ราษฎร์นายก
ราษฎร์นายก เป็นสมญานามของบุคคลในตำนานที่เล่า กันในจังหวัดดรัง โดยเฉพาะแถวอำเภอห้วยยอด ว่าบุคคลผู้นี้มี วิชาความรู้และฝีมือทางอาวุธดีมาก จึงทำตนเป็นผู้มีอำนาจและไม่ยอมอ่อนน้อมต่ออำนาจของบ้านเมือง
ตำนานเรื่องนี้เล่าต่อกันมาว่า ราษฎร์นายกสร้างบ้าน-เรือนอยู่ที่บ้านบ่อประดู่ หมู่ที่ ๓ ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอดจังหวัดตรัง ราษฎร์นายกได้สร้างลานกระบี่ (ที่ฝึกหัดกระบี่) สะสมสมัครพรรคพวกฝึกซ้อมกระบี่ เพิ่มพรรคพวกมากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ ๆ ลานกระบี่มีบ่อดองยาเพื่อให้ลูกน้องกินหรือแช่เพื่อความอยู่ยงคงกระพัน บ่อที่กล่าวถึงนี้ปัจจุบันยังคงมี ซึ่งคนในละแวกนั้นใช้เป็นบ่อน้ำดื่มน้ำใช้ตลอดมา เพราะน้ำดี แต่บ่อมีความแปลกให้รับสมอ้างประวัติของราษฎร์นายกอยู่อย่างหนึ่งที่ผิดจากบ่ออื่น ๆ กล่าวคือ บ่ออื่นๆ เมื่อนำขี้ดินโคลนที่พังทับถมกันลงไปขึ้นมาแล้วจะขุดต่อให้ลึกลงไปได้ แต่บ่อนี้ขุดไม่ได้เพราะที่ก้นบ่อแข็งมีลักษณะเหมือนราดซีเมนต์ไว้ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นปูนเพชร (ปูนโบราณ) ที่ราษฎร์นายกรองพื้นบ่อไว้เพื่อประโยชน์ในการแช่หรือหมักยา
เวลาในการฝึกและสะสมสมัครพรรคพวกนานเท่าใดและมีพรรคพวกมากเท่าไรไม่ปรากฏ แต่ว่าราษฎร์นายกมีพลพรรคฝีมือดี ๒ คน ชื่อตาขุนศรและตาขุนสิทธิ์ การกระทำของราษฎร์นายกเป็นที่เกรงขามและรู้กันกว้างขวางในหมู่ประชาชน
ริมแม่น้ำตรังในเขตตำบลบางกุ้งต่อกับตำบลเขากอบมีชายชราที่เชี่ยวชาญในศาสตราวุธและไสยศาสตร์คนหนึ่งชื่อตาหราด ตาหราดเกรงว่าความรู้ที่ตนมีจะไม่มีทายาทรับช่วงก็เลยเฟ้นหาตัวบุคคลที่จะรับช่วง ในที่สุดก็มุ่งเข้าหาตัวราษฎร์นายกโดยวันหนึ่งตาหราดแต่งตัวนุ่งผ้ายาวสะพายย่าม ในย่ามใส่หมากพลูและเข็มเย็บผ้า รักแร้หนีบชิง (กะชิง) กางหัวสะเอว ข้างหนึ่งเหน็บยน (ตะบัน) แล้วเดินลอกก้นไปยังลานกระบี่ของราษฎร์นายก ลูกสาวราษฎร์นายกเห็น จึงบอกราษฎร์นายกซึ่งกำลังกินข้าวอยู่ว่า "ไม่รู้ใครพ่อเหอ แก่อีตายแล้วเดินลอกวานเข้าลานบี" (ไม่ทราบใคร เดินลอกก้น เข้าลานกระบี่)
ราษฎร์นายกพอได้ยินคำบอกจากลูกสาว เหลียวดูเห็นตาหราดก็โมโห เตะสำรับอาหารแล้วดึงกระบี่คู่มือซึ่งเป็นกระบี่ม้วน (กระบี่ชนิดม้วนคล้ายลานนาฬิกาทำด้วยเหล็กกำพลเวลาใช้สะบัดออก) วิ่งตรงเข้าไปใช้กระบี่คู่ฟันดาหราด ตาหราดซึ่งสำคัญใจอยู่ก่อนแล้ว และประกอบด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่าจึงปัดป้องและยึดเอาดาบ ๒ เล่มที่ฟันมาได้หมด ยิ่งทำให้ราษฎร์นายกมีความโกรธและมุมานะเพิ่มขึ้น ตาหราดรู้ใจจึงดึงกริชที่เหน็บมาส่งให้ ราษฎร์นายกก็ใช้เพลงกริชแทงตาหราดตาหราดใช้ฝักของกริชรับ ปรากฏว่าราษฎร์นายกแทงไปตาหราดรับเข้าฝักกริชที่ถืออยู่ได้ทุกครั้ง ราษฎร์นายกโมโหเพิ่มขึ้นเหวี่ยงกริชเข้าป่า ตาหราดก็ดึงด้ามยน (ตะบัน) ตำหมากส่งให้ราษฎร์นายกใช้ยนแทงตาหราดด้วยความมุมานะ เพื่อจะเอาให้อยู่ แต่ตาหราดใช้กระบอกยนรับ ปรากฏว่าแทงเข้ากระบอกยนทุกครั้ง ราษฎร์นายกคงจะหมดมานะนั่งลงยกมือไหว้ขอให้เป็นอาจารย์ ตาหราดมีเจตนาอยู่แล้วก็รับปาก
ทั้งสองก็พากันขึ้นนั่งบนบ้านให้ลูกสาวเดรียมอาหาร ใหม่กินร่วมด้วยอาจารย์คนใหม่ ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารปรากฏว่าราษฎร์นายกอยากได้มะนาวเพิ่มน้ำพริก จึงสั่งให้ลูกสาวโยนลูกมะนาวจากในครัวให้ ลูกสาวก็ปฏิบัติตาม ในขณะที่ลูกมะนาวลอยมากลางอากาศ ราษฎร์นายกก็จับดาบฟันมะนาวที่กำลังลอยมาออกเป็น ๒ ซีก แล้วบีบใส่น้ำพริกตาหราดซึ่งนั่งกินอาหารอยู่ด้วยคงคิดว่าลูกศิษย์ไม่หมดความอวดดี ตาหราดก็จำเป็นต้องแสดงอะไรสักอย่างเพื่อให้ศิษย์ยอมรับเป็นอาจารย์ ตาหราดก็ดึงเข็มในย่ามออกมา ตัวแมลงวันที่มาตอมกับข้าว เมื่อบินขึ้นมาก็ใช้เข็มปักอกทะลุร้อยไว้เต็มเข็ม เรื่องต่างๆ จึงเรียบร้อย ยอมรับสอนรับเรียนกันเหมือนศิษย์ที่ดีทั้งหลาย
หลังจากที่ราษฎร์นายกศึกษาวิชาจากดาหราด และสะสมสมัครพรรคพวกได้มากพอก็คิดกำเริบ ยกพลไปทางทิศเหนือจะตีเมืองนครศรีธรรมราช ในการเดินทัพก็หาสมัครพรรคพวกไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเมื่อเดินทัพไปถึงบ้านควนเมา (ตำบลควนเมา ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง)ราษฎร์นายกก็มีเพื่อนเกลอไว้ที่นั่นคนหนึ่ง ชื่อเสียงเรียงนามไม่ปรากฏ เล่ากันเพียงว่าเป็นเพื่อนเกลอที่ดื่มน้ำสาบานต่อกัน
เรื่องการเดินทัพในครั้งนี้ทราบถึงเจ้านคร (ไม่ทราบชื่อ)ทางนครศรีธรรมราชก็ส่งทหารมาต่อต้าน ปรากฏว่าทหารถูกตีพ่ายไปหลายครั้ง ที่สุดทางนครศรีธรรมราชก็คิดหาวิธีการใหม่เพื่อจะยับยั้งเผด็จศึกเสียแต่ต้นมือ ทางนครศรีธรรมราชทราบว่าราษฎร์นายกมีเกลออยู่ในละแวกนั้น จึงสั่งให้จับลูกเมียเพื่อนเกลอราษฎร์นายกไปเป็นตัวประกัน พร้อมด้วยคาดคั้นว่าให้เพื่อนเกลอของราษฎร์นายกจับตัวราษฎร์นายกให้ได้ หากจับตัวราษฎร์นายกไม่ได้ จะประหารลูกเมียให้หมด เพื่อนเกลอราษฎร์นายกเมื่อเข้าที่อับจนถึงจะดื่มน้ำสาบานแล้วก็จำเป็นเพราะชีวิตลูกเมียสำคัญกว่า จึงรับปาก จากนั้นจึงอุบายเลี้ยงกลอย (ดู กลอย) แก่ราษฎร์นายกที่บ้านของตน และให้ทหารทางนครศรีธรรมราชมาซุ่มอยู่ พอราษฎร์นายกเมากลอย ทหารก็เข้าล้อมจับได้ ตาขุนศร เพื่อนคู่หูหนีไปบวชเป็นพระสร้างวัดอยู่จนตาย วัดที่สร้างคือวัดเกาะเต่า (ในเตา) ตำบลท่างิ้ว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง หลังจากที่ตาขุนศรหรือสมภารศรมรณภาพแล้วก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มักปรากฏไปตามเส้นทางที่เดินทัพเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านทำเป็นศาลาไว้ต้อนรับเรียกว่า "ศาลาเทวดา" เช่น ที่บ้านหินแท่น อำเภอห้วยยอด ที่วัดเกาะถ่าน ตำบลเขากอบ ที่เกาะเทวดา ตำบลบางดี และที่วังเทวดา ตำบลหนองช้างแล่น เป็นต้น
หลังจากทหารจับตัวราษฎร์นายกได้แล้ว ก็ฆ่าโดยวิธีฟันแต่ปรากฏว่าศัสตราทั้งหลายทำอันตรายราษฎร์นายกไม่ได้ทหารก็หมดปัญญา ในี่สุดก็มีผู้แนะนำให้เอาไม้ทะลวงก้นทหารจึงทำตาม ราษฎร์นายกจึงตาย สถานที่ประหารราษฎร์นายกคือ บริเวณเขาราษฎร์นายก ตำบลควนเมาปัจจุบัน
สำหรับตาขุนสิทธิ์ก็เอาอย่างตาขุนศร คือหนีไปบวชได้เป็นสมภารสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง คือวัดเขาพระ ตั้งอยู่ตำบลควนเมา อำเภอรัษฎาเช่นกัน หลังจากที่ถึงแก่มรณภาพแล้วก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน แต่คนรู้จักชื่อน้อยกว่าตาขุนศร
หลังจากราษฎร์นายกตายแล้ว เรื่องราวก็ไม่จบสิ้นทางนครศรีธรรมราชเกรงว่าจะมีคนดีขึ้นแทนราษฎร์นายกจึงสั่งให้สืบความว่าใครเป็นคนสนับสนุน ในที่สุดก็ทราบว่าราษฎร์นายกเป็นลูกศิษย์ของตาหราด พระยานครจึงให้ทหารไปจับตัวตาหราด เมื่อทหารมาถึงขนำ (กระท่อม) ของตาหราด ก็เข้าล้อมไว้ แต่ขณะนั้นตาหราดไปดูไซกุ้ง (ไซดักกุ้ง) มีแต่ภรรยาอยู่ที่ขนำ เห็นทหารล้อมก็ตกใจกลัวมาก ฝ่ายตาหราดเมื่อกลับจากไซกุ้งก็เดินผ่านวงล้อมทหารขึ้นบนขนำ แล้วก็พูดกับยายว่ากอยากข้าว ยายบอกว่านายล้อมบ้าน แต่ตาก็ไม่สนใจกินข้าวอย่างปกติ ฝ่ายทหารที่รายอยู่รอบบ้านก็ขยาดในฝีมือของราษฎร์นายกซึ่งเป็นเพียงศิษย์มาแล้ว ก็ไม่กล้าที่จะหักโหมขึ้นจับผู้เป็นอาจารย์ได้แต่ยืนคุมเชิงเฉยๆ
เมื่อตาหราดรับประทานอาหารอิ่มแล้ว ก็ลงมาเดินหน้าขนำพร้อมกับถามว่านายมาธุระอะไร ทหารบอกว่าพระยานครสั่งให้มานำตัวตาไปเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมกับถามว่าตาจะไปไหม ตาหราดว่าไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ ทหารบอกว่าคำสั่งของพระยานครตาจะไม่ไปได้อย่างไร ตาบอกว่าไม่ไปได้ก็โดยวิธีนี้ว่าแล้วตาหราดก็จับขอนไม้ที่ยืนเหยียบอยู่แกว่งหมุนติ้วแล้วก็ปาข้ามแม่น้ำตรัง ถูกปลายไม้ยางต้นที่อยู่ตรงข้ามปรากฏว่าปลายไม้ยางขาด (เมื่อราว ๔๐ ปีที่ผ่านมาแล้วญาติของผู้เขียนคนหนึ่งเป็นสมภารวัดไตรสามัคคี ดอนนั้นท่านมีอายุ ๘๐ ปีบอกว่าเมื่อท่านเป็นหนุ่มเห็นไม้ยางปลายด้วนชัดเจน เขาเรียกว่า"ยางตาหราด") ปัจจุบันไม้ยางต้นนั้นล้มลงอยู่ในแม่น้ำ แต่ยังคงเรียกและเป็นที่รู้จักของคนผู้มีอายุในแถวนั้นว่า"ยางตาหราด"
ฝ่ายทหารเมื่อเห็นตาหราดขู่ดังนั้นก็เกิดความกลัวชวนกันกลับอย่างไม่เป็นขบวน ไปบอกพระยานครว่าตาหราดหนีไปแล้วตามตัวไม่พบ เรื่องราวจึงลงเอยกันไป (สนิท พลเดช)
| ดูเพิ่มเติมที่ | : กลอย : พืช |