ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

คนัง

ภาค : ใต้

คนัง

   คนัง เป็นชื่อของเด็กชายเงาะคนหนึ่ง แถวจังหวัดพัทลุง ได้รับการนำเข้าถวายตัวจนได้เป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดเพราะพวกเงาะไม่รู้จักนับวันเดือนปี ส่วนพ่อแม่ก็ไม่ปรากฏชื่อ คนังมีลักษณะรูปร่างไม่สู้สูงใหญ่ ตาแหลมคม จมูกกว้างแบน ปากไม่เจ่อเช่นนิโกร ผมเส้นอ่อนและขมวด ผิวดำเจือแดงไม่ใช่ดำเขียว ความคิดค่อนข้างฉลาด จำแม่น ไม่ดุร้าย ชอบสีแดง คุณสมบัติส่วนตัว ตาไว ความคิดเร็ว จงรักภักดี และกตัญญมาก ช่างประจบ รู้จักประมาณตน และอดทนมากจากหลักฐานพระราชหัตถเลขาที่ทรงเล่าถึงเจ้าพระยายมราชเมื่อยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ร.ศ.๑๒๔ ว่าสาเหตุที่ "คนังได้เข้าสู่ราชสำนัก เนื่องจากพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองนครศรีธรรมราชในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ (เจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๓) ทางราชการได้จัดศาลากลางจังหวัด ซึ่งเวลานั้นตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชในปัจจุบันถวายเป็นที่ประทับเมื่อวันที่รุ่งขึ้น หลวงทิพกำแหงสงครามผู้รั้งปลัดเมืองพัทลุงได้นำเงาะจากป่าเมืองพัทลุงทั้งชายหญิง ๖-๗ คน เข้ามาถวายให้ทอดพระเนตร ณ พลับพลาที่ประทับ ได้ทรงสนพระราชหฤทัย ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เช้าวันหลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครแล้ว ได้มีพระราชดำริใคร่จะลองเลี้ยงเงาะป่าดูบ้าง จึงได้รับสั่งให้เจ้าพระยายมราชซึ่งเวลานั้นยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิตอยู่ ให้นำลูกเงาะป่าไปถวายสักคนหนึ่งสุดแล้วแต่จะเป็นหญิงหรือชาย ให้ใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ผู้ใหญ่ยินยอมมอบเด็กให้ เจ้าพระยายมราชจึงได้มีคำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงดำเนินการตามพระราช-ประสงค์ เวลานั้นหลวงทิพกำแหงสงครามยังเป็นปลัดเมืองผู้รั้งดำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงอยู่ เลือกสรรได้เด็กชายเงาะคนหนึ่ง ชื่อว่า "คนัง" ประมาณอยู่ในราว ๖-๗ ขวบจึงได้นำตัวส่งยังสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชที่จังหวัดสงขลา ท่านผู้หญิงยมราชได้เลี้ยงดูอยู่ที่สงขลาประมาณเดือนเศษ เพื่อปลอบโยนเอาใจให้หายเหงา ครั้นเดือนกันยายนพ.ศ.๒๕๕๘ ได้ถ่ายรูปเด็กชายคนังส่งไปทูลเกล้าฯ ถวายล่วงหน้าก่อน พร้อมกับหนังสือถวายกราบบังคมทูลชี้แจงเพื่อหาของเล่นสีแดงไว้ล่อและเดรียมข้าวสุกกับกล้วยน้ำว้าไว้ให้กินทั้งยังต้องมีพี่เลี้ยงเตรียมไว้เพราะยังเป็นเด็กอยู่ ต่อมาพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยายมราช กับทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศเป็นพระอรรคชายาเป็นผู้รับเลี้ยงเด็กชายคนัง

   ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๘ นายคนังได้ถูกนำตัวเข้าวังหลวง วันแรกที่เข้าวังปรากฏว่ามีคนตื่นเต้นเกรียวกราวกันมาก พากันห้อมล้อมดูกันที่ห้องรับแขกตึกพระวิมาดาเธอฝ่ายคนังนั่งมองหน้าคนที่ห้อมล้อมเฉยอยู่ สักครู่ก็ล้มตัวลงนอนหงายกับพื้นทำดีนงุ้มกำมือแน่น คนที่ดูต่างตกใจคิดว่าเป็นลมชัก แต่พระวิมาดาเธอทราบว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมของคนังจึงรับสั่งให้เอากล้วยที่เตรียมไว้มาวางให้ คนังพอเห็นกล้วยก็ลุกขึ้นกินทันทีเป็นอันรู้กันว่าแกล้งทำ นับว่าเป็นเด็กมีเล่ห์เหลี่ยมมาแต่เด็ก ระยะแรกออกจะเหงาเพราะแปลกถิ่นต้องปลอบโยนกันอยู่หลายวันจึงค่อยคุ้นกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมความเหงาค่อยหายตามลำดับ พระวิมาดาเธอจึงนำขึ้นเฝ้าพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะความที่เป็นเด็กฉลาดและช่างประจบ จึงเป็นที่โปรดปรานมาก และในที่สุดโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมหาดเล็กอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอยู่เนืองๆ พระวิมาดาเธอก็ทรงรักและเอ็นดูคนังมาก ทรงเอาพระทัยใส่อยู่ใกล้ชิด หาได้ปล่อยแต่พี่เลี้ยงดูแลไม่ ทรงจัดให้นอนในห้องข้างห้องบรรทม แม้เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถานในพระราชวังดุสิตแล้วก็ตาม คนังก็ได้มาอยู่กับพระวิมาดาเธอ ณ พระที่นั่งปราจิณภาค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระที่นั่งอัมพรสถานทางด้านตะวันตก และอยู่ห้องข้างห้องบรรทมของพระวิมาดาเธอเช่นเคย ซึ่งมีสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งหรูหรา มีเดียงนอนชนิดที่มีลูกกรงกันตก มีมุ่งผ้าโปร่งเม็ดพริกไทย ที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน ปลอกหมอนเย็บเป็นพิเศษด้วยผ้าแดงล้วน ผ้าห่มนอน มีทั้งผ้าแพรเพลาะ และผ้าลังเก็ตสีแดงเช่นกัน มีโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เช่นเดียวกับที่เจ้านายทรงใช้ นับว่าคนังมีบุญวาสนาไม่น้อย ต่อมาพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาเล่าเรื่องคนังถึงเจ้าพระยายมราชเมื่อยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ดังจะได้อัญเชิญมาลงไว้

ดังต่อไปนี้

พระที่นั่งบรรณคมสรนีย์

วันที่ ๒๕ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๔

ถึง พระยาสุขุมนัยวินิต

   ด้วยอ้ายคนังฝากรูปไปให้พี่น้อง ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว

ถ้ามีช่องที่ใครไปตรวจราชการที่นั้นขอให้นำไปส่งให้มันด้วย

                                                  สยามินทร์

                                                               สวนดุสิต

                                                  วันที่ ๑๔ ธันวาคม ร.ศ.๑๒๔

ถึง พระยาสุขุมนัยวินิต

   ได้รับหนังสือลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน นั้นแล้ว เรื่องนี้ตรงกับที่อ้ายคนังมันเล่า เดี๋ยวนี้เข้าใจภาษามากขึ้นไล่เลียงค่อยได้ความ ถามถึงเวลาที่จะเอามานั้นอย่างไร ให้การเอือนๆไปบ้าง เมื่อเวลาพูดถึงใครท่เกี่ยวข้องแก่เรื่องที่จะมาคงได้รูปว่าเมื่อแม่ตายแล้วนั้น ตัวอยู่กับพี่ไปเที่ยวป่ากับอ้ายไม้ไผ่ซึ่งเป็นเพื่อน เพื่อจะตัดกระบอก มีเสียงคนเอะอะไล่เข้าไป วิ่งหนีกันหกล้มหกลุก คืออ้ายยางซึ่งมันเรียกว่า "อ้ายยิ่ง" ชวนให้มาดูโนราที่บ้านอ้ายยาง มันหายตกใจเลยมาดูโนรา อ้ายยางให้กินมะพร้าวแล้วมันหาวนอนๆ หลับอ้ายยางไปอุ้มทั้งหลับ ส่งให้คนคุณพ่อหลวง (พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เขียน) มันตื่นขึ้นถามว่าอ้ายยางทำพรือ อ้ายยางบอกว่าเขาจะเอาตัวไป มันกำลังตกใจดิ้นรนเท่าไรเขาก็ไม่ปล่อยได้ทำหอบรวนอะไรเต็มที่เหมือนอย่างที่มาทำเมื่อเข้ามาอยู่ในวัง แล้วเขาเอาไปใส่คุกไว้หลายคนด้วยกัน ภายหลังคุณพ่อหลวงได้ไปรับให้สนับเพลาให้นุ่ง ข้อนี้มันอยากพบพวกพี่น้องเหล่านั้นอยากจะถามว่า เมื่อเขาจับมันพากันไปอยู่ที่ใหนเท่านั้น พูดถึงอ้ายยางแสดงกิริยาไม่ชอบมากทั้งที่พูดว่าไม่ชอบใครไม่เป็นแต่สังเกตได้ถึง สันนิษฐานกันว่านัยหนึ่งอ้ายยางจะตกลงกับพี่แต่ไม่บอกให้อ้ายคนังรู้ แต่สังเกตข้อที่ย้ายไปน่ากลัวจะเป็นด้วยเข็ด บางทีจะไม่ได้บอกให้รู้ทีเดียวก็เอาเป็นถูกตามที่ได้ข่าวนี้เรื่องที่จะเอารูปไว้ที่แห่งใดนั้น อ้ายคนังได้คิดแล้วเหมือนกันมันคิดถึงแปลนบ้านเก่าว่าจะเอาไว้ในทับไม่ได้เปียกฝน จะเอาไปไว้ที่ซอกหินในถ้ำ ซึ่งเป็นที่เคยหลบฝน การที่แสดงกิริยาเศร้าโศก เวลาที่พูดถึงบ้านอย่างแต่ก่อนไม่มี ด้วยว่ารู้จักผู้คนกว้างขวาง ตั้งแต่เจ้านายข้าราชการผู้ใหญ่ลงไปถึงผู้น้อย ทั้งข้างหน้าข้างในเขาแสดงความเมตตาปรานีเล่นหัวได้ทั่วไป อยู่ข้างจะเพลิดเพลินมาก อดนอนก็ทน และคุณสมบัติส่วนตัว ซึ่งได้สังเกตเห็นแต่แรกไม่มีเสื่อมทรามลงไปคือ ตาไว ความคิดเร็วจงรักภักดีฤๅกตัญญมาก นับว่าเป็นเฟเวอริตของราชสำนักนี้ได้ได้ถ่ายรูปแต่งตัวเป็นเจ้าเงาะลอนดอน สำหรับจะให้มันขายเองในงานวัด แล้วแบ่งเงินเป็น ๓ ส่วน เป็นกระดาษค่าน้ำชา ส่วนหนึ่งให้ทำบุญเข้าวัด อีกส่วนหนึ่งจะเป็นทุน ซึ่งคิดจะรวบรวมไว้ให้เสียแด่อย่างไรๆ ก็ยังนับเงินไม่ถูกอยู่เช่นนั้นเอง หนังสือเห็นจะพอสอนง่ายกว่าเลข เลขนั้นดูเหมือนจะไม่มีกีฟสำหรับชาติมันทีเดียว ได้ลองให้ขายของซ้อมกันอยู่หลายวันก็ยังรางๆอยู่นั้น สาเหตุด้วยเนื่องมันไมรู้จักรักเงิน ยังไม่รู้เลยว่าเงินมีราคาอย่างไรจนเดี๋ยวนี้

   ผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั้น ถ้าได้มาก็ดี ถ้าเด็กทีเดียวดูเหมือนจะง่าย แต่นึกกลัวอยู่ว่าอ้ายพวกนี้จะเข็ดเสีย ขอให้คิดการให้ดี ถ้าจะไม่ชอกช้ำตกใจจึงค่อยเอามา แต่การเลี้ยงนั้นเห็นจะไม่เป็นไร อ้ายคนังตั้งแต่มายังไม่เห็นเจ็บเลย เจ้าสาย(พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ) นั้นรักหลงเหลือเกินทีเดียว เพราะมันไม่ไปเที่ยวข้างไหนเลย อยู่แต่บนเรือน ช่างประจบด้วยความรู้ประมาณตัวเองในสันดานทั้งนี้ถือตัวว่าเป็นลูกก็พูดอยู่เสมอว่าเป็นลูกข้า ไม่ได้ไว้ด้วเทียบเทียมเจ้านายลูกเธอรักและนับถือไม่เลือกว่าใคร ไว้ดัวของตัวเสมอหม่อมเจ้า ไม่ได้มีใครสั่งสอนเลย

                                                                     สยามินทร์

   ชีวิตของคนังเมื่ออยู่ในราชสำนักได้รับความสุขสบายทุกอย่าง ยามเมื่อจะเข้านอนก็มีพี่เลี้ยงคอยเฝ้าดูแลอยู่ จนกระทั่งคนังหลับแล้วพี่เลี้ยงจึงจะลงไปยังที่อยู่ของตนได้ คนังจะตื่นนอนราว ๘.๐๐ นาฬิกา เมื่อตื่นแล้วจะลงไปเล่นน้ำในลำคลอง หลังพระที่นั่งอัมพรสถาน เลิกเล่นน้ำในลำคลองแล้วพี่เลี้ยงก็จะนำมาอาบน้ำอีกครั้งหนึ่ง จึงแต่งตัวรับประทานอาหารเช้า เสร็จแล้วก็เข้าเฝ้าสมเด็จพระองค์เล็ก (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติแต่พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาถ กรมขุนอัครวรราชกัลยา พระเชษฐภคินีของพระวิมาดาเธอฯ) พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดทรงงานในเวลากลางคืนจะเข้าที่พระบรรทมก็จวนรุ่ง จึงตื่นพระบรรทมราวบ่ายโมง พอได้เวลาที่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดื่นพระบรรทมคนังก็ต้องไปที่ห้องของตนบนพระที่นั่ง เพื่อแต่งตัวขึ้นเฝ้าในเวลาเสวยพระกระยาหาร ตอนเสวยกลางวันนี้ ตามปกติประทับเสวยกับพื้น มีเจ้านายชั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอร่วมเสวยด้วย พระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าคอยเฝ้าปฏิบัติ คนังก็คอยเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดขนาดพระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าเหมือนกันโดยปกติรับสั่งให้คนังเข้าไปนั่งใกล้ชิดพระยี่ภู่ที่ประทับรับสั่งเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องความเป็นอยู่ของพวกเงาะป่าที่อยู่ในเขตจังหวัดพัทลุง เป็นต้น ที่มีพระราชดำรัสถามอยู่เป็นประจำคือ"เมื่อเช้ากินข้าวกับอะไรบ้าง" ตอนที่เข้าไปอยู่ใหม่ๆ อาหารที่คนังกินประจำคือข้าวสุกกับกล้วยน้ำว้า แต่ต่อมาพระวิมาดาเธอฯฝึกให้กินอาหารอย่างอื่นด้วยเลยกินได้ทุกอย่าง ของหวานที่ชอบมากคือ ข้าวเม่าคลุกกับกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่ ยิ่งอยู่นานวันเข้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่าคนังเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียว มีไหวพริบทันคนและรู้จักประจบประแจง ทำตัวให้เป็นที่ตลกขบขันดี มีโวหารปฏิภาณโต้ตอบใครไม่มีจน ความจำก็แม่นยำดีมาก การเรียกใครว่าอย่างไรก็ไม่มีใครสอน คิดเรียกเอาเองทั้งสิ้น เข้าใจเรียกอย่างมีเหตุผล เรียกพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "คุณพ่อหลวง" เรียกสมเด็จพระวิมาดาเธอฯ ว่า "คุณแม่" เรียกเจ้าพระยายมราชและท่านผู้หญิงว่า"คุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน" เรียกสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ว่า "คุณพี่เผือก" เรียกเจ้าฟ้ามาลินีนพดารากรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญาว่า "พี่ขาว" เรียกสมเด็จเจ้าฟ้านิภานพดล กรมขุนอู่ทองเขตขัติยนารีว่า "คุณพี่ดำ" บุคคลที่คนังชอบจำบุคลิกลักษณะอิริยาบถมาทำท่าล้อเลียน ก็คือพระองค์เจ้าคำรบ (พระบิดาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)ทำได้เหมือนจนพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขันและทรงรับรองว่าเหมือนจริงๆ

   สมัยนั้นพระองค์เจ้าคำรบเป็นผู้บัญชาการทหารจังหวัดนครสวรรค์ มีราชการจะต้องเข้าเฝ้าอยู่เนืองๆ คนังจึงสังเกตกิริยาอาการของท่านอย่างละเอียดลออ ซ้ำยังเรียกว่า "อ้ายทหารหลังหัก" คนังไม่เรียกเจ้านายพระองค์อื่นว่า "พี่" นอกเสียจากพระโอรสและพระธิดาในพระวิมาดาเธอฯ กับพระราชธิดาในพระอัครชายาเธอ ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินีของพระวิมาดาเธอฯ เท่านั้น ซ้ำเรียกว่า "อ้าย" ไม่ว่าใครอีกด้วย เช่น เรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ว่า "อ้ายตาขยิบ"เรียกสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดดิวงศ์ว่า "อ้ายนอนะนิล"เรียกกรมหมื่นนริศราชหฤทัย ว่า "อ้ายนิลนะทัย" เรียกกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินว่า "อ้ายกำแพงหัก" เรียกเจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมเอื้อนว่า "อ้ายเอิบ" "อ้ายเอื้อน" เรียกเจ้าจอมเอี่ยมว่า "อ้ายหมอนวด" เพราะท่านอยู่หน้าที่ถวายงานนวด ที่คนังไม่เรียกอ้ายก็มีเหมือนกัน เช่น เรียกสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระยานครสวรรค์วรพินิตว่า"ตุ๊กกระหม่อมชาย" เรียกเจ้าจอมจรวยว่า "นางรวย" เรียกเจ้าจอมมารดาวาด ว่า "ปลาไหล" ก็เพราะท่านมีหน้าที่แต่งพระภูษาประจำวันถวายพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจะเสด็จออกข้างหน้า ท่านก็จะเชิญพระภูษาเข้าไปแต่งถวาย เวลาแต่งพระองค์พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็จะมีกระแสรับสั่งกับท่าน บางที่ท่านก็จะกราบทูลเรื่องราวต่างๆ วันหนึ่งทรงพระภูษาต่อหน้าคนังเผอิญวันนั้นเจ้าจอมมารดาวาดท่านกราบทูลเรื่องแกงปลาไหลพลางแต่งพระภูษาไปพลาง คนังเลยคิดเห็นไปว่า การแต่งพระภูษาโจงกระเบนนั้นเรียกว่า "ปลาไหล" ก็เลยดตั้งชื่อคุณจอมมารดาว่า "ปลาไหล" ส่วนเจ้าจอมสมบูรณ์นั้นท่านเป็นหลานเจ๊สัวร่ำรวยมาก คนังอยากได้อะไรพี่เลี้ยงสอนให้ไปประจบเอาจากท่านแล้วก็ได้ของที่อยากได้เสมอเห็นทีจะได้ผลใครพูดว่าท่านเป็นเจ้าบุญนายคุณก็เลยเรียกท่านว่า "ท่านบุญจาคุณ" คนังไม่เรียกใครว่า "อี" ถึงเป็นผู้หญิงก็เรียกว่า"อ้าย" แต่ถ้าจะเล่าเรื่องของดนหรือพวกของตนจึงจะใช้คำว่า"อี" เช่นเรียกลำหับว่า "อีลำหับ" เป็นต้น จะด้วยเหตุผลใดไม่มีใครทราบได้

    คนังมีนิสัยน่าเกลียดอยู่อย่างหนึ่งตอนเล่นน้ำ จะดำน้ำแล้วถ่ายอุจจาระออกมาในขณะที่ตนเองอยู่ใต้ผิวน้ำ อุจจาระก็จะลอยขึ้นมาตรงหัว แต่ไม่ปรากฏว่าเวลาแกผุดขึ้นมาจะโดนก้อนอุจจาระที่ลอยตัวอยู่ตรงหัวแกสักที เพราะดำหนีไปไกลแล้วจึงโผล่ขึ้น เรื่องนี้ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง เวลาที่อยู่ในพระราชวังนั่งถ่ายในโถ พอถ่ายเสร็จไม่ยอมล้างน้ำหรือชำระด้วยกระดาษต้องใช้ไม้เช็ด เห็นจะเป็นมาจากความเคยชินเมื่ออยู่ในป่าในดง ผมของคนังยาวสักคืบกว่า ๆ แต่ขมวดม้วนไปหมดเข้ากับรูปศีรษะได้เองอย่างเรียบร้อย แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นเหาที่น่าแปลกก็คือไม่มีกลิ่นตัว กลิ่นหัวเลย ไม่มีเหม็นสาบ พระวิมาดาเธอฯ ท่านจึงกอดด้วยความเมตตาปรานีได้

   เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่า ได้กำหนดให้คนังเล่นเป็นตัวของตัวเองในเรื่องนั้น จึงต้องฝึกหัดรำ โดยให้หม่อมเพิ่มบุนนาค หม่อมในสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นครูสอน ทีแรกครูออกวิตกว่าจะหัดยากเหมือนหัดละครลิง แต่แล้วก็คาดผิด เมื่อออกโรงจริงๆ คนังรำจังหวะจะโคนถูกทุกระยะขั้นตอนไม่ว่าจะรำหน้าพาทย์หรือใช้บท ผู้ที่คุ้นเคยอดเอ็นดูไม่ได้ถึงกับน้ำตาไหลด้วยสมเพชเวทนาว่าตัวเล็กนิดเดียวซ้ำเป็นคนป่าดง ยังอุตส่าห์รำได้ดีถึงเพียงนี้

   พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเมตตาคนังมาก โปรดเกล้าฯ ให้เฝ้าใกล้ชิดพระยุคลบาทเป็นประจำและโปรดเกล้าฯ ให้ติดตามเสด็จออกฝ่ายหน้าหรือออกในที่ต่างๆอยู่เนือง ๆ เมื่อต้องตามเสด็จใกล้ชิดเช่นนี้ ก็ต้องมีเครื่องแต่งกายมาก เป็นต้นว่า เครื่องแต่งกายชุดลำลองสำหรับขึ้นเฝ้าในพระที่นั่ง ชุดปกติตามเสด็จออกฝ่ายหน้า ชุดเครื่องยศชุดเต็มยศ ใช้ตามเสด็จในงานต่างๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบพระราชทานทั้งสิ้น แต่พอสิ้นรัชกาลที่ ๕ ชีวิตอันแสนสุขของนายคนังมหาดเล็กหลวงเงาะป่าผู้นี้ก็ดกอับ แม้ภายหลังรัชกาลที่ 5 จะได้ทรงอุปการะฝากฝังให้อยู่ในความดูแลของข้าราชการบริพารของพระองค์ท่านก็มิได้เป็นที่โปรดปรานใกล้ชิดเช่นรัชกาลก่อน และต่อมาก็ต้องระเหเร่ร่อนไปตามวังของเจ้านายหรือตามบ้านของขุนนางข้าราชการที่คุ้นเคยกัน มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานในที่สุดก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคซุกซนซึ่งเรียกว่า "โรคสำหรับบุรุษ" (เฉลียว เรืองเดช)

 


คนัง

 


เงาะคนัง เงาะมหาดเล็กในราชกาลที่ ๕

ดูเพิ่มเติมที่ : เงาะป่า : บทละคร