มหาชาติ
มหาชาติ เป็นคำเรียกเรื่องเวสสันดรชาดก มีความหมายตรงๆ ว่าพระชาติอันยิ่งใหญ่ การเรียกเวสสันดรชาดกว่า "มหาชาติ" นี้ เป็นการเรียกในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเท่านั้น พบตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ดังปรากฏในจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) และจารึกหลักที่ ๙๕ (จารึกวัดหินตั้ง) จารึก-นครชุมกล่าวถึงการสวดมหาชาติในตอนทำนายภาวะเสื่อมของพุทธศาสนาในอนาคตดังนี้
"อันหนึ่งโสด นับแต่ปีสถาปนาพระมหาธาตุนี้ไปเมื่อหน้าได้เก้าสิบเก้าปีเถิงในปีกุน อันว่าพระปิฎกไตรนี้จักหายแล หาคนจักรู้แท้แลมิได้เลย ยังมีคนรู้คันสเล็กสน้อยไซร้ ธรรมเทศนาอันเป็นต้นว่าพระมหาชาติหาคนสวดแลมิได้เลย จำพวกพระอภิธรรมไซร้ พระปกฐานแลพระยมกก็จักหายเมื่อนั้นแล"
ส่วนจารึกวัดหินตั้งกล่าวถึงการสวดมหาชาติเมื่อเล่าถึงการทำบุญของสามีภรรยาคู่หนึ่งว่า หลังจากฟังสวดมหาชาติแล้วผู้เป็นสามีได้เสียชีวิตไปดังความว่า
"กลอยสดับพระมหาชาติแล้ว ผู้เป็นผัวจึงจักตายจาก"
ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเหตุใดคนไทยสมัยสุโขทัยจึงเรียกชาดกเรื่องนี้ว่ามหาชาติ อย่างไรก็ดี ได้มีความพยายามที่จะอธิบายในยุคหลังว่า น่าจะเนื่องมาจากสาเหตุ ๒ ประการ ดังนี้
ประการแรก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติในกำเนิดของพระเวสสันดรเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะกลับชาติมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ประการที่ ๒ เป็นพระชาติที่ได้ทรงบำเพ็ญทานบารมีอันเป็นบารมีสูงสุดและทรงบำเพ็ญบารมีครบบริบูรณ์ทั้ง ๑๐ ประการ
ที่มาของเรื่องพระเวสสันดร
สุภาพรรณ ณ บางช้าง ซึ่งศึกษาเรื่องนี้ได้รายงานว่าเรื่องพระเวสสันดรปรากฏในขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก ๒ แห่ง คือปรากฏเป็นเรื่องที่ ๕ ในจริยาปิฎกเรียกว่า เวสสันตรจริยา และปรากฏเป็นเรื่องที่ ๑๐ คือ เวสสันตรชาดก ในชาดก ๑๐ เรื่องซึ่งเป็นมหานิบาตหรือที่เรียกกันว่า ทศชาติและเสนอว่าเรื่องพระเวสสันดรในจริยาปิฎกน่าจะเขียนขึ้นก่อนเรื่องพระเวสสันดรในชาดก เพราะเนื้อเรื่องสั้นกว่ามาก ส่วนเวสสันตรชาดกแต่งเป็นคาถาภาษาบาลี คือเป็นปัฐยาวัตฉันท์มีจำนวน ๑,๐๐๐ คาถา หรือ ๑,๐๐๐ บท ซึ่งต่อมาพระอรรถกถาจารย์ในประเทศศรีลังกาได้นำมาแต่งเป็นอรรถกถาภาษาบาลีอธิบายความเพิ่มเติมเป็นร้อยแก้ว ฉบับอรรถกถามีการเพิ่มตอนต้นที่เรียกกันว่าปัจจุบันวัตถุ กล่าวถึงสมัยพุทธกาลขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ท่ามกลางพระประยูรญาติ ณนิโครธารามวิหาร เนื่องจากพระญาติวงศ์บางพระองค์มิได้แสดงความเคารพด้วยถือว่าอาวุโสกว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์เสด็จเหาะขึ้นไปบนอากาศ เมื่อพระประยูรญาติถวายนมัสการและพระพุทธองค์เสด็จลงจากอากาศแล้วก็เกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมา นับเป็นอัศจรรย์อย่างยิ่ง บรรดาพระสาวกสนทนากันว่าไม่เคยเห็นมาก่อน พระพุทธองค์ตรัสชี้แจงว่าในอดีตกาลฝนโบกขรพรรษก็เคยตกลงมาท่ามกลางที่ประชุมพระญาติวงศ์เช่นนี้ เมื่อพระสาวกทั้งหลายได้ทูลอาราธนาจึงตรัสเล่าเรื่องเวสสันตรชาดก ในตอนท้ายของเรื่องก็ได้เพิ่มส่วนที่เรียกกันว่าสโมธานหรือประชุมชาดกอธิบายว่าพระเวสสันดรทรงกลับชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ชูชกกลับชาติมาเกิดเป็นเทวทัต พระเจ้าสุทโธทนะทรงกลับชาติมาเกิดเป็นพระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดีทรงกลับชาติมาเกิดเป็นพระนางสิริมหามายาพระอินทร์ทรงกลับชาติมาเกิดเป็นพระอนุรุทธเถระ พระนางมัทรีทรงกลับชาติมาเกิดเป็นพระนางยโสธราพิมพา พระชาลีทรงกลับชาติมาเกิดเป็นพระราหุล และพระกัณหาทรงกลับชาติมาเกิดเป็นนางอุบลวรรณาเถรี
ฉบับอรรถกถานั้นนอกจากเพิ่มส่วนเริ่มเรื่องและส่วนท้ายเรื่องแล้ว ยังมีการเพิ่มเติมขยายความในอีกหลายตอน
เนื้อเรื่องย่อตามอรรถกถา
พระเวสสันดรเป็นโอรสของพระเจ้าสญูชัยและพระนางผุสดีแห่งกรุงสีพี ทรงมีมเหสีพระนามว่ามัทรี มีพระโอรสพระนามว่าชาลีและพระธิดาพระนามว่ากัณหา พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานตั้งแต่เสด็จออกจากครรภ์พระมารดาและหลังจากนั้นก็ทรงบริจาคทานอยู่เสมอ ในวันประสูตินางช้างเชือกหนึ่งได้นำลูกช้างมาไว้ในโรงช้างต้น ลูกช้างนี้ได้รับการขนานนามว่าปัจจัยนาคเป็นช้างมงคลมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อขับขี่ไปในที่ใดฝนก็จะตกทำให้การเพาะปลูกได้ผลบริบูรณ์ต่อมาเมืองกลิงคราษฎร์เกิดวิบัติฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพงชาวเมืองกลิงคราษฎร์ได้มาทูลขอช้างปัจจัยนาค พระเวสสันดรก็ได้พระราชทานตามคำขอ ทำให้ชาวเมืองสีพีไม่พอใจ พากันกล่าวโทษและขอให้พระเจ้าสญชัยขับไล่พระเวสสันดรออกจากเมือง พระเจ้าสญชัยจำต้องทำตามคำเรียกร้อง พระเวสสันดรได้พาพระนางมัทรีและพระโอรสธิดาออกไปบำเพ็ญพรตที่เขาวงกดในป่าหิมพานต์ ต่อมาพราหมณ์ชูชกได้มาขอสองกุมารเพื่อนำไปเป็นทาสรับใช้นางอมิตตดาภรรยาสาว พระเวสสันดรก็ได้พระราชทานให้ไป พระอินทร์เกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรีไปอีกได้แปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมัทรี พระเวสสันดรก็พระราชทานให้ พระอินทร์ได้กลับคืนร่างและถวายพระนางมัทรีคืนพระเวสสันดร เทพยดาได้ดลใจให้ชูชกได้พาสองกุมารเข้าไปในกรุงสีพี ผ่านเข้าไปตรงหน้าพระที่นั่ง พระเจ้าสญชัยทรงซักถามทราบว่าเป็นพระนัดดาก็ขอไถ่ตัวโดยพระราชทานปราสาท อาหารและเงินทองแก่ชูชก ชูชกรับประทานอาหารมากเกินขนาดทำให้ท้องแตกตาย พระเจ้าสญชัยทรงทราบว่าพระเวสสันดรทรงได้รับความลำบากอยู่ในป่าก็ทรงดำริจะไปรับกลับคืนพระนคร พอดีชาวเมืองกลิงคราษฎร์นำช้างปัจจัยนาคมาถวายคืน พระเจ้าสญชัยได้ยกทัพโดยมีชาวเมืองสีพีตามเสด็จไปที่เขาวงกต พระเวสสันดรและพระนางมัทรีก็ได้เสด็จกลับคืนพระนคร
วรรณคดีมหาชาติฉบับภาษาไทย
ความเชื่อในอานิสงส์ของการฟังเทศน์มหาชาติทำให้เกิดประเพณีการเทศน์มหาชาติและเกิดการสร้างสรรค์วรรณคดีเรื่องมหาชาติสำนวนต่างๆ เป็นจำนวนมากมายในสังคมไทยพบในทุกภาคและยังเป็นที่นิยมแพร่หลายในกลุ่มชนชาติไทที่อยู่นอกประเทศไทยบางกลุ่มด้วย ความเป็นมาของความเชื่อนี้น่าจะมาจากเรื่องราวที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องพระมาลัยสำนวนต่างๆ มีใจความตรงกันว่าเมื่อพระมาลัยนำดอกบัวขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น หลังจากได้พบพระอินทร์และได้ซักถามความเป็นมาของพระเจดีย์รวมทั้งบุญกุศลที่เทวดาแต่ละองค์ได้สร้างไว้แล้ว พระมาลัยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งเชื่อกันว่าจะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พระศรีอาริยเมตไตรยได้ตรัสแก่พระมาลัยว่า หากผู้ใดประสงค์จะเกิดในสมัยของพระองค์ให้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องสักการะด้วยเครื่องบูชาสิ่งละพัน ยกเว้นคนยากจนก็ให้บูชาตามความเหมาะสม ดังความในพระมาลัยคำหลวงดังนี้อบในหนึ่งวัน พร้อมทั้งให้
"ท้าวธกล่าวกลสารสั่ง พระมายังมนุษา เมื่อเธอจะคลานิวัตร ยัลชมพูที่ปปัดคืนคงขอพระองค์จงนำสาร ข้าบรรหารกล่าวแถลง เธอจงแจ้งแก่เวไนย แม้นผู้ใดจะใคร่พบ จงเคารพตามโอวาท ให้ทำมหาชาติเนื่องนั้นต์ เครื่องสิ่งละพันจงบูชาให้จบในทิวาวันนั้น ตั้งประทีบพันบูชา ดอกปทุมาถ้วนพันบังเผื่อนผันอินทนิลา ดอกมณฑาโดยจง เทียนแลธงฉัตราเครื่องบูชาทั้งนี้ จงถ้วนถ่สิ่งละพัน คนทลิทนั้นตามสม โดยนิยมจะบูชา พระคาถาถ้วนพัน ให้สดับธรรม์เคารพ จนจวบจบอุทาหรณ์พระเวสสันดรนฤบาล ปัจฉิมกาลสมโพธิ สมภารโสดอันอุดม เป็นที่สุดสมในชาตินั้น บูชาพระธรรม์จงครบ จึ่งจะได้ประสพองค์ข้า เมื่อจะลงมาอุบัติ จะได้ดำรัสโพธิญาณ อันโอฬารอลังการ์ อันฝูงมนุสสาเหล่านั้น เขาจึงจะทันศาสนาเฉพาะพักตราวิมลพรรณ ก็จะได้ถึงอรหันต์ธรรมวิเศษ โดยประเภทกุศลา อันเขาส่ำสมมา นั้นแล"
และในพระมาลัยฉบับกลอนสวดก็มีข้อความทำนองเดียวกันดังนี้
"ถ้าผู้ใดจะใคร์ไหว้ เมื่อท่านได้เป็นพระบวร
ให้ฟังนิทานพระเวสสันดร ในวันเดียวจบทั้งพัน"
เนื่องจากมีความเชื่อกันว่า ในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรยนั้นบ้านเมืองจะมีแต่สันติสุข ปราศจากการรบราฆ่าฟัน ประชาชนมีแต่ความสุขสมบูรณ์ จึงนิยมทำบุญกันด้วยวิธีต่างๆ และตั้งปณิธานขอให้ได้เกิดในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำเพ็ญกุศลด้วยการฟังเทศน์มหาชาติจนเกิดเป็นประเพณีขึ้น ในสมัยก่อนพระสงฆ์ได้นำเวสสันตรชาดกฉบับคาถาภาษาบาลีมาสวด เรียกกันว่า "สวดคาถาพัน" (ดู คาถาพันและเทศน์มหาชาติ, ประเพณี) นอกจากนี้ยังนำฉบับที่เป็นอรรถกถามาแปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวนเพื่อใช้เทศน์แพร่หลายทั่วประเทศ มีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นตอนๆ แต่ละตอนเรียกว่า กัณฑ์ มีทั้งหมด๑๓ กัณฑ์ เรียงตามลำดับดังนี้
๑. กัณฑ์ทศพร ๘. กัณฑ์กุมาร
๒. กัณฑ์หิมพานต์ ๙. กัณฑ์มัทรี
๓. ทานกัณฑ์ ๑๐. กัณฑ์สักบรรพ
๔. กัณฑ์วนปเวสน์ ๑๑. กัณฑ์มหาราช
๕. กัณฑ์ชูชก ๑๒. กัณฑ์ฉกษัตริย์
๖. กัณฑ์จุลพน ๑๓. นครกัณฑ์
๗. กัณฑ์มหาพน
ประเพณีการเทศน์มหาชาติในสังคมไทยภาคกลางนั้นมีทั้งประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ ส่วนวรรณคดีมหาชาติซึ่งมีแพร่หลายอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ในภาคกลางยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างจริงจัง เท่าที่พบขณะนี้มีทั้งฉบับที่ใช้ในพิธีหลวงและฉบับพื้นบ้านที่ใช้ในพิธีราษฎร์
วรรณคดีมหาชาติฉบับภาษาไทยที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบขณะนี้ได้แก่มหาชาติคำหลวง ซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดฯ ให้ประชุมพระสงฆ์และนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันแต่งขึ้นในปี พ.ศ.๒๐๒๕ ดังหลักฐานปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ว่า "ศักราช ๘๔๔ ขานศก ท่านให้เหล้นการมหรรสภฉลอง ๑๕ วัน ฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุแล้วจึงพระราชนิพนธ์มหาชาติคำหลวงจบบริบูรณ์" และในตอนท้ายของนันโทปนันสูตรคำหลวง พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรว่า "เมื่อแรกแต่งพระมหาชาติคำหลวงนั้นจุลศักราชได้ ๘๔๔ ศก" จุลศักราช ๘๔๔ ตรงกับพุทธศักราช๒๐๒๕ ที่เรียกว่าคำหลวงน่าจะเป็นเพราะใช้สำหรับสวดในพระราชพิธี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานคำอธิบายว่า "หนังสือมหาชาติคำหลวงนี้ไม่ได้แต่งสำหรับพระเทศน์ แต่สำหรับนักสวดสวดให้อุบาสกอุบาสิกาฟังเวลาไปอยู่บำเพ็ญกุศลที่วัด และประเพณีนี้ยังมีมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เวลานักขัตตฤกษ์ เช่น เข้าพรรษายังเป็นหน้าที่ขุนทินบรรณาการขุนธารกำนันกับผู้ช่วยอีก ๒ คนขึ้นนั่งเดียงสวดในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สวดมหาชาติคำหลวงในทำนองอย่างเก่าถวายเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล"
มหาชาติคำหลวงฉบับเดิมสูญหายไป ๖ กัณฑ์ คือกัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักกบรรพและฉกษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งกัณฑ์ที่ขาดขึ้นใหม่ เมื่อปีจอ จุลศักราช ๑๑๗๖ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๕๔ ปรากฏนามผู้แต่งในตอนท้ายกัณฑ์เพียง ๒ คน ได้แก่ พระรัตนมุนีแห่งวัดราชสิทธาราม แต่งทานกัณฑ์และขุนมหาสิทธิโวหารปลัดกรมอาลักษณ์แต่งกัณฑ์จุลพน มหาชาติคำหลวง ๑๓กัณฑ์แต่งด้วยคำประพันธ์หลายชนิด จากการศึกษาของนิยะดาเหล่าสุนทร พบว่ากัณฑ์ที่แต่งด้วยร่ายล้วนๆ มี ๗ กัณฑ์ได้แก่ ทศพร หิมพานต์ วนประเวศน์ ชูชกบรรพ กุมารบรรพสักรบรรพและนครกัณฑ์ ทั้ง ๗ กัณฑ์นี้แต่งด้วยร่ายโบราณร่ายยาวและร่ายสุภาพ ซึ่งบางตอนแต่งเป็นร่ายกลบทชนิดต่างๆ ด้วย ส่วนอื่นๆ แต่งด้วยคำประพันธ์หลายชนิด มีทั้งกาพย์ ฉันท์ ร่าย และโคลงซึ่งมีทั้งโคลงดั้นและโคลงสุภาพมหาชาติคำหลวงแม้ว่าบางตอนจะมีคำศัพท์ที่เข้าใจยาก แต่โดยส่วนรวมก็กล่าวได้ว่ามีความดีเด่นทั้งในด้านรสคำและรสความมีการเลือกสรรคำที่มีอลังการทั้งด้านเสียงและความหมาย
ในสมัยอยุธยามีวรรณคดีมหาชาติฉบับหลวงที่เหลือมาถึงขณะนี้อีกฉบับหนึ่ง เชื่อกันว่านักปราชญ์ราชบัณฑิตในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมช่วยกันแต่งขึ้น มหาชาติคำหลวงฉบับนี้ภายหลังเรียกกันว่า กาพย์มหาชาติ ฉบับเดิมสูญหายไปมากเหลืออยู่ไม่กี่กัณฑ์ ฉบับที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่มีอยู่ ๓ กัณฑ์ ได้แก่ กัณฑ์วนปเวศน์ กัณฑ์กุมาร และกัณฑ์สักบรรพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานพระมติเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ใน "อธิบายเรื่องหนังสือมหาชาติ" ดังนี้ "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ระหว่าง พ.ศ.๒๑๔๕ จน พ.ศ.๒๑๗๐ ด้วยมีเนื้อความในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่าในแผ่นดินนั้นได้แต่งมหาชาติคำหลวงอีกครั้ง ๑ กาพย์มหาชาตินี้ฉบับเดิมเห็นจะสูญหายมากกว่ามหาชาติคำหลวง ได้พบสำนวนครั้งกรุงเก่าที่แน่ใจ แต่กัณฑ์กาพย์กุมารบรรพที่พิมพ์แล้วนั้น กาพย์วนประเวศน์ที่พิมพ์ในเล่มนี้หอพระสมุดฯ ได้ต้นฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ ๑ มีบานแพนกเขียนไว้ว่า" วัน ๔ ฯ ๓ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๑๔ ปีขาลจัดวาศก ข้าพระพุทธเจ้าพระอาลักษณ์แต่ง ข้าพระพุทธเจ้านายชำนาญอักษรเขียน "ดังนี้ สันนิษฐานความตามบานแพนกเข้าใจว่า เห็นจะมีรับสั่งให้พระอาลักษณ์แต่งเพิ่มเติมกัณฑ์ที่ขาด พระอาลักษณ์คนนี้แต่งในทางข้างศาสนาไว้หลายเรื่องทั้งที่เป็นบทกลอนแลเป็นความเรียง ได้ความว่าชื่อตัวชื่อบุญจันสังเกตดูสำนวนครั้งกรุงเก่าพอเข้ากันได้"
วรรณคดีมหาชาติที่แต่งในสมัยอยุธยาน่าจะยังมีอีกหลายฉบับหลายสำนวน พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชาได้เคยทรงตรวจดูในหอพระสมุดวชิรญาณและทรงพบว่ามหาชาติแต่ละกัณฑ์มีอยู่หลายสำนวน และมีบางสำนวนที่น่าจะแต่งในสมัยอยุธยา ดังความตอนหนึ่งในพระนิพนธ์ "อธิบายเรื่องหนังสือมหาชาติ" ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีว่า
"แต่หนังสือเทศน์มหาชาติที่มีอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณเดี๋ยวนี้ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชาได้เคยลองตรวจดูที่สำนวนต่างๆ กัน กัณฑ์ทศพรมี ๘ สำนวนกัณฑ์หิมพานต์มี ๑๐ สำนวน กัณฑ์ทานกัณฑ์มี ๒ สำนวนกัณฑ์วนปเวศน์มี ๑๓ สำนวน กัณฑ์ชูชกมี ๑๔ สำนวน กัณฑ์จุลพนมี ๑๖ สำนวน กัณฑ์มหาพนมี ๘ สำนวน กัณฑ์กุมารมี ๖ สำนวน กัณฑ์มัทรีมี ๑๑ สำนวน กัณฑ์สักกบรรพมี๙ สำนวน กัณฑ์มหาราชมี ๗ สำนวน กัณฑ์ฉกษัตริย์มี ๕ สำนวนกัณฑ์นครกัณฑ์มี ๒ สำนวน เป็นสำนวนเก่าบ้างใหม่บ้าง แต่สังเกตว่ามีสำนวนครั้งกรุงเก่าทุกกัณฑ์"
ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีผู้แต่งวรรณคดีมหาชาติจำนวนมาก มีทั้งแต่งครบ ๑๓ กัณฑ์และแต่งเพียงบางกัณฑ์ นอกจากจะแต่งเพื่อให้เป็นหนังสือที่พระสามารถนำไปใช้เทศน์ในงานเทศน์มหาชาติแล้ว ยังแต่งเพื่อไว้อ่านเหมือนหนังสืออื่นๆ ด้วยหนังสือเรื่องมหาชาติสำนวนรัตนโกสินทร์ที่มีการรวบรวมจัดพิมพ์ขึ้นเท่าที่สุภาพรรณ ณ บางช้าง สำรวจได้แก่
๑. มหาชาติพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงบุษบันบัวผัน โปรดให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมมารดาห่วงในรัชกาลที่ ๔ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานพระอธิบายในคำนำว่า
"หนังสือมหาชาติพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ มีอยู่ ๕ กัณฑ์ คือ วนปเวศน์ จุลพน มหาพน สักกบรรพ และฉกษัตริย์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นสำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกเธอเทศน์ถวายเมือทรงผนวชเป็นสามเณร ทรงพระราชนิพนธ์กัณฑ์สักกบรรพเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๐๙ อีก ๘ กัณฑ์ทรงพระราชนิพนธ์ในปีเถาะ พ.ศ.๒๔๑๐ หรือปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๑ เฉพาะกัณฑ์ฉกษัตริย์ทรงพระราชนิพนธ์ทันแต่ตอนต้น๒ แหล่ นอกจากนั้นใช้หนังสือเดิมซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระปรมานุชิดตชิโนรส"
สุภาพรรณ ณ บางช้าง เล่าว่า มหาชาติพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ นี้ ใช้วิธีเหมือนกาพย์มหาชาติ คือ ยกภาษาบาลีตั้งนำสั้น ๆ แล้วขยายความเป็นภาษาไทยด้วยคำประพันธ์ประเภทร่ายยาว ลักษณะเด่นในพระราชนิพนธ์นี้คือ ทรงอ้างถึงที่มาของข้อความและความคิดหลายตอน และบางทีก็เปรียบเทียบเนื้อหาของที่มาต่างๆ ด้วย
๒. มหาเวสสันดรชาดก หรือ มหาชาติกลอนเทศน์ฉบับของกระทรวงศึกษาธิการ เริ่มจัดพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๙โดยพยายามคัดเลือกสำนวนที่ดีที่สุดของแต่ละกัณฑ์ ชึ่งล้วนเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์มารวมไว้ด้วยกัน เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓ กัณฑ์พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๕ กัณฑ์ ที่เหลือเป็นฝีมือของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ๒ กัณฑ์ พระเทพโมลี (กลิ่น) ๑ กัณฑ์ สำนักวัดถนน ๑ กัณฑ์ และสำนักวัดสังข์กระจาย ๑ กัณฑ์ นับเป็นหนังสือมหาชาติที่มีผู้นิยมมากที่สุด เพราะมีโวหารเป็นเลิศทุกกัณฑ์ปรากฏพระนามและนามผู้นิพนธ์แต่ละกัณฑ์ดังนี้
ชื่อกัณฑ์ ผู้นิพนธ์
ทศพร สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
หิมพานต์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ทานกัณฑ์ สำนักวัดถนน
วนปเวสน์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ชูชก สำนักวัดสังข์กระจาย
จุลพน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มหาพน พระเทพโมลี (กลิ่น)
กุมาร เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
มัทรี เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
สักกบรรพ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มหาราช สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
นุชิตชิโนรส สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมาฉกษัตริย์
นครกัณฑ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
๓. มหาเวสสันดรชาดกสำนวนเทศนา หรือ มหาชาติฉบับหลวงหอพระสมุดวชิรญาณ มหาชาติฉบับนี้คณะกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณได้จัดทำขึ้นโดยคัดเลือกมหาชาติแต่ละกัณฑ์จากสำนวนต่างๆ ที่นิยมเทศน์กันในเวลานั้น และจัดพิมพ์ขึ้นใน พ.ศ.๒๔๖๒ การรวบรวมมหาชาติกัณฑ์ต่างๆ ครั้งนี้พระพิมลธรรม วัดระฆังโฆสิตาราม ประธานกรรมการเทศน์มหาชาติของหลวงเป็นผู้ให้คำแนะนำ และขุนพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล) เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ โดยส่วนใหญ่เลือกตรงกับฉบับของกระทรวงศึกษาธิการ มีต่างกันเพียง ๓ กัณฑ์คือ กัณฑ์วนประเวสน์ กัณฑ์จุลพนและกัณฑ์มหาพน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณใช้ฉบับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
๔. มัทรีคำฉันท์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานพระมติว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของมหาชาติคำฉันท์ แต่สุภาพรรณ ณ บางช้าง เสนอว่าน่าจะเป็นการแต่งขึ้นเป็นเอกเทศ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้เพราะปรกติการแต่งมหาชาติผู้แต่งแต่ละคนไม่จำเป็นต้องแต่งครบทุกกัณฑ์
๕. มหาชาติคำฉันท์ พระนิพนธ์พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา
๖. มหาชาติคำกลอน ของนายบานเย็น ลิ้มสวัสดิ์เริ่มแต่งเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒ แต่งเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖
๗. มหาชาติคำฉันท์ ของ น.อ.หลวงสำรวจวิถีสมุทรแต่งเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔
ในภาคกลางนอกจากมีประเพณีการเทศน์มหาชาติและมีการแต่งวรรณคดีมหาชาติหลายสำนวนแล้ว เรื่องราวของมหาเวสสันดรชาดกยังพบได้ในจิตรกรรมฝาผนังในวัดหลายแห่งทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นๆ
เอกสารอ้างอิง
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, ตำนานเทศน์มหาชาติพระนคร : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์, ๒๕๐๔.
มหาชาติพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ พระนคร : โรงพิมพ์อักษรนิติ์, ๒๕๖๓ สุภาพรรณ ณ บางช้าง "มหาชาติและประเพณีการเทศน์มหาชาติ" ในมหาชาติ เอกสารประกอบการประชุมวิชาการและการเทศน์มหาชาติ ๒๑-๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒๔
ประคอง นิมมานเหมินท์ เรียนเรียง
| ดูเพิ่มเติมที่ | : คาถาพัน , เทศน์มหาชาติ : ประเพณี |