ปรับขนาดตัวอักษร

| |
  

ท้าวเต่า (ชาดก)

ภาค : เหนือ

ท้าวเต่า (อ่าน "ด้าวเต่า") 

ธัมม์ หรือคัมภีร์เรื่องท้าวเต่า หรือ ท้าวเต่าน้อยอองคำเป็นชาดกที่ใช้แสดงพระธรรมเทศนาแก่สาธุชนของล้านนาอีกเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับที่ใช้สรุปเรื่องครั้งนี้เป็นคัมภีร์ของวัดปงคกตำบลหลวงใต้ อำเภองาว จังหวัดลำปาง จารไว้ในใบลานมีความยาว ๔๑ ใบลาน แบ่งเป็น ๔ ผูก จารไว้เมื่อจุลศักราช๑๓๒๑ (พ.ศ.๒๕๐๒) ผู้จารคือพระเฮือน สิทธิวงศ์


เนื้อเรื่องตามคัมภีร์กล่าวว่า พระธรรมเทศนารื่เกิดที่เชตวันอารามเมืองสาวัตถี โดยพระพุทธองค์ทรงปรารภเหตุที่ภิกษุทั้งหลายปุจฉาโจทนากันถึงเรื่องพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าว่ามีมากล้นเหลือที่จะพรรณนา และหลั่งไปถึงแม้ทุคตะเข็ญใจ ตลอดเวลาที่สมเด็จพระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณผ่านมา พุทธกิจของพระองค์ไม่เคยว่างเลย ซึ่งภิกษุปรารภกันว่าเวลาใกล้รุ่งนั้น ทรงตรวจดูเวเนยยสัตว์ว่าจะมีผู้ใดเข้าในข่ายพระญาณของพระองค์ที่จะเสด็จไปโปรดได้ เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ เวลาสายเสด็จจาริกประกาศพระสัทธรรม เวลาเย็นทรงแสดงธรรมเวลาค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ เวลาเที่ยงคืนทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา พระองค์มีพระเมตตาอันใหญ่หลวงนักน่าอัศจรรย์แท้ ในวันที่ผ่านมานั้น พระองค์ก็ได้ไปโปรดหญิงทุคตะผู้หนึ่งซึ่งอยู่นอกเมืองสาวัดถีจนนางได้ถึงซึ่งความสุข๓ ประการ ภิกษุทั้งหลายปรารภกันดังกล่าวยังมิทันจบ พระ-พุทธองค์ทรงทราบด้วยทิพโสต จึงได้เสด็จไปสู่โรงธัมมสภาคศาลาที่ภิกษุทั้งหลายปรารภกันอยู่นั้น แล้วตรัสว่าพระองค์ได้สงเคราะห์หญิงทุคตะอนาถามิใช่มีในชาตินี้ชาติเดียว แม้ในชาติก่อน ๆ คถาคตก็เคยโปรดหญิงทุคตะอนาถามาแล้วภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลอาราธนาให้พระองค์ทรงแสดงเรื่องในอดีตให้ฟัง จึงได้ตรัสธรรมเทศนาเรื่องนี้ว่า


ในอดีตกาลนั้น ยังมีพระราชาองค์หนึ่งเสวยราชสมบัติในเมือง "นครหลวง" พร้อมด้วยมเหสีราชเทวีพระนามว่าอุดมธานีราชเทวี เป็นใหญ่แก่นางนาฏสนมทั้งหลายได้หมื่นหกพันนาง ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนชาวเมืองและท้าวพญาเสนาอมาตย์โดยชอบด้วยทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ เป็นที่รักและเคารพนับถือของท้าวพญาร้อยเอ็ดหัวเมืองทั่วไป


ครั้งนั้น นั้นยังมีหญิงม่ายผู้หนึ่ง นางมีลูกสาวสวยอายุ ๑๖ ปี ชื่อนางแก้วฟองศรี ทั้งสองแม่ลูกอาศัยอยู่นอกเมืองมหานครหลวงทำหน้าที่เป็น "จ่าสวน" คือคนเฝ้าสวนของพระราชา บิดาเสียชีวิตไปตั้งแต่นางฟองศรีอายุได้ ๓ ขวบ


วันหนึ่ง นางแม่ม่ายได้ล้มป่วยอยู่หลายวัน นางฟองศรีผู้เป็นลูกได้หาหมอมารักษาแม่ของตนจนอาการดีขึ้น พอหายป่วยดีแล้ว นางผู้เป็นแม่คิดอยากจะกินแกงปลาจึงใช้ให้บุตรสาวของตนออกไปหาปลาตามลำห้วยมา นางฟองศรีจึงถือสวิงและตะข้องไปจับปลาที่ลำห้วย ซึ่งก็ได้ปลามากพอสมควร


ครั้งนั้น แท่นปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์อันเป็นทิพยอาสนา ของพระอินทร์ก็เกิดร้อนและกระด้างแข็ง เมื่อพระอินทร์สอดส่องดูสาเหตุ ก็รู้ว่เทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งเป็นเทพบุตรโพธิสัตว์ในสวรรค์ชั้นดุสิตจะจุติในวันนั้น พระองค์จึงคิดว่าเทวบุตรโพธิสัตว์เมื่อจุติแล้วสมควรที่จะไปเกิดกับใครที่ไหนเมืองใด จึงมองลงมาในโลกมนุษย์ ก็ได้พบนางฟองศรีที่กำลังช้อนปลาอยู่ นางมีลักษณะเหมาะสมที่จะเป็นแม่ของพระโพธิสัตว์เพียงแต่ว่านางยังไม่มีสามีเท่านั้น พระอินทร์ทรงคิดดีแล้วก็นำเหล่าเทวบุตรและเทวธิดาทั้งหลายไปเชิญพระโพธิสัตว์ให้ไปถือปฏิสนธิในท้องของนางฟองศรีซึ่งอยู่ในเมืองมหา-นครหลวง ขณะนี้นางกำลังช้อนปลาอยู่ที่ลำห้วย และให้พระโพธิสัตว์เกิดออกมาเป็นเต่าทอง ต่อเมื่อถึงเวลาอันควรแล้วค่อยลอกคราบเป็นคนต่อไป เมื่อกลับถึงที่อยู่แล้ว พระอินทร์ก็ให้เทวบุตรตนหนึ่งเนรมิตตนเป็นเต่าเข้าไปอยู่ในสวิง เมื่อนางจับเต่าเข้าตะข้องนั้นให้ข่วนที่ท้องของนางแล้วดิ้นหลุดลงน้ำหนีไปซึ่งเทพบุตรดังกล่าวก็ทำตามเทวบัญชา


ฝ่ายนางฟองศรีซึ่งได้รับความเจ็บปวดเพราะถูกเดต่าข่วนที่ท้อง เมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็รีบมอบปลาให้แม่น้ำไปประกอบอาหาร ส่วนตนขออนุญาตจากแม่นอนพักผ่อน นางแม่ม่ายจึงนำปลาไปประกอบอาหารเสร็จแล้วได้เรียกลูกของตนลุกขึ้นมารับประทานร่วมกัน หลังจากนั้นก็เข้านอนตามปกติ


พอถึงปัจฉิมยามใกล้รุ่ง นางฟองศรีก็ฝันไปว่า มีดวงแก้วจากฟ้าลูกหนึ่งมีรัศมีรุ่งเรืองมาเวียนรอบบ้านของดนสามรอบแล้วจึงเข้าไปหานางซึ่งนางก็เอามาอมไว้ในปากชั่วขณะหนึ่งแล้วคายออก แก้วลูกนั้นก็กลับกลายเป็นหินไป พอรุ่งเช้าขึ้นมานางแก้วฟองศรีจึงไปขอให้พราหมณ์ปุโรหิตช่วยทำนายฝันให้ด้วย เมื่อพราหมณ์ทราบแล้วจึงบอกว่าอย่าได้ตกใจเพราะจะมีสัตว์ผู้มีบุญญานุภาพมาปฏิสนธิในท้องของนาง ครั้งนั้นพราหมณ์ก็ให้พรอันเป็นมงคลต่างๆ แต่นางฟองศรีได้คัดค้านพ่อหมอว่าจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อตนยังไม่มีสามี หมอพราหมณ์ตอบว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ในเมื่อผู้มีบุญเลือกผู้เป็นแม่แล้ว แม้นางที่จะเป็นแม่นั้นเป็นโสดอยู่ก็ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น


หลังจากนั้น นางแก้วฟองศรีก็ตั้งครรภ์ขึ้นตามคำ พยากรณ์ของหมอ เมื่อครบทศมาสนางก็คลอดบุตรเป็นเต่ามีกระดองเป็นทองคำ ๑ ตัว นางเห็นลูกของตนที่คลอดออกมาเป็นเช่นนั้น จึงร้องเรียกแม่ให้ไปดูและว่า ลูกของตนไม่เป็นคนเหมือนผู้อื่นเช่นนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี จึงขอให้แม่จงนำเต่านั้นไปทิ้งน้ำเสีย หญิงม่ายผู้เป็นแม่จึงเอาเต่าใส่ถุงเพื่อจะนำไปทิ้งที่แม่น้ำ แต่เต่านั้นบอกว่าให้เลี้ยงดนไว้เถิด ในกาลข้างหน้าตนจะตอบแทนบุญคุณโดยเลี้ยงดูย่าและแม่ให้มีความสุขถึงขั้นเป็นเศรษฐี หญิงม่ายได้ฟังดังนั้นจึงนำเต่ากลับบ้านและบอกเหตุผลให้นางฟองศรีรับรู้ จากนั้นทั้งสองแม่ลูกจึงเลี้ยงดูเต่าทองตัวนั้นต่อไป และด้วยบุญญาบารมีของเต่าทองโพธิสัตว์นานเข้าทั้งสองก็รักใคร่เต่าทองอันเป็นลูกและหลานของตนเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเต่าทองโพธิสัตว์นั้นก็สามารถพูดภาษาคนได้และรู้จักดูแลบ้านได้เป็นอย่างดี


เมื่อท้าวเต่านั้นมีอายุได้ ๑๒ ปีนั้น เมื่อถึงเวลาทำไร่ทำสวนปลูกข้าวไร่แล้ว ทั้งนางแม่ลูกก็พากันไปถางป่าทำไร่ทำสวนตามบริเวณขอบเขตราชอุทยาน โดยให้ท้าวเต่าดูแลบ้านเป็นประจำทุกวัน ในวันหนึ่ง ท้าวเด่าจึงพูดกับแม่ของตนว่าเห็นย่าและแม่ออกจากบ้านไปทำไร่ก็คิดอยากจะทำบ้างจึงขอให้พาไปหาทำเลดีๆ ในป่าลึกที่มีน้ำไหลผ่านเพื่อที่ตนเองจะไปทำไร่ในที่นั้น ย่าและแม่ก็ห้ามไว้ว่าลูกอย่าได้คิดเลยมือเท้าก็ไม่มีเหมือนคนจะทำอะไรได้ ท้าวเต่าจึงอ้อนวอนขอไปจนได้ ในที่สุดทั้งย่าและแม่จึงต้องนำเข้าไปในป่าลึกจนสุดเขตที่ผู้คนจะไปถึง เมื่อเลือกสถานที่เหมาะสมแล้วท้าวเต่าก็บอกให้ทิ้งตนไว้ในที่นั้นเพื่อตนจะทำไร่ทำสวน และให้มารับกลับในอีกสองสามวันข้างหน้า


เมื่อย่าและแม่กลับไปแล้ว ท้าวเต่าจึงไปที่จอมปลวกใหญ่แห่งหนึ่งแล้วกล่าวคาถาว่า "เอหิคุชชภิปริเก ดูกรา มดและปลวกทั้งหลายสูเจ้าทั้งหลายจงออกมาช่วยเราถางป่าทำไร่ทำสวนในกาลบัดนี้เถิด" พวกสัตว์ทั้งหลายทั้งมดและปลวกก็พากันออกจากรูกลายเป็นคนวัยฉกรรจ์จำนวนมาก ถือมีดและขวานทำการถางป่าจนแล้วเสร็จในวันเดียว ได้เนื้อที่ทั้งกว้างและยาวได้โยชน์หนึ่งแล้วพากันเข้าไปกราบลาท้าวเต่าและกลายเป็นมดเป็นปลวกกลับเข้ารูตามเดิม อีกสองวันต่อมาย่าและแม่ก็พากันมารับท้าวเต่ากลับบ้าน เมื่อเห็นสถานที่นั้นโล่งเดียนไปหมดก็อัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งและคิดว่าเทวดามาช่วยมากกว่า เมื่อทั้งสามกลับถึงบ้านแล้วก็อยู่เลี้ยงชีพกันตามอัตภาพต่อไป


ต่อมา ท้าวเต่าขอให้แมีและย่าหาแคนหรือขลุ่ยให้หนึ่งอันเพื่อเป่าเล่นแก้เหงา ตอนแรกแม่ก็ไม่ยอมหาให้เพราะเห็นว่าลูกเป็นเต่าอย่างนั้น จะเป่าขลุ่ยได้อย่างไร แต่เมื่อทนรบเร้าไม่ได้ก็ไปหาขลุ่ยและซอมาให้ลูกของตน พอตกเวลาเย็นใกล้ค่ำ ท้าวเต่าก็นำเอาขลุ่ยและซอเข้าไปเล่นในสวนใกล้ท่าน้ำที่คนทั้งหลายพากันมาตักมาอาบมาเล่นเป็นประจำคนทั้งหลายที่มายังท่าน้ำนั้นด่างได้ยินเสียงซอและเสียงขลุ่ยของท้าวเต่า ต่างก็พากันหยุดฟังไปตามๆ กัน นับแต่นั้นมาฝูงชนเป็นอันมากชอบพากันไปที่ท่าน้ำเพื่อฟังเสียงขลุ่ยและซอของท้าวเต่าทุกวันเป็นประจำ เมื่อได้โอกาสพวกเขาจึงถามสองแม่ลูกว่าใครมาเป่าขลุ่ยสีซออยู่ในสวน นางทั้งสองตอบว่าไม่มีใครที่ไหนที่จะเข้าไปในสวนนั้นได้นอกจากลูกของตนคือท้าวเต่านั้นเองคนทั้งหลายไม่ยอมเชื่อหาว่านางทั้งสองเป็นบ้าไปแล้ว


หลังจากถางป่าผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนทั้งสามจึงพากันไปที่ไร่เพื่อจะเผาป่าที่ถางไว้ เมื่อไปถึงก็เห็นป่าอันถางไว้ถูกไฟไหม้หมดแล้ว นางทั้งสองก็รู้สึกแปลกใจมาก จึงปรึกษากันว่ารอให้ฝนตกลงมาแล้วค่อยพากันมาปลูก ในวันต่อมาฝนได้ตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลาสามวันสามคืน ทั้งสามแม่ลูกจึงเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เป็นอันมาก ปรารภว่าจะนำไปปลูก พอไปถึงก็เห็นมีรอยปลูกพืชทุกอย่างจนเต็มไร่แล้วท้าวเต่าจึงพูดกับแม่และย่าว่าให้เอาเมล็ดพืชที่เตรียมมาให้กับตนเถิด ตนจะนำไปปลูกเอง ให้แม่ทั้งสองคอยอยู่ในเพิงพักพอตกเย็นค่อยพากันกลับ จากนั้นท้าวเต่าได้นำเอาเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูกเองตลอดทั้งวันแล้วกลับมาบอกแม่และย่าของตนว่าขอให้แม่จำแถวที่ตนปลูกไว้ หากออกผลมาถึงเวลาเก็บ ก็ให้เก็บไว้ในยุ้งในฉางต่างหาก อย่าเอาไปจำหน่ายแจกจ่ายแก่ผู้ใดจากนั้นก็พากันกลับบ้านเรือนของตน


หลังจากนั้น พืชทั้งหลายคือข้าวกล้า ถั่วงา แตง เต้าลูกบวบ ลูกฟัก ข้าวฟ่าง ข้าวสาลีต่างๆ ก็เจริญงอกงามขึ้นตามลำดับและผลิดอกออกผลเป็นจำนวนมาก เพราะเทวดาช่วยดูและบันดาลให้ฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงทุกวัน เมื่อเห็นว่าอันไหนสุกดีแล้ว นางทั้งสองก็ขนไปขายในตลาดทุกวันโดยมดปลวกทั้งหลายเนรมิตตนเป็นวัวและม้านำส่งจนถึงบ้านถึงตลาด สิ่งไหนที่ท้าวเต่าทองปลูกนั้น นางย่าและแม่ก็เก็บใส่หม้อใส่ตุ่มใส่ไหไว้ และทุกลูกทุกผลก็กลายเป็นเงินเป็นทองคำไปหมด นับรวมทั้งหมดเป็นเงินเป็นทองได้หนึ่งแสนสี่หมื่น นับแต่นั้นมาย่าและแม่ก็ถึงพร้อมด้วยความสุข มั่งมีเงินทองจนมีข้าทาสบริวารมากหลาย หาโรคภัยเบียดเบียนมิได้ด้วยอันพระโพธิสัตว์จุติมาสงเคราะห์ดังกล่าว


ในกาลนั้น พญามันตุราชผู้ครองเมืองมหานครหลวงที่นั้นอันมีพระนางอุดมธานีเป็นอัครมเหสีเทวีก็ประสูติได้พระธิดารวม ๒ พระนาง มีอายุต่างกันองค์ละ ๑ ปี ผู้พี่มีนามว่านางพิมพา ผู้ถ้วนสองนามว่านางปักขา ผู้ถ้วนสามนามว่านางสังครา ผู้ถ้วนสื่นามว่านางปทุมา ผู้ถ้วนห้านามว่าอุทรา (อุทธรา) ผู้ถ้วนหกนามว่านางแก้วเกศเกสินี และผู้ถ้วนเจ็ดชื่อว่านางแก้วเกศไกษร นางทั้ง ๗ ต่างก็มีรูปโฉมผิวพรรณวรรณะอันสวยงามหาที่จะเปรียบมิได้ ท้าวมันดุราชผู้เป็นพระบิดาก็ทรงดำริว่าต่อไปนี้ท้าวพญาทั้งหลายรู้ว่าตนมีพระธิดาสวยถึง ๗ นาง ก็จะนำเครื่องบรรณาการมาถวายแล้วจะขอเอาธิดาของตนไปเป็นเทวี หากพระองค์ไม่ยินยอมก็คงจะเกิดศึกสงครามกันขึ้นอย่างแน่นอน


ส่วนว่าโพธิสัตว์ท้าวเต่าทองเมื่อเจริญวัยได้ ๒๐ ปีแล้วก็อยากได้พระนางแก้วเกศไกษรมาเป็นภริยา ก็ขอให้ย่าและแม่ของตนไปขอ ส่วนย่าและแม่เมื่อได้ฟังคำของท้าวเต่าทองพูดเช่นนั้นก็พากันหัวเราะแล้วห้ามลูกตนว่าอย่าได้ใฝ่สูงถึงขนาดนั้นเลย แต่เมื่อท้าวเต่ารบเร้าเสมอจนในที่สุดย่าและแม่ก็จำใจต้องทำตามได้จัดเครื่องบรรณาการมีแตงสองลูกเข้าไปในวังเพื่อทูลเกล้าถวายด้วยมืออันสั่นเทา จิตใจระส่ำระสายแล้วทูลว่าได้นำแดงสองลูกมาเป็นบรรณาการเพื่อขอนางไกษรให้แก่บุตรของตนคือท้าวเต่าน้อยกระดองทองคำ


พระราชามันตุราชได้ฟังนางทั้งสองกล่าวจึงตรัสว่า แตงแค่สองลูกเป็นเครื่องสู่ขอพระธิดานั้นย่อมไม่เป็นการสมควรแก่พระองค์เลย จึงทรงสั่งให้ราชบุรุษจับนางทั้งสองมัดฐานหมิ่นบรมเดชานุภาพและให้นำไปประหารเสียที่นอกเมืองนางทั้งสองได้ยินราชโองการเช่นนั้นจึงคว้าเอากระเช้าแดงวิ่งลงจากปราสาทไปด้วยความลนลาน กระเช้าได้หลุดมือตกจากบันไดปราสาทไป ราชบุรุษไล่ติดตามก็ไม่ทัน เมื่อเห็นแตงดกอยู่สองลูกก็เห็นเป็นของแปลกจึงนำกลับเข้าไปถวายพระราชา แล้วทูลว่าแตงสองลูกนั้นมิใช่แตงธรรมดาแต่เป็นแตงทองคำจริงๆ เมื่อพระราชาเห็นแล้วก็หายจากความกริ้วจึงให้พวกราชบุรุษไปตามเอาสองนางคนเฝ้าสวนกลับไปอีกครั้งหนึ่ง


ในการเข้าเฝ้าครั้งที่สองนี้ย่าและแม่ได้นำแตงไปถวายอีก ๓ ลูก พร้อมกับทูลขอพระธิดาอีกเช่นเคย พระราชาจึงตรัสกับสองนางว่าที่นางทั้งสองขอเอาธิดาของตนนั้น มีผู้ใดมาอยู่กับนางหรือ ทั้งสองนางทูลว่า ไม่มีบุคคลใดมาอยู่พักพาอาศัยด้วย เพียงแต่มีลูกหลานเกิดมากับอก ซึ่งเป็นเต่ามีตนเป็นทองและพูดจาภาษาคนได้ และมีอายุได้ ๒๐ ปีแล้ว เด่านั้นขอให้ดนเป็นผู้มาทูลขอพระธิดา


จากนั้นพระราชาจึงเรียกพระธิดาทั้ง ๗ นางออกไปหาแล้วตรัสว่า เมื่อมีนางจ่าเฝ้าสวนนำเครื่องบรรณาการมาถวายเพื่อขอพระธิดาไปเป็นภริยาของหลานซึ่งนามว่า ท้าวเต่าน้อยกระดองคำ ผู้ใดที่จะสมัครใจไปเป็นภริยาของท้าวเด่าบ้างนางผู้พี่ทั้ง ๖ ต่างตอบปฏิเสธ พระราชามันตุราชจึงตรัสกับพระธิดาไกษรว่า หากจะให้นางไปเป็นภริยาของเต่าน้อยกระดองคำแล้ว นางจะว่าอย่างไร นางธิดาไกษรตอบพระบิดาว่าถ้าเป็นพระประสงค์ของพระราชบิดาแล้ว ตนก็ไม่ขัดขืนสุดแท้แต่จะทรงพระกรุณา พระราชบิดาได้ฟังพระธิดาไกษรพูดเช่นนั้นก็พอพระทัย จึงตรัสสั่งนางจ่าเฝ้าสวนให้ไปนำหลานของนางไปเข้าเฝ้า


นางแม่ม่ายจ่าสวนได้ฟังพระราชาตรัสเช่นนั้นก็ดีใจ รีบถวายบังคมลากลับสู่บ้านของตนแล้วนำท้าวเต่าเข้าเฝ้าเมื่อไปถึงก็ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ในที่ควรแก่ตน ท้าวพญามันดุราชอันมีเสนาอมาตย์อยู่แวดล้อมก็ตรัสกับนางแม่ม่ายว่านำเต่าน้อยกระดองคำนำมาแล้วหรือยัง นางแม่ม่ายกราบทูลว่าตนได้นำมาแล้ว พระองค์สั่งให้เสนานำพานทองมาไว้ตรงพระพักตร์แล้วสั่งให้นางนำมาวางไว้บนพาน นางได้ทำตามรับสั่ง เหล่าเสนาอมาตย์ทั้งหลายต่างพร้อมกันถวายพระพรส่วนท้าวเต่าเมื่ออยู่ในพานแล้วก็ถวายพระพรว่าตนได้มาเป็นข้าพระบาทมหาราชเจ้าแล้ว พระราชาและเสนาอมาตย์ทั้งหลายพอได้ยินก็พร้อมกันให้เสียงสาธุการว่า "ท้าวเต่าน้อยอองคำ"นี้คงเป็นผู้มีบุญสมภารอันมาก ซึ่งภายหน้าคงจะประจักษ์ได้ชัดเจน จากนั้นพญามันตุราชก็ให้พระธิดาไกษรรับเอาพาน"เต่าน้อยอองคำ" ไป นางไกษรพระธิดาก็ให้นางสนมรับพานเต่านำไปสู่ปราสาทของตนไปอุปัฏฐาก จากนั้นนางก็รับเอาย่าและแม่ของท้าวเต่าเข้าไปอยู่ในวังอย่างมีความสุข


นับแต่นั้นมาได้ ๑ เดือน ท้าวเต่าบอกกับนางไกษร ภริยาของว่าตนอยากจะไปทำไร่ทำสวนในป่าอีก นางไกษรจึงให้บริวารของตนไปสร้างบ้านหลังหนึ่งในป่าลึกซึ่งมีทำเลเหมาะสมในการทำสวน ทำนา ทำไร่ เมื่อสร้างเรือนเสร็จแล้ว ท้าวเต่าจึงชวนนางไกษรไปเป็นเกษตรกรด้วยกัน นางมีความยินดีเป็นอันมาก จึงไปทูลลาพระบิดามารดาของตนแล้วเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางพร้อมบริวารจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าสู่ที่จะทำไร่เมื่อไปถึงก็จัดที่พักข้าวของเสร็จแล้วได้พากันพักผ่อนในวันนั้น


ในคืนนั้น หลังจากพระนางไกษรและบริวารทั้งหลายนอนหลับหมดแล้ว ท้าวเต่าโพธิสัตว์จึงรำพึงว่าตนควรจะออกจากคราบอันเป็นเต่าแล้วไปบอกมดปลวกทั้งหลายให้ช่วยถางป่า คิดแล้วจึงอธิษฐานออกจากร่างเต่า ถือเอาไม้เท้าทิพย์ไปที่จอมปลวกใหญ่แห่งหนึ่งยืนสงบนิ่งกล่าวคาถาว่า "สัปปีลิกาดิดูรามดและปลวกทั้งหลาย เอหิ จงออกมา นิมิตต์ จงเนรมิตเป็นคนแล้วพร้อมกันถากถางป่าทำเป็นแปลงเพื่อทำไร่ทำนาให้แก่เราเสร็จในคืนนี้ด้วยเถิด"


มดปลวกทั้งหลายจำนวนสองโกฏิเมื่อได้ยินคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ออกจากรูเนรมิตตนเป็นคนวัยฉกรรจ์เข้าไปกราบไหว้ท้าวเต่าโพธิสัตว์แล้วก็พากันถางป่า พอฟ้าเริ่มสางก็เสร็จบริบูรณ์ได้เนื้อที่กว้าง ๗๐๐ วา ความยาว ๑,๐๐๐ วาโดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ทำนาปลูกข้าว ๑ ส่วน ทำไร่ทำสวน ๑ส่วน เสร็จแล้วพากันคืนู่ร่างเดิมแล้วกลับเข้ารูไป "เต่าน้อยอองคำ" ก็เข้าสู่คราบเต่าตามเดิมแล้วขึ้นสู่เรือนของตน รุ่งเช้าขึ้นมา พวกบริวารคนใช้เห็นผืนดินอันถางไว้กลายเป็นผืนนาไปหมดก็พากันอัศจรรย์ใจไปตาม ๆ กัน ตอนสายท้าวเต่าและพระธิดาได้สั่งให้บริวารนำข้าวเปลือกไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้เหล่าบริวารจึงทำตามคำสั่งด้วยความเคารพและเต็มใจ พอตกกลางคืน ท้าวเต่าได้ไปหามดปลวกให้ไปทำการปลูกพืชไร่ให้ซึ่งก็เสร็จในคืนนั้นดังที่เคยทำมาแล้ว


จากนั้นมาอีกหนึ่งเดือน ก็ถึงเวลาปลูกข้าวกล้า ท้าวเต่าก็ไปหามดปลวกให้ไปช่วยปลูกข้าวก็เสร็จในคืนเดียว พอรุ่งเช้าบริวารจึงเห็นว่ามีข้าวปลูกอยู่ในนาเรียบร้อยแล้ว ทำให้บริวารอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้น ต่อมาข้าวในนาก็เจริญงอกงามผลิดอกออกรวงเหลืองอร่ามจนสุดลูกหูลูกตา พวกพืชไร่พืชสวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายนั้น ท้าวเต่าโพธิสัตว์และพระนางไกษรก็อนุญาตให้เหล่าบริวารเก็บไปขายในเมืองและเก็บเงินไว้เป็นรายได้ส่วนตัว


วันหนึ่ง ท้าวเต่าโพธิสัตว์อยากรู้ว่านางไกษรราชธิดาซึ่งเป็นภรรยาของตนจะมีความรักและจริงใจกับตนเพียงใดจึงเนรมิตช้างป่าขึ้นจำนวนมากนับเป็นพันตัวทำทีว่าจะเข้าไปกินข้าวในนา แล้วท้าวเต่าบอกกับนางว่าให้ไปบอกพวกบริวารคนใช้ให้ไปขับไล่ช้างเหล่านั้น เมื่อนางไปบอกแล้วแต่พวกบริวารทั้งหลายไม่มีใครกล้าไปเพราะกลัวช้าง ท้าวเต่าเมื่อทราบเช่นนั้นก็จะไปไล่ช้างเอง ขอให้นางนำตนไปไว้ที่ขอบนานางไม่ยอมให้ท้าวเต่าไป แต่ทนรบเร้าไม่ได้นางธิดาจึงยอมนำไปไว้ในขอบเขตของนาแล้วกลับสู่เรือน ท้าวเต่าโพธิสัตว์จึงออกจากร่างเต่าจึงเดินอ้อมป่าไปหานางที่เรือนพักด้วยรูปร่างและเครื่องทรงอันสง่างาม เมื่อพบนางแล้วก็แสร้งถามว่านางเป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงมาอยู่ในที่นี่ นางพระธิดาก็เล่าประวัติของตนให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วพระนางก็ย้อนถามว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใครมาจากไหน มีธุระสิ่งใด ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นพระราชกุมารแห่งเมืองดักกสิลา ได้ทราบกิตติศัพท์ความงามของนางก็นึกรัก พอรู้ว่านางถูกยกให้เป็นภริยาของเต่า จึงดั้นต้นมาขอรับนางไปเป็นเทวีอยู่ที่เมืองตักกสิลา นางได้ยินแล้วก็ออกปากขับไล่ไป แม้จะถูกชวนด้วยอุบายใดก็ตามนางก็ไม่หวั่นไหว ในที่สุดท้าวเต่าจึงลงจากเรือนไปเข้าในคราบเต่าแล้วคลานกลับเรือนและเรียกให้นางไกษรลงไปรับ เมื่อสนทนากันครู่หนึ่งแล้วก็แกล้งพูดสัพยอกว่านางมีชู้ นางก็ถึงกับสาบานว่าไม่มีเช่นนั้น


ต่อมา ท้าวเต่าออกอุบายลองใจนางอีกครั้งหนึ่งโดยแกล้งขับไล่ไสส่งให้นางจากไป โดยกล่าวหาว่านางไม่รักดนจริง แอบมีชู้กับชายอื่น นางทนฟังคำด่าว่าไม่ได้จึงหนีลงเรือนไป ประสงค์จะไปที่บ้านพักของบริวาร พอไปถึงบ้านพักคนรับใช้สักพักหนึ่งก็หวนคิดได้ว่าไม่ควรจากไปเช่นนั้น จึงได้ย้อนกลับไปที่เรือน เมื่อนางไกษรลงจากเรือนไปแล้ว ท้าวเต่าก็คิดว่าพระธิดาคงโกรธมาก คงจะหนีไปพักที่บ้านคนรับใช้แน่ จึงออกจากคราบเต่าแล้วนอนพักอยู่และม่อยหลับไปพอพระธิดาขึ้นเรือนไปก็ได้เห็นกระดองเต่าวางอยู่ที่ห้องโถงจึงย่องไปดูในห้องนอนก็เห็นเจ้าชายปลอมคนเดิมนอนหลับอยู่จึงออกมาแล้วเอาคราบกระดองเต่านั้นไปเผาเสีย แล้วเข้าไปในห้องสวมกอดท้าวเต่าเอาไว้ขณะที่ยังหลับอยู่ ท้าวเต่าโพธิสัตว์ตกใจดื่นขึ้นถามหาคราบเต่า นางตอบว่าได้นำไปเผาเสียแล้ว ท้าวเต่าก็ว่าเหตุใดนางไม่บอกตนก่อนเพราะมีของวิเศษหลายอย่างอยู่ในกระดองนั้น นางก็ย้อนถามว่าทำไมท้าวเต่าอำพรางตนเล่า แล้วนางก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ กอดรัดโพธิสัตว์ไว้จนแน่น จากนั้นก็ได้พูดจาเข้าใจซึ่งกันและกันมีความสุขอยู่ในเรือนนั้นตลอดมา รุ่งขึ้นพวกบริวารได้เห็นโพธิสัตว์และรู้ความจริงแล้วก็มีความอัศจรรย์ใจกันทุกคนต่างพากันมาเคารพกราบไหว้ แสดงความดีใจกันอย่างยิ่งใหญ่


นับแต่นั้นมา ก็มีข่าวเล่าลือกันทั่วไปว่าท้าวเต่าออกจากคราบเป็นคนมีรูปอันสง่างามราวกับเทพบุตร เมื่อข่าวนั้นรู้ไปถึงท้าวมันดุราชพระบิดาของพระนางไกษรแล้วท้าวเธอก็ปรารถนาใคร่จะรู้ความจริง จึงสั่งให้พวกราชบุรุษไปเชิญพระธิดาไกษรเข้าเฝ้าแล้วสอบถามว่า ข่าวเช่นนั้นมีจริงหรือและมีความเป็นมาอย่างไร นางไกษรก็ทูลว่ามีจริงตามคำเล่าลือและนางก็ได้ทูลเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาโดยละเอียดท้าวมันตุราชได้ฟังก็อยากพบราชบุตรเขยของตนบ้าง จึงตรัสบอกให้พระธิดานำสามีเข้าเฝ้า เมื่อนางไปสู่เรือนพักในป่าโดยขบวนจากราชสำนักและแจ้งแก่สามีของตนแล้ว ท้าวเต่าก็ว่าดีเหมือนกันที่จะได้เข้าเฝ้า แล้วจะได้ถือโอกาสขอกำลังรี้พลไปเกี่ยวข้าวด้วย


รุ่งขึ้น ทั้งสองก็ออกเดินทางเข้าเมืองพร้อมทั้งน้ำผลไม้พืชผักเป็นจำนวนมากบรรทุกม้ามุ่งหน้าสู่มหานครเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้า ขณะนั้น พระอินทร์ได้ทราบเหตุแล้วจึงบัญชาให้วิสสุกัมมเทวบุตรลงไปเนรมิตเมืองใหม่ให้ท้าวเด่าโพธิสัตว์ในที่ซึ่งไปทำไร่ทำนาอยู่ ให้มีพร้อมทั้งปราสาทราชวังและกำแพงล้อมรอบ ประดับตกแต่งด้วยแก้ว ๗ ประการ วิสสุกัมม์รับบัญชาแล้วได้จัดการตามรับสั่งเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงไปที่จอมปลวกซึ่งโพธิสัตว์เคยไปใช้งานนั้น แล้วออกคำสั่งให้มดปลวกทั้งหลายออกจากรูแล้วเนรมิตเป็นคนแล้วให้สร้างบ้านเรือนอยู่รอบเมืองนั้นอย่างมีระเบียบ ให้สร้างเป็นตลาดทำมาค้าขายกันทุกๆ วัน ให้จักแบ่งกันเป็นเสนาสี่เหล่า ตลอดจนคนเฝ้าประตูเมือง พร้อมทั้งให้มีเสนาอำมาตย์ราชปุโรหิตให้พร้อม ให้มีทั้งเหล่านางสนมที่คอยรับใช้ท้าวเต่าโพธิสัตว์กับทั้งพระนางธิดาราชเทวี เมื่อพระวิสสุกัมมเทวบุตรจัดการครบถ้วนแล้วก็กลับคืนสู่มานของตน


ส่วนโพธิสัตว์และพระธิดาเมื่อไปถึงเมืองแล้วขึ้นไปบน ปราสาทถวายบังคมพระราชบิดามารดาแล้วนั่งอยู่ ท้าวมันตุราชพระราชบิดาเห็นราชบุตรเขยของตนแล้วก็ทรงตะลึงในความสง่างาม แล้วจึงตรัสว่าพระองค์และพระมเหสีดีพระทัยกับท้าวเต่าและนางไกษรมาก นับว่าทั้งสองได้สร้างกุศลร่วมกันมาโดยแท้จริง และอวยพรให้ทั้งสองมีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป หลังจากสนทนากันได้ครู่หนึ่งแล้ว นางไกษรก็ขอให้พระบิดาน่ำรี้พลโยธาไปเกี่ยวข้าวในนาให้ด้วย ท้าวมันตุราชจึงถามพระธิดาว่านานั้นกว้างยาวเพียงใด นางก็ว่ากว้าง ๗๐๐ วา ยาว ๑,๐๐๐ ว่า มองดูแล้วสุดสายตา พระบิดาได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่อยากทรงเชื่อ เพราะขณะที่แผ้วถางก็ดี ขณะปลูกก็ดีทั้งสองต้องได้คนจำนวนมากไปช่วยจึงสำเร็จ


เมื่อท้าวเต่าและนางไกษรเสร็จจากเข้าเฝ้าก็กลับสู่ที่นาของตนพร้อมด้วยบริวาร เมื่อไปถึงก็ตกตะลึงที่เห็นที่พักในป่าของตนกลายเป็นเมืองอันสวยงาม มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา มีบ้านเรือนร้านค้าอยู่เรียงรายไปหมด ท้าวเต่ากับพระธิดาและบริวารคนใช้จึงพักอยู่ที่ศาลาประตูเมือง ฝ่ายเสนาอำมาตย์ที่อยู่ในเมืองพอรู้ว่าท้าวเด่าและพระธิดากลับมาก็พากันจัดขบวนเครื่องเกียรติยศแห่แหนออกมาต้อนรับแล้วทูลเชิญเข้าเมืองขึ้นสู่ปราสาท และส่วนนางนาฏสนมทั้งพันนางต่างก็เข้ามาถวายบังคมทูลขอเป็นบาทบริจาริกาห้อมล้อมเป็นบริวารเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายเมื่อได้เข้าเฝ้าและประชุมปรึกษาข้อราชการเรียบร้อยแล้ว ก็กราบลาท้าวเต่ากลับไปยังที่อยู่ของตน


ในวันรุ่งขึ้น ท้าวมันตุราชพร้อมด้วยรี้พลจำนวน ๓,๐๐๐ คนก็ออกจากมหานครหลวง มุ่งสู่ที่อยู่ของราชบุตรเขยและพระธิดาไกษร เมื่อไปถึงเมืองก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นบ้านเมืองอันงามดุจดังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แม้ช้างพระที่นั่งถึงกับตื่นตกใจวิ่งหนีออกจากเมือง ควาญช้างต้องใช้ผ้าคลุมหัวแล้วไสเข้าไปใหม่ ท้าวเต่าและพระธิดารู้ว่าพระบิดาเสด็จมาถึงก็พากันจัดขบวนออกไปรับที่ประตูเมืองเชิญเสด็จไปประทับบัลลังก์ที่จัดไว้ในปราสาท เมื่อสนทนากันพอสมควรแล้ว ท้าวมันตุราชจึงให้โพธิสัตว์น่ำเสด็จไปดู เมื่อพระราชบิดาไปเห็นผืนนาแล้วก็ตกตะลึงในความกว้างใหญ่ของนานั้นรี้พลทั้งสามพันคนแม้จะเกี่ยวข้าวเสร็จภายในวันเดียวแต่ก็ต้องทำอย่างสุดกำลังพอตกเย็นก็พาโยธากลับเมืองของตน รุ่งขึ้นจึงตรัสสั่งให้ประชุมเสนาอำมาตย์ราชมนตรีชาวบ้านชาวเมืองให้ตกแต่งบ้านเมืองให้สะอาดสวยงาม เตรียมจัดงานสมโภชฉลองอภิเษกบุตรเขยและพระธิดาเข้าเมืองมหานครหลวงเพื่ออุสสาภิเสกแล้วให้อำมาตย์รับราชโองการไปทูลเชิญท้าวเต่าโพธิสัตว์และพระธิดาไปในงานดังกล่าว


พอรุ่งเช้า ทั้งสองพระองค์เสวยโภชนาหารแล้วก็แต่ง องค์ทรงเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์ แล้วสั่งเสนาโยธาของตนจัดขบวนตามเสด็จเป็นจำนวนมากมุ่งสู่มหานครหลวง เมื่อไปถึงเมืองนั้น ประชาชนต่างเฝ้าชมกันเนื่องแน่น ทุกคนต่างแซ่ซ้องสาธุการเสียงดังสนั่นไปทั่วเมือง ท้าวเต่าโพธิสัตว์ขึ้นสู่ปราสาทถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ฝ่ายเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันกราบทูลท้าวเด่าโพธิสัตว์และพระธิดาไกษรว่า "ข้าแด่พระบุญเรืองธิราชขอให้ได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แก่ผู้ข้าทั้งหลายแต่เทอญฯ"


ส่วนท้าวมันตุราชพระบิดาได้ตรัสมอบราชสมบัติ บ้านเมืองทั้งหมดให้ทั้งสองได้ครอบครอง แต่ท้าวเต่าไม่ปรารถนาที่จะรับไว้ โดยว่าตนเป็นบุตรของไพร่น้อย ไม่สมควรที่จะเป็นกษัตริย์ ขอให้พระองค์ยกให้พี่สาวทั้งหกคนใดคนหนึ่งเถิด อีกประการหนึ่งตนก็มีบ้านเมืองอยู่แล้ว แม้ว่าท้าวเต่าโพธิสัตว์จะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ตาม ท้าวมันตุราชก็ไม่ยอมฟังได้ขอให้ท้าวเต่ารับถึง ๓ ครั้ง พร้อมกันนั้นเหล่าอำมาตย์ราช-มนตรีทั้งหลายต่างนำพานทองมีดอกไม้เงินดอกไม้ทองเข้าไปกราบขอให้รับไว้ ในที่สุดท้าวเต่าก็ตกลง จากนั้นก็ได้กระทำพิธีอุสสาภิเสกขึ้นในวัง พร้อมทั้งจัดให้มีงานฉลองสมโภชอยู่ตลอด ๗ วัน


หลังจากท้าวเต่าได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้วได้เสวยราชย์ในเมืองทั้งสองคือเมืองมหานครหลวงและเมืองอินทสาเกต พราหมณาจารย์ได้ถวายพระนามว่าท้าวสุวรรณะเต่าน้อยอองคำ และพระนางแก้วไกษรบรมราชินีจากนั้นก็ให้พวกราชบุรุษไปนำเอาย่าและนางแก้วฟองศรีอันเป็นพระมารดาไปเสวยสุขอยู่ในเมืองอินทสาเกต ท้าวเต่าก็ได้ปกครองบ้านเมืองให้มีความสุขเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทรงสั่งสอนท้าวพญาเสนาอมาตย์ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ให้อยู่ในศีลธรรมอันดี หมั่นทำบุญให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมในวันพระ ให้สมาทานรักษาศีล บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรือง หาภัยศัตรูข้าศึกเบียดเบียนมิได้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วบ้านน้อยเมืองใหญ่ ท้าวพญาร้อยเอ็ดหัวเมืองต่างนำเครื่องบรรณาการไปถวายเพื่อพึ่งบรมสมภารอยู่มิได้ขาด


นับแต่นั้นมาพระนางทั้ง ๖ ซึ่งเป็นพี่สาวของพระนางแก้วไกษรราชเทวี ได้เห็นน้องสาวของตนเปี่ยมล้นไปด้วยบุญญาบารมีเช่นนั้นก็พากันนึกริษยา นางธิดาทั้ง ๖ จึงไปทูลท้าวมันตุราชเพื่อขอร่วมเป็นนางเทวีของเจ้าสุวรรณะเต่าน้อย-อองคำด้วย เตุราชได้ฟังก็ทรงกริ้วแล้วบริภาษนางทั้ง ๖ ว่าทั้ง ๖ นางไม่มีหิริโอตตัปปะ ครั้งแรกตนก็ได้ถามความสมัครใจทุกคนดูแล้ว ต่างคนต่างรังเกียจเต่ากันหมดหากไม่เชื่อฟังก็จะให้เพชฌฆาตตัดหัวทุกคน ตรัสแล้วก็ทรงขับไล่ลงจากปราสาทไป


นางทั้ง ๖ ปรึกษากันอีกว่าเด่าคงจะเหมือนกันหมดถ้าหากนำมาเลี้ยงดูแลอย่างดีทุกวันก็คงจะลอกคราบออกเป็นคนได้ นางทั้ง ๖ จึงพากันเข้าป่าไปหาเต่าได้คนละ ๑ ตัว แล้วนำไปเลี้ยงไว้ในห้องเหมือนที่น้องสาวของตนได้กระทำมาก่อนเต่าเหล่านั้นก็พากันกัดตามเนื้อตัวของนางทั้ง ๖ ได้รับบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน พอหลายเดือนเข้าเนื้อตัวของนางทั้ง ๖ ก็มีแต่แผล จึงพากันนำเด่าไปปล่อยทิ้งเสียในป่า


พระพุทธองค์ทรงแสดงเทศนาถึงเหตุที่ได้เสวยราชสมบัติพร้อมกันสองเมือง และวิบากกรรมอันได้เกิดเป็นเต่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ในสมัยของพระพุทธเจ้ากุสันธะในหลายกัปป์ก่อนหน้าโน้น พระโพธิสัตว์เกิดมาเป็นกุฎมพีผู้หนึ่งได้สร้างกุฎีถวายแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วยผลบุญอันนั้นจึงได้มาสนองตอบให้ได้เสวยราชสมบัติในสองเมืองพร้อมกันในชาติเดียว


ส่วนวิบากกรรมอันได้เกิดมาเป็นเต่านั้นก็เพราะเหตุว่ายังมีในชาติหนึ่งผ่านพ้นมาหลายกัปป์ พระโพธิสัตว์ได้เกิดมาในตระกูลชาวบ้านที่แห่งหนึ่ง ในขณะที่ยังเป็นเด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่ได้เล่นกับพวกเด็กชาวบ้านซึ่งก็ได้พากันไปจับปูมาเล่น โดยเอาดินเหนืยวปั้นเป็นรูปเต่าแล้วเอาหุ้มตัวปูไว้แล้วนำมาเล่นแข่งกันตั้งแต่เช้าจนเย็นแล้วปล่อยไปโดยมิได้แกะรูปเต่าออก หลายวันต่อมา ฝนได้ตกลงมาและได้เซาะดินรูปเต่าละลายออกจากที่ได้หุ้มปูไว้ ปูจึงมีอิสระเดินได้สะดวกด้วยเศษแห่งผลกรรมนั้น พระองค์จึงได้เกิดมาเป็นเต่าในชาติดังกล่าว


ท้าวสุวรรณะเต่าน้อยอองคำและพระนางไกษรได้ครองราชสมบัติสืบต่อมาจนสิ้นอายุ แล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์เสวยสุขในทิพย์สมบัติอันมีนางฟ้าได้ ๑ พันนางเป็นบริวาร ในจำนวนขัดติยราชตระกูลผู้อื่นนั้น เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ทุก ๆ คน


พระพุทธเจ้าได้นำพระธรรมเทศนาเรื่องนี้แสดงแก่ภิกษุทั้งหลายตอนปรารภเหตุที่ภิกษุทั้งหลายโจทนาถึงเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงพระเมตตาโปรดสงเคราะห์หญิงยากจนในเมืองสาวัตถีดังกล่าว เมื่อจบเรื่องแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้สโมธานคือนำเอาอดีตชาติและปัจจุบันชาติมาเทียบกันให้แจ้งแก่พุทธบริษัททั้งหลาย


ในเมื่อพระธรรมเทศนาเรื่องนี้จบลง พุทธบริษัททั้งหลายต่างก็ได้บรรลุถึงธรรม ทั้งประเภทโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีและพระอรหันต์ ตามบุญสมภารแห่งตนที่ได้บำเพ็ญมา


บำรุง บารมี


ภาพจิตรกรรมฝาผนังศาลารายวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี อำเภอเด่นชัย แพร่