ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ซาไก

ภาค : ใต้

ซาไก หรือที่ชาวภาคใต้ทั่วไปเรียกกันว่า "เงาะ" เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย มีความแตกต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ทั้งด้านร่างกาย สังคมและวัฒนธรรมอาศัยอยู่ตามป่าเขาโดยอยู่ตามเชิงผาหรือป่าโปร่ง สร้างกระท่อมเล็กๆ เป็นที่พักกระจายอยู่ในเขตจังหวัดต่างๆ ของภาคใต้ คือพัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลาและนราธิวาสตลอดไปจนถึงรัฐเคดาห์และปาหัง ประเทศมาเลเซียและบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มชนที่ยังใช้ชีวิตอยู่กับวัฒนธรรมล่าสัตว์ (Hunting Culture) อย่างสมบูรณ์ยังไม่ค่อยยอมรับรู้การพัฒนาทางวัตถุของสังคมเมือง มีความพอใจและรักที่จะอยู่กับป่าเขาลำเนาไพร มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ต้องการให้ชีวิตอยู่ได้เพียงวันนี้วันเดียว ชีวิตพรุ่งนี้ค่อยคิดกันในวันพรุ่งนี้ แต่มีความรู้ความชำนาญในการแสวงหาสมุนไพรมาใช้ในการรักษาพยาบาลตนเองอย่างน่าสนใจยิ่ง เช่นมียาคุมกำเนิดและยาให้เกิดง่ายใช้มานานแสนนาน

มีผู้เรียกชื่อชนกลุ่มนี้หลายชื่อ เช่น ซาแก เซมัง (Semang) ซินอย (Senoi) คะนัง โอรัง อัสลี (Orang Asli)ออแก อัสลี นีกริโต (Negreto) และเงาะ เป็นต้น พวกเขาเรียกตัวเองว่า "ก็อย" บ้าง "มันนิ" บ้าง "คะนัง" บ้าง

เชื้อชาติและประชากร

      พระยาอนุมานราชธน ชิน อยู่ดี และบราเซอร์ อมาโดมีความเห็นทำนองเดียวกันว่าพวกซาไกเป็นพวก "นีกริโต" (Negreto) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มเชื้อชาติใหญ่ที่เรียกว่า"นิกรอยด์" (Negroid) นักมานุษยวิทยาบางท่านให้ความเห็นว่า ชาไก เป็นชนเผ่าเวดดาบนเกาะลังกาอพยพเข้ามา บางท่านเชื่อว่าเป็นชนเชื้อสายมอญ-เขมรก็มี และว่าเป็นเชื้อสายเดียวกับพวกชาวเขาในมณฑลยูนนานของประเทศจีนก็มี

      จากคำเรียกชื่อซาไกที่ว่า "โอรัง อัสลี" ซึ่งแปลว่าคนเก่าแก่ คนดั้งเดิม หรือคนพื้นเมือง และลักษณะของการฝังศพตามประเพณีปฏิบัติของซาไกคือขุดหลุมฝังนอนตะแคงทำให้สันนิษฐานว่าคนกลุ่มนี้มีประวัติการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยหินตอนกลาง และอาจมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้ก่อนกลุ่มอื่นๆ ก็เป็นได้

      ประชากรซาไกกระจัดกระจายอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ในประเทศไทยมีประมาณ ๒๐๐ คนแยกเป็นกลุ่มตามภาษาที่ใช้ได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ

๑. กลุ่มแต็นแอ๊น ใช้ภาษาแต็นแอ๊น มีถิ่นฐานอยู่แถบจังหวัดพัทลุง สตูล มีประชากรประมาณ ๗๐ คน

๒. กลุ่มกันซิว ใช้ภาษากันชิว มีถิ่นฐานอยู่แถบจังหวัดยะลา มีประชากรประมาณ ๖๐ คน

๓. กลุ่มแตะเด๊ะ ใช้ภาษาแตะเด๊ะ มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอรือเสาะและระแงะ จังหวัดนราธิวาส มีประชากรประมาณ ๔๐ คน

๔. กลุ่มยะฮายย์ ใช้ภาษายะฮายย์ มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส มีประชากรประมาณ ๓๐ คน

      เกี่ยวกับจำนวนประชากรซาไกไม่อาจจะกำหนดให้ชัดเจนลงได้เพราะยากต่อการสำรวจ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๖ ชาวอำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ผู้หนึ่งให้ข้อมูลว่าเขาพบซาไกบนภูเขาบรรทัดประมาณ ๗๐ คน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ คณะสำรวจของสถาบันทักษิณคดีศึกษาพบพวกซาไกที่ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มี ๒๐ คน และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ชาวตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุงบอกว่าพบซาไกลงมาอยู่ใกล้หมู่บ้านประมาณ ๓๐ คน

      ส่วนซาไกในประเทศมาเลเซีย ตามรายงานของ Abdul Kadir B. Abdullar หัวหน้าศูนย์คนพื้นเมืองแห่งกริด รัฐเประเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒ ประมาณว่ามีซาไกในประเทศมาเลเซียถึง ๗๐,๐๐๐ คน แบ่งตามภาษาที่ใช้ประจำกลุ่มเป็น ๑๑ กลุ่มคือ โมต็อยฮ้อง ซ็อยอ็อนปร๊ะ ฮ็องไตย์ ปะตั๊กไดย์ ฮ่องยาเลาะปะและ ละเนาะ สะไมย์ เลาะแตอ็อง กัลต๊ะ และโมฮอด๊อก

      ซาไกทุกกลุ่มทั้งในภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย พวกเขาถือว่าเป็น "มันนิ" ด้วยกัน คือเป็นพวกเดียวกันทั้งสิ้น

รูปร่าง นิสัย และสติปัญญา

       ลักษณะรูปพรรณสัณฐานของซาไก มีส่วนคล้ายคลึงกับกลุ่มชนซึ่งเป็นกลุ่มเชื้อชาติเดียวกัน คือพวกนีกริโตที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบแอฟริกา เพียงแต่สูงน้อยกว่าและดำน้อยกว่าเท่านั้นเอง ส่วนสูงของซาไกโดยเฉลี่ย ๑๔๐-๑๕๐ เซนติเมตร ผู้หญิงต่ำกว่าผู้ชายเล็กน้อย ผิวดำค่อนไปทางสีน้ำตาลไหม้ ไม่ได้ดำอมเขียวเหมือนอย่างนิโกร กะโหลกศีรษะกลมมาก ผมหยิกขมวดกลมเป็นก้นหอยติดหนังศีรษะ (ไม่อาจใช้หวีซี่ถี่ ๆ ได้ ต้องใช้หวีซี่ห่างๆ ที่ทำจากไม้ไผ่) คิ้วโตหนานัยน์ตาสีดำกลมโต ขนตายาวงอน จมูกแบนกว้าง ริมฝีปากหนาฟันซี่สั้นๆ แต่ใหญ่ ใบหูเล็ก ท้องป่อง ตะโพกแฟบ นิ้วมือนิ้วเท้าใหญ่ แข็งแรงล่ำสัน เดินป่าขึ้นต้นไม้เก่ง

      นิสัยใจคอ โดยปกติซาไกมีนิสัยร่าเริง ยิ้มง่าย อุปนิสัยเยือกเย็นและใจดี พูดน้อย ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมไม่ค่อยขยันทำงาน ยอมอดเมื่ออาหารหมดเพียงเพราะเกียจคร้านออกหาอาหาร นับถือผู้ใดแล้วจะเคารพเชื่อฟังอย่างเคร่งครัดแต่ถ้าไม่ชอบใครแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนให้เป็นชอบได้ อดทนกินจุ กินเก่ง ถ้ามีอาหารกินก็จะกินตลอดวัน ถ้าไม่มีก็อดได้เป็นวันสองวัน จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ทะเยอทะยาน ไม่มีความคิดที่จะกักตุนอาหารไว้มาก ๆ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ยินดีอยู่กับป่าเขา ยอมหักฝาบ้านและฉีกผ้าห่มเอาทำฟืนก่อไฟเพียงเพราะเกียจคร้านที่จะออกไปหาฟืน ผู้หญิงชอบสีแดง ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ เสื้อผ้า หรือขนม ผู้ชายชอบสีขาว เป็นคนช่างสังเกตซาไกกลุ่มที่ได้คลุกคลีกับชาวบ้านจะชอบดื่มสุรา แต่กลุ่มที่ยังอาศัยอยู่ในป่ามีการติดต่อกับชาวบ้านน้อยไม่ดื่มสุรา (เช่นกลุ่มที่เขาน้ำเต้า ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง) ทุกคนไม่ชอบอาบน้ำและซักเสื้อผ้า เพราะเชื่อว่าทำให้สัตว์ผิดกลิ่นล่าได้ยากจึงมักมีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว ถ้าซักก็ต้องเปลือยกายจนกว่าจะแห้ง

      สติปัญญา ซาไกทั่วไปมีแววฉลาดหลักแหลม สามารถเรียนรู้สิ่งที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของเขาโดยเร็ว และมีความจำดี เช่น สามารถเรียนรู้ภาษาของคนกลุ่มอื่นได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะคำที่เกี่ยวกับการยังชีพ เด็กซาไกที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน เช่น ที่โรงเรียน "บ้านซาไก อาสาพัฒนาวิทยาลัยครูยะลา ๑" อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เด็กซาไกทุกคนเรียนหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับการศึกษาจะซื่อมากจนดูเหมือนโง่ไม่รู้อะไรเอาเสียเลย แต่ถ้าได้คุ้นเคยกับสังคมเมืองบ้างจะมีความฉลาดไหวพริบทันคน มองเห็นเหตุการณ์ไกลสังเกตได้จากคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจะเป็นคนหลักแหลมมีความคิดก้าวหน้า จึงกล่าวได้ว่าเขาไม่ใช่คนโง่มาแต่กำเนิดหากสภาพแวดล้อมคือป่าเขาทำให้เขาไร้เล่ห์เหลี่ยมมายาจนถูกดูคล้ายกับเป็นคนโง่

บริเวณพื้นที่อาศัย

      ซาไกมีพื้นที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย ตลอดไปถึงรัฐเคดาห์และปาหัง ประเทศมาเลเซียและเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ดังกล่าวแล้ว สำหรับในตอนใต้ของประเทศไทย สืบย้อนหลังลงไปประมาณ ๒๕ ปีชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ตามป่าในเขตจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๐ มีผู้พบว่ามีซาไกอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ต่อไปนี้ คือจังหวัดสตูล มีในเขตอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดยะลา มีในเขตอำเภอธารโต อำเภอบันนังสตาและอำเภอเบตง บริเวณชายแดนมาเลเซีย จังหวัดนราธิวาสในเขตอำเภอระแงะและอำเภอแว้งใกล้ชายแดนมาเลเซียเช่นกันส่วนในจังหวัดอื่นๆ มีน้อยเพราะเป็นช่วงที่ทางราชการปราบปรามผู้ก่อการร้าย พวกเขาจะหลบไปอยู่ในถิ่นอื่น เช่น พวกที่อยู่ในเขตพัทลุง ตรัง จะอพยพไปอยู่ที่อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูลบ้างยะลาบ้าง พวกที่อยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาสบางกลุ่มก็อพยพไปอยู่ที่จังหวัดยะลาและบางกลุ่มก็หลบหน้าเข้าไปอาศัยอยู่ในเขตประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๘ พบซาไกอยู่ในบริเวณภาคใต้หลายแห่งดังกล่าวแล้วตอนต้น ภูมิประเทศที่พวกซาไกเลือกเป็นที่อยู่อาศัยมักจะเป็นเนินสูง ซึ่งอาจจะเรียกว่าเนินเขาสลับภูเขาหรือตามเชิงผา มีป่าสูงใหญ่ปกคลุมโดยทั่วไป เป็นบริเวณที่อยู่ใกล้ลำธารหรือน้ำตกมีสัตว์ให้ล่าเป็นอาหารได้ชุกชุม มีเผือกมันอยู่ในป่าอุดมสมบูรณ์ และเป็นบริเวณที่มีไม้ซางหรือมีอยู่ไม่ไกลนัก เพราะไม้ซางเป็นวัสดุที่สำคัญซึ่งซาไกใช้ทำเป็นอาวุธ คือกระบอกตุด

       พวกซาไกจะรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ ๒๐-๕๐ คน จะมีการอพยพโยกย้ายที่อยู่เสมอ ปกติที่แห่งหนึ่งจะอยู่ ๓-๔ วัน หรืออย่างมากไม่เกิน ๑๐-๑๕ วัน สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาอพยพ คือ ๑) เผือกมันที่อยู่ใกล้ๆบริเวณที่อยู่หาได้ยากหรือหมดลง ๒) มีคนตายในหมู่บ้านของเขา เพราะเขากลัวผีและกลัวเสือที่จะมาขุดกินศพ ๓) เมื่อถ่ายอุจจาระมาถึงบริเวณที่อยู่อาศัย เพราะเขาจะถ่ายอุจจาระจากที่ไกลแล้วค่อยขยับเข้าใกล้ที่อยู่เรื่อยๆ เมื่อมาถึงเมื่อใดก็ย้ายเมื่อนั้น และ ๔) เมื่อคนภายนอกไปพบและเอ่ยขอลูก

      เมื่อถึงคราวอพยพก่อนออกเดินทางเขาจะเอาขี้เถ้าออกจากกองไฟทาตัวและหน้าก่อน เชื่อว่าผีจะจำไม่ได้ตามไปทำร้ายไม่ถูก สมัยที่ต้องใช้ไม้สีไฟทำไฟเขาจะช่วยกันถือดุ้นไฟติดมือไปด้วยคนละดุ้น เพื่อความสะดวกในการก่อไฟใหม่ ในการอพยพหัวหน้ากลุ่มจะเป็นผู้เดินนำหน้า เป็นผู้แบกสัมภาระมากกว่าคนอื่นๆ เพราะถือว่าหัวหน้าต้องเป็นผู้เสียสละรับภาระมากกว่าคนอื่น

     การเลือกบริเวณที่อยู่ใหม่ นอกจากจะต้องเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและน้ำแล้ว จะต้องเป็นบริเวณที่มีผีเจ้าที่ไม่แรงด้วย พวกเขาจะสังเกตจากความรู้สึกสังหรณ์ใจ ใจคอสั่น ขนพอง คือเมื่อเดินทางผ่านบริเวณใดปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น เขาเชื่อว่าบริเวณนั้นผีเจ้าที่แรงจะเอาเป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนจะถูกลงโทษถึงตายแม้จะยิงสัตว์ก็ห้ามเด็ดขาด

ลักษณะบ้านเรือน

      ที่อยู่อาศัยของพวกซาไกเรียกกันโดยทั่วไปว่า "ทับ"จะทำเป็นกระโจมหรือเพิงหมาแหงนแบบง่าย ๆ ถ้าเป็นรูปกระโจมก็เอาใบไม้มาสุมๆ เข้าให้เป็นรูปกระโจม ถ้าเป็นรูปเพิงหมาแหงนก็ทำแบบง่ายๆ คือใช้ไม้อะไรก็ได้ โดยมากจะใช้ไม้ไผ่เพราะหาได้ง่ายและทำเป็นง่ามได้ง่าย นำมายกเป็นเสา ๔ เสาเป็นโครงหลังคา ด้านหน้าสูงพอเลยศีรษะ ด้านหลังสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ ศอก หรือไม่ต้องมีก็ได้ กว้างประมาณ ๓ ศอก หลังคามุงด้วยใบไม้อะไรก็ได้ที่ใบใหญ่ๆ โดยมากจะใช้ใบกล้วยป่าหรือใบปุด เอาใบไม้เหล่านี้สุม ๆ ลงไปอย่างหยาบ ๆ จึงคุ้มแดดคุ้มฝนไม่ค่อยได้ เวลาฝนตกจะเปียกหมด ตัวเพิงหมาแหงนจะกั้นฝาด้านเดียวและกั้นเพียงหยาบๆ เช่นเดียวกับการมุงหลังคาหรือไม่กั้นก็มี ส่วนอีกด้านหนึ่งจะไม่กั้น แต่จะก่อไฟไว้ตลอดเวลา ดับไม่ได้ เพื่อให้ความอบอุ่นและให้แสงสว่างเวลากลางคืน และถ้าดับลงกว่าจะก่อได้ใหม่ก็ต้องลำบากอีก ภายในกระโจมหรือเพิงหมาแหงนจะยกแคร่ไม้ไผ่สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ ศอก ตัวแคร่กว้างประมาณ ๑ ศอกครึ่งกะว่าพอนอนได้คนเดียว ถ้าเป็นบ้านของคนมีครอบครัวแล้วจะมีแคร่ ๒ แคร่ มีกองไฟอยู่ระหว่างกลางแคร่ทั้งสอง ผัวเมียจะนอนคนละแคร่ไม่นอนด้วยกัน ถ้าไม่ยกเป็นแคร่ก็เพียงแต่เอาไม้ไผ่หรือต้นปุดมาเรียงลงพื้นดิน การนอนจะนอนหันศีรษะออกนอกเอาเท้าเข้าใน เขาให้เหตุผลว่าเท้าสำคัญกว่าศีรษะไปไหนมาไหนได้ด้วยเท้า หาอาหารได้ด้วยเท้า และหนีภัยได้ด้วยเท้า ถ้าเท้าเป็นอันตรายจะเป็นเรื่องลำบากมาก การนอนเอาศีรษะออกนอกนี้ ถ้าเสือมากัดก็จะได้กัดศีรษะให้ตายเสียเลยไม่ต้องเป็นคนพิการลำบากอยู่ต่อไป

      จากสภาพบ้านที่ไม่แข็งแรงและไม่มิดชิดเช่นนี้ ผัวเมียจึงมีประเพณีปฏิบัติอย่างหนึ่ง คือนอนคนละแคร่และไม่ร่วมประเวณีกันในทับเด็ดขาด พวกเขาจะชวนกันไปร่วม-ประเวณีกันในป่า ใช้ธรรมชาติป่าเขาเป็นที่กำบังโดยใช้สำนวนว่าไป "ขุดมัน" บริเวณที่ผัวเมียร่วมประเวณีกัน เขาจะทำเครื่องหมาย "ปักกำ" ไว้ที่ปากทางเข้าเป็นที่หมายรู้กันว่าทางนี้ห้ามผ่าน หลังขุดมันหรือร่วมประเวณีกันเสร็จแล้วเขาจะลงเล่นน้ำด้วยกันในลำธารอย่างสนุกสนาน แล้วหาดอกไม้สีแดงทัดหูเดินกลับบ้าน

ลักษณะการแต่งกายและเครื่องประดับ

     สมัยก่อนพวกซาไกจะใช้ใบไม้ เปลือกไม้ หรือตะไคร่น้ำที่เกาะเป็นแผ่นตามก้อนหินใหญ่ ๆ ในป่า (ตะไคร่น้ำชนิดนี้มีเส้นใยสีดำ เอามาผึ่งตากแห้ง) เอามาถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่มการแต่งกายของผู้หญิงนุ่งยาวประมาณหัวเข่าหรือถึงครึ่งน่องใช้ผ้าคาดอกหรือเปลือยอก ผู้ชายนุ่งสั้นแค่เข่าและเปลือยท่อนบน ส่วนเด็ก ๆ จะไม่นุ่งอะไรเลย ต่อมาเมื่อรู้จักใช้ผ้าก็ไม่รู้จักเอามานุ่งให้เป็นถุงเป็นผืนอย่างชาวบ้าน แต่จะเอามาฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ขนาดฝ่ามือ ผู้ชายนุ่งผ้าคาบหว่างขาแล้วกระหวัดขึ้นมาพันไว้ที่บั้นเอว ผู้หญิงนุ่งแบบเดียวกันแต่มีผ้าหรือใบไม้นุ่งทับรอบเอวยาวแค่เข่าหรือครึ่งน่องอีกชิ้นหนึ่งแล้วมีผ้าคาดอกหรือเปลือยอกเช่นผู้ชาย ลักษณะการแต่งกายดังกล่าวนี้พ้องกับที่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบพวกซาไกที่จังหวัดพัทลุงและตรังเมื่อ ร.ศ.๑๒๔ (พ.ศ.๒๔๔๘) และทรงพรรณนาถึงการแต่งกายของพวกเงาะหรือซาไกไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่า ว่า

      "...ผู้ชายนุ่งผ้าคาบหว่างขา แล้วกระหวัดเอาไว้ทั้งหน้าหลัง เรียกว่า "นุ่งเลาะเตี๊ยะ" ชายที่ห้อยข้างหน้าเรียกว่า  "ไกพ้อก" ชายที่ห้อยข้างหลังเรียก "กอเลาะ" วิธีนุ่งผ้าเช่นนี้เหมือนอย่างเขมรครั้งพระนครวัดนุ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในลายจำหลักศิลา ชั่วแต่ผ้ากว้างแคบกว่ากันตามที่มีมากน้อยพวกก็อยนั้นเห็นจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ครั้งกระนั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ผู้หญิงนุ่งเตียวชั้นในเรียกว่า "จะวัด" คือมีสายรัดบั้นเอวและผ้าทาบหว่างขา แล้วนุ่งหุ้มรอบเอวข้างนอกตามแต่จะมี เมื่อไม่มีผ้าก็ใช้ใบไม้ เมื่อมีผ้าก็ใช้ผ้าเรียกว่า "ฮอลี" กว้างและแคบก็ตามมี อย่างแคบก็ปกลงมาเหนือเข่าผู้หญิงมีผ้าห่มเรียกว่า "ริใบ" นี่เห็นจะเติมขึ้นใหม่เมื่อใกล้เคียงกับชาวบ้านเข้า"

      การแต่งกายของซาไกในปัจจุบัน พบว่ามีลักษณะเป็นแบบชาวบ้านชาวเมืองแล้ว คือมีการสวมเสื้อ นุ่งกางเกงนุ่งผ้าถุง นุ่งกระโปรง และสวมรองเท้า เครื่องแต่งกายเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้มาด้วยการนำของป่าไปแลก หรือแลกด้วยแรงงานที่ชาวบ้านขอร้องให้ช่วย เช่น ถางป่า น่ำข้าว แล้วตอบแทนด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ กล่าวได้ว่าพวกซาไกได้รับเอาวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายของชาวบ้านชาวเมืองเข้าไปใช้แล้ว แต่พวกเขายังไม่อาจรับเอาวิธีการใช้และการเก็บรักษาเครื่องแต่งกายเหล่านั้น กล่าวคือเขาจะมีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ สกปรกมอมแมมด้วยคราบเหงื่อไคลและรา เสื้อผ้าใหม่ๆ ถ้ามีบ้างก็ไม่รู้จักใส่ให้เข้าชุดกัน สวมใส่อะไรก็ได้ไม่พิถีพิถันไม่ค่อยซักกันบ่อยนักหรือบางคนก็นุ่งกันจนขาดไม่เคยซักเลย

      สำหรับเครื่องประดับเพื่อความสวยงามนั้น จากถ้อยคำของพวกเขาเองเล่าให้ฟังว่า ในอดีตโดยปกติผู้หญิงมักจะมีเครื่องประดับตกแต่งมากกว่าผู้ชาย เช่น สาวซาไกที่ยังไม่ได้แต่งงานจะนิยมใช้ดอกจำปูนทำเป็นตุ้มหู สวมสร้อยคอลูกประคำใช้หวีที่ทำจากไม้ไผ่ การใช้หวีเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ ส่วนสร้อยคอแสดงถึงหญิงที่แต่งงานแล้วแต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ได้สูญหายไปสิ้น พวกเขาหันมารับเอาวัฒนธรรมของชาวบ้านชาวเมืองเข้าไปแทน ผู้หญิงจะตกแต่งเรือนผมที่ดกดำและหยิกขมวดติดหนังศีรษะ หรือฟูเป็นกระเซิงของเขาด้วยดอกไม้ใบไม้ โดยจะเอามาเสียบดิดกับผมเด็กๆ บางคนใช้กิ๊ปสีแดงหรือสีเขียว แต่ยังไม่รู้จักใช้หวีเหมือนชาวบ้านทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหวีไม่ไปก็ได้ เพราะผมของเขาหยิกหยอยมาก เขาจึงทำหวีขึ้นใช้เองโดยทำจากไม้ไผ่เช่นเดียวกับในอดีตเอามาแกะเป็นซี่ห่างๆ และตกแต่งเป็นลวดลายสวยงามบนผิวไม้ไผ่ ส่วนผู้ชายไม่ใช้เครื่องประดับใดๆ

อาหารการกิน

     ซาไกเป็นกลุ่มคนที่ยังอยู่ในระดับวัฒนธรรมล่าสัตว์(Hunting Culture) อย่างสมบูรณ์ ยังไม่รู้จักทำการเพาะปลูกอาศัยแต่อาหารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อาหารหลักของพวกเขาคือ เผือกมัน เนื้อสัตว์และผักหญ้าตามแต่จะหามาได้ เช่นหยวกกล้วยป่า มะละกอ หรือยอดไม้ใบไม้ที่เก็บหาได้ง่าย ๆจนมีสำนวนพูดกันว่า "ลูกชาวบ้านกินเป็ดกินไก่ ลูกซาไกกินแต่ลอกอ (มะละกอ)"

      ปัจจุบันซาไกบางกลุ่มรู้จักกินข้าว โดยนำของป่าไปแลกกับข้าวสารจากชาวบ้าน หรือไปทำงานให้เขาแล้วขอข้าวสารเขาหรือไม่ก็นำของป่าไปขาย แล้วซื้อข้าวสารและปัจจัยในการบริโภคชนิดอื่นๆ มา พวกเขายังไม่รู้จักประกอบอาหารให้อร่อยชวนรับประทาน แต่รู้จักทำให้สุก ยังไม่รู้จักสะสมอาหาร อาหารที่หามาได้เท่าใดก็จะกินอาหารนั้นจนหมดจึงออกไปหาใหม่บางครั้งจึงอดเพราะหาใหม่ไม่ได้ ถ้ามีมากก็จะกินกันทั้งวันทั้งคืนจนกระทั่งหมดแล้วค่อยหาเอาใหม่ ถ้าหากมีข้าวสารหรือเผือกมันเหลืออยู่แต่กับข้าวหมดแล้ว จะไม่ออกไปหากับข้าวมาเพิ่ม จะกินข้าวกับเกลือหรือหยวกกล้วยป่าตำกับเกลือหรือใบไม้ห่อกับเกลือมากินกับข้าว ถ้าหากข้าวสาร เผือกมันหมดลง แต่เนื้อสัตว์ยังมีเขาจะกินเนื้อสัตว์ให้หมดก่อน เมื่อหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจึงออกไปหาอาหารอีกครั้ง ถ้าหาได้ก็มีกิน ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องอด พวกเขายังไม่รู้จักทำสวนครัวแม้แต่พริก มะละกอก็ไม่รู้จักปลูก ภาชนะที่ใช้ในครัวจะมีเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วนใหญ่มีหม้อเก่าๆ เพียงใบสองใบ เป็นทั้งหม้อข้าวและหม้อแกง บางกลุ่มไม่มีอะไรจะใช้กระบอกไม้ไผ่แทนภาชนะหุงต้ม และใช้ใบไม้แทนจาน

การอนามัยและยารักษาโรค

      พวกซาไกไม่รู้จักรักษาหรือส่งเสริมอนามัยของตนเองนักโดยมากจะปล่อยปละละเลยไปตามยถากรรม มักเป็นโรคกันมาก โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินการหายใจและทางเดินอาหาร ส่วนโรคผิวหนังเป็นกันเกือบทุกคน แต่ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา โรคอื่นๆ ที่น่าจะเป็นกันมากกลับไม่เป็นกันเลย โดยเฉพาะโรคมาลาเรียทั้งๆ ที่พวกนี้อยู่ในที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุมมาก

      พวกซาไกไม่นิยมใช้ยาแผนใหม่ที่เขาเรียกว่า "ยาหลวง"เพราะไม่เชื่อว่าจะได้ผล เขาสังเกตพบว่าเมื่อพวกเขาป่วยลงถ้ากินยาแผนใหม่มักจะตายทุกรายจึงนิยมใช้ยาสมุนไพรที่เคยใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เขาจึงเป็น "เจ้าแห่งสมุนไพร" มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องเครื่องยาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่มีคุณภาพสูงทั้งสิ้น เช่น

      ยาคุมกำเนิด เป็นรากไม้แข็งๆ ให้ผู้หญิงกินกับหมากหรือแทะกินเฉยๆ ก็ได้ คุมกำเนิดได้แน่นอน ต้องการมีลูกเมื่อใดก็หยุดกินเมื่อนั้น พวกซาไกรู้จักคุมกำเนิดมานานแล้วเขาให้เหตุผลที่ต้องคุมกำเนิดว่า ถ้ามีลูกมากเลี้ยงไม่ไหวอาหารในป่าหายาก ซึ่งตรงกับ "มีลูกมากจะยากจน" ของคนเมืองแต่คนเมืองคุมกำเนิดที่หลังพวกเขามาก เท่าที่สังเกตและผู้ศึกษาตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่าที่พวกผู้หญิงซาไกส่วนมากตายก่อนผู้ชายนั้นอาจจะเนื่องมาจากยาคุมกำเนิดนี้ก็ได้ เพราะกินมากไม่รู้จักสัดส่วนที่พอดี สังเกตจากหญิงซาไกลูกอ่อนจะกินยาชนิดนี้แล้วไม่ต้องอยู่ไฟด้วย แต่ผิวหนังจะตายด้านเป็นแผ่นๆ

      ยาให้มีลูก เป็นรากไม้แข็งๆ ให้ผู้หญิง ผู้ชายกินกับหมากหรือแทะกินเฉย ๆ ก็ได้ พอยานี้ไปกระตุ้นต่อมต่างๆในร่างกาย แล้วจะมีผลให้ได้ลูกสมปรารถนา

      ยาไข่เหล็ก เป็นรากไม้แข็งๆ สีขาว ให้ผู้ชายแทะกินทำให้กระชุ่มกระชวย แข็งแกร่ง เพิ่มพลังทางเพศ

      ยาแก้ปวดกระดูก เป็นเถาวัลย์สีขาวค่อนไปทางสีน้ำตาลอ่อนๆ ใช้ต้มเอาน้ำอาบ หรือใช้น้ำยานวดตามข้อหรือกระดูก

      น้ำมันเสน่ห์ น้ำมันเสน่ห์ของซาไกเป็นที่นิยมกันมากเชื่อว่ามีคุณภาพดี เขาทำจากน้ำมันมะพร้าวเสกคาถา แล้วใช้เกสรดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งแช่ไว้ในน้ำมันมะพร้าวนั้น วิธีใช้น้ำมันเสน่ห์นี้ ใช้นิ้วแตะน้ำมันเพียงนิดเดียวแล้วเอาไปแตะข้างหลังของคนที่นึกรักให้ตรงหัวใจ ภายใน ๓ วัน ๗ วัน ถ้าไม่ได้มาอยู่กินกับคนที่แตะเป็นต้องคลุ้มคลั่งวิ่งมาหาทีเดียวถึงแม้ว่าซาไกจะมีความชำนาญในเรื่องเครื่องยาสมุนไพรเพียงใดก็ตาม แต่โรคซึ่งซาไกไม่อาจแก้ไขได้และคุกคามชีวิตอย่างมากก็คือ โรคทางเดินอาหารกับโรคทางเดินหายใจ เมื่อเป็นโรคนี้ขึ้นมาวิธีการรักษาของเขาก็คือ "พ่นหมาก" เวลาเป็นหวัดปวดหัวก็เคี้ยวหมากพ่นที่หัว เวลาท้องอืดปวดท้องก็เคี้ยวหมากพ่นที่ท้อง 

      ในการพ่นหมาก หาเครื่องยามารักษาคนเจ็บป่วยจะเป็นหน้าที่ของหมอ เขามีหมอประจำหมู่บ้านคนหนึ่งเป็นผู้ชายไว้สำหรับทำหน้าที่นี้ และมีหมอผู้หญิงอีกคนหนึ่งรับหน้าที่ทำคลอดและเลี้ยงดูเด็ก เรียกกันว่า "โต๊ะดัน" หรือ "โต๊ะบิดัน" หมอผู้หญิงคนนี้ไม่ต้องออกหาอาหาร เธอมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งอาหารจากคนที่หามาได้ และถ้าในหมู่บ้านซาไกหาอาหารไม่ได้เลยเธอก็ต้องอดเช่นเดียวกัน

อาวุธของซาไก

      บอเลา (กระบอกไม้ซาง) กับบิลา (ลูกดอก) เป็นอาวุธประจำสังคมของชาวซาไก ผู้ชายทุกคนต้องมีติดตัวตลอดเวลาเพราะเป็นอาวุธที่ใช้ในการล่าสัตว์และป้องกันตัว (ดู กระบอกตุด)

      บอเลากับบิลาทำจากไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไม้ซางเป็นไม้ไผ่ที่มีปล้องยาวและตรง เขาจะเอาไม้ซางยาวประมาณ ๑ วา มาทะลุปล้องแล้วตัดให้ตรง เอาไว้ชั้นในอันหนึ่งเป็นตัวบอเลาจริงๆ แล้วเอาไม้ซางทะลุปล้องมาสวมภายนอกอีกชั้นหนึ่งชั้นนอกนี้เขาจะแกะลวดลายสวยงาม บอเลาชั้นในกับชั้นนอกถอดออกจากกันได้ ทางปลายที่ใช้เป่าเขาจะทำไม้กลม เจาะเป็นรูมาสวมไว้อีกชั้นหนึ่ง เวลาเป่าเขาจะอมไม้กลมนี้ไว้ในปากเพื่อเป็นส่วนช่วยดันกระแสลม ส่วนบิลาหรือลูกดอกนั้นทำจากไม้ไผ่เช่นเดียวกัน โดยเอาไม้ไผ่ยาวประมาณ ๗-๙ นิ้ว มาเหลาให้กลมขนาดก้านมะพร้าวเสี้ยมปลายให้แหลมวัดจากปลายแหลมประมาณ ๑ นิ้ว เขาจะเหลาให้คอดกิ่วไว้ เมื่อยิงไปถูกสัตว์ส่วนปลายนี้จะหักฝังติดอยู่ในเนื้อสัตว์และตรงส่วนที่เสี้ยมแหลมจะอาบยาพิษไว้ ยาพิษทำจากยางไม้ชนิดหนึ่งเรียกเป็นภาษาไทยว่า ต้นยางน่อง เรียกเป็นภาษามลายูว่า ต้นอีโป๊ะมีพิษร้ายมาก เมื่อถูกสัตว์หรือถูกคนยางน่องละลายไปกับกระแสเลือด พอพิษเข้าสู่หัวใจก็จะถึงแก่ความตายทันที ส่วนท้ายของบิลาเขาใช้ไม้ระกำมาทำเป็นจุกเพื่อให้เป็นส่วนที่กระทบกระแสลม ทำให้บิลาวิ่งไปข้างหน้าได้ไกลๆ

เครื่องดนตรีชาไก

      ปัจจุบันซาไกบางกลุ่มได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมการใช้อาวุธไปจากชาวไทย เขารู้จักใช้มีดและปืน ซึ่งในสมัยก่อนไม่มีใช้จึงเป็นเหตุที่ทำให้ความคิดและวิถีชีวิตบางส่วนของเขาเปลี่ยนแปลงไป

สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องบันเทิง

      สิ่งประดิษฐ์ที่ซาไกทำขึ้นเพื่อความบันเทิงนั้น พวกเขาจะใช้วัสดุที่หาได้ง่ายใกล้ ๆ บริเวณที่พักอาศัย เช่น ไม้ไผ่และกะลานำมาเป็นเครื่องเคาะจังหวะเครื่องบันเทิงหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้เกิดเสียงดนตรีของซาไกเท่าที่มีผู้ศึกษาพบมีอยู่ ๓ ชนิด แต่ละชนิดไม่มีชื่อเรียก มีลักษณะดังนี้

      ชนิดที่ ๑ ตัดไม้ไผ่ให้ติดข้อทั้ง ๒ ข้าง เอามีดกรีดงัดผิวเนื้อไม้ไผ่ออกมาเป็นเส้นเล็กๆ แล้วเอาไม้สอดทำเป็นหมอนทั้ง ๒ ข้าง ถ้าต้องการเสียงทุ้มก็กรีดให้ถึงข้อทั้ง ๒ ข้างถ้าต้องการเสียงแหลมกรีดให้สั้นเข้ามา โดยใช้หลักการทำแบบเดียวกับระนาดของไทย ใช้ดีดเช่นเดียวกับกีตาร์

      ชนิดที่ ๒ ตัดไม้ไผ่ให้ติดข้อข้างหนึ่ง ผ่าปลายด้านไม่มีข้อให้เป็นรอยแตก แล้วใช้หวายมัดด้านที่มีข้อดึงสายหวายมามัดทางด้านไม่มีข้อ ใช้ไม้สอดทำเป็นหมอนไว้ทางด้านมีข้อถ้าต้องการเสียงทุ้มก็ใช้หมอนบาง ถ้าให้เสียงแหลมใช้หมอนหนาใช้ดีดเช่นเดียวกับกีตาร์

      ชนิดที่ ๓ ตัดไม้ไผ่ให้ติดข้อข้างหนึ่ง ด้านที่ไม่มีข้อใช้มีดผ่าที่ผิวเนื้อไม้ไผ่แล้วสอดกาบหมากที่ตัดไว้พอดีกับหน้าตัดของไม้ไผ่ ใช้มือตีบนกาบหมาก คล้ายการตีทับหรือรำมะนา

วัฒนธรรมด้านความเชื่อ

      ชาวซาไกมีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติและเกรงกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เชื่อในไสยศาสตร์เวทมนตร์และข้อห้ามทางสังคมที่พวกเขาได้กำหนดขึ้น แยกประเภทได้ดังนี้

      ๑. ความเชื่อเรื่องวิญญาณและภูตผี

      ๑) เชื่อว่าคนตายไปแล้วยังมีวิญญาณเหลืออยู่ และอาจจะเที่่ยวหลอกหลอนญาติพี่น้องทำอันตรายแก่คนที่วิญญาณไม่ชอบ ดังนั้นเมื่อมีคนตายลงพวกเขาจะย้ายทับหรือที่อยู่ทันทีเมื่อฝังศพเสร็จ

     ๒) เชื่อว่าตามต้นไม้ใหญ่ ๆ มีผีสิงอยู่ ความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากประเพณีปฏิบัติในพิธีฝังศพของพวกเขาคือเมื่อฝังศพเสร็จหมอผีจะนำเอาวิญญาณให้ไปอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่เชื่อว่าต้นไม้นั้นจะเป็นที่อยู่ของดวงวิญญาณนั้นต่อไป

     ๓) เชื่อว่า "สัตว์ล่าง" หรือสัตว์เดินดินทุกชนิดมีรังควานแรง ดังนั้นเมื่อยิงสัตว์เดินดินตายลงจะต้องทำพิธีถอนรังควานคล้ายกับว่าทำพิธีขอขมาต่อวิญญาณของสัตว์นั้น หรือส่งวิญญาณของสัตว์ให้ไปเกิด ถ้าไม่ทำเชื่อว่าวิญญาณของสัตว์นั้นจะเข้าสิงในร่างของผู้ยิง แล้วผู้นั้นจะมีกิริยาอาการเหมือนสัตว์นั้นจะวิ่งเข้าป่าไป และจะถูกสัตว์ชนิดเดียวกันนั้นทำร้ายถึงแก่ชีวิต

      ๔) เชื่อว่าสัตว์ทุกชนิดเป็นบริวารของผีตนหนึ่งชื่อโต๊ะ-ปาวั่ง ดังนั้นก่อนจะยิงสัตว์ทุกครั้งจะต้องเอ่ยคำขอจากโต๊ะ-ปาวั่งเสียก่อน

      ๕) เชื่อว่าผีมี ๔ จำพวก คือ

      ก. "ญา" เป็นวิญญาณที่ออกจากคนตายล่องลอยไปจนมีที่เกิดใหม่ ถ้าไม่มีที่เกิดเข้าครรภ์ผู้หญิงคนใดไม่ได้ ก็จะเที่ยวหลอกหลอนและทำอันตรายได้

      ข. "โรบ" เป็นวิญญาณของคนที่ยังไม่ตายแต่จะออกจากร่างไปเที่ยวในเวลานอนหลับ

      ค. "เซมังงัด" เป็นผีชนิดหนึ่งจำพวกผีพราย ซึ่งผู้มีวิชาคาถาอาคมสามารถเรียกมาใช้ได้ เช่น เรียกให้มาสิงอยู่ในน้ำมันเสน่ห์ หรือให้ไปเข้าคนอื่นให้คลั่งหรือให้เป็นบ้า

      ง. "บาดี" เป็นวิญญาณของสัตว์ที่ตายไปแล้ว ถ้าวิญญาณแรง เมื่อเข้าสิงในใครแล้วเชื่อว่าจะทำเสียง กิริยาท่าทางและวิ่งเข้าป่าเหมือนสัตว์นั้น

      ๖) เชื่อว่าผีกลัวหัวไพล ดังนั้นเมื่อเวลาฝังศพหมอผีจะเสกหัวไพลให้เจ้าของศพเคี้ยวพ่นลงบนศพก่อนฝัง เชื่อว่าวิญญาณจะไม่มาหลอกหลอน และเมื่อแม่คลอดบุตรจะเอาหัวไพลมาผูกไว้ที่หูของแม่เชื่อว่าผีจะไม่มารบกวนและทำให้แม่แข็งแรงดี

     ๗) เชื่อว่าผีอยู่ในที่มืด ๆ ทุกแห่ง ดังนั้นเขาจึงกลัวความมืด จึงได้ก่อไฟไว้ในทับตลอดเวลาดับไม่ได้

      ๒. ความเชื่อเรื่องโชคลาง

      ๑) เมื่อเดินป่า ถ้าเดินผ่านบริเวณใดแล้วเกิดขนลุกขนพอง ใจคอสั่น แสดงว่าเจ้าที่แรง ห้ามทำร้ายสัตว์หรือตั้งทับในบริเวณนั้น ถ้าทำร้ายสัตว์ชนิดใด เชื่อว่าจะตายด้วยสัตว์ชนิดนั้น หรือผีเจ้าที่จะลงโทษถึงตาย

      ๒) เมื่อจะเข้าป่าล่าสัตว์ ถ้าเมื่อเริ่มออกเดินบังเอิญสะดุดหกล้มลง ห้ามเดินทางไปทางนั้นต่อไปอีก ให้เปลี่ยนทิศทางเดิน ถ้าเดินไปทางเดิมอีกเชื่อว่าจะได้รับอันตราย

      ๓) เมื่อจะเข้าป่าล่าสัตว์ห้ามพูดว่าจะเดินไปทางใด ถ้าเผลอพูดออกไปให้เดินไปทางทิศอื่น ถ้าเดินไปทางทิศที่พูดไว้เชื่อว่าจะได้รับอันตรายสัตว์หรือภูตผีจะคอยดักทำร้าย

      ๔) เมื่อเข้าป่าล่าสัตว์ให้พูดถึงสัตว์ที่ต้องการ เชื่อว่า จะได้ตามที่พูดไว้

     ๕) เมื่อเข้าป่าห้ามพูดถึงสัตดว์ร้าย ถ้าพูดเชื่อว่าจะพบกับสัตว์ชนิดนั้น

     ๖) ถ้ามีคนเอ่ยปากขอลูก เชื่อว่าเป็นลางตายกับลูกคนนั้น

      ๓. ความเชื่อเรื่องความฝันชาวซาไกเชื่อว่าความฝันเป็นลางบอกเหตุ หรือบอกโชคลางในวันข้างหน้าว่าอาจจะเกิดเหตุดีเหตุร้ายขึ้นได้ ดังปรากฏเป็นคำทำนายฝันบางอย่าง เช่น ถ้าหญิงฝันว่ามีคนเอาเล็บเสือ เขี้ยวเสือมาให้เชื่อว่าจะมีสามี ชายฝันว่าล่าหมูได้จะได้ภรรยา ถ้าฝันว่ายิงสัตว์ได้มากเชื่อว่าเป็นลางดี ถ้าฝันว่าถูกสัตว์ทำร้ายเชื่อว่าเป็นลางร้าย

      ๔. ความเชื่อในเรื่องสุขภาพ หญิงแม่ลูกอ่อนห้ามกินหัวเผือก ขนุน กล้วยหิน กล้วยน้ำว้า อาหารที่กินได้คือกล้วยไข่ปลาเค็ม เกลือ

      ๕. ความเชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถา

      ๑) เวทมนตร์คาถาที่ใช้รักษาโรคภัย หมอผู้รักษาโรคจะเสกหมากพลู แล้วเคี้ยวพ่นลงตรงอวัยวะส่วนที่เจ็บปวดเรียกว่า "ซาโฮซ"

      ๒) เวทมนตร์กันผีในพิธีศพ เมื่อยกศพลงหลุมก่อนจะกลบหลุม หมอจะเสกหัวไพลให้เจ้าของศพเคี้ยวพ่นลงบนศพเชื่อว่าผีจะไม่มาหลอกหลอน คาถาเสกหัวไพลว่าดังนี้

        "ตก ตกโล่ย ชะลีโตย ฮะลีเวาะ มะนาเยาะ จะปะซุลจะเปรซ"

      ๓) เวทมนตร์คาถาที่ทำให้คลอดง่าย เมื่อแม่คลอดยากหมอผู้ทำคลอดจะเสกคาถาลงบนหน้าท้องของแม่ เชื่อว่าจะคลอดง่ายและไม่เจ็บปวด คาถาว่าดังนี้

        "ตุ้งตุงฮู ลีโตลีบีโฮ ตามาซาไกนิฮิฮุด มาตีซิฆู"

      ๔) เวทมนตร์สำหรับเรียกเซมังงัดให้มาสิงอยู่ในน้ำมันเสน่ห์

      ๕) เวทมนตร์กันผีหรือสัตว์ร้ายในป่า เมื่อจำเป็นต้องออกจากทับไปค้างคืนในป่า ก่อนนอนเขาจะเสกก้อนหินโยนไปรอบที่นอนทั้ง ๔ ทิศ เชื่อว่าภูตผีสัตว์ร้ายจะไม่รังควาน

       ๖.ความเชื่อในรูปสัญลักษณ์

       ๑) สัญลักษณ์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องระหว่างเพศหรือความรักระหว่างชาย-หญิง คือเมื่อหนุ่มเกี้ยวสาว หนุ่มก็ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ แสดงให้สาวรู้ รูปสัญลักษณ์ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาพบเห็นจากธรรมชาติ เช่น

      ดอกจำปูน          หมายถึง    ผู้ชาย (ผู้ชายชอบดอกไม้สีขาว)

      ดอกฮาปอง         หมายถึง   ผู้หญิง (ผู้หญิงชอบดอกไม้สีแดง) และความรัก

      เล็บมือ               หมายถึง   ความดุร้าย กล้าหาญ-ต่อสู้

      ใบไก่เถื่อน          หมายถึง  การพาหนี

       ปักกำ                หมายถึง  บริเวณห้ามเข้า เพราะบริเวณนั้น จะเป็นที่ที่คู่สามี-ภรรยากำลังแสดงบทรักกันอยู่

       หวีประดับผม       หมายถึง หญิงสาวบริสุทธิ์คือหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจะมีหวีประดับผมส่วนหญิงแต่งงานแล้วจะไม่ใช้หวีประดับผม

       ๗. ความเชื่อในเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ของหญิงสาว

       ในสังคมชาวซาไกมีความเชื่อถือในเรื่องการรักษาพรหมจรรย์ของหญิงอย่างเคร่งครัด หญิงสาวจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนไว้ให้เพียงชายคนเดียวเท่านั้น และจะไม่ล่วงเกินได้เสียกันก่อนแต่งงาน ถ้าหากเพียงแต่ชายหนุ่มได้ถูกเนื้อต้องตัวสาวเข้า ฝ่ายหญิงจะถือเหมือนว่าชายหนุ่มผู้นั้นคือสามีของนางแล้ว

       ๔. ข้อห้ามบางประการ

       ๑) ห้ามสามี-ภรรยาร่วมประเวณีกันในทับ เชื่อว่าผีเจ้าที่จะลงโทษ

       ๒) ข้อห้ามสำหรับลูกสะใภ้กับพ่อสามี

       - ห้ามลูกสะใภ้หุงข้าว เผามันให้พ่อสามีกิน แม้แต่จะพยาบาลในเวลาเจ็บไข้ก็ไม่ได้ห้ามสนิทสนมมองหน้าห้ามพูดจากันห้ามนั่งสนทนาร่วมวงเดียวกัน ถ้าจำเป็นต้องนั่งวงเดียวกันจะนั่งติดกันไม่ได้            ต้องให้คนอื่นนั่งคั่นระหว่างกลาง และลูกสะใภ้ต้องหันหลังให้ตลอดเวลา

ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด

       ในสังคมชาวซาไก ผู้มีบทบาทในการประคับประคองช่วยเหลือผู้เป็นมารดาและทารกคือ หมอตำแยหรือที่พวกเขาเรียกกันว่าโต๊ะดันหรือโต๊ะบิดัน แนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

สรุปได้ดังนี้

       ๑. การรักษาพยาบาลแม่ ในสังคมซาไกถือว่าแม่ผู้ที่จะให้กำเนิดทารกนั้นมีความสำคัญมาก เพื่อช่วยชีวิตแม่ไม่ให้ได้รับความเจ็บปวดมากในขณะคลอด พวกเขาได้พยายามคิดค้นเครื่องยาและใช้เวทมนตร์คาถาเพื่อช่วยชีวิตของผู้เป็นแม่อย่างสุดความสามารถ ในระยะที่แม่เจ็บท้องใกล้จะคลอดนั้นโต๊ะดันผู้ทำหน้าที่เป็นหมอตำแยจะนำยาชนิดหนึ่งมาทาบริเวณหน้าท้อง มีการนวดท้องเพื่อช่วยให้คลอดง่าย เขามีความเชื่อในยาของเขามากว่าใช้ได้ผลซึ่งก็ใช้เวลารอไม่นานนัก ขณะที่รอให้เด็กคลอดออกมา โต๊ะดันจะว่าคาถาเสกลงไปบริเวณหน้าท้องของผู้เป็นแม่ ด้วยความเชื่อในเรื่องยาและเวทมนตร์คาถาของเขานี่เอง ทำให้ผู้เป็นแม่มีความรู้สึกว่าไม่เจ็บปวดมากในระหว่างที่คลอด บทคาถาที่ใช้สำหรับคลอดบุตรที่ว่าโดยโต๊ะดันว่าดังนี้

         "ตุ้งตุงฮู ลีโตลีบีโฮ ตามาซาไกนิฮิฮุด มาดีซิฆู"

       ๒. การพยาบาลทารก เมื่อผู้เป็นแม่คลอดทารกแล้วโต๊ะดันจะเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบทารก ในน้ำอุ่นจะผสมยากับใบเตยลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอม จากนั้นก็อุ้มเด็กลงอาบน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วอุ้มเด็กขึ้นจากอ่างน้ำ ห่อเด็กด้วยผ้าและวางลงบนแคร่ ถ้าเด็กชัก โต๊ะดันจะใช้หัวไพลไปปิดที่หูของแม่เชื่อว่าอาการชักของเด็กจะหายไป

       ๓. การตัดสายสะดือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสายสะดือทำด้วยไม้ไผ่บางๆ การตัด ตัดให้สายสะดือเหลือยาวเลยขาของเด็กเล็กน้อย วิธีการนี้เหมือนกับวิธีการของชาวบ้านไทยมุสลิมทั่วไป

       ๔. การเลี้ยงทารก ในกรณีที่แม่อยู่เลี้ยงก็จะเลี้ยงด้วยนมแม่ แต่ถ้าหากแม่ไปทำงาน โต๊ะดันก็จะเลี้ยงเด็กด้วยผลไม้ เช่น กล้วยหรือเผือกมัน และโดยเหตุที่โต๊ะดันมีหน้าที่เลี้ยงเด็กทำให้โต๊ะดันเป็นที่รักของเด็กๆ ทุกคน

       การเกิดของเด็กในสังคมชาไกนั้นถือปฏิบัติเหมือนกันทุกคนคือให้โต๊ะดันทำหน้าที่ในการคลอด เพราะเขาเชื่อว่าโต๊ะดันเป็นผู้ชำนาญในการคลอด การใช้ยาและมีความสามารถในการใช้เวทมนตร์ ซึ่งเป็นที่อบอุ่นใจว่าชีวิตของแม่และเด็กจะต้องปลอดภัย

ประเพณีการแต่งงาน

       จากการแต่งงานของซาไกที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลาพบว่าทำกันง่ายๆ คือ เมื่อชายหนุ่มหญิงสาวพออกพอใจกันฝ่ายหนุ่มก็ให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ฝ่ายตนซึ่งอาจจะอยู่ทับติดกันกับฝ่ายหญิงไปพูดสู่ขอ ถ้าผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตกลงก็ให้มีการกินเลี้ยงกันเป็นการเสร็จพิธี แต่ในการกินเลี้ยงนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายหนุ่มที่จะต้องแสดงความสามารถในการออกล่าสัตว์มาเลี้ยงเพื่อนฝูง และหน้าที่ของฝ่ายหนุ่มอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นผู้สร้างทับที่อยู่อาศัย เมื่อสร้างทับเสร็จกินเลี้ยงเสร็จแล้วเจ้าบ่าวก็พาเจ้าสาวไปยังทับของตนและอยู่กินฉันสามีภรรยากันเท่านั้นเอง

        ในสังคมซาไกในปัจจุบันไม่มีการเรียกสินสอดทองหมั้นแต่ประการใด เว้นเสียแต่ให้แสดงความสามารถเท่านั้นเองเช่น ให้ชายหนุ่มสร้างทับไว้เป็นเรือนหอ หรือให้ล่าสัตว์มาเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงในพิธีแด่งงาน

ประเพณีการตาย

       ในสังคมชาวซาไกเมื่อมีการตายเกิดขึ้น เขาจะมีความรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียญาติของเขาไปคนหนึ่ง เพราะเขาอยู่กันน้อยคนและใกล้ชิดกันมาก ลักษณะประเพณีการตายของซาไกสรุปได้ ดังนี้

       ๑. ลักษณะของหลุมฝังศพ กว้างประมาณ ๒ ศอกลึกประมาณ ๓ ศอก ยาวประมาณ ๓ ศอก คนขุดหลุมจะต้องเป็นญาติพี่น้องของผู้ตายจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้

       ๒. ที่ตั้งของหลุม อยู่บนเนินใกล้ๆ ลำธารห่างจากที่พักประมาณ ๑๐๐ เมตร

       ๓. การตกแต่งหลุม หลังจากขุดหลุมเรียบร้อยแล้วเขาจะตัดไม้ไผ่รองพื้นด้านล่าง การวางลำดับไม้จะวางให้สวยงามการวางหัวไม้ชั้นแรกจะวางหัวไม้ไปทางทิศตะวันตกและวางเป็นแนวเรียงขนานกันไปในชั้นที่ ๒ จะเอาไม้มาเรียงตามขวางกับแนวแรก เมื่อตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้เป็นหมอก็จะนำเอาหัวไพลขนาดเท่านิ้วก้อยมาปลุกเสก ส่งให้ญาติของศพเคี้ยวจนละเอียดแล้วพ่นลงในหลุม เชื่อว่าผีผู้ตายจะไม่ขึ้นไปเที่ยวหลอกหลอน

      ๔. การยกศพลงหลุม ผู้เป็นญาติของผู้ตายจะยกศพลงหลุมหลังจากที่เสกหัวไพลเรียบร้อยแล้ว การวางศพให้หันหัวไปทางทิศตะวันตก หันหน้าไปทางทิศใต้ ศพจะนอนในลักษณะงอคู้ เมื่อวางศพเสร็จแล้วเขาจะเอาไม้ไผ่ผ่าซีกมาวางบนศพอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ปลายปักลงดินด้านหนึ่งและพาดปากหลุมด้านหนึ่ง ไม้ที่ใช้จะตัดจากบริเวณใกล้ๆ กับหลุมฝังศพ

      ๕. การห่อศพ จะใช้ผ้าของผู้ตายทั้งหมดที่มีอยู่ห่อหุ้มให้มิดชิดโดยพับเข่าให้คู้เข้ามาแล้ววางไว้บนแคร่ของผู้ตาย ยกแคร่ไปที่หลุมฝังศพด้วย และเมื่อเอาศพลงหลุมแล้ว แคร่นั้นก็จะตัดออกให้พอดีกับหลุมวางพาดบนปากหลุมให้เรียบร้อยและปูใบไม้ในแนวขวางกับแคร่

      ๖. การปิดปากหลุม เมื่อปูใบไม้ตลอดหลุมแล้วก็ใช้ดินกลบ จากนั้นพวกญาติของผู้ตายจะขึ้นไปย่ำดินบนปากหลุมให้แน่น และรอบๆ ปากหลุมเขาจะสร้างเพิงหมาแหงนเอาไว้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าได้สร้างบ้านให้ศพ ศพจะได้ไม่เดือดร้อนเพราะมีบ้านอยู่แล้ว พอตกกลางคืนพ่อแม่ต้องไปก่อไฟไว้บนหลุมฝังศพ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ความอบอุ่นแก่ศพ

       ๗. พิธีการสวดศพ หลังจากกลบหลุมศพเรียบร้อยแล้วญาติของผู้ตายพร้อมด้วยเพื่อนบ้านจะยกขบวนกลับทับ และทำพิธีสวดที่ทับของผู้ตาย เครื่องใช้ในพิธีสวดประกอบด้วยเหล้าธูปเทียน ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ผู้กระทำพิธีสวดต้องเป็นหมอผีเท่านั้น เมื่อสวดเสร็จก็มีการกินเลี้ยงที่ทับของผู้ตาย

ลักษณะครอบครัว

       ซาไกครอบครัวหนึ่ง ๆ จะมีพ่อ แม่ ลูก เท่าที่เห็นไม่มีปู่ ย่า ตา ยาย อยู่เลย เพราะพวกนี้อายุสั้น มักจะตายเสียก่อนยังไม่ทันแก่เฒ่า เมื่อลูกโตแต่งงานแล้วก็แยกครอบครัวไปตั้งครอบครัวใหม่และจะเป็นเช่นนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ลักษณะครอบครัวจึงเป็นครอบครัวแบบจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ครอบครัวแบบขยาย ด้วยเหตุนี้ครอบครัวซาไกจึงไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับปู่ ย่า ตา ยาย สังเกตได้จากไม่มีคำเรียก เครือญาติที่สูงไปกว่าพ่อแม่

       เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่าลักษณะผัวเมียซาไกเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว ไม่มีผู้ชายคนใดที่มีเมียหลายคนถ้าจะมีเมียใหม่อีกก็ต่อเมื่อเมียเดิมของเขาตายไป และพวกนี้จะไม่มีการผิดลูกผิดเมียของคนอื่น เพราะเขาเชื่อว่าวิญญาณของสัตว์ร้ายจะเข้าสิงในคนที่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ซึ่งทำให้เป็นบ้าทำกิริยาท่าทางเหมือนกับสัตว์ แล้วจะวิ่งเข้าป่าไปในที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา

       ๑. ด้านการปกครอง ระบบสามีภรรยาในสังคมซาไกมีลักษณะความเป็นอยู่และการประพฤติปฏิบัติเช่นเดียวกับชาวไทยสมัยก่อน คือสามีเป็นผู้นำและภรรยาเป็นฝ่ายตามแต่ว่าไปในทางให้เกียรติและถนอมน้ำใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาในสังคมซาไกจึงราบรื่นทำให้เป็นสุข เพราะสามีไม่คิดนอกใจภรรยาและภรรยาไม่คิดนอกใจสามี และด้วยความจริงใจต่อกันนี้จึงทำให้คู่สามีภรรยาเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวดังกล่าวแล้ว

       ๒. การทำงาน สามีภรรยามีความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันมีความเชื่อมั่นในผลงานว่า ไม่ว่าสามีหรือภรรยาจะทำงานสิ่งใดก็ตามย่อมสำเร็จตามความมุ่งหมาย เช่น ภรรยาไว้เนื้อเชื่อใจในการหาและทำที่อยู่อาศัยของสามี การทำที่อยู่อาศัยจึงเป็นหน้าที่ของสามี ส่วนการดูแลบ้านและเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของภรรยา

      ๓. ความสัมพันธ์ทางเพศ เป็นลักษณะที่เด่นและแปลกคือบทรักหรือการร่วมประเวณีกันของคู่สามีภรรยาเขาจะไม่ทำกันในทับ แต่จะชวนกันไปขุดมันในป่าและไม่จำกัดเวลาว่าจะเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวัน เกิดขึ้นได้ทุกเวลาตามความพอใจของพวกเขา

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

       ชาวซาไกไม่รู้จักการเก็บสะสม ไม่รู้จักจำนวนมากน้อยเขาขอแต่เพียงว่าให้พอมีกินเท่านั้น เพราะฉะนั้นสภาพเศรษฐกิจในหมู่บ้านและครอบครัวของเขาอยู่ในลักษณะฝืดเคืองอยู่ตลอดเวลา

       พวกซาไกจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคมชาวเมืองมากเมื่อเวลาว่าจ้างไปทำสวนจะจ่ายค่าแรงแต่เพียงเล็กน้อย เป็นเงินสัก ๕ บาท ๑๐ บาท หรือปลาเค็มสัก ๔-๕ ตัว หรือไม่ก็เป็นเหล้าสักขวดเขาก็พอใจแล้ว

     ปัจจุบันซาไกชอบเงินและรู้จักใช้เงินแล้ว แต่ไม่ค่อยจะรู้ว่าค่าของเงินนั้นจำนวนเท่าใด เมื่อสามีได้ค่าจ้างมาก็ให้ภรรยาเก็บไว้ซื้อเกลือ ปลาเค็มมาเป็นอาหาร พวกนี้ถ้าได้เงินมากก็จะใช้จ่ายมากและสุรุ่ยสุร่าย ไม่เคยนึกถึงเวลาอดอยากหรือเวลาไม่มีเงินซื้อยาเวลาเจ็บป่วยพวกซาไกไม่รู้จักการเพาะปลูก ถ้าเขารู้จักการเพาะปลูกคงช่วยให้เศรษฐกิจของเขาดีขึ้น และสามารถทำเป็นล่ำเป็นสันได้ เพราะมีที่ดินว่างเปล่าอยู่มากและรัฐบาลก็ช่วยเหลือส่งเสริมอยู่

ลักษณะการปกครอง

       เนื่องจากสังคมชาไกเป็นสังคมเล็กๆ เขามีผู้ใหญ่บ้านปกครองเพียงคนเดียว ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านต้องมีอายุมากที่สุดและเป็นคนที่พวกเขาเลือกตั้งขึ้นมา สภาพการปกครองของซาไกนี้เมื่อพิจารณาแล้วก็เหมือนกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เพราะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ถ้าลูกบ้านคนใดทำผิด ผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่เรียกมาตักเตือน ไต่สวนเมื่อผิดจริงก็สามารถลงโทษได้ ส่วนหน้าที่การงานนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เป็นคนจัดแบ่งให้เมื่อมีคนมาจ้างวาน เมื่อมีงานในกลุ่มพวกเขาทุกคนจะช่วยทำกันโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานจะเกี่ยงงอนกันไม่ได้ แต่ถ้างานชิ้นใดหนักผู้ใหญ่บ้านจะเป็นผู้รับทำเสียเอง ฉะนั้นหัวหน้าผู้ปกครองของซาไกจะต้องเป็นผู้ที่ซาไกทั้งหลายนับถือเชื่อฟังมากที่สุด หน้าที่ของผู้ปกครองที่มีต่อลูกบ้านมี ดังนี้

       ๑. เป็นประธานในการแต่งงาน

       ๒. เป็นผู้ไต่สวนคดี

       ๓. เป็นหัวหน้าในการย้ายที่อยู่ ในการย้ายที่อยู่นี้สังเกตเห็นว่าผู้เป็นหัวหน้าจะรับหน้าที่ในการแบกหามหนักกว่าคนอื่นๆ

การอบรมศึกษา

       ในปัจจุบันเด็กซาไกกลุ่มอำเภอธารโต ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนอาสาพัฒนาวิทยาลัยครูยะลา ๑ ซึ่งนักศึกษาวิทยาลัยครูยะลาได้ไปสร้างให้เมื่อปิดภาคฤดูร้อน พ.ศ.๒๕๑๗ โรงเรียนนี้ทำการสอนโดยครูตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งอยู่ณ หมู่บ้านซาไก ห่างจากถนนใหญ่ ๔ กิโลเมตร

       จากสถิติการเรียนของนักเรียน พบว่าเด็กซาไกมีสมองดีคนที่เรียนเก่งที่สุดสอบได้เป็นที่ ๒ ของโรงเรียนซึ่งมีเด็กนักเรียนไทยพุทธและไทยมุสลิมจากที่ใกล้ๆ มาเรียนด้วยส่วนเด็กซาไกที่เรียนตกเป็นอันดับสุดท้ายก็ไม่ใช่เป็นที่สุดท้ายของโรงเรียน สมองของพวกเขาจึงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะด้านความจำแม่นยำมากส่วนการศึกษาเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขานั้นจะมีการศึกษาอยู่ ๒ แบบ คือ แบบมุขปาฐะ ได้แก่ แบบที่บอกเล่าต่อๆ กันมาและอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ แบบที่บอกเล่าประสมประสานกับการปฏิบัติ เช่น วิธีการทำไม้ซาง ทำลูกดอกเป็นต้น ซึ่งสรุปแล้วก็เป็นการศึกษาโดยไม่ได้ตั้งใจเสียมากกว่าแต่เป็นการศึกษาที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น

ภาษาซาไก

       ๑. ต้นตระกูลภาษาซาไก

       พระยาอนุมานราชธน สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และจอห์นเอช แบรนด์ ได้มีความเห็นตรงกัน ว่า ภาษาซาไกมีต้นตระกูลมาจากภาษามอญ-เขมร ซึ่งบางทีเรียกว่าตระกูลออสโตร-เอเชียติคซึ่งเป็นภาษาชนิดคำโดด บางคำเป็นคำติดต่ออยู่บ้างแต่ไม่มาก

       ๒. ลักษณะของคำที่ใช้ คำที่ซาไกใช้อยู่พบว่าบางคำเป็นคำที่ยืมไปจากภาษามลายู โดยนำไปดัดแปลงเสียง รูปคำและความหมายเสียบ้าง คงไว้บ้าง เห็นได้ชัดดังต่อไปนี้

    (คำ)                     (ซาไก)                  (มลายู)

    ลิง                         กรา              กราหรือกือรา หรือคือฮอ

    ต้นไทร                  เซรายา          เซรายอ (เป็นไม้สยา คำนี้เปลี่ยนแปลงความหมาย) 

    เสือ                       ตาโก๊ะ           ตาโก๊ะ (ในภาษามลายูแปลว่า กลัว)

   ลูกดอก                   บิลา              บิเลาะห์ คือไม้ไผ่เป็นซีกเล็ก ๆ            

    พระจันทร์              ปะยง              ปะยง (ในภาษามลายู  แปลว่า ร่มถือ)

    ยางน่อง                 อิโป๊ะ              อิโป๊ะหรืออีโปร์

       ส่วนสาเหตุที่ทำให้ภาษาอื่นเข้าไปมีอิทธิพลต่อภาษาซาไกนั้น เป็นเพราะ

       ๑. จำนวนคำในภาษาซาไกแท้จริงนั้นมีน้อยคำที่เกิดขึ้นมีเท่าที่จำเป็น และต้องการใช้สื่อความหมายเท่านั้น

       ๒. ชาวซาไกได้อยู่คลุกคลีกับกลุ่มชนที่พูดภาษามลายูจึงรับเอาภาษามลายูไปใช้ ขณะเดียวกันเมื่อซาไกคลุกคลีกับคนไทยก็รับเอาภาษาไทยไปใช้แต่ลักษณะการรับคำของซาไกจะรับเอาเฉพาะคำที่เป็นประโยชน์ต่อเขาเท่านั้นลักษณะของภาษาซาไกโดยทั่วไปผู้ศึกษาได้สัมภาษณ์ชาวชาไกหลายคน สังเกตเห็นคำในภาษาซาไกมีลักษณะของคำ ดังนี้

       ๑. คำที่พูดโดยมากจะออกเสียงเลียนเสียงธรรมชาติเช่น

           (คำ)                (การออกเสียงในภาษาซาไก)

           กิน                  จิ๊ (เป็นเสียงร้องของนกเล็กๆ)

           แมว                เมียว

          หมา                 เอง

          นก                  กาเหว่า

       คำที่ออกเสียงเลียนเสียงธรรมชาติเหล่านี้ สันนิษฐานว่าคงเลียนมาจากเสียงร้องของสัตว์

       ๒. ลักษณะของเสียงที่ปรากฏในภาษาพูดมักจะเป็นเสียงระเบิดออกจากลำคอ เช่น

           (คำ)                (การออกเสียงในภาษาซาไก)

            งู                    อิก๊อบ      

            พี่                    อู๊

           พ่อ                   เอย์

           สวย                 เบิ้ตเอ้ต

           ไม่สวย             บิคลอด

      ๓. คำที่พูดจะมีทั้งพยางค์เดียวและหลายพยางค์ เช่น

       ก. คำพยางค์เดียว เช่น

           (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

            มาก               บะ 

            กลับ              ยิ

            ไป                ยะ

            หน้าอก          ยก

           ท้อง               เจิ้ง

        ข. คำหลายพยางค์ เช่น

           (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

            เจ็บ               ปาเยส

            หัวเข่า            กัลตง

            เอว                ปีงัง

            เที่ยว              มาจิ๊

            บุหรี่               ซือมือริ

            คู่รัก                ตะอิอื้นน์

            แสงแดด         เมดกือเตาะ

       ๔. ลักษณะพิเศษของเสียงท้ายพยางค์จะมีเสียง I), Nn,

Y และ H อยู่ท้ายพยางค์ เช่น

        ก. เสียง ท้ายพยางค์

            (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

             บ้าน               ติดึ๊ง

             มือ                 บาลี้ง

            ท้อง                เจิง

            นอน               แองง์

            มีด                 อูเงง์

       ข. เสียง Nn ท้ายพยางค์

             (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

             หญิงสาว         เต้าอึ้นน์  

              คู่รัก               ตะอิอื้นน์ 

               แต่งงาน        ยิอั้นน์         

        ค. เสียง Y ท้ายพยางค์

            (คำ)             (การออกเสียงในภาษาซาไก)

             พ่อ                 เอย์

             หวาย             หะเวย์

             ค่าง               ไอย์

             ตลาด             กไดย์

       ง. เสียง H ท้ายพยางค์

           (คำ)                (การออกเสียงในภาษาซาไก)

            เดิน                 ญะฮ์

            ต้นไม้               เอฮ์

             มา                   เดาฮ์

       จ. เสียง S ท้ายพยางค์

           (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

            ข้าวสาร           เปอรัส

             เล็บ                กัลเกาะจัส

       ฉ. เสียง Ch ท้ายพยางค์

           (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

             อร่อย             ฮังวิช

       ๕. ลักษณะของคำมีเสียงขึ้นนาสิก เช่น

            (คำ)                           (การออกเสียงในภาษาซาไก)

             สายนุ่งรอบเอวหญิง               ฮอลี

             นกขนาดเล็กสีขาวหางยาว     ตอเตียล

             ชาย                                     เญล

             เรือนผีทำด้วยไม้ไผ่                นะฮานี

             คอ                                       อางุด

             มือ                                       บาลิง

            หก (การนับ)                           นัม

       ๖. ลักษณะคำไม่มีเสียงควบกล้ำ เช่น

            (คำ)          (การออกเสียงในภาษาซชาไก)

             ผู้หญิง              กอดา

             ต้นสะตอ           กอตัน

             นกขนาดใหญ่    กาก

             ปลวก               จะเวา

             ผีพราย              เซมังงัด

       ๗. มีการใช้คำวิเศษณ์ ซึ่งแสดงว่าภาษาซาไกมีการเปรียบเทียบขั้นกว่าขั้นสูงสุด เช่น

            (คำ)               (การออกเสียงในภาษาซาไก)

              ใหญ่                ตะเบอะ

              ใหญ่กว่า           ตะเบอบะ

              ใหญ่ที่สุด          ตะเบอะฮะลุ

       คำวิเศษณ์ที่นิยมใช้กันทั่วไปในสังคมซาไก เช่นเบิดเอ้ด

           สวย                     เบิิ๊ตเอ้ต

           หล่อ                     เมอเอลิก

           คนอ้วน                 เบอเจ้าะ

       ซาไก หรือเงาะในภาคใต้ของประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นประชากรส่วนหนึ่งของประเทศ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่มีทะเบียนสำมะโนครัว (ซาไกที่อำเภอธารโด จังหวัดยะลามีบัตรประชาชน) พวกเขาอยู่อย่างสงบเงียบ ปักหลักชื่นชมแต่ธรรมชาติ ไม่มีพิษภัยใดๆ อยู่อย่างไม่มีผลได้ในทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ ทางราชการจึงเอาใจใส่น้อยปล่อยให้มีชีวิตอยู่ตามยถากรรม 

(สุภาคย์ อินทองคง, ไพบูลย์ ดวงจันทร์, กานดา กาญจโนภาส)


ซาไกที่จังหวัดพัทลุง ครั้งรัชกาลที่ ๕ (ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 



เงาะซาไกเมืองพัทลุง ครั้งรัชกาลที่ ๕ (ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 



เงาะซาไกเมืองพัทลุงที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 



แผนที่สังเสปแสดงอาณาเขตติดต่อ ของอำเภอปะเหลียนจังหวัดตรัง และแหล่งที่ซาไกกลุ่มเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เร่ร่อนพักอาศัย (ภาพ : อาภรณ์ อุกฤษณ์)

 



ถ้ำหลายแห่งของเทือกเขาบรรทัดปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของซาไก (อาภรณ์ อุกฤษณ์)

 



การตั้งถิ่นฐานมักเลือกบริเวณที่ราบ หุบเขาและใกล้แหล่งน้ำ "ซาโอ๊ะ" สร้างเลียนแบบ "ขนำ" ของคนบ้าน (อาภรณ์ อุกฤษณ์)

 



เครื่องดนตรีซาไก

 



วัฒนธรรมความเชื่อ

 



วัฒนธรรมความเชื่อ

 



เครื่องดนตรีซาไก ที่เก็บ : ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฏยะลา

 



หวีไม้ไผ่ เครื่องประดับของหญิงชาวซาไก ที่เก็บ : ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฏยะลา

 



วัฒนธรรมความเชื่อ

 



การสลักลายบนหวีไม้ไผ่

 



กระบอกใส่ลูกดอกและลวดลายที่กระบอก ที่เก็บ : ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฏยะลา

 



กระบอกลูกดอกทำด้วยไม้ไผ่

 



ที่เป่าลูกดอก หรือกระเป๋าตุด

 



บิลาหรือลูกดอก ซึ่งใช้ร่วมกับกระเป๋าตุด

 



การทำเครื่องยาสมุนไพรของซาไก

 



บิลาและวิธีเก็บบิลา

 



ภาชนะใส่สัมภาระข้าวของเครื่องใช้ประจำของชนพื้นเมืองซาไก

 



กระบอกตุดและที่ใส่ลูกดอก เครื่องมือล่าสัตว์ของซาไก

 



เด็ก ๆ ชาวซาไก

 



หญิงซาไกกับลูก สังเกตการแต่งกายที่เหมือนชาวบ้านทั่วไป 

 



สภาพความเป็นอยู่ของชาวซาไกและบริเวณรอบ ๆ ที่พัก

 



ภายในที่พักของชาวซาไก จะมีกองไฟไว้ตลอดเวลา

 



หนุ่มชาวซาไกกับกระบอกตุด อาวุธที่ใช้ในการล่าสัตว์

 



กลุ่มชาวซาไกพักผ่อนที่ใบทับหรือที่พัก

 



หญิงสาวชาวซาไก

 



ทับหรือที่พักของซาไก สร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ จากไม้ไผ่ป่า

 



ภายในทับ (ที่พัก) ของซาไก

 



ภายในที่พัก ส่วนหนึ่งจะถูกกันไว้เป็นที่ประกอบอาหาร (สังเกตกระติกและแกลอนพลาสติก)

 



ครอบครัวซาไก

 



การออกไปล่าสัตว์ของซาไก

 



ซาไก

 



ซาไก

 



การเลี้ยงบุตรของซาไก

 



ปากทางเข้าหมู่บ้านซาไก ที่บ้านแหร ตำบลธารโต อำเภอธารโต

 



แผ่นประวัติบอกประวัติ เงาะป่าซาไก นิคมฯ ธารโต บ่งว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๖ กรมประชาสงเคราะห์ได้รวบรวมเงาะป่าซาไก ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในเขตอำเภอเบตงและอำเภอบันนังสตา จำนวน ๒๑ ครอบครัว ๕๒ คน ให้มาอยู่ ณ ที่นี้ โดยสร้างบ้านให้อยู่อาศัยจัดสรรที่ดิน พร้อมด้วย ปลูกยางพาราพันธุ์ดีให้ด้วย จำนวน ๓๐๐ ไร่ พร้อมกันนั้นกรมประชาสงเคราะห์ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระศรีนครินทราบบรมราชชนนี ขอใช้คำว่า "ศรีธารโต" ให้ทุกคนได้ใช้นามสกุลตราบเท่าทุกวันนี้

 



ป้ายประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่หมู่ซาไก อำเภอธารโต

 



การทำแผ่นยางพาราของซาไก ที่หมู่บ้านซไก อำเภอธารโต

 



ซาไกคนหนึ่งกำลังนั่งพักผ่อนอยู่หน้าบ้าน

 



เด็ก ๆ ซาไก ที่หมู่บ้านซาไก อำเภอธารโต ถ่ายเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๑

 



มุ้งครอบที่ชาวซาไกนำออกมาตากคู่กับเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ถ่ายเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๑

 



เด็กชาย ซึ่งบิดาเป็นคนไทย มารดาเป็นซาไก ในหมู่บ้านซากไก บ้านแหร อำเภอธารโต

 



การเลี้ยงโคของซาไก ที่บ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา

 



ทุเรียนและไม้ผลอื่น ๆ ซึ่งเป็นเกษตรกรรมในครัวเรือนของซาไก ในหมู่บ้านซาไก อำเภอธารโต

 



อาคารศูนย์อนามัย ประจำบ้านซาไก อำเภอธารโต