กบฏเงี้ยว 
กบฏเงี้ยว เป็นคำที่ทางการใช้เรียกกรณีที่ชาวไทใหญ่จำนวนหนึ่งก่อการจลาจลขึ้นตามเมืองต่างๆ ในล้านนา อันเป็นผลเนื่องมาจากการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองล้านนา
เมื่อเริ่มจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในปีแรกปัญหาต่างๆ ก็ตามมาเนื่องจากความไม่พอใจของราษฎรและเจ้านายเมืองเหนือผู้เสียอำนาจและผลประโยชน์ ดังนั้นจึงเกิดข่าวลือมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๓ ว่าจะเกิดจลาจลขึ้นโดยหวังจะทำร้ายข้าราชการไทย
อนึ่ง ความไม่พอใจของเจ้านายและราษฎรในล้านนาต่อการปฏิรูปมีกระแสมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๓ แล้ว และกระจายอยู่ทั่วไปในมณฑลพายัพ จนปะทุใหญ่ในคราวกบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕ ประกอบกับในขณะนั้น รัฐบาลขาดแคลน ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในทุกระดับ โดยเฉพาะตำแหน่งนายแขวง (นายอำเภอ) ซึ่งกำหนดว่าต้องเป็นข้าราชการไทยซึ่งข้าราชการไทยมีจำนวนน้อย ดังนั้นแต่ละแขวงที่จัดตั้งขึ้นจึงมีพื้นที่กว้างขวางมาก ทั้งการคมนาคมก็ยากลำบาก นายแขวงจึงดูแลไม่ทั่วถึง ซ้ำนายแขวงส่วนหนึ่งไม่เข้าถึงประชาชน ได้ดูหมิ่นชาวพื้นเมืองและใช้อำนาจกดขี่เกณฑ์แรงงานจนเกินไปปัญหาเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปตามเมืองต่างๆ ในมณฑลพายัพ แต่ที่ลุกลามจนเกิดการต่อต้านครั้งใหญ่คือที่เมืองแพร่ในเหตุการณ์กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕
พวกกบฏเป็นพวกเงี้ยวที่สันนิษฐานว่าได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายเมืองแพร่ ครั้นพวกกบฏยึดเมืองสำเร็จ เงื้ยวชาวเมืองและราษฎรได้ร่วมมือกับโจรเงี้ยวสังหารข้าหลวงประจำเมืองแพร่และข้าราชการไทยจากส่วนกลางถึง ๒๐ กว่าคน นอกจากเงี้ยวปล้นที่แพร่แล้ว พวกเงี้ยวที่กระจายตัวอยู่ในล้านนาได้ก่อการจลาจล พยายามเข้าโจมตีสถานที่ราชการ เช่น ที่เมืองพะเยา เชียงราย เชียงแสน และที่แขวงแม่ออน (อำเภอสันกำแพง เชียงใหม่) มีเงี้ยว ๑๑ คน เข้าปล้นโรงกลั่นสุราบ้านป่าไผ่ ตำบลแช่ช้าง แล้วเผาที่ว่าการแขวงเสียหายทั้งหลัง
สาเหตุที่ชาวไทใหญ่หรือเงี้ยวไม่พอใจ เพราะรัฐบาลเริ่มเข้มงวดให้เงี้ยวในบังคับอังกฤษปฏิบัติตามสนธิสัญญาเบาว์ริ่งอย่างเคร่งครัด คือห้ามไม่ให้คนในบังคับมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน, ที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน, ห้ามตัดไม้มาสร้างบ้านหรือวัด, คนในบังคับที่เดินทางข้ามพรมแดนมาค้าขายในเขตสยามต้องมีหนังสือเดินทางที่มีคนไทยรับรอง หากเงี้ยวคนใดไม่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นคนในบังคับอังกฤษก็จะต้องเสียภาษีค่าแรงแทนเกณฑ์ ปีละ ๔ บาท ปัญหาคือในอดีตนั้นพวกเงี้ยวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนเมืองมาก เงี้ยวส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานมานานแล้ว เงี้ยวอีกพวกหนึ่งเดินทางติดต่อค้าขายกับล้านนามาช้านาน ตามแนวคิดเดิมของรัฐจารีตที่ไม่มีพรมแดน พวกเงี้ยวสามารถเดินทางไปมาอย่างสะดวกสบาย หลังการเกิดรัฐไทยสมัยใหม่หรือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เริ่มแบ่งความเป็นชาวสยามกับไม่ใช่สยามออกไปอย่างเด็ดขาด เงี้ยวส่วนหนึ่งอยู่ในล้านนาหลายชั่วอายุคนแล้ว แต่ต้องการสิทธิพิเศษจึงขอเข้าเป็นคนในบังคับอังกฤษ คนพวกนี้ย่อมไม่มีสิทธิในฐานะคนสยามคือไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ถูกห้ามไม่ให้ตัดไม้มาสร้างบ้านหรือสร้างวัด การจัดตั้งรัฐแบบใหม่ที่แตกต่างกับรัฐจารีต ทำให้เงี้ยวเกิดความรู้สึกเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกรัฐบาลกีดกัน ความไม่พอใจของเงี้ยวต่อรัฐบาลได้แสดงออกในรูปของการสังหารข้าราชการไทย และทำลายสถานที่ราชการ

เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่ในสมัยที่เกิดกบฏเงี้ยว
(จาก ประชุมพงศาวดาร ตอนเงี้ยวปล้นเมืองแพร่จัดพิมพ์โดยวัดพระบาทมิ่งเมือง)

พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ข้าหลวงคนแรกของเมืองแพร่
(จากหนังสือ ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดแพร่)
เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่โดยลำดับมีดังนี้ คือในขณะที่พระยาไชยบูรณ์ได้ทำหน้าที่เป็นข้าหลวงกำกับการปกครองเมืองแพร่อยู่นั้น เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๕ เวลาประมาณ ๐๗.๐๐ นาฬิกา พวกไทใหญ่นำโดยพะกาหม่องและสะลาโปไชยได้นำพวกเงี้ยวประมาณ ๔๐-๕๐ คน บุกเข้าเมืองแพร่ทางด้านประตูชัย และจู่โจมสถานีตำรวจเป็นจุดแรกขณะนั้นสถานีตำรวจเมืองแพร่มีตำรวจประมาณ ๑๒ คน จึงไม่สามารถต้านทานกำลังของฝ่ายเงี้ยวได้ เมื่อกลุ่มเงี้ยวยึดอาวุธของตำรวจได้ก็พากันเข้าโจมตีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขตัดสายโทรศัพท์ ทำลายอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เพื่อตัดปัญหาด้านการสื่อสาร ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปสู่บ้านพักข้าหลวงประจำเมืองแพร่ แต่ก่อนที่คนกลุ่มนี้จะไปถึง พระยาไชยบูรณ์ได้พาครอบครัวพร้อมด้วยคุณหญิงเยื้อนผู้เป็นภริยาหลบหนีไปก่อนแล้ว เมื่อพวกเงี้ยวไปถึงจึงพบแต่บ้านที่ไม่มีคนอยู่ จึงนำทรัพย์สินในบ้านพักข้าหลวงไปและสังหารคนใช้ที่หลงเหลืออยู่จนหมด
จากนั้นพวกเงี้ยวได้เข้ายึดที่ทำการเค้าสนามหลวง (ศาลากลาง) ทำลายคลังหลวง และกวาดเงินสดไปหมด ๔๖,๙๑๐ บาท ๓๗ อัฐ ก่อนที่จะบุกต่อไปยังเรือนจำเพื่อปลดปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระ พร้อมกับแจกจ่ายอาวุธให้นักโทษเหล่านั้นทำให้พวกเงี้ยวมีกำลังสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐๐ คน ในระหว่างที่พวกเงี้ยวดำเนินการต่างๆ อยู่นั้น ชาวเมืองแพร่ซึ่งตื่นตกใจได้พากันอพยพหนีไปนอกเมืองเป็นบางส่วน พวกเงี้ยวจึงประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เพราะตนจะไม่ทำร้ายชาวเมือง แต่ต้องการจะฆ่าเฉพาะชาวไทยที่มาปกครองเมืองแพร่เท่านั้น ราษฎรจึงคลายความตระหนก และบางส่วนได้เข้าร่วมกับเงี้ยว ทำให้คนกลุ่มนี้มีกำลังเข้มแข็งยิ่งขึ้น พระยาไชยบูรณ์จึงได้ไปขอกำลังจากเจ้าพิริยเทพวงศ์เจ้าหลวงเมืองแพร่ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่าตนก็ไม่มีอาวุธ คิดจะหนีอยู่เหมือนกันพระยาไชยบูรณ์จึงตัดสินใจหนีไปทางบ้านมหาโพธิ์ เพื่อหวังพึ่งกำลังจากเมืองอื่นมาปราบ
จนกระทั่งสายของวันที่ ๒๕ กรกฎาคม เมื่อพวกเงี้ยวยึดเมืองแพร่ได้แล้ว พะกาหม่องและสะลาโปไชย ได้ไปยังคุ้มเจ้าหลวง เพื่อเชิญให้ปกครองเมืองแพร่ตามเดิม แต่ก่อนนั้นต้องกระทำพิธีถือน้ำสาบานก่อน โดยมีเจ้าพิชัยเทพวงศ์เป็นประธานในพิธีร่วมกับเจ้าราชบุตรเจ้าไชยสงครามและเจ้านายบุตรหลานคนอื่น รวม ๙ คน ในพิธีนี้มีข้อตกลงว่าทุกคนจะช่วยกันต่อต้านกองทัพของรัฐบาล โดยพวกเงี้ยวจะเป็นกองหน้าออกสู้รบเอง ฝ่ายเจ้าเมืองและคนอื่นให้คอยส่งอาหารและกำลังคน
ในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พวกเงี้ยวได้ออกตามล่าข้าราชการไทยและคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือสตรี โดยมีประกาศนำจับ เฉพาะค่าหัวของพระยาไชยบูรณ์ และพระเสนามาตย์ยกกระบัตรเมืองแพร่ คนละ ๕ ชัง หรือ ๔๐๐ บาทนอกนั้นลดหลั่นกันมาตามความสำคัญแต่อย่างต่ำคือ ๔๐ บาท
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พระยาไชยบูรณ์ซึ่งอดอาหารมาเป็นเวลา ๓ วัน กับอีก ๒ คืน เพราะต้องหลบซ่อนตัวอยู่บนต้นข่อยกลางทุ่งนาใกล้กับหมู่บ้านร่องกาด ได้ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อขออาหารจากชาวบ้านร่องกาด ราษฎรคนหนึ่งในหมู่บ้านชื่อหนานวงศ์ได้พบเข้า จึงนำความไปแจ้งต่อพะกาหม่องเพื่อเอาเงินรางวัล ทำให้พระยาไชยบูรณ์ถูกล้อมจับในทันทีและถูกขู่เข็ญบังคับตลอดทาง เมื่อพระยาไชยบูรณ์ท้าทายให้พวกเงี้ยวฆ่าตนเสีย จองเซินซึ่งเป็นคนหนึ่งในกลุ่มนั้นจึงฆ่าท่านเสียที่ร่องกวางเคา (ปัจจุบันเรียกว่า ร่องคาว)
นอกจากพระยาไชยบูรณ์แล้ว พวกเงี้ยวได้ฆ่าข้าราชการไทยอีกหลายคน ที่สำคัญได้แก่ พระเสนามาตย์ ทำหน้าที่ยกกระบัตรศาล, หลวงวิมล ข้าหลวงผู้ช่วย, ขุนพิพิธ ข้าหลวงคลัง, นายเฟื่อง ผู้พิพากษา, นายแม้น ตำแหน่งอัยการ รวมทั้งนายอำเภอ ปลัดอำเภอ และสมุห์บัญชีประจำอำเภอต่างๆ รวมแล้วข้าราชการไทยที่ถูกสังหารในครั้งนี้มีประมาณ ๒๐ คน
หลังจากนั้น รัฐบาลไทยได้ส่งกองทัพจากเมืองใกล้เคียงเช่น พิชัย สวรรคโลก สุโขทัย ตาก น่าน และเชียงใหม่ เข้ามาปราบปรามพวกเงี้ยวอย่างรีบด่วน นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) นำกองทัพหลวงขึ้นมาปราบปรามและดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยทางฝ่ายเงี้ยวซึ่งปฏิบัติการได้สำเร็จก็ไม่ได้วางแผนป้องกันต่อแต่อย่างใด จนกระทั่งวันที่ ๑ สิงหาคมของปีนั้น เมื่อทราบข่าวว่ากองทัพรัฐบาลจะมาปราบปราม พวกเงี้ยวจึงแบ่งกำลังออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งนำโดยสะลาโปไชย ยกกำลังไปทางด้านใต้เพื่อขัดตาทัพรัฐบาลที่ส่งมา อีกฝ่ายหนึ่งนำโดยพะกาหม่องยกกำลังไปทางด้านตะวันตกเพื่อโจมตีนครลำปางในวันที่ ๓ สิงหาคม หวังยึดเมืองเป็นฐานกำลังอีกแห่งหนึ่ง แต่พวกเงี้ยวต้องพบกับความพ่ายแพ้ ถูกตีกระจัดกระจายไป เพราะทางลำปางทราบข่าวและได้เตรียมกำลังไว้ต่อสู้ก่อนแล้ว ผู้นำเงี้ยวฝ่ายนี้คือพะกาหม่องถูกยิงเสียชีวิตในการสู้รบ
สำหรับเงี้ยวฝ่ายที่นำโดยสะลาโปไชย ในระยะแรกสามารถสกัดกองทัพเมืองพิชัยได้ชั่วคราว แต่เมื่อกองทัพจากเมืองสวรรคโลกและสุโขทัยมา ก็ต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองแพร่ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม และในที่สุดต้องแตกทัพกระจัดกระจายไป ดังนั้น ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพ เนติโพธิ์) ผู้ว่าราชการเมืองพิชัยจึงนำกองกำลังตำรวจภูธรและทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้าเมืองแพร่ได้สำเร็จในวันที่ ๒๐ สิงหาคม หลังจากที่เหตุการณ์สงบ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงทำการสอบสวนความผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทันที

การประหารชีวิตโจรเงี้ยวที่ประตูมาร เมืองแพร่ เมื่อ ๑๑ กันยายน ๒๔๔๕
(จาก ประชุมพงศาวดาร ตอนเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ จัดพิมพ์โดยวัดพระบาทมิ่งเมือง)

ตัดหัวเสียบประจาน (จาก ประชุมพงศาวดาร ตอนเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ จัดพิมพ์โดยวัดพระบาทมิ่งเมือง)
ในขั้นแรก ได้สั่งจับตัวชาวเมืองแพร่ชื่อหนานวงศ์ที่นำจับพระยาไชยบูรณ์ แล้วนำไปประหารชีวิตเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างต่อมาจึงสั่งจับตัวพญายอด ผู้นำจับหลวงวิมลเพื่อประหารชีวิตอีกคนหนึ่ง ก่อนที่จะทำการสืบสวนพยานอีกหลายคน โดยยึดหลักตามแนวที่กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงกำชับไว้ คือไม่ให้ตั้งข้อสงสัยหรือกล่าวหาเจ้าเมืองแพร่ตลอดจนเจ้านายบุตรหลานล่วงหน้า เมื่อการสืบสวนดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง จึงพบหลักฐานผูกมัดตัวเจ้าเมืองแพร่และเจ้านายบุตรหลานบางคน ว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เช่น เจ้าราชบุตร และเจ้าไชยสงคราม เป็นต้น ดังที่พญาเขื่อนขัณฑ์ อดีตนายแคว้น (กำนัน) เมืองสอง ซึ่งเป็นผู้ที่เจ้าเมืองแพร่ไว้ใจ ได้ให้การไว้ว่า "เจ้าแพร่พูดว่า เมืองแพร่ต่อไปจะไม่เป็นของไทยนานเท่าใด จะต้องเป็นเมืองของเงี้ยวเจ้าแพร่จะคิดให้พะกาหม่อง สะลาโปไชย ซึ่งเป็นหัวหน้าเงี้ยวบ่อแก้ว เข้ามาตีปล้นเมืองแพร่ พวกเงี้ยวจะจับคนไทยฆ่าเสียให้หมด แต่พะกาหม่องและสะลาโปไชย จะยกเข้าตีเมืองแพร่เมื่อใดยังไม่มีกำหนด ถ้าจะให้พะกาหม่องและสะลาโปไชยยกเข้าตีเมืองแพร่วันใด จะได้มีหนังสือไปนัดพะกาหม่องและสะลาโปไชยทราบ เจ้าแพร่ได้สั่งข้าพเจ้าว่าเมื่อออกนอกราชการแล้ว อย่ามาเที่ยวเกะกะวุ่นวายทำราชการกับไทย เมื่อเงี้ยวมันเข้าตีบางทีจะถูกปืนตายเสียเปล่า ผู้ที่ร่วมคิดให้เงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่คราวนี้ เจ้าหลวงบอกข้าว่าพระยาราชบุตร พระยาไชยสงคราม เป็นผู้ร่วมคิดด้วย"
นอกจากนี้ ก่อนที่พวกเงี้ยวจะเข้าปล้นเมืองแพร่ ก็ได้ส่งข่าวมาบอกเจ้าเมืองแพร่ไว้แล้ว ดังคำให้การของหลวงจิตรจำนงค์ เจ้าของสัมปทานป่าไม้ ความว่า "พระไชยสงครามไปที่บ้านข้าพเจ้าว่า วันที่ ๒๔ กรกฎาคม เวลากลางคืนประมาณ ๓ ทุ่มเศษ พวกเงี้ยวมีหนังสือมาบอกเจ้าแพร่ว่าถ้าในกลางคืนนี้บ่ทัน ก็จะยกเข้าปล้นเวลาเช้ามืด" ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองแพร่ซึ่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าจึงป้องกันภัยแก่ญาติและคนสนิท ดังที่นายส่างกราบ ผู้ดูแลคุ้มหลวงได้ให้การไว้ตอนหนึ่งว่า "ครั้นข้าพเจ้าเข้านอนเฝ้าคุ้มหลวงได้ ๖ คืน เจ้าหลวงก็บอกข้าพเจ้าว่า พวกเงี้ยวจะพากันเข้ามาปล้นเมืองแพร่วันพรุ่งนี้ รู้หรือเปล่า ข้าพเจ้าบอกว่าไม่รู้ เจ้าหลวงจึงบอกข้าพเจ้าไปเอาปืน ๑๒ นัดที่บ้านพระไชยสงครามมาป้องกันตัวไว้ ๑ บอก"
ในคืนวันที่ ๒๔ กรกฎาคมนั้น เจ้าเมืองแพร่ได้เรียกตัวเจ้าพลอยแก้ว ผู้เป็นหลานสาวซึ่งไปคลุกคลีอยู่ในบ้านพักข้าหลวงกับคุณหญิงเยื้อน ภริยาของพระยาไชยบูรณ์ให้กลับคุ้มด่วน เพราะเกรงจะเกิดอันตรายจากพวกเงี้ยว อนึ่ง หลังจากที่พวกเงี้ยวปล้นเมืองแพร่สำเร็จแล้ว เจ้าเมืองแพร่ได้แสดงตัวเป็นผู้สนับสนุนพวกเงี้ยวอย่างเห็นได้ชัด โดยเกณฑ์ข้าวสารจากชาวบ้านหลังคาละ ๒ ทะนาน อาวุธปืน กระสุนดินดำ เงินและกองกำลังจำนวน ๕๐ คน ส่งไปช่วยพะกาหม่องต่อสู้กับรัฐบาล

นักโทษกบฏเงี้ยวส่วนหนึ่งถูกส่งไปจำคุกที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕
(จาก ประชุมพงศาวดาร ตอนเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ จัดพิมพ์โดยวัดพระบาทมิ่งเมือง)
ขณะเดียวกันในกลุ่มพวกเงี้ยวเองก็มีข่าวลือว่า "ศกนี้จะทำมาหากินยาก เพราะเจ้าเมืองลำปาง เมืองแพร่คบคิดกับฝรั่งเศสเอาใจออกพวกกรุงสยาม" และ ๓ วัน หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ได้มีหนังสือจากเจ้าพิริยเทพวงศ์ถึงเจ้าบุญวาทวงศ์มานิตย์ว่า"ที่เมืองแพร่ได้คิดทำการสำเร็จตั้งแต่วันที่ ๒๕ แล้ว ที่นครลำปางทำอย่างไร ถ้าคิดไม่ตลอดให้มีหนังสือตอบมา จะยกไปช่วย"
ทางด้านราษฎรเมืองแพร่ก็ถูกเพ่งเล็งว่าอาจให้การสนับสนุนเงี้ยวกลุ่มนี้ด้วย เพราะข้าราชการกรมป่าไม้เมืองแพร่ ๒ คน ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้เล่าให้ข้าหลวงเมืองลำปางฟังว่า เมื่อครั้งที่เงี้ยวเข้าปล้นที่ว่าการเค้าสนามหลวงนั้น "ราษฎรชาวเมือง พระสงฆ์ ก็ตามไปดู ดุจหนึ่งว่ามีการงานบ้านเมือง หรือการแห่นาคตามธรรมเนียม ผู้ร้ายก็ไม่ทำอันตรายแต่คนเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะรู้จักกัน ราษฎรจึงไม่มีความกลัวเกรงว่าผู้ร้ายจะทำร้าย" อีกประการหนึ่งคือ ไม่ว่าข้าราชการจะหนีไปซ่อนที่ไหน ชาวบ้านมักจะเมินเฉย ไม่ช่วยเหลือมิหนำซ้ำบางครั้งยังไปบอกให้ศัตรูมาลากเอาไปสังหารเสียอีกเช่นที่พระยาไชยบูรณ์ถูกจับไปประหารนั่นเอง
คณะกรรมการยังค้นพบหลักฐานอีกว่านอกจากบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว กงสุลฝรั่งเศสและกงสุลอังกฤษประจำเมืองน่าน ก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วยเพราะระหว่างที่พวกเงี้ยวกำลังดำเนินการอยู่นั้น ปรากฏว่ามีข่าวลือมาจากฝรั่งครึ่งชาติและจีนบาบา พวกแขกพ่อค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ ว่า "การที่พวกเงี้ยวก่อการจลาจลขึ้นนั้นไม่เป็นของที่พวกเงี้ยวคิดทำขึ้นเอง เป็นอุบายมาจากพวกข้าหลวงฝรั่งเศสตามฝั่งชายแม่น้ำโขงอุดหนุนให้ก่อเหตุขึ้น คือพวกนั้นได้ลอบแต่งคนที่ฉลาดเข้ามาเกลี้ยกล่อมพวกลาวและเจ้าหลวงให้เอาใจออกห่าง" นอกจากนี้ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้น กงสุลฝรั่งเศสประจำเมืองน่าน (Lugan) เดินทางมาเมืองแพร่โดยไม่มีความจำเป็นอันใด แล้วยังเที่ยวตระเวนไปตามแขวงแคว้นรอบๆ เมืองที่มีเงี้ยวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นอีกด้วย
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและเงี้ยวนั้นก็มีข่าวลือว่า "เหตุเกิดขึ้นไม่ใช่อื่น นอกจากกลอุบายอังกฤษจะล้างอำนาจของ...ราชการ" นอกจากนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ๔ วัน เงี้ยวได้เขียนจดหมายไปขอให้กงสุลอังกฤษประจำเมืองน่านลงมาไกล่เกลี่ยเหตุความระหว่างเงี้ยวและรัฐบาลทางกงสุลก็รับหน้าที่นี้อย่างรวดเร็ว และพยายามมิให้ทัพเมืองพิชัยและเมืองสวรรคโลก รวมทั้งสุโขทัย ยกเข้าเมืองแพร่ได้อีกทั้งได้ตั้งตนเป็นผู้แทนบรรยายความเดือดร้อนของเงี้ยวและราษฎรเมืองแพร่อีกด้วย
จากหลักฐานต่างๆ ที่พบจากการสืบสวน ทำให้เห็นว่าเจ้าเมืองแพร่ เจ้าราชบุตร และเจ้าไชยสงคราม มีส่วนสนับสนุนพวกเงี้ยว โดยมีการตระเตรียมล่วงหน้ามาก่อน แต่ยังไม่ทันมีการชำระความผิดใดๆ เจ้าราชวงษ์และภริยา ได้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายไปเสียก่อนเพราะกลัวจะถูกประหารชีวิตเช่นเดียวกับผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเกรงว่า หากมีการสืบหาพยานต่อไป ก็ยิ่งจะมีหลักฐานผูกมัดตัวเจ้าหลวงเมืองแพร่และเจ้านายบุตรหลานมากขึ้น ในที่สุดก็จะต้องประหารชีวิตคนเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นการสะเทือนใจต่อเจ้านายฝ่ายเหนือทุกเมือง อีกทั้งอาจทำให้เจ้านายเมืองแพร่ตื่นตกใจ หนีเข้าพึ่งอิทธิพลของประเทศอังกฤษอันจะก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศได้ ท่านจึงใช้วิธีผ่อนปรนตามนโยบายของรัฐบาล โดยปล่อยข่าวว่าจะเข้าจับกุมเจ้าเมืองแพร่และเจ้าราชบุตร ตอนดึกของคืนวันนั้นเอง เจ้าเมืองแพร่พร้อมด้วยคนสนิทก็หลบหนีออกจากเมืองแพร่ไปยังหลวงพระบางทันที และได้รับความสะดวกในการหลบหนีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้มีคำสั่งลับมิให้กองทหารที่ตั้งสกัดอยู่รอบเมืองทำการขัดขวาง

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) แม่ทัพใหญ่ในการปราบกบฏเงี้ยว
(จาก ประชุมพงศาวดาร ตอนเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ จัดพิมพ์โดยวัดพระบาทมิ่งเมือง)
เมื่อเจ้าเมืองแพร่หนีไปครบ ๑๕ วัน ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการ จึงเป็นโอกาสให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีสามารถออกคำสั่งถอดเจ้าพิริยเทพวงศ์ออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองแพร่ทันที พร้อมกับสั่งอายัดทรัพย์เพื่อชดใช้หนี้หลวงที่เจ้าเมืองแพร่ค้างกระทรวงพระคลังสมบัติ สำหรับคดีก่อความผิดร่วมกับเงี้ยวก็ถือว่าระงับไปโดยปริยาย
เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่คนสุดท้าย ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจนถึงแก่พิราลัย สำหรับเจ้าราชบุตร ผู้เป็นบุตรเขยเจ้าเมืองแพร่ มีความผิดในฐานะที่รู้เห็นเป็นใจกับพวกเงี้ยว ทั้งๆ ที่โดยหน้าที่เป็นถึงร้อยตำรวจเอกแต่กลับไม่ได้ทำหน้าที่อันควร กลับให้กำลังสนับสนุนผู้ทำความผิด มีโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงมีคำสั่งให้เจ้าราชบุตรนำกำลังไปปราบเงี้ยวที่แตกกระจัดกระจายไปอยู่ที่ตำบลสะเอียบ เพื่อทำความดีลบล้างความผิด ซึ่งเจ้าราชบุตรก็ทำได้สำเร็จ สามารถริบทรัพย์และจับเชลยกลับมาได้เป็นจำนวนมาก ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๖ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชเจ้าเมืองน่าน ได้ขอย้ายเจ้าราชบุตรไปรับราชการที่เมืองน่านพร้อมกับขอรับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าราชดนัย อันเป็นตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเห็นชอบด้วย
ผลอย่างหนึ่งของกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ คือเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลเข้าจัดการปกครองมณฑลพายัพได้อย่างเต็มที่ทั้งการส่งกำลังทหารเข้าปราบพวกกบฏอย่างเฉียบขาด พร้อมกับลงโทษเจ้าเมืองแพร่ด้วยการปลดออก แล้วให้ข้าราชการจากส่วนกลางดำรงตำแหน่งแทนทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างให้เมืองอื่นๆ เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลไม่มีทางสำเร็จ นอกจากยอมสนับสนุนแต่โดยดี หลังจากเกิดกบฏเงี้ยว ท่าทีของเจ้านายได้เปลี่ยนไป โดยยอมรับอำนาจรัฐทุกอย่าง
| ดูเพิ่มเติมที่ | : ปราบสงคราม, พระญา |