เทศน์มหาชาติ : ประเพณี
ประเพณีการเทศน์มหาชาติ คือ ประเพณีที่พระสงฆ์เทศน์เรื่องเวสสันดรชาดกให้ประชาชนฟัง หลังเทศกาลออกพรรษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ว่า ประเพณีการเทศน์มหาชาตินี้เห็นจะมีขึ้นทางเมืองเหนือก่อน แล้วแพร่หลายลงมาทางใต้มอญจะได้มาจากไทยหรือไทยฝ่ายเหนือจะได้จากมอญยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ส่วนสาเหตุที่เทศน์มหาชาติเป็นที่นิยมกันในกลุ่มคนไทยนี้ เพราะมีเหตุสำคัญ ๓ ประการ คือ
๑.เชื่อกันว่าเป็นพุทธวัจนะซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสประทานแก่ภิกษุสงฆ์ พุทธบริษัท ณ นิโครธารามในกรุงกบิลพัสดุ์ ผู้ได้สดับย่อมเกิดสิริมงคลเป็นกุศลบุญราศี
๒. เชื่อกันว่าพระศรีอาริยเมดไตรยเทพบุตรซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ได้มีเทวโองการสั่งพระมาลัยเถระว่า ถ้าผู้ใดปรารถนาจะใคร่ประสบศาสนาพระศรีอาริย์จงตั้งใจสดับเรื่องพระเวสสันดรชาดกอันประกอบด้วยพระคาถาหนึ่งพันในวันและคืนเดียว และให้บูชาด้วยประทีปเทียนธง ฉัตร ดอกบัว จงกลนี้ ราชพฤกษ์ ดอกผักตบ ให้ครบสิ่งละพัน
๓. มหาชาตินี้ พระสงฆ์ผู้เทศนาสำแดงกระแสเสียงเป็นทำนองอันไพเราะ การจัดงานก็ครึกครื้น สามารถจะให้เกิดปีติโสมนัสรื่นเริงบันเทิงใจได้ทันใจ ทั้งทานที่บริจาคไปก็ปรากฏทันตาเห็น ผู้ที่หวังความปราโมทย์ก็มุ่งหมายที่จะบำเพ็ญกุศลตามนัยนี้
๑. ช่วงเวลาการจัดงานเทศน์มหาชาติและจำนวนวันงาน
เรื่องช่วงเวลาการจัดงานเทศน์มหาชาติ ในสมัยสุโขทัยไม่มีหลักฐาน ในสมัยอยุธยามีกล่าวถึงในศิลาจารึกหลักที่๙๗ เป็นจารึกเรื่องการฉลองพระบรมธาตุที่จังหวัดชัยนาทเมื่อ พ.ศ.๒๒๖๑ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
"แล ๕๑๒ วันค่ำ มีแจงสังคายนาวันหนึ่งมีพระไตรปิฎกวันหนึ่ง มีมหาชาติวันหนึ่ง"
ข้อความนี้แสดงว่า การเทศน์มหาชาติมีเพียงวันเดียวและจัดร่วมกับงานอื่น งานมหาชาติมีในวันที่สามของงาน ถ้านับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นวันเริ่มต้น งานเทศน์มหาชาติที่มีในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ.๒๒๖๑
อย่างไรก็ตาม ไม่ชัดเจนว่าการที่มีเทศน์มหาชาติในโอกาสการฉลองพระบรมธาตุนั้นเพราะว่างานฉลองนั้นอยู่ในช่วงเดียวกับงานประเพณีการเทศน์มหาชาติประจำปี จึงนำมารวมไว้ต่อเนื่องกัน ซึ่งช่วยให้งานฉลองพระบรมธาตุมีความสำคัญและสนุกสนานมากขึ้น หรือว่าในสมัยอยุธยาไม่มีช่วงการจัดงานมหาชาติโดยเฉพาะ แต่สามารถจัดขึ้นในโอกาสพิเศษตามความเหมาะสม
ในสมัยรัตนโกสินทร์ ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายในส่วนที่เป็นงานหลวงว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓นิยมจัดให้มีงานมหาชาติ ๓ วัน คือเดือนสิบเอ็ด วันขึ้น ๑๔ค่ำ ๑๕ ค่ำ มีมหาชาติ แรมค่ำ ๑ มือริยสัจ หมายความว่าวันแรกมีเทศน์คาถาพัน เป็นภาษาบาลีล้วน วันที่ ๒ เทศน์มหาชาติร่ายยาวหรือเรียกอีกอย่างว่ามหาชาติกลอนเทศน์ตลอด ๑๓ กัณฑ์ วันที่ ๓ เทศน์อริยสัจ ๔ อีก ๔ กัณฑ์รวมทั้งหมด ๓๐ กัณฑ์ วิธีการเทศน์ ๓ วัน อย่างนี้ถือว่าเป็นการจัดมหาชาติที่สมบูรณ์ เนื่องด้วยการจัดงานที่อยู่ในช่วงเวลาแถวเดือน ๑๒ เมื่อเทศนาจบแล้ว พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงลอยพระประทีปด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๓ งานเทศน์มหาชาติของหลวงมิได้มีประจำทุกปี ถ้าปีใดมีเจ้านายเชื้อพระวงศ์ผนวชเป็นภิกษุและสามเณรมาก ปีนั้นก็มีเทศน์มหาชาติถ้าปีใดไม่ใคร่มีเจ้านายผนวชก็เปลี่ยนเป็นการเทศนาสมโพธิแทน ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์เสด็จพระราชสมภพในเดือน ๑๑ จึงมีการฉลองพระพุทธรูปพระชนมพรรษา ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ในเดือน ๑๑ ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมงานเทศนามหาชาติจึงเลื่อนไปทำในเดือน ๑๒ บางปีก็จัดในช่วงข้างขึ้น บางปีก็จัดในช่วงข้างแรม ไม่ได้มีกำหนดแน่นอนแต่มักจะโปรดให้มี "จบเดียว" คือเทศน์ ๑๓ กัณฑ์เท่านั้นไม่มีเทศน์คาถาพันแล้วเทศน์อริยสัจ ๔ อีก ๔ กัณฑ์ ส่วนมหาชาติที่เหลืออีก ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งในรัชกาลอื่นมีธรรมเนียมจัดเทศน์ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นได้นำไปเป็นเทศน์วิเศษ คือเทศน์ในโอกาสพิเศษต่างๆ ตลอดปี กล่าวคือ มีเทศน์กลางจำลองบรรณศาลาของพระเวสสันดร ณ บริเวณที่ตั้งธรรมาสน์เดือนสิบเอ็ด ๓ กัณฑ์ ในการเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ กัณฑ์ที่เหลืออีก ๖ กัณฑ์ ก็นำไปเทศน์ในพระราชกุศลต่างๆ แต่ถ้าปีใดมีเจ้านายผนวชก็อาจจัดเทศน์ตลอด ๓ วัน เหมือนอย่างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ อย่างเช่นในปีที่รัชกาลที่ ๕ ผนวช เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เลื่อนไปทำในเดือนอ้าย แต่บางปีเสด็จหัวเมือง หรือบางปีไม่มีเจ้านายผนวชอยู่ถึงเดือนอ้าย ก็งดจัดงานมหาชาติบ้าง และในการจัดบางปีก็จัดเทศน์คาถาพันวันหนึ่ง และเทศน์แบบไทยวันหนึ่ง แต่บางปีก็เทศน์วันเดียว ทั้งนี้แล้วแต่ว่าจะมีเวลามากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่มักจะเทศน์วันเดียว ก็นับว่าช่วงเวลาการจัดงานมหาชาติของหลวงนั้นก็มิได้กำหนดแน่นอน แต่ได้โยกย้ายเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
ส่วนประเพณีของชาวบ้านนั้นนิยมทำกันเมื่อออกพรรษาพ้นหน้ากฐินแล้ว โดยทำกันในวันกลางเดือน ๑๒ หรือจะทำกันในวันแรม ๔ ค่ำก็ได้ มักนิยมให้ถีงานมหาชาติในช่วงระหว่างเดือน ๑๐ ไปจนถึงเดือน ๑๒ ซึ่งจะเป็นในช่วงข้างแรมก็ได้แต่มักจะให้ตรงกับวันพระ แต่บางแห่งก็อาจจัดให้มีในช่วงเดือน ๕ เดือน ๖ หรือในตอนใดที่สะดวกคือ จบช่วงการทำงานหนักอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในการเทศน์นั้น ถ้าว่าตามคตินิยมแต่ในสมัยอยุธยาแล้วนิยมให้มีการเทศน์เพียงวันเดียวจบตลอดทั้ง ๑๓ กัณฑ์เพราะมีกล่าวในพระมาลัยคำหลวง ตอนที่พระมาลัยกราบทูลถามพระศรีอาริยเมตไตรยว่า ประชาชนควรทำอะไรบ้างที่จะมีผลทำให้ได้ไปเกิดในสมัยพระองค์ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นสมัยที่พุทธศาสนาเจริญยิ่งอีกครั้งหนึ่ง พระศรีอาริยเมตไตรยแนะนำว่าให้สดับคาถาพันให้จบภายในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม ในการจัดจริงที่สมบูรณ์ มักจะจัด๓ วัน วันแรกเทศน์คาถาพันเป็นภาษาบาลี วันที่ ๒ เทศน์มหาชาติกลอนเทศน์แบบไทย วันที่ ๓ ช่วงเช้าเทศน์อริยสัจ ๔บางแห่งก็จัดเทศน์มหาชาติแบบไทยอย่างเดียว เริ่มต้นแต่เช้าตรู่แล้วว่าเรื่อไปจนถึงช่วงเพล หยุดพักแล้วไปต่อช่วงบ่ายไปเสร็จเอากลางคืน
การกำหนดตัวเจ้าภาพ
งานมหาชาติเป็นงานใหญ่ มักนิยมให้มีเจ้าภาพประจำแต่ละกัณฑ์เพื่อตระเตรียมเครื่องกัณฑ์ การเลือกตัวเจ้าภาพนั้นพิจารณาจากหลายด้าน อย่างหนึ่งก็ดูความเหมาะสมทางด้านเนื้อหาและวิธีการเทศน์ เช่น กัณฑ์มัทรี หรือแม้กัณฑ์ทศพรมักจะนิยมให้เจ้าภาพเป็นผู้หญิง กัณฑ์ที่สวดแบบธรรมวัตรคือ ทำนองเนื้อยๆ อย่างเทศน์ธรรมดา หรือที่แหล่แต่ทำนองเรียบ ๆ ก็นิยมเจ้าภาพที่เป็นผู้ใหญ่ ถ้ากัณฑ์ที่มีลูกเล่นในการเทศน์มากเป็นที่สนุกสนาน ก็นิยมเจ้าภาพที่อายุน้อยหรือกลางคน อีกอย่างหนึ่งก็พิจารณาความสะดวกเรื่องเวลาของเจ้าภาพ เพราะเจ้าภาพจะต้องอยู่ช่วงของการเทศน์ ฉะนั้นก็อาจจะดูว่า ช่วงที่เทศน์กัณฑ์ไหนใครอยู่ได้ อย่างในเรื่องขุนช้างขุนแผนบอกว่า คนที่มีลูกมากให้รับกัณฑ์ที่เทศน์ตอนกลางวันเพื่อลูกหลานจะได้มาช่วยกันได้อย่างพร้อมเพรียงนอกจากนี้ก็ยังต้องพิจารณาลักษณะความใหญ่เล็กของกัณฑ์ด้วย เพราะเกี่ยวกับวิธีการจัดเครื่องกัณฑ์ เช่น กัณฑ์กุมารมีเครื่องกัณฑ์พิเศษที่นิยมกันคือ มีการแต่งเครื่องกัณฑ์เป็นรูปสำเภา เพื่อแสดงความคิดหลักในกัณฑ์นี้ คือ ตอนที่พระเวสสันดรขอให้กุมารเป็นสำเภานำพระองค์ข้ามฝั่งแห่งสังสารวัฏไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน หรือตอนกัณฑ์มหาราชก็นิยมจัดเครื่องกัณฑ์ใหญ่เป็นพิเศษ มีขนม ผลไม้มากเพราะเป็นดตอนที่ชูชกกินอาหารในวังของพระเจ้าสีพีจนท้องแตกตาย กัณฑ์ใหญ่ ๆ เช่นี้ก็มักให้ผู้ที่สามารถจัดเครื่องกัณฑ์ได้ครบถ้วนตามคตินิยมเป็นเจ้าภาพ แต่ที่จริงก็ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรแน่นอนนักในการเลือกเจ้าภาพ ฉะนั้นจะเปิดโอกาสให้เจ้าภาพเลือกเองตามสะดวกหรือตามความพอใจในเนื้อเรื่องตอนใดก็ได้
ในสมัยปัจจุบัน วิธีการกำหนดตัวเจ้าภาพอาจจะต่างจากสมัยก่อน ๒ ประการ คือ
๑. แต่ก่อนการเทศน์มหาชาติของหลวงทำเป็นพิเศษเฉพาะภายในพระมหาราชวัง เจ้าภาพก็มีแต่เจ้านายเชื้อพระวงศ์หรือผู้ที่ใกล้ชิดในวัง ส่วนชาวบ้านก็ทำต่างหากไม่เกี่ยวข้องกันเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แต่ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงสิรินธรฯ ทรงศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้โปรดให้มีการจัดการเทศน์มหาชาติขึ้นที่วัดพระเชตุพนฯ ในครั้งนั้นพระองค์ทรงรับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์กุมาร กัณฑ์ที่เหลือนอกนั้นทางวัดก็เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีศรัทธารับไป
๒. เจ้าภาพในแต่ละกัณฑ์มิได้มีคนเดียว แต่เปิดโอกาสให้เป็นเจ้าภาพร่วมกันได้ไม่จำกัด และแม้นผู้ที่มิได้จองกัณฑ์ไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อมาร่วมในวันงานเห็นควรจะร่วมเป็นเจ้าภาพในกัณฑ์ใดก็ได้
วิธีการเชิญเป็นเจ้าภาพก็ออกบัตรเชิญเป็นเจ้าภาพหรือเรียกสำนวนวัดว่า ใบฎีกา แจ้งรายละเอียด แล้วเปิดโอกาสให้จองเป็นเจ้าภาพประจำกัณฑ์
การเลือกพระผู้เทศน์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงอธิบายในเรื่องนี้ว่า การกำหนดพระผู้เทศน์ต้องให้สอดคล้องกันทั้งเนื้อเรื่องและวิธีการเทศน์ของแต่ละกัณฑ์ กล่าวคือ
กัณฑ์แรก ทศพร มีวิธีการเทศน์แบบธรรมวัตร เสียงเนื้อยๆ มักนิยมพระผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสของวัดที่จัดงานเทศน์นั้นเป็นผู้เทศน์ คงเป็นทำนองคล้ายกับเปิดงานไปด้วยในตัว
กัณฑ์หิมพานต์และกัณฑ์ทานกัณฑ์ มีทำนองคล้ายกันแต่หิมพานต์กระด้างกว่า ไม่โอดครวญ มักนิยมพระผู้ใหญ่ทานกัณฑ์ก็นิยมเชิญพระผู้ใหญ่ แต่มักจะต้องคัดเลือกผู้ที่มีความชำนาญในการเทศน์มาก เพราะมีเสียงโอดครวญ สื่ออารมณ์มาก
กัณฑ์วนประเวศน์ มักเลือกพระหนุ่มหรือสามเณรเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นบทชมธรรมชาติและยังมีตอนพบเจ้าชายเมืองเจตรัฐด้วย
กัณฑ์ชูชก มักนิยมนิมนต์พระผู้ใหญ่ที่มีเสียงใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของชูชก ผู้ที่เทศน์กัณฑ์นี้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการเทศน์มาก เพราะท่วงทำนองมีลูกเล่นมาก
กัณฑ์จุลพนและมหาพน จะนิมนต์พระผู้ใหญ่หรือพระหนุ่มก็ได้ เพราะถ้าเชิญพระผู้ใหญ่ก็สอดคล้องกับเรื่องที่มีชูชกเป็นตัวสำคัญ แต่ถ้าเป็นพระหนุ่มก็เหมาะเพราะเป็นการบรรยายความงามของธรรมชาติ
กัณฑ์กุมาร นิยมนิมนต์พระหนุ่มหรือถ้าได้สามเณรน้อยก็ยิ่งดี เพื่อเป็นตัวแทนของพระชาลีและพระกัณหา
กัณฑ์มัทรี นิยมนิมนต์พระหนุ่มที่มีเสียงเล็ก หรือสามารถจัดเสียงให้ออกเป็นเสียงคล้ายผู้หญิงได้ เพื่อเป็นตัวแทนของนางมัทรี
กัณฑ์สักกบรรพ มหาราช ฉกษัตริย์ นครกัณฑ์ จะเป็นพระผู้ใหญ่หรือพระหนุ่มสามเณรได้
สถานที่และการจัดเตรียมสถานที่
ในส่วนที่เป็นงานพระราชพิธี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ใน หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า การเทศน์มหาชาติในรัชกาลที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จัดให้มีการเทศน์บนพระที่นั่งเศวตฉัตรในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแห่งเดียว เว้นแต่ในกรณีที่มีพระบรมศพอยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จึงได้ย้ายไปเทศน์บนพระแท่นมุกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เคยย้ายไปเทศน์บนพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่ฟังไม่ได้ยินกันทั่ว จึงได้ย้ายไปอยู่ที่พระที่นั่งทรงธรรมข้างใน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ กลับมาเทศน์กันที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยตามเดิม เมื่อพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยต้องซ่อมแซมใหม่ก็ย้ายมาเทศน์ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
การจัดเตรียมสถานที่รอบบริเวณ
ส่วนภายนอกคือส่วนทางที่เข้าสู่ศาลาธรรมหรือศาลาการเปรียญ ทางเข้าจะนำกิ่งไม้มาประดับทำเป็นชุ้มประตูป่าสมมติว่าเป็นทางเข้าเขาวงกต ซุ้มนี้ก็ประดับด้วยต้นอ้อย ต้นกล้วยหรือกิ่งไม้ชนิดอื่นๆ ได้ตามความสะดวก จากประตูซุ้มมาสู่ธรรมศาลา จะต้องทำเป็นทางให้คนเดินเข้ามาด้วยการกั้นแผงรั้วตลอดทางประดับด้วยราชวัติฉัตรธง สมมติว่าเป็นขบวนของพระเจ้าสีพี พระนางผุสดีและสองกุมารตอนมารับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับบ้านเมืองอย่างในฉกษัตริย์ ทางที่ทำเข้ามานี้นิยมทำให้คดเคี้ยวเข้ามาลำบาก
การจัดเตรียมสถานที่ภายใน
ในส่วนงานเทศน์ที่เป็นพระราชพิธี มีคำอธิบายในพระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยหลังพระที่นั่งเศวตฉัตรผูกกิ่งไม้ มีดอกไม้ร้อยห้อยย้อยเป็นพวงพู่ผูกตามกิ่งไม้ทั่วไป บนพระแท่นถมตั้งพานพุ่มดอกไม้พานทองสองชั้นขนาดใหญ่ขนาดเล็กเรียงสองแถว ตะบะถมตั้งหญ้าแพรกข้าวตอก ดอกมะลิ ถั่ว งา และมีพานเครื่องทองน้อยแก้วห้าสำรับตั้งตะเกียงแก้วแทรกตามระหว่างเครื่องทองน้อย ตรงหน้าพระที่นั่งเศวตฉัตรออกไป ตั้งหมากพนม พานทองมหากฐินสองพาน หมากพนมใหญ่ พานแว่นฟ้าสองพาน แล้วพานนี้เปลี่ยนเป็นโคมเวียน มีต้นไม้เงินทองดั้งรายสองแถวกระถางต้นไม้ดัดลายคราม โคมพโอมแก้วรายดลอดทั้งสองข้างทาง หน้าแถวมีกรงนกคีรีบูนซึ่งดิดกับหม้อแก้วเลี้ยงปลาทองตั้งปิดช่องกลาง ปลายแถวตั้งขันเทียนคาถาพัน ตามตะเกียงกิ่งที่เสาแขวนฉากเทศน์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ หน้าท้องพระโรงมีซุ้มตะเกียง๔ ซุ้ม มีราชวัติฉัตรธง ผูกต้นกล้วยอ้อยตามธรรมเนียม
ในส่วนของชาวบ้านก็มีลักษณะการตกแต่งสถานที่คล้ายคลึงกัน แต่มิได้ใช้เครื่องของที่มีราคาแพงตั้งธรรมาสน์บนอาสน์สูงเด่นเพื่อจะให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นพระผู้เทศน์หลังธรรมาสน์ประดับด้วยกิ่งไทรเหมือนเป็นฉากที่แต่งเช่นนี้เพราะในอรรถกถากล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงเทศนาเรื่องพระเวสสันดรนี้ที่นิโคร-ธาราม (สวนไทร) ฉะนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการสร้างบรรยากาศเพื่อจะได้เกิดความรู้สึกว่ากำลังมาฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่มุมธรรมาสน์ทั้งสองข้างซึ่งพระนั่งเทศน์ผูกประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อยให้ดูเหมือนบรรณศาลาของพระเวสสันดรที่เขาวงกตถัดจากธรรมาสน์ออกมา ตั้งซุ้มไว้เป็นทางเข้าสู่บรรณศาลาบริเวณรอบศาลาธรรมตามเสาประตูผูกประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย มักนิยมใช้ต้นที่มีเครือกล้วยติดอยู่ด้วย ถ้าได้สุกคาต้นก็ยิ่งดี เพราะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ บริเวณรอบ ๆ ก็ประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อยและต้นไม้ผลไม้ที่หาได้โดยสะดวกเช่น ลูกมะพร้าว เป็นต้น ของเหล่านี้โดยปรกติชาวบ้านช่วยกันหามาคนละนิดคนละหน่อย เมื่อเสร็จงานแล้วก็ตกเป็นของวัด
นอกจากนี้ตามเสาศาลาการเปรียญ ยังมีฉากภาพจิตรกรรมเป็นเรื่องเวสสันดรชาดกครบ ๑๓ ฉาก ๑๓ กัณฑ์ ติดแขวนไว้ทุกเสา ภาพเหล่านี้บางทีก็เป็นฉากผ้าอย่างภาพพระบฏซึ่งผู้เป็นเจ้าของกัณฑ์ในงานเทศน์มหาชาติสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเป็นเรื่องกัณฑ์ของตนถวายไว้แก่วัด ฉากภาพเหล่านี้เมื่อเสร็จงานแล้วก็เก็บ หรือไม่ก็ติดแขวนไว้อย่างนั้นต่อไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้มาทำบุญจะได้ดู
ที่หน้าธรรมาสน์ ตามประทีปจุดโคมไฟตั้งตะเกียง มีดอกบัวตั้งประดับไว้ข้างหน้าเป็นเครื่องบูชา มีไม้เสียบเงินติดกัณฑ์เทศน์ เสียบกับเทียนขนาดใหญ่หรือท่อนไม้ และยังมีหมากพนมประดับด้วยหมากพลูเป็นรูปทรงฝาชีตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้าสองชั้นมีใบตองเจิมรอบ ประดับด้วยฟักทอง มะละกอเครื่องสดแกะบ้าง บางแห่งไม่จัดหมากพนมก็จัดแต่หมากพลูลงพานเป็นเครื่องบูชา
นอกจากนี้ยังมีกระถางใหญ่หรือกระถางเล็กหลายใบสำหรับปักธูป พร้อมตั้งขันสาครใบใหญ่ใส่น้ำมนต์
ในสมัยก่อนการเตรียมเครื่องกัณฑ์และหมากประจำกัณฑ์เป็นเรื่องใหญ่ของทั้งหมด ซึ่งมีผ้าไตรและของขบเคี้ยวบริโภคทั้งหลายจัดใส่ไว้ในกระจาด ส่วนหมากประจำกัณฑ์นั้นนอกจากจะจัดหมากพลูซึ่งเป็นของหลักแล้ว ก็ยังประดับประดาอย่างสวยงาม อวดฝีมือในทางแกะสลักของแต่ละบ้านอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วจะเอามะละกอมาแกะสลักเป็นรูปต่างๆแล้วย้อมสีให้สวยงาม ในปัจจุบันการทำอย่างนี้เป็นไปด้วยยากเพราะภาวะทางเศรษฐกิจและลักษณะของสังคมที่เปลี่ยนไป
การจัดเครื่องกณฑ์กาหนดกวาง ๆ ว่า โครองกณฑิควรประกอบด้วย ดอกไม้ นิยมใช้ดอกบัวแต่จะเป็นดอกไม้อื่นๆก็ได้ แล้วแต่เจ้าภาพ ธูปเทียน ตามจำนวนคาถาของกัณฑ์ที่รับเป็นเจ้าภาพ เช่น กัณฑ์ทศพร ๑๙ คาถา กัณฑ์กุมาร๑๐๑ คาถา เป็นต้น
ผลไม้ ตามที่เห็นสมควรไม่มีกำหนดแน่นอน ถ้าตามความนิยมกัณฑ์มัทรีและกัณฑ์มหาราชจะจัดผลไม้ใส่กระจาดเป็นพิเศษ เพราะในเรื่องกัณฑ์มัทรีมีเรื่องพระนางมัทรีไปเก็บผลไม้ กัณฑ์มหาราชมีเรื่องชูชกกินอาหารในวังของพระเจ้ากรุงสญชัยจนท้องแตกตาย เครื่องกัณฑ์กัณฑ์มหาราชนี้นอกจากจะมีผลไม้จำนวนมากแล้ว ก็ควรมีขนมต่างๆ จำนวนมากอีกด้วย เทียบ ๒ กัณฑ์นี้แล้วถือว่ามัทรี-กระจาดเล็กมหาราช-กระจาดใหญ่ ของอื่นๆ ที่เห็นสมควรแก่สมณบริโภคและปัจจัยบูชาธรรม จะเสียบติดกับที่ติดเสียบไว้กับเทียนขนาดใหญ่หรือจะใส่ซองก็ได้
การปฏิบัติตัวของเจ้าภาพในส่วนที่เป็นงานพระราชพิธีมีคำอธิบายสั้นๆ ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า
"ธรรมเนียมเสด็จออกมหาชาติ กัณฑ์แรกทศพรเจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจต้องนำตะเกียงที่ซุ้มเข้ามาถวายทรงจุดซุ้มละตะเกียง ต่อไปไม่ต้องถวายอีกมหาดเล็กด้องคอยเปลี่ยนเทียนเครื่องนมัสการในเวลาที่เสด็จไปทรงประเคนเครื่องกัณฑ์ให้แล้วเสร็จทันเสด็จกลับมาประทับทุกครั้ง เวลาทรงจุดเทียนแล้วต้องรับเทียนประจำกัณฑ์และเทียนคาถาพันทุกคราว ไม่มีเวลายกเว้น"
ที่อธิบายนี้เป็นพิธีที่พระเจ้าแผ่นดินประทับฟังเทศน์ตลอดงาน คือ ทรงเปิดงานด้วยการจุดพระประทีปตอนเริ่มต้นกัณฑ์ทศพร เมื่อจบกัณฑ์หนึ่งๆ ก็เสด็จประเคนเครื่องกัณฑ์ในช่วงนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องเปลี่ยนเทียนประจำกัณฑ์
ในส่วนของชาวบ้านนั้น ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเล่าไว้ตั้งแต่ลักษณะการแห่เครื่องกัณฑ์จากบ้านมาธรรมศาลาในตอนของขุนช้างมีความว่า
"สั่งบ่าวไพร่ให้กองของเครื่องกัณฑ์
เผือกมันของเรานั้นอักโข
อ้อยขาวอ้อยแดงแตงโม
ส้มโอมะดูกลูกมะไฟ
ชะมดกงเกียนข้าวเหนียวแดง
หินฝนทองครองแครงแตงลูกใหญ่
นอกศาลาข้าวของที่กองไว้
จัดให้เป็นลำดับอย่าซับซ้อน
ยกเข้ามาข้างในไตรกับบาตร
เสื่อสาคฟูกเมาะเบาะหมอน
พานหมากประจำกัณฑ์นั้นอย่าซ้อน
ยกไปก่อนตั้งหน้าพานผ้าไตร
เครื่องกัณฑ์และหมากประจำกัณฑ์ที่นำไปนี้จัดวางไว้ที่ข้างนอก เมื่อถึงกัณฑ์ที่รับเป็นเจ้าภาพ เจ้าภาพจุดเทียนประจำกัณฑ์ พระขึ้นธรรมาสน์
ระหว่างการเทศน์ เจ้าภาพจะนั่งอยู่ข้างหน้า ทยอยจุดธูปเทียนพระคาถาประจำกัณฑ์ตลอดกัณฑ์เทศน์ เมื่อจบการเทศน์ พระผู้เทศน์ลงจากธรรมาสน์ เจ้าภาพถวายเครื่องกัณฑ์แด่พระและมอบปัจจัยบูชาธรรมแก่เจ้าหน้าที่
วิธีการเทศน์
วิธีการเทศน์มหาชาติแบ่งได้เป็น ๓ วิธีใหญ่ๆ คือ
๑. การเทศน์คาถาพัน ภาษาบาลี
๒. การเทศน์มหาชาติร่ายยาว ภาษาไทย
๓. การเทศน์ ๑๓ ธรรมาสน์
๑. การเทศน์คาถาพัน
การเทศน์คาถาพัน หมายถึง การเทศน์มหาชาติที่เป็นภาษาบาลีล้วนจำนวน ๑,๐๐๐ คาถา ซึ่งเป็นความรู้ที่รับต่อกันมาว่าเป็นจำนวนคาถาในเวสสันดรชาดก
๒. การเทศน์มหาชาติร่ายยาว
ถ้าแบ่งตามท่วงทำนอง มี ๒ ทำนองใหญ่ ๆ คือทำนองธรรมวัตรอย่างหนึ่ง กับทำนองแหล่อีกอย่างหนึ่ง
ทำนองธรรมวัตร ใช้เทศน์ตอนกัณฑ์ทศพร และตอนท้ายที่อธิบายเรื่องกลับชาติ เช่น บอกว่าพระเวสสันดรกลับชาติเป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น ทำนองธรรมวัดร คือ การเทศน์อย่างที่พระเทศน์สอนธรรม เสียงเนื้อยๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรพิเศษ จึงมักนิยมให้พระผู้ใหญ่โดยเฉพาะเจ้าอาวาสเป็นผู้เทศน์ เพราะไม่จำเป็นต้องหัดเทศน์เป็นพิเศษอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง กัณฑ์ทศพรเป็นกัณฑ์แรก การให้เจ้าอาวาสเทศน์ก็เหมือนกับเป็นการเปิดงานหรือเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของบ้าน ในตอนท้ายของกัณฑ์ทศพรต้องตวัดเสียงให้สูงส่งไปให้กัณฑ์ต่อไป
ทำนองแหล่ คำว่า "แหล่" สันนิษฐานว่ามาจากคำว่าแล ซึ่งเป็นคำลงท้ายของทุกกัณฑ์ เช่น กัณฑ์ทศพร ลงท้ายว่า"ด้วยพระทัยอนุโมทนา ในกาลบัดนั้นแล" หิมพานต์ลงท้ายว่า"ดั่งพรรณามาฉะนี้แล้วแล" นครกัณฑ์ ลงท้ายว่า "เอว์ ก็มีด้วยประการดั่งนี้แล" เป็นต้น
ทำนองแหล่ของการเทศน์มหาชาติมี ๒ ทำนอง คือแหล่ใน และแหล่นอก
๑. แหล่ใน หมายถึงการแหล่ในเนื้อเรื่อง วิธีการแหล่แต่ละกัณฑ์ไม่เหมือนกัน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ อธิบายว่า กัณฑ์หิมพานต์และทานกัณฑ์มีทำนองคล้ายกัน แต่หิมพานต์กระด้างกว่า ไม่โอดครวญเท่ากัณฑ์วนปเวสน์ ทำนองเรียบๆ ไม่เล่นลิ้น ไม่โอดครวญ กัณฑ์ชูชก ทำนองโฮกฮากเจี้ยวจ้าว ถ้าเทียบกับเสียงดนตรีไทยก็เปรียบเหมือนฆ้องใหญ่ จุลพนมหาพนมีการเล่นเสียงมากเป็นกัณฑ์ที่แหล่ได้ยาก แต่จุลพนดีดดิ้นเล่นเสียงน้อยกว่ามหาพน ถ้าเทียบกับเรื่องดนตรีไทย จุลพนคล้ายกับกระจับปีมหาพนเทียบได้กับจะเข้ กัณฑ์กุมารเสียงโศกละห้อย กัณฑ์มัทรีทำนองโหยหวนเทียบได้กับปี่หรือซออู้ สักกบรรพทำนองเสียงสำรวมไม่ผาดโผน มหาราชเสียงต่ำลงคล้ายระนาดทุ่มฉกษัตริย์ก็เสียงต่ำไม่ผาดโผน นครกัณฑ์มีทำนองเพราะเป็นที่สุดเปรียบเทียบกับซอสามสายขับกับบัณเฑาะว์
เมื่อเทศน์เสร็จแล้วทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ถ้าไม่มีอะไรต่อก็มักจบด้วยการสวดยถาสัพพี แต่ที่ถูกต้องมีอริยสัจ ๔ นี้เป็นตอนที่สำคัญมาก เพราะเท่าที่ฟังมาทั้งหมดเหมือนกับว่าผู้ฟังได้รวมการบำเพ็ญบารมีไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเข้าใจสัจธรรม คือ เรื่องอริยสัจ ๔ หมดทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง
การแหล่ในนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทำนองหลวง ถือเป็นทำนองมาตรฐานหรือทำนองราชการ
๒. แหล่นอก หรือบางทีก็เรียกว่าแหล่ตลาด คือการแหล่นอกบทจากหนังสือที่ถือว่าเป็นต้นฉบับ แต่เป็นการแหล่เพิ่มเติมเข้ามาตามบทที่แต่งเสริมในสมัยหลัง หรือแม้นอาจเป็นบทที่ผู้แหล่คิดขึ้นในเวลาทันทีก็ได้ บทแหล่นอกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. บทแหล่นอกที่มีเนื้อความเกี่ยวข้องกับเรื่องมหาชาติเช่น กัณฑ์ทานกัณฑ์มี "แหล่หญิงหม้าย" เสริมเนื้อเรื่องตอนที่พระนางมัทรีปรารภเรื่องความทุกข์และความยากลำบากของหญิงที่ไม่มีสามี กัณฑ์ชูชก เติม "แหล่พานาง" คือตอนที่ชูชกพานางอมิตตดาไปเป็นเมีย กัณฑ์จุลพน มหาพนมี "แหล่เขา แหล่ไม้ แหล่สระ แหล่ราชสีห์" ซึ่งล้วนเป็นบทเสริมการบรรยายธรรมชาติของหนทางที่ไปเขาวงกต กัณฑ์กุมารมี "แหล่สำเภา" ตอนพระเวสสันดรเรียกสองกุมารขึ้นจากสระ กัณฑ์มัทรี "แหล่นางพญาโศก" ตามท้องเรื่องกัณฑ์มหาราช "แหล่แกะบายศรี" ตอนพระเจ้ากรุงสัญชัยทำขวัญพระเจ้าหลานทั้งสอง คือพระชาลีและพระกัณหา
๒. บทแหล่นอกที่มีเนื้อความนอกเรื่องมหาชาติ เป็นเรื่องที่ผู้แหล่จะจัดเลือกมาตามที่เห็นว่าควรหรือตนถนัด เช่นอาจจะ "แหล่เรื่องพระสุธน" อย่างสั้นๆ หรืออาจจะแหล่เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าจะแหล่นอกในสมัยปัจจุบันก็อาจจะแหล่เรื่องปัญหาขาดแคลนน้ำมันปัญหาของแพง เป็นต้น
๓. การเทศน์มหาชาติแบบ ๑๓ ธรรมาสน์การเทศน์แบบนี้เริ่มมีเป็นครั้งแรกที่วัดพระเชตุพน(วัดโพธิ์) เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๕๘ หรือ พ.ศ.๒๔๙๙ ผู้ริเริ่มคือ พระอุบาลีคุโณปมาจารย์ แต่ครั้งที่ท่านยังเป็นพระครูปลัดสุวัฒน์โพธิคุณ และสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตะ)เป็นเจ้าอาวาส
วิธีการเทศน์ คือ จัดให้พระขึ้นนั่งพร้อมกันทั้ง ๑๓ธรรมาสน์ พระแต่ละรูปรับเป็นตัวละครในเรื่องแต่ละตัว เช่นเป็นพระเวสสันดร พระนางมัทรี ฯลฯ และมีพระผู้ทำหน้าที่บรรยายเรื่องหนึ่งรูป บางที่พระรูปหนึ่งๆ ก็อาจรับเป็นตัวละครหลายตัวได้ตามความสามารถและเหมาะสม เริ่มต้น พระผู้บรรยายก็จะเล่าที่มาของเรื่อง เมื่อเข้าสู่เนื้อเรื่อง ถึงบทของใคร พระที่ทำหน้าที่รับก็กล่าวเป็นคำพูดร้อยแก้วธรรมดาพูดสดกันในเวลานั้น ไม่ต้องเตรียมบทเป็นพิเศษคล้ายกับการเล่นละคร แต่ไม่มีท่าทางประกอบและผู้เล่นนั่งอยู่ ณ ที่เดียวตลอดเวลา ถึงตอนใดที่ควรแหล่ก็แหล่
นอกจากการเทศน์ ๑๓ ธรรมาสน์แล้ว ก็ยังมีการเทศน์แบบ ๖ ธรรมาสน์ ซึ่งบางทีก็เรียกว่าเทศน์แบบ ๖ กษัตริย์คือพระรูปหนึ่งรับเป็นพระเจ้ากรุงสัญชัย อีกรูปหนึ่งเป็นพระนางผุสดี อีกรูปหนึ่งเป็นพระเวสสันดร อีกรูปหนึ่งเป็นพระนางมัทรีรูปหนึ่งเป็นพระชาลี รูปหนึ่งเป็นพระกัณหา แล้วก็รับเป็นตัวละครตัวอื่นด้วยตามความถนัด
นอกจากเทศน์แบบ ๖ ธรรมาสน์แล้วก็ยังมีการเทศน์แบบ ๓ ธรรมาสน์ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกในเรื่องจำนวนพระ
เพลงประจำกัณฑ์
การบรรเลงปี่พาทย์ในงานเทศน์มหาชาติเริ่มด้วยการโหมโรงและบรรเลงเมื่อเวลาพระขึ้นธรรมาสน์และเมื่อพระเทศน์จบกัณฑ์แต่ละกัณฑ์
ในปี่พาทย์ประจำกัณฑ์นี้ ถือเค้าเรื่องในกัณฑ์นั้นเป็นสำคัญ เป็นต้นว่าจบกัณฑ์ทศพร ซึ่งพระอินทร์ให้พรพระนางผุสดี พิณพาทย์ก็ดีเพลงสาธุการ บางแห่งกำลังเทศน์มัทรีอยู่พอจบแหล่พระมัทรีสลบ พระหยุดพิณพาทย์ก็ตีเพลงโอด
เรื่องนี้อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้เขียนอธิบายไว้ว่า
เพลงที่ปี่พาทย์บรรเลงประกอบเทศน์มหาชาตินั้นโบราณาจารย์ได้กำหนดเพลงสำหรับบรรเลงไว้โดยเฉพาะซึ่งล้วนเป็นเพลง "หน้าพาทย์" เพลงหน้าพาทย์คือเพลงที่บรรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหวบุคคลและธรรมชาติ เช่นชั้นแรกเมื่อเจ้าภาพ (หรือเจ้าของกัณฑ์) จุดเทียนประจำกัณฑ์ซึ่งเป็นสัญญาณแทนนิมนต์พระธรรมกถึกขึ้นเทศน์ ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลงสาธุการ ประกอบกิริยาน้อมนมัสการพระธรรมกถึกองค์นั้นจะขึ้นบนธรรมาสน์พระรัตนตรเรียบร้อยจึงจะหยุด การบรรเลงเวลาพระขึ้นธรรมาสน์นี้ใช้เพลงสาธุการเหมือนกันหมด ไม่ว่าเทศน์กัณฑ์ไหน หรือเทศน์เรื่องอะไร ต่อเมื่อเวลาพระเทศน์จบแล้ว เพลงหน้าพาทย์ที่ปี่พาทย์บรรเลงจึงจะแยกย้ายไปต่างๆ ตามท้องเรื่องเทศน์ในกัณฑ์ที่จบลง ซึ่งมีแบบแผนแต่โบราณดังต่อไปนี้
๑. จบกัณฑ์ทศพร บรรเลงเพลงสาธุการ ประกอบกิริยาน้อมนมัสการรับพรทั้งสิบประการของพระนางผุสดี
๒. จบกัณฑ์หิมพานต์ บรรเลงเพลงตวงพระธาตุเพลงนี้ในอัตราชั้นเดียวรวมอยู่ในเพลงฉิ่ง ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ ประกอบกิริยาอวยทาน แต่ที่นำมาบรรเลงประกอบเทศน์มหาชาติกัณฑ์นี้ ใช้อัตรา ๒ ชั้น และเลือกเฉพาะเพลงนี้ก็เพื่อให้ชื่อเป็นเครื่องน้อมนำไปถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนโทณพราหมณ์ตวงพระบรมสารีริกธาตุด้วยอีกประการหนึ่งแต่ส่วนด้านหน้าพาทย์นั้นมุ่งแต่ประกอบกิริยาที่พระเวสสันดรบริจาคทานตามท้องเรื่องที่แล้วมาเท่านั้น
๓. จบกัณฑ์ทานกัณฑ์ บรรเลงเพลงพระยาโศกประกอบกิริยาโศกสลดรันทดใจของพระเจ้ากรุงสัญชัย พระนางผุสดี พระนางมัทรี และบรรดาพระวงศานุวงศ์ที่พระเวสสันดรถูกเนรเทศออกจากเมือง
๔. จบกัณฑ์วนปเวสน์ บรรเลงเพลงพระยาเดินประกอบกิริยาเดินป่าของพระเวสสันดร พระนางมัทรี เจ้าชายชาลีและเจ้าหญิงกัณหา
๕. จบกัณฑ์ชูชก บรรเลงเพลงเซ่นเหล้า ประกอบกิริยากินอันตะกละตะกรามของพราหมณ์ชูชก บางวงใช้เพลงค้างคาวกินกล้วยซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบการไปมาของผู้ทุพพลภาพหรือวิกลวิการต่างๆ ก็นับว่าเหมาะสมกับสภาพของชูชกดีเหมือนกัน
๖. จบกัณฑ์จุลพน บรรเลงเพลงรัวสามลา อันเป็นหน้าพาทย์ประกอบกิริยาการสำแดงอิทธิฤทธิ์หรือขู่ขวัญ ซึ่งพรานเจตบุตรได้แสดงแก่ชูชกตามท้องเรื่อง แต่ถ้าปี่พาทย์ใดต้องการบรรเลงให้มีรสสูงขึ้นจะใช้เพลงคุกพาทย์ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยาชนิดเดียวกันแต่ระดับชั้นสูงกว่าบรรเลงแทนก็ได้
๗. จบกัณฑ์มหาพน บรรเลงเพลงเชิดกลอง ประกอบกิริยาเดินไปอย่างเร่งรีบของชูชก ซึ่งได้รับการบอกเล่าหนทางจากอจุตฤาษีแล้ว
๔. จบกัณฑ์กุมาร บรรเลงเชิดฉิ่งโอด คือ บรรเลงเพลงโอดสลับกับเพลงเชิดฉิ่ง ประกอบกิริยาที่ชูชกพาชาลีกัณหาเดินทางไปถูกเฆี่ยนตีร้องไห้เสียทีหนึ่ง แล้วก็เดินตามไปใหม่สลับกันดังนี้ตลอดทาง
๙. จบกัณฑ์มัทรี บรรเลงเพลงทยอยโอด คือ บรรเลงเพลงโอดกับเพลงทยอยสลับกัน ประกอบกิริยาครั่ำครวญหวนให้ของพระนางมัทรี เมื่อได้ทราบว่าพระเวสสันดรได้บริจาคสองกุมารให้ชูชกไป
๑๐. จบกัณฑ์สักกบรรพ บรรเลงเพลงเหาะ อันเป็นหน้าพาทย์ประกอบกิริยาเหาะลงมาของพระอินทร์ ตามท้องเรื่องในกัณฑ์นี้ มีบางวงบรรเลงเพลงกลม ซึ่งเป็นหน้าพาทย์ประกอบกิริยาเหาะเหินเดินอากาศของเทพยดาเช่นเดียวกันก็มีและบางวงบรรเลงเพลงกระบองกัน ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบการแปลงตัวของพระอินทร์ก็มี
๑๑. จบกัณฑ์มหาราช บรรเลงเพลงกราวนอก แสดงถึงการยกพลซึ่งพระเจ้ากรุงสัญชัยยกออกไปเพื่อรับพระเวสสันดรแต่ก็มีปี่พาทย์บางวงบรรเลงด้วยเพลงเรื่องทำขวัญ (หรือเวียนเทียน) ประกอบท้องเรื่อง ในตอนที่พระเจ้ากรุงสัญชัยทรงทำขวัญแก่ชาลีกัณหา พระราชนัดดาทั้งสอง
๑๒. จบกัณฑ์ฉกษัตริย์ บรรเลงเพลงตระนอน ซึ่งเป็นหน้าพาทย์ประกอบกิริยานอน อันเป็นการแสดงเนื้อเรื่องในกัณฑ์นี้ว่า ทั้ง ๖ กษัตริย์คือ เจ้ากรุงสัญชัย พระนางผุสดี พระเวสสันดร พระนางมัทรี เจ้าชายชาลี และเจ้าหญิงกัณหา ได้พบปะบรรทมแรมคืนอยู่ ณ บริเวณอาศรมในป่านั้น
๑๓. จบกัณฑ์นครกัณฑ์ บรรเลงเพลงกลองโยนแล้วเชิด กลองโยน หมายถึงการยกขบวนเสด็จพยุหยาตราอย่างมีศักดิ์พรั่งพร้อมไปด้วยขบวนอิสริยยศอย่างคับคั่ง ส่วนเพลงเชิดนั้นเป็นหน้าพาทย์แสดงการไปโดยทางไกล ประกอบเนื้อเรื่องที่เชิญเสด็จพระเวสสันดรกลับพระนคร ด้วยขบวนอันเพียบพร้อมไปด้วยอิสรศักดิ์และความรื่นเริงบันเทิงใจอนึ่ง ถ้าหากว่ามีการเทศน์มหาชาติสุดสิ้นลงเพียงนี้ โดยมิได้มีเทศน์อริยสัจหรืองานอื่นใดต่อ ปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงกราวรำต่อกับเพลงเชิดซึ่งบรรเลงเมื่อจบกัณฑ์นครกัณฑ์นั้นติดไปทีเดียว เพลงกราวรำเป็นเพลงแสดงความรื่นเริงดีใจ (ประกอบเยาะเย้ย) ซึ่งหมายถึง อารมณ์อันเบิกบานด้วยปีติ ที่กุศลกรรมได้สำเร็จไปแล้วโดยบริบูรณ์ กับเป็นการอนุโมทนาและอวยพรให้ผู้ที่มาร่วมในการกุศลนี้ มีความสุขกายสบายใจทั่วกันเหมือนดังคำกล่าว "สวัสดี" และพระภิกษุสงฆ์กล่าวยถาสัพพีแสดงว่าหมดงานเพียงนี้
สุภาพรรณ ณ บางช้าง เรียบเรียง