ปราบสงคราม, พระญา
(อ่าน "ผะญาผาบสงคาม")
พระญาปราบสงคราม (ผญาผาบ) เป็นยศของหนานเตชะ เป็นชาวเมืองออนในเขตกิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมหนานเตชะมียศทางราชการว่า "ท้าวเตชะ" (อ่าน "ต้าวเต๋จ๊ะ") เคยอาสาพระเจ้าอินทวิชยานนท์นำทัพไปรบในหัวเมืองชายแดนจึงได้เลื่อนยศเป็น "พระญาปราบสงคราม แม่ทัพเมืองเชียงใหม่
นอกจากนั้น พระญาปราบสงครามยังเป็นผู้ปกครองระดับท้องถิ่นโดยได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหลวงเชียงใหม่คือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ให้เป็น "นายแฅว่น" หรือกำนัน มีหน้าที่ปกครองและเก็บภาษีด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงคือบริเวณแขวงจ๊อม (หนองจ๊อม) แขวงคือ (แม่คือ) และแขวงกอก (เขตอำเภอสันทรายและอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่) มีฐานะเทียบเท่ากับนายอำเภอในปัจจุบัน พระญาปราบสงครามเป็นผู้นำท้องถิ่นที่เก่งกล้าด้านไสยศาสตร์และการรบพุ่ง เป็นที่ยอมรับนับถือและเลื่องลือในหมู่บ้านในละแวกนั้น ซึ่งคงมีส่วนทำให้ราษฎรที่เดือดร้อนจากการเก็บภาษีเข้าร้องเรียนต่อ "นายแฅว่น" ผู้นี้ พระญาปราบสงครามจึงออกปกป้องราษฎรจนลุกลามเป็นกบฎพระญาปราบสงคราม
กบฏพระญาปราบสงครามเกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๔๓๒ ที่ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อน้อยวงษ์เป็นเจ้าภาษีนายอากรผู้ผูกขาดภาษีหมาก พลู มะพร้าว ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ ๔๑,๐๐๐ รูปี ซึ่งเป็นอัตราประมูลที่สูงกว่าเจ้าภาษีคนเดิมถึง ๑๖,๐๐๐ รูปี ดังนั้น จึงจำเป็นที่น้อยวงษ์จะต้องเก็บภาษีดังกล่าวอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เงินกลับคืนและได้ผลประโยชน์มาก จนวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๒ ราษฎรในตำบลหนองจ๊อมจำนวน ๔ คน ไม่มีเงินเสียภาษี จึงขอให้เก็บผลหมากแทน แต่คนของน้อยวงษ์ไม่ยอมและได้บังคับจับกุมราษฎรทั้ง ๔ จำขื่อมือขื่อเท้าประจานไว้ที่บ้านนายแฅว่น ทำให้พระญาปราบสงครามซึ่งเป็นแม่ทัพเมืองเชียงใหม่ซึ่งได้ปกครองแคว่นหนองจ๊อม แคว่นแม่คือและแคว่นกอก และราษฎรส่วนหนึ่งทนไม่ได้ จึงบุกเข้าปลดเครื่องจองจำคนทั้ง ๔ ออก แล้วใช้กำลังขับไล่พวกเจ้าภาษีนายอากรออกจากเขตหมู่บ้าน พร้อมทั้งประกาศห้ามเข้าไปเก็บภาษีอากรอีก พวกเจ้าภาษีนายอากรจึงขู่ว่าจะขอกำลังทหารไปปราบ ดังนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวกันเข้าเป็นกองกำลังถึงสองพันกว่าคน แล้วให้ทุกคนกินน้ำสัจจะคือดื่มน้ำสาบานร่วมกันที่วัดฟ้ามุ่ยซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านแล้วนิมนต์พระมาทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อเพิ่มขวัญและกำลังใจ พร้อมกันนั้นพระญาปราบสงครามก็ประกาศตนเป็นเจ้า มี "พ่อแฅว่น" คือ กำนัน และ "แก่บ้าน" หรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับท้องถิ่นหลายคนเข้ามาช่วย คือ พระญาขัติยะ (แคว่นแม่คือ) พระญารัตนโคหา/คูหา (บ้านถ้ำ) พระญาจินใจ (แคว่นจ๊อม) พระญาชมภู (แก่บ้านหัวฝาย) ท้าวยาวิไชย (แก่บ้านป่าบง) ท้าวเขื่อนคำ (แคว่นกอก) ท้าวขัด ท้าวใจ ท้าวเขื่อนแก้ว ท้าวราช ท้าวขันต่ำ และแสนเทพสุรินทร์ เป็นต้นซึ่งก็ได้มีราษฎรเข้าสมทบเพิ่มขึ้น จากความคิดเดิมที่เพียงต่อต้านเจ้าภาษีนายอากรและชาวจีนก็ขยายขึ้นเป็นการต่อต้านข้าราชการไทย และต่อต้านรัฐบาล
พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ ซึ่งขณะนั้นขึ้นมาเป็นข้าหลวงพิเศษ ทรงออกคำสั่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๒ ให้พระญาปราบสงครามเข้ามอบตัวภายใน ๕ วันแต่พวกของพระญาปราบสงครามไม่ยินยอม กลับวางแผนจะเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่ในย่ำรุ่งของวันที่ ๑๘-๑๙ หรือวันที่ ๒๐ กันยายนนั้น เพื่อหมายฆ่าข้าราชการไทยและพ่อค้าชาวจีนทั้งหลาย แต่แผนการดังกล่าวก็ล้มเหลวเพราะเมื่อถึงกำหนดนัด กองกำลังไม่พร้อมเพรียงกันเพราะในคืนก่อนที่จะเข้าตีเชียงใหม่นั้นเกิดฝนตกหนัก น้ำหลาก น้ำในแม่น้ำปิงแม่น้ำกวงและแม่น้ำคาวล้นฝั่ง ดังนั้น ในวันที่ ๒๑ กันยายน เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน์ และเจ้านายบุตรหลานซึ่งนำกำลังออกปราบปรามตามคำสั่งของข้าหลวงพิเศษ ก็สามารถจับกุมกลุ่มชาวบ้านติดอาวุธดังกล่าวได้จำนวนหนึ่ง แต่พระญาปราบสงครามสามารถพาบุตรภรรยาหลบหนีไปได้ ผู้ที่ถูกจับกุมได้ก็ถูกนำไปพิจารณาโทษ โดยที่คนระดับหัวหน้า ๑๒ คน ถูกประหาร รองลงมา ๑๕ คน ถูกเฆี่ยนคนละ ๙๐ ที แล้วให้ริบทรัพย์ทั้งหมดและให้จำคุกตลอดชีวิต นอกนั้นให้เฆี่ยนคนละ ๓๐ ที แล้วถูกภาคทัณฑ์ และมีบางส่วนที่ไม่ถูกเฆื่ยนแต่ให้ทำทัณฑ์บนไว้
ฝ่ายพระญาปราบสงครามเมื่อได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมืองเชียงตุงแล้ว ก็ยกกำลังเข้ายึดเมืองฝาง โดยหนานอินทะฅ่อ (อินต๊ะข้อ) ผู้รักษาการเมืองฝางอยู่นำขบวนราษฎรถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปเชิญพระญาปราบสงครามเข้าเมือง เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๒ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชาวเมืองฝางก็เดือดร้อนเพราะเจ้าภาษีนายอากรเช่นกัน จึงได้ต้อนรับพระญาปราบสงครามเช่นนั้น จากนั้นพระญาปราบสงครามก็ปล่อยข่าวลือว่าตนมีกำลังสนับสนุนทั้งจากราษฎรพื้นเมืองชาวไทใหญ่ ชาวฮ่อ และคนจากหัวเมืองต่างๆ เป็นจำนวนมากและส่งหนังสือบอกไปยังญาติมิตรให้ทราบข่าวและขอความร่วมมือด้วย
กองกำลังจำนวน ๓๐๐ คน ของพระญาปราบสงครามได้ปะทะกับกองกำลังจากลำปางที่ยกขึ้นมาช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ผานกกิ่วแขวงเมืองพร้าว กองกำลังของพระญาปราบสงครามแตกพ่ายบุตรชาย ๒ คนของพระญาปราบสงครามเสียชีวิตในที่รบส่วนพระญาปราบสงครามหนีกลับไปพึ่งเจ้าเมืองเชียงตุงอีกซึ่งเจ้าเมืองเชียงตุงก็ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองโก
เหตุการณ์เรื่องพระญาปราบสงครามนี้ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกกันทั่วไป หัวเมืองใกล้เคียงถูกเกณฑ์ให้มาช่วยป้องกันเชียงใหม่ แต่ขณะเดียวกัน เจ้านายและบุตรหลานในเมืองเชียงใหม่มิได้ดตื่นตระหนกไปด้วย ทั้งยังแสดงความจำนงว่าไม่ประสงค์จะนำกำลังไปปราบพระญาปราบสงคราม โดยเฉพาะเจ้าอุปราช (ต่อมาคือเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพระญาปราบสงครามถึงกับตอบข้าหลวงพิเศษตอนหนึ่งว่า "...ถ้ามีศึกอื่นจะรับไป แต่พระญาปราบสงครามไม่ยอมไป.."
หลังจากเหตุการณ์พระญาปราบสงครามแล้ว รัฐบาลกลางได้ยอมผ่อนปรนให้แก่เจ้านายเมืองเหนือบ้าง เช่น ใน พ.ศ.๒๔๓๕ อนุญาตให้พระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯ ยกเลิกเสนาผู้ช่วย ๖ ตำแหน่งตามที่เสนอไป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงตระหนักได้ดีถึงเรื่องนี้ แต่ก็ยังทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพต่อไปอีก
(ปรับปรุงจาก เจ้าหลวงเชียงใหม่ โดยเจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่และคณะ กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๙)
อุดม รุ่งเรืองศรี