอกไม้ก็ได้ถูกงูรัดตัวไว้ซมพลาเข้าช่วยฆ่างูตายพร้อมบอกรักต่อนางลำหับ ต่อมายอปานซึ่งเป็นพ่อของฮเนาเงาะในกลุ่มเดียวกับซมพลาได้คิดการสู่ขอนางลำหับให้แต่งงานกับลูกชายตน เมื่อสู่ขอเรียบร้อยแล้วก็จัดพิธีแต่งงานขึ้น ซมพลาทราบข่าวการแต่งงานของคนรักพร้อมกับตัดสินใจพานางลำหับหนีดังที่คิดการไว้ก่อนแล้วโดยให้ไม้ไผ่ไปบอกนางลำหับไว้ก่อนว่าจะพาหนี จากนั้นจึงแต่งกลให้เงาะแคคนสนิทของตนคอยแกล้งฮเนาตอนพานางลำหับกลับทับ ในที่สุดซมพลาก็ได้พานางลำหับหนีได้สำเร็จ โดยทั้งคู่ไปครองรักกันในถ้ำที่ซมพลาจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว หลังจากนางลำหับหายไปฮเนาก็คลั่งไม่เป็นอันกินอันนอนและออกติดตามหานางลำหับทันที ฝ่ายซมพลาซึ่งครองรักอยู่กับนางลำหับอยู่ในถ้ำเกิดฝันร้ายในคืนหนึ่ง พร้อมกับเสบียงซึ่งเตรียมไว้ก่อนหมดลงจำต้องออกไปหามาเพิ่มเติม โดยทิ้งนางลำหับให้อยู่ในถ้ำเพียงคนเดียว ในช่วงที่ซมพลาออกหาอาหารนี้เองก็ได้พบกับฮเนาทั้งคู่เกิดต่อสู้กัน ในระหว่างการต่อสู้ขณะที่ฮเนากำลังเพลี่ยงพล้ำเงาะรำแก้ว ซึ่งเป็นพี่ชายของฮเนาที่ร่วมออกติดตามหานางลำหับกับน้องชายด้วยและแอบดูการต่อสู้ของทั้งสองอยู่ที่โคนต้นไม้ใกล้ ๆ ก็เป่าลูกบิลาซึ่งมีพิษร้ายแรงเข้าใส่บิลาถูกตรงหน้าผากของซมพลา ด้วยพิษร้ายแรงของลูกดอก (บิลา) ทำให้ซมพลาวิ่งดิ้นสะเปะสะปะไปพบกับนางลำหับที่ออกมาติดตามตัวพอดี ซมพลาเล่าเรื่องราวให้ฟังด้วยความเศร้าเสียใจ ขณะที่ทั้งคู่พร่ำรำพันกันอยู่นั้นฮเนาก็ตามมาทันเห็นเหตุการณ์โดยตลอดเห็นนางลำหับที่ตระกองกอดซมพลาอยู่ฉวยคว้าบาแดะ (มีด) จากมือของซมพลามาแทงซอกคอตัวเองตาย ส่วนซมพลาก็สิ้นใจตายไปด้วย ฮเนาซึ่งยืนดูอยู่จึงได้รู้ว่ารักของทั้งสองเป็นความรักที่แท้จริงและเสียใจที่ตนเองทำให้ทั้งสองต้องตาย หากตนจะอยู่ไปก็อับอาย จึงใช้บาแดะแทงตัวเองตายตามไปอีกคน รำแก้วกับปองสองปองสุด ซึ่งเป็นพี่และน้องของฮเนาที่ตามมาทันเหตุการณ์รู้สึกเศร้าสลดที่เห็นทั้งสามต้องตายลงเพราะความรักพร้อม ๆ กัน จึงจัดการขุดหลุมฝังร่างทั้งสามไว้ด้วยกัน แล้วกลับไปแจ้งข่าวให้เงาะยอปานผู้เป็นพ่อทราบ เงาะยอปานนำเรื่องราวทั้งหมดไปเล่าให้เงาะยังซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มตนฟัง เงาะยังได้เรียกพ่อแม่ของทั้งทุกฝ่ายมาชี้แจงว่าทั้งสามตายเพราะความลุ่มหลงในรัก ไม่มีใครผิดให้พ่อแม่ที่อยู่หลังอย่าได้ผูกอาฆาตกัน จากนั้นชาวเงาะกลุ่มนั้นก็เตรียมตัวย้ายถิ่นฐานเพราะเชื่อว่าเมื่อมีคนตายลงจะเป็นอัปมงคล ถูกเจ้าป่าเจ้าเขาลงโทษ เนื้อเรื่องบทละครเงาะป่าแท้ ๆจบลงเพียงเท่านี้ แต่ตอนท้ายได้ทรงผูกเรื่องผู้รั้งเมืองพัทลุงเสาะหาลูกเงาะเพื่อถวายพระองค์เข้าไว้ด้วย โดยทรงแต่งต่อจากเนื้อความเรื่องเงาะป่านั้นโดยไม่แยกส่วนกันแต่อย่างใดเนื้อเรื่องความในส่วนนี้เริ่มตั้งแต่ผู้รั้งเมืองพัทลุงได้รับคำสั่งจากเมืองสงขลาว่าให้จัดหาลูกเงาะถวายจนกระทั่งได้ตัวคนังในที่สุด (ดู คนัง)
พระราชนิพนธ์บทละครเงาะป่านับเป็นพระราชนิพนธ์ที่มีคุณค่ายิ่งทั้งในทางวรรณศิลป์ ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในทางวรรณศิลป์นั้น แม้ทรงอธิบายว่ามิได้ทรงตั้งใจแต่งให้ดีแต่หลายบทหลายตอนก็มีความงดงามกินใจตามแบบวรรณคดีชั้นเยี่ยมทั้งหลาย เช่น ตอนนางลำหับชมป่า ตอนซมพลากับนางลำหับพลอดรักกัน และตอนซมพลาพร่ำรักก่อนสิ้นใจตาย เป็นต้น
ตัวอย่างตอนซมพลาชมป่า
"ชื่นใจ
ที่เงาไม้ราบร่มลมพัดฉิว
หอมกระถินกลิ่นไกลใจริ้วรื้ว
หรือใครลิ่วลมแฉลบมาแอบมอง
โลกนี้มีอะไรที่ไม่คู่
ได้เห็นอยู่ทั่วถ้วนล้วนเป็นสอง
ดวงจันทร์นั้นยังมีอาทิตย์ปอง
เดินพบพ้องบางคราวเมื่อเช้าเย็น"
ตอนลำหับชมป่า บรรยายให้ความรู้สึกดีเยี่ยมว่า
"ยามลมตกนกร้องซร้องแซ่เสียง
เสนาะเพียงลำนำเฉื่อยฉ่ำหู
ลำดวนดงส่งกลิ่นประทิ่นชู
นางโฉมตรูฟังเพลงวังเวงใจ
ประจงจับจะเข้ป่ามาลองเสียง
ดีดสำเนียงไพเราะเสนาะใส
แล้วบรรเลงลำนำคำคมใน
เงาะไม้ไผ่สดับเสียงนั่งเอียงคอ"
ตอนลำหับกล่าวความในใจต่อซมพลาก่อนตาย แสดงให้เห็นถึงน้ำใจหญิงที่เด็ดเดี่ยวไว้อย่างน่าฟังว่า
"โอ้ว่าซมพลาของเมียเอ๋ย
ไฉนเลยมาสั่งดั่งนี้ได้
พ่อเดาจิตเมียผิดเป็นพ้นไป
ด้วยนึกว่าวิสัยเป็นนารี
คงกลัวตายหมายแต่จะหาสุข
ถึงยามทุกข์เข้าสักหน่อยก็ถอยหนี
อันฝูงหญิงจริงอยู่ย่อมมากมี
แต่ใจของน้องนี้ไม่เหมือนกัน"
ในด้านสังคมศาสตร์นั้นทรงสอดแทรกความรู้และเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยในภาคใต้คือเงาะป่าไว้ค่อนข้างอย่างละเอียดอาจกล่าวได้ว่าหนังสือพระราชนิพนธ์เงาะป่าเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ในภาษาไทยก็ว่าได้ที่ได้กล่าวถึงชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ไว้ค่อนข้างพิสดารทั้งด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรมด้านต่าง ๆ อันได้แก่ วิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และอื่น ๆ อันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ เฉพาะในส่วนของบทนำเรื่อง "บอกรูปพวกเงาะโดยสังเขป" นับว่าได้ทรงบรรจุข้อมูลอันมีประโยชน์ต่อการศึกษาทางด้านสังคมวิทยาในสมัยต่อมาได้อย่างดียิ่ง โดยทรงกล่าวถึงพวกเงาะไว้ว่าคือกลุ่มชนที่ภาษามลายูเรียกว่า "เซมัง" หรือ "ซาไก" พร้อมกันนั้นก็ทรงอธิบายถึงเงาะเฉพาะกลุ่มที่เรียกตนเองว่า "ก็อย" อันหมายถึงเงาะกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแถบป่าเขาจังหวัดพัทลุงสมัยนั้นได้อย่างละเอียดทั้งเรื่องรูปพรรณความคิดอ่านและวิธียังชีพ ที่อยู่ ภาษา อาหารการกิน ยารักษาโรค การแต่งกาย ประเพณีความเชื่อ อาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ การละเล่น เป็นต้นเช่นตอนหนึ่งทรงอธิบายถึงอาวุธของชาวเงาะ คือ "บอเลา" ไว้ว่า
"คือกล้องลูกดอกสำหรับเป่ากล้องนี้ใช้ไม้สีเหลือง...ไม้กล้องนี้ยาวประมาณ ๔ ศอกเศษ เรียกภาษาก็อยว่า "บอเลา" บอเลานี้ต้องบรรจุในกลักไม้ไผ่ชั้นนอกอีกชั้นหนึ่งสำหรับถือไปถือมา เพื่อไม่ให้กระทบเดาะหักและไม่ให้เป็นริ้วรอยลูกดอกทำด้วยไม้เหนียวเหลาแหลมหยักคอเรียกว่า "บิลา" ลูกบิลานี้เหน็บลงไว้ในแว่นไม้ระกำ ปลายบิลาทายางอิโปะคือยางน่องเมื่อเวลาจะบรรจุกล้องมีปุยอัดเข้าไว้ให้แน่นด้วย เพื่อจะให้อัดลมส่งลูกแรง เมื่อเวลายิงจึงมีเสียงดังผลัวะ"
อีกตอนหนึ่งได้ทรงกล่าวถึงวัฒนธรรมในการผลิตของชนกลุ่มนี้ไว้ว่า
"ไม่มีความคิดในทางเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ชอบแต่หาสิ่งของเกิดจากธรรมดาเองคือ ตัดหวายตัดเตย ตีผึ้งลนน้ำมันยาง ลงมาแลกเปลี่ยนอาหารตามหมู่บ้านคน วิชาช่างที่ทำได้ คือ สานสมุกใบเตย สานตะกร้าหรือกระโปรง ที่เรียกว่า "จอง" ด้วยหวาย สานเสื่อ กระสอบใบเตย ขุดมันเป็นงานของผู้หญิงในเวลาที่ผู้ชายทำงานอยู่ในป่า"
ด้านมนุษยศาสตร์ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้นับว่าเป็นหนังสือเล่มแรกที่ได้ทำการศึกษาและบันทึกถึงเรื่องราวทางภาษาของชนชาติเงาะหรือ "ก็อย" ไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งทรงเทียบความหมายเป็นภาษาไทยไว้อย่างแจ่มชัดอีกด้วย ดังมีปรากฏอยู่ในบท "ภาษาก็อยซึ่งลงไว้ในบทกลอนนี้" ทำให้มีประโยชน์แก่ผู้ศึกษาทางภาษาศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ในเวลาต่อมาอย่างยิ่ง วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งของภาคใต้ ทั้งการสะท้อนภาพนี้ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ทรงทำอย่างใช้พระปรีชาญาณ เพราะการที่ทรงพระราชนิพนธ์เป็นคำประพันธ์ประเภทบทละครนั้นสามารถสื่อสารถึงคนในวงกว้างและสามารถสื่อได้อย่างกินใจ เพราะได้ทรงพระราชนิพนธ์งานชิ้นนี้ขึ้นอย่างมีความสมบูรณ์ในแง่วรรณศิลป์ นอกจากคุณค่าดังกล่าวแล้ว งานชิ้นนี้ยังนับเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวภาคใต้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้หลายเรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องประวัติความเป็นมาของเงาะป่าคนังที่ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมหาดเล็กในราชสำนัก เรื่องการคมนาคมทางน้ำระหว่างจังหวัดสงขลาพัทลุงในสมัยนั้น และเรื่องสภาพของบ้านเมืองและผู้คนบางส่วนของภาคใต้ในขณะนั้น เป็นต้น
พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่านับเป็นวรรณคดีชิ้นสำคัญที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและผู้คนในภาคใต้เรื่องหนึ่งที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษายิ่ง (สถาพร ศรีสัจจัง)